ยอดหมอเทวะบรรพกาล

    บทที่ 189 ลูกกตัญญู

    จินต๋าโส่วฝู่

    ลั่วหยางยังก้าวไม่ทันถึงหน้าวิลล่าของตัวเอง หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าประตู ในมือหมอนั่นหิ้วถุงกระดาษที่ดูเหมือนจะบรรจุเหล้านอกแพงระยับไว้สองขวดพร้อมกับของจุกจิกอีกบางส่วน

    ของพวกนั้นไม่ใช่ประเด็น... ประเด็นคือไอ้คนที่ยืนหน้าสลอนอยู่นั่นคือ ซ่งตงหมิง

    ชั่วอึดใจนั้นลั่วหยางแทบจะเงยหน้ามองฟ้าว่าวันนี้ดวงอาทิตย์ขึ้นผิดทิศหรือเปล่า ทว่าสมองก็ประมวลผลจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้ในเสี้ยววินาที

    ก่อนเขาจะบินไปฝูซัง สองพ่อลูกตระกูลซ่งเพิ่งจัดฉากละครน้ำเน่าปาหี่ หวังเตะสกัดความร่วมมือระหว่างซุนเหมินซู่สือกับเยี่ยจือ แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร ไอ้ช่างไฟ 'มือระเบิดพลีชีพ' ที่พวกมันจ้างมากะจังหวะโดดบันไดพลาด ทิ้งตัวลงมาทับซ่งตงหมิงเข้าเต็มเปา ซ้ำร้ายเขายังตอกกลับไปแค่สองประโยค ก็เล่นเอาตาเฒ่าซ่งไห่ชางปรี๊ดแตกจนเส้นเลือดในสมองแตกคาที่

    แล้วดูตอนนี้สิ... 'ยอดลูกกตัญญู' ถึงขั้นหิ้วของมาก้มหัวขอร้องให้เขากลับไปรักษาพ่อตัวเองถึงหน้าประตูบ้าน

    ความฉิบหายวายป่วงของสองพ่อลูกตระกูลซ่งล้วนเป็นผลงานชิ้นเอกของลั่วหยาง ทว่าลึกๆ ในใจเขากลับควานหาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไม่เจอสักหยด... ถึงมันจะดูไร้มนุษยธรรมไปบ้างก็เถอะ

    "น้องลั่ว" ทันทีที่ซ่งตงหมิงเห็นเป้าหมาย เจ้าตัวก็รีบฉีกยิ้มการค้าที่ดูฝืนธรรมชาติสุดๆ ปรี่เข้ามาทักทายทันที

    "คุณชายซ่ง ลมอะไรหอบมาถึงนี่" ลั่วหยางปรายตามองถุงของขวัญในมืออีกฝ่าย ข้างในเป็นเหล้านอกสีกรุ่นดูเก่าแก่สองขวดประกบกับสมุดปกแดงหนึ่งเล่ม

    เพ่งมองเพียงปราดเดียวก็รู้ทันที... นั่นคือโฉนดที่ดิน

    "น้องลั่ว พ่อฉันรอดตายมาได้ก็จริง แต่จนป่านนี้ยังนอนเป็นผักอยู่บนเตียง แกอายุมากแล้ว คนเป็นลูกทนดูแกทรมานสภาพนั้นไม่ไหวจริงๆ ฉันรู้ว่านายมีวิชาแพทย์ระดับหมอเทวะ เลยบากหน้ามาขอร้องให้นายช่วยรักษาพ่อฉันหน่อยเถอะ" ซ่งตงหมิงเค้นน้ำเสียงสั่นเครือ แสร้งทำเป็นจริงใจขั้นสุด

    "ตอนนี้พ่อคุณอยู่ไหน"

    "โรงพยาบาลจื้อเทียน"

    ลั่วหยางขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย

    ซ่งตงหมิงที่คอยลอบสังเกตสีหน้าอยู่ตลอดรีบชิงพูดเสริมทันที "น้องลั่ว ฉันรู้ว่านายกับผู้อำนวยการหวังซุ่นลี่มีเรื่องผิดใจกัน ไม่ต้องห่วง แค่นายพยักหน้าคำเดียว... ฉันจะสั่งให้มันเก็บข้าวของไสหัวออกไปพ้นๆ หน้าเดี๋ยวนี้เลย"

    "คุณมีอำนาจสั่งการในจื้อเทียนด้วยงั้นสิ" ลั่วหยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายรอยประหลาดใจ

    ซ่งตงหมิงรีบอธิบาย "ตระกูลซ่งเราถือหุ้นอยู่ในจื้อเทียนด้วย ถึงจะไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่บอร์ดบริหารหลายคนก็พวกๆ กันทั้งนั้น แค่จะเตะโด่งผู้อำนวยการกระจอกๆ สักคน... พูดคำเดียวก็จบแล้ว"

    มิน่าล่ะ ตอนนั้นเยี่ยจือถึงตอกหน้าหวังซุ่นลี่หงายได้ด้วยคำพูดแค่ประโยคเดียว และก็ไม่แปลกใจที่ตระกูลซ่งจะเจาะจงเรียกตัวหวังซุ่นลี่มารักษาซ่งเหม่ยฉีถึงที่

    ข้อเสนอนี้ทำเอาลั่วหยางแอบหวั่นไหวขึ้นมานิดๆ ถ้าได้เห็นไอ้แก่หวังซุ่นลี่โดนเตะโด่งตกเก้าอี้ คงเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตาไม่หยอก ทว่าใบหน้าคมคายกลับราบเรียบดุจผิวน้ำ ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ เล็ดลอดออกมา

    ซ่งตงหมิงลอบสังเกตท่าทีของชายหนุ่ม นัยน์ตาแฝงความขุ่นมัวที่สับสนปนเป

    เห็นภายนอกแสร้งทำตัว 'ว่านอนสอนง่าย' ลดตัวลงมาเจรจาเยี่ยงสุนัขเชื่องๆ แต่ลึกๆ ในใจมันกลับสุมไปด้วยไฟแค้นที่ทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเท่า ยิ่งต้องบากหน้ามาอ้อนวอนคนที่เกลียดเข้าไส้... ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของมันก็ยิ่งถูกเหยียบย่ำจนปี้ป่น

    "ขอผมเก็บไปคิดดูก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้คำตอบ" ลั่วหยางจงใจดึงจังหวะ เขาต้องการเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเยี่ยจือเสียก่อน

    ท่าทีหมางเมินทำเอาซ่งตงหมิงร้อนรน "น้องลั่ว อาการป่วยมันรอไม่ได้ พ่อฉันอายุตั้งขนาดนั้นแล้ว เกิดพลาดพลั้งอะไรขึ้นมาจะทำยังไง... ถือซะว่าทำบุญทำทาน ไปดูอาการแกหน่อยเถอะ อ้อ จริงสิ... นี่น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ช่วยรับไว้ด้วย"

    มันรีบยื่นมือประคองถุงของขวัญบรรจุเหล้านอกแพงหูฉี่และโฉนดที่ดินส่งให้ถึงอก

    ลั่วหยางตวัดมือดันของพวกนั้นกลับไปอย่างไม่ไยดี "หมอที่ไหนเขารับสินบนใต้โต๊ะจากคนไข้กัน"

    ซ่งตงหมิงเหลือบมองคฤหาสน์หรูหราด้านหลังโดยสัญชาตญาณ ภายในใจมีคำก่นด่านับหมื่นคำตีตื้นขึ้นมาแต่กลับจุกอยู่ที่คอหอย

    ไอ้เวรเอ๊ย... คฤหาสน์หรูที่หลิวโย่วสุ่ยประเคนให้แกก็ตั้งตระหง่านทิ่มตาอยู่ตรงนี้ หลังเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนี้ แกยังกล้าพ่นคำพูดสวยหรูออกมาอีกเรอะ หน้าด้านเกินไปแล้ว

    "เอาตามนี้ คุณกลับไปก่อน ของพวกนี้ก็หิ้วกลับไปด้วย พรุ่งนี้ผมถึงจะให้คำตอบ" ลั่วหยางตัดบทดื้อๆ ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงให้เปลืองน้ำลาย

    มีหรือที่ซ่งตงหมิงจะยอมถอยง่ายๆ "น้องลั่ว ฉันรู้ว่าเรามีเรื่องขัดใจกันมาก่อน ถ้านายยอมหายโกรธ จะให้ฉันทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น... หรือจะให้ฉันคุกเข่าโขกหัวขอขมานายตรงนี้เลยดีไหม"

    สิ้นคำ ซ่งตงหมิงก็ทิ้งเข่ากระแทกพื้นเสียงดังตุบอย่างไม่อิดออด

    เจอไม้ตายนี้เข้าไป ลั่วหยางถึงกับผงะไปเล็กน้อย "คุณชายซ่ง จะมาทรมานตัวเองหาพระแสงอะไร ผมยังไม่ได้ปฏิเสธคุณสักคำ แค่บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยเอาคำตอบ"

    เขายื่นมือไปดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน

    พอเห็นท่าทีอีกฝ่ายอ่อนลง ซ่งตงหมิงก็คว้าความหวังริบหรี่ไว้แน่น รีบหงายไพ่ใบสุดท้ายทันที "จริงสิ... โฉนดนี่เป็นของห้องเพนต์เฮาส์โครงการเทียนเจียวอวี้หยวน พื้นที่กว้างตั้งสองร้อยแปดสิบตารางเมตร ฉันรู้ว่านายกับพี่สะใภ้คบกันอยู่ แต่พวกนายคนนึงอยู่หัวเมือง อีกคนอยู่ท้ายเมือง ไปมาหาสู่กันลำบากแย่ ฉันเลยตั้งใจกว้านซื้อห้องเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกสิบเอ็ด โซนเอ มาประเคนให้นายโดยเฉพาะ ฉันไปเช็กดูมาแล้ว แค่เดินออกไประเบียงก็มองทะลุเห็นบ้านพี่สะใภ้ได้ชัดแจ๋ว แบบนี้นายจะได้แวะไปหาเธอสะดวกๆ ไง"

    ลั่วหยางแค่นยิ้มบาง "คุณชายซ่ง... คุณนี่ช่างคิดเผื่อแผ่ได้รอบคอบจริงๆ เอาล่ะ ผมจะเก็บไปพิจารณาดูอย่างละเอียด คุณกลับไปได้แล้ว"

    "งั้นของพวกนี้นายรับไว้ก่อนเถอะ" ซ่งตงหมิงฉวยจังหวะยัดเยียดถุงของขวัญใส่มือชายหนุ่มอีกรอบ

    ลั่วหยางปัดทิ้งกลับไปทันควัน "บอกแล้วไงว่าพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"

    "นี่... ก็ได้ ฉันจะรอสายจากนาย" ซ่งตงหมิงกัดฟันกรอด ไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก แต่ก็ทำได้แค่หมุนตัวเดินคอตกกลับไปแต่โดยดี

    ชายหนุ่มไขกุญแจเข้าบ้าน ก่อนจะทอดสายตาผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น มองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไป

    จังหวะนั้นเอง ซ่งตงหมิงหันขวับกลับมาจ้องเขม็ง มันถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรงด้วยความเกลียดชังเข้ากระดูกดำ

    รอยยิ้มหยันผุดขึ้นบนมุมปากของลั่วหยาง "หึ... สันดานดิบเผยออกมาแล้วสิ จะมาเสแสร้งเล่นบทลูกกตัญญูหาพระแสงอะไร ถ้าตาแก่ซ่งไห่ชางทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้แกแต่แรก... แกจะยอมลดตัวมาก้มหัวให้ฉันแบบนี้ไหม สวะเอ๊ย"

    ทว่าเขาคงต้องยอมรับความทุ่มเทในครั้งนี้ ซ่งตงหมิงควักทุนสร้างมาไม่น้อย เหล้านอกสองขวดนั่นเป็นแค่น้ำจิ้ม แต่เพนต์เฮาส์ที่เทียนเจียวอวี้หยวนนั่นสิของจริง ด้วยทำเลทองฝังเพชรติดกับจัตุรัสฝู่เทียน มูลค่าของมันคงกระโดดข้ามหัววิลล่าหลังนี้ไปไกลลิบ

    ร่างของซ่งตงหมิงกลืนหายไปกับมุมถนน

    ลั่วหยางล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา เตรียมกดโทรสายตรงหาเยี่ยจือ

    สำหรับเขา การออกโรงไปรักษาตาแก่ซ่งไห่ชางเพื่อแลกกับเพนต์เฮาส์หรูระดับนั้น ถือเป็นดีลที่คุ้มค่าตัว อันที่จริง... ความแค้นเคืองระหว่างเขากับตระกูลซ่งก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงขั้นที่เงินตราหรืออสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมจะลบล้างไม่ได้ เพียงแต่เรื่องนี้มีเยี่ยจือเป็นตัวแปรสำคัญ เขาจึงต้องถามความเห็นเธอก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ภายในหัวเขากำลังวางหมากกระดานใหม่เอาไว้อย่างแยบยล

    หากเขาสามารถบีบคอให้ซ่งไห่ชางยอมเซ็นสลักหลังยกเลิกพินัยกรรมบ้าบอของซ่งตงซานได้... เยี่ยจือก็จะเป็นอิสระและจดทะเบียนสมรสกับเขาได้อย่างไร้ข้อกังขา คู่รักสมหวัง ซ่งเหม่ยฉีได้พ่อคนใหม่มาเติมเต็มครอบครัว... นี่มันยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูงชัดๆ

    ทว่าปลายนิ้วยังไม่ทันแตะปุ่มโทรออก รถสามล้อไฟฟ้าของพนักงานส่งพัสดุก็แล่นมาจอดเทียบหน้าประตูรั้ววิลล่าเสียก่อน คนขับยังคงเป็นไอ้หนุ่มไรเดอร์หน้าคุ้นที่เคยมาส่งของให้คราวก่อน

    ลั่วหยางเดินออกไปรับหน้า พนักงานส่งของที่กำลังจะควักโทรศัพท์ออกมากดโทร รีบยัดเครื่องกลับเข้ากระเป๋ากางเกง ก่อนจะหันไปสาละวนยกพัสดุลงจากตู้หลังรถ

    มันคือหยกเหอเถียนกล่องเบ้อเริ่มอีกสองลัง น้ำหนักดูจะเอาเรื่องกว่ารอบที่แล้ว กะด้วยสายตาน่าจะทะลุร้อยห้าสิบกว่ากิโลกรัม

    ไรเดอร์หนุ่มช่วยออกแรงแบกกล่องหนักอึ้งเข้ามาวางแหมะกลางห้องนั่งเล่น ลั่วหยางเองก็ไม่ใช่คนตระหนี่ เขาควักแบงก์ร้อยหยวนยัดใส่มือเป็นทิปน้ำใจ ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มหน้าบานเดินฮัมเพลงกลับไปอย่างอารมณ์ดี

    ชายหนุ่มคว้าคัตเตอร์มากรีดเทปกาวเปิดลังทั้งสองใบ ด้านในอัดแน่นไปด้วยหยกเหอเถียนขนาดคละไซซ์ปะปนกันมั่วซั่ว และแน่นอน... สภาพแต่ละก้อนล้วนเกรดต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ชนิดที่ว่าเอาไปเจียระไนเป็นเครื่องประดับยังอายหมา แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติวิสัย ขืนลูกจ้างกินเงินเดือนพวกนั้นฟลุกขุดเจอหยกเนื้อดีระดับอัญมณีเข้าจริงๆ มีหรือจะไม่แอบฮุบไปปล่อยตลาดมืดเข้ากระเป๋าตัวเอง ใครจะโง่ส่งมาให้เขากันล่ะ

    แต่ถึงอย่างนั้น คุณภาพกากๆ ของหยกพวกนี้ก็ไม่ได้กวนใจเขาเลยสักนิด เพราะมาตรฐานเดียวที่เขาสนใจ... คือมันต้องเป็นหยกที่ขุดมาจากรากฐานของเทือกเขาคุนหลุนเท่านั้น

    กริ๊ง กริ๊ง...

    โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นครืด ลั่วหยางหยิบขึ้นมาดู หน้าจอโชว์หราว่าเป็นสายเรียกเข้าจากเยี่ยจือ

    ช่างรู้ใจกันซะจริง ชายหนุ่มสไลด์หน้าจอกดรับสายทันที

    "ที่รัก หยกล็อตใหม่จากชิงตี้ถึงมือหรือยัง" น้ำเสียงใสแจ๋วของเยี่ยจือดังลอดมาจากปลายสาย

    "เรียบร้อย ผมกำลังจะกดเบอร์โทรหาคุณพอดี คุณก็ชิงโทรมาก่อนซะได้"

    "มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันงั้นสิ" น้ำเสียงเยี่ยจือฟังสบายๆ คล้ายจะเดาเค้าลางบางอย่างออก

    "เมื่อกี้ซ่งตงหมิงเพิ่งบากหน้ามาหาผมถึงที่นี่ หิ้วเหล้าสองขวดมาติดสินบน พ่วงด้วยโฉนดเพนต์เฮาส์อีกหนึ่งใบ... หมอนั่นอ้อนวอนให้ผมไปรักษาพ่อสามีของคุณน่ะ"

    "เอ๊ะ... เรื่องนี้เองหรอกเหรอ อืม เอาเป็นว่าคืนนี้ฉันแวะไปหาแล้วค่อยคุยรายละเอียดกันนะ" ชัดเจนว่าหญิงสาวเดาทางพลาดไปคนละโยชน์

    ลั่วหยางยกยิ้มมุมปาก "ถ้างั้นเดี๋ยวผมเข้าครัวโชว์ฝีมือทำมื้อค่ำรอไว้เลยแล้วกัน"

    คล้ายกับเรื่องยอดหมอเทวะบรรพกาล ที่คุณอ่าน