พ่อแม่ส่วนใหญ่ต่างแนะนำให้ลูกประกอบอาชีพที่สูงส่งอย่าง ‘หมอ’ หรือ ‘ผู้พิพากษา’ เมื่อลูกๆ ของพวกเขาใฝ่ฝันถึงอาชีพในอนาคต
นั่นเป็เพราะอาชีพที่ลงท้ายด้วยคำว่า ‘ษา’ ล้วนเป็ที่ยอมรับนับถือทั้งสิ้น
[หมายเหตุผู้แปล: ในภาษาเกาหลี คำว่า ‘หมอ’ คือ ‘อึยซา’ (uisa) และ ‘ผู้พิพากษา’ คือ ‘พันซา’ (pansa) ซึ่งอาชีพชั้นสูงส่วนใหญ่ในภาษาเกาหลีจะลงท้ายด้วยคำว่า ‘ซา’ (sa) ]
หรือไม่พวกเขาก็จะแนะนำให้รับราชการ ซึ่งถือว่าเป็อาชีพที่มั่นคงและมีรายได้ค่อนข้างดี
ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกต้องเผชิญกับเส้นทางที่เหนื่อยยากและลำบาก
ทว่า กรณีของผมนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
“ลูกเอ๋ย ลูกควรเป็ร่างทรงนะ”
“ครับ?”
นั่นคือสิ่งที่แม่พูดกับผมหลังจากที่ผมเสียพ่อไปั้แ่ยังเด็กและต้องเติบโตมาพร้อมกับน้องสาวที่ไม่ค่อยได้เื่ได้ราว
แม้ครอบครัวจะไม่ได้ขัดสนหรือยากจนข้นแค้น แต่ผมก็ยังตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อหวังจะเป็หมอเพื่อหาเงิน... หรือไม่ก็อาจจะเป็นักวิทยาศาสตร์ หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์
สิ่งที่แม่แนะนำให้กับคนที่วางแผนอนาคตมาอย่างดิบดีในสายวิทยาศาสตร์แบบผม ไม่ใช่สายศิลปศาสตร์ หรือแม้แต่นสายดนตรีและพลศึกษา แต่มันเป็เส้นทางที่อยู่คนละระดับกันเลย
จะพูดอย่างไรดีนะ? มันคือเทววิทยาหรือเปล่านะ?
“เอ่อ เมื่อกี้แม่ว่าอะไรนะครับ?”
“ลูกฟังไม่ถนัดสินะ แม่จะพูดอีกรอบ ลูกต้องเป็ร่างทรง”
“แต่ผมไม่อยากเป็นี่ครับ”
คำตอบของผมหนักแน่น
ผมไม่มีวันเป็ร่างทรง ทำไมต้องมาเป็เอาป่านนี้ด้วย?
คิ้วของแม่กระตุกวูบหนึ่งด้วยคำตอบอันกล้าหาญของผม ก่อนที่ท่านจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ลูกมีคุณสมบัติของร่างทรง เทพเ้าทุกองค์กำลังคุ้มครองลูกอยู่ ลูกไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเป็ร่างทรง”
ผมอึ้งไปเลยเมื่อได้ยินแบบนั้น
คุณสมบัติของร่างทรงงั้นหรือ ท่านบอกว่าผมมีพร์เช่นนั้น
นอกจากความไร้เหตุผลแล้ว ผมก็นึกอะไรไม่ออกเลย
หลังจากนั้น แม่ก็เอาแต่พูดสิ่งที่คนเป็แม่ไม่ควรพูดกับลูกชาย เช่นบอกว่าผมมีคุณสมบัติพิเศษ และผมถูกกำหนดมาให้ต้องทนทุกข์ทรมานหากไม่ยอมรับร่างและเข้าพิธีเป็ร่างทรง
ตอนนั้นผมตอบโต้ไปว่าอย่างไรนะ?
“ไม่มีวัน ผมไม่ทำ”
“ถ้าลูกไม่ทำ สักวันลูกจะเจอหายนะครั้งใหญ่ แม่พูดเพราะเป็ห่วงลูกนะ”
“ถ้าห่วงผมจริง ก็ควรจะสนับสนุนในเส้นทางที่ผมอยากเดินสิครับ!”
ผมจำได้ว่าพูดออกไปอย่างเด็ดขาดแล้วขังตัวเองไว้ในห้อง
พูดตามตรง ผมรู้สึกโกรธและเสียใจอย่างยิ่ง ท่านไม่เคยแม้แต่จะชื่นชมลูกที่วางแผนชีวิตตัวเองมาั้แ่เข้าสู่วัยรุ่นตอนมัธยมต้น กลับบอกให้เขาละทิ้งทุกอย่างแล้วไปเป็ร่างทรงเนี่ยนะ?
คำพูดเ่าั้กลับกลายเป็แรงผลักดันให้ผมยิ่งตั้งใจเรียนด้วยความดื้อรั้น
แม่คอยมารบกวนและบีบบังคับให้ผมทำเื่งมงาย แถมยังสอนความรู้แปลกๆ อย่างตำนาน เวทมนตร์ และอาคมให้ผมอีก
แต่ผมไม่ยอมแพ้ ยิ่งท่านทำแบบนั้น ผมก็ยิ่งโกรธ และผมก็นำความรู้เชิงเหตุผลทั้งหลายมาอัดแน่นในสมองเพื่อต่อต้าน
ผ่านไปกว่า 10 ปี เมื่อผมเติบโตเป็ผู้ใหญ่และได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของสังคม ผมก็ตายลง
มันเป็อุบัติเหตุทางรถยนต์
‘มันช่างน่าขันจริงๆ’
นั่นคือสิ่งที่แม่หมายถึงเื่การเจอหายนะหรือเปล่า?
และสิ่งที่น่าใยิ่งกว่าคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น...
ผมยังมีชีวิตอยู่ พูดให้ถูกคือ ผมตายไปครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ได้เกิดใหม่
ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าโลกหลังความตายจะมีอยู่จริง ผมเคยคิดว่าทุกอย่างที่แม่พูดเป็เื่โกหก แต่ใครจะไปคิดว่ามันเป็เื่จริงทั้งหมด?
ช่างโง่เขลานัก มนุษย์เรามักไม่ตระหนักถึงสิ่งที่ตนยังไม่เคยััด้วยตัวเอง และผมก็ได้รับรู้มันอย่างขมขื่นผ่านประสบการณ์ความตาย
แล้วตอนนี้ผมกำลังทำอะไรอยู่น่ะหรือ?
“นี่จะรวมอยู่ในบทเรียนนะ ทุกคนเปิดหนังสือเรียนต่อจากคราวที่แล้ว วันนี้ครูจะสอนวิธีวาดวงเวทย์”
ผมเป็อาจารย์ที่สถาบันเวทมนตร์
...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หัวรถจักรวิศวกรรมเวทมนตร์ที่พ่นไอน้ำสีขาวออกมาวิ่งเข้ามาเทียบท่าที่สถานี
กริ๊ก! ฉึกฉัก!
เสียงไอน้ำที่ถูกบีบอัดพ่นออกมาดังกังวานอย่างสดชื่นในขณะที่เหล็กกล้าขบเข้าหากัน
ผู้โดยสารที่รออยู่ที่สถานีต่างทยอยขึ้นรถไฟทีละคน และขณะที่ผมเฝ้ามองภาพนั้น ผมก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวขึ้นรถไฟ
ร่างกายของผมรู้สึกสดชื่นขึ้นจากอากาศบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนเข้าสู่ปอด
ท้องฟ้าโปร่งใสไร้ก้อนเมฆ และััได้ถึงความสดชื่นในอากาศเย็นของฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านพ้นไป
เหลือเวลาอีกไม่นานหัวรถจักรวิศวกรรมเวทมนตร์ที่กำลังมุ่งหน้าสู่จักรวรรดิเอ็กไซเลียน ก็จะออกเดินทาง
ผมยกมือขึ้นลูบใบหน้าเบาๆ
ผมรู้สึกถึงััแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคยผ่านถุงมือ
‘หน้ากากพรางใบหน้านี้ติดแน่นดีจริงๆ’
มันช่วยไม่ได้ เพราะผมต้องปิดบังตัวตนของตัวเอง
ผมก้าวขึ้นรถไฟด้วยท่าทางที่เป็ธรรมชาติเพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย
“ขอตรวจตั๋วหน่อยครับ” พนักงานขบวนรถพูดกับผมขณะผมขึ้นไปบนรถ
ผมหยิบตั๋วออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทที่สวมอยู่แล้วยื่นให้เขา
“เรียบร้อยครับ คุณ เจอร์ราร์ด ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ”
หลังจากได้รับคำทักทายอย่างเป็ทางการจากพนักงาน ผมพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
เมื่อผมตรวจสอบตั๋วที่ได้รับคืนมา มีเลขห้อง 403 เขียนอยู่บนนั้น
พูดอีกอย่างคือ มันคือห้องพักห้องที่สามของตู้โดยสารที่สี่ ทางเดินแคบจนพอให้คนเดินผ่านได้แค่คนเดียว แต่มันยาวและมีประตูเรียงรายอยู่สองข้างทางโดยเว้นระยะห่างกันพอสมควร
รถไฟวิศวกรรมเวทมนตร์ที่ผมเพิ่งขึ้นมาไม่ได้ถูกเรียกว่ารถไฟหรูหราอย่างไร้เหตุผล ที่นั่งทั้งหมดจึงถูกแบ่งเป็ห้องส่วนตัวตลอดแนวยาวของทางเดิน
ห้อง 401
ห้อง 402
ห้อง 403
‘เจอแล้ว’
ผมเช็คป้ายหน้าห้องก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
ทันทีที่เปิดประตู ผมได้กลิ่นไม้เก่าโชยมาแตะจมูก
ข้างในไม่ได้หรูหรามากนัก แต่มีทุกอย่างที่จำเป็ครบถ้วน
ที่นั่งที่ดูสบายซึ่งแบ่งฝั่งซ้ายขวา และพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระ พร้อมกับกระดิ่งสัญญาณที่ติดตั้งไว้เพื่อเรียกพนักงานหาก้าสิ่งใด
‘ไม่เลวเลยนะ’
ผมไม่ได้เตรียมสัมภาระหนักมา จึงแค่เดินเข้าไปนั่งลงบนที่นั่งอย่างเบาสบาย
เบาะนั่งนุ่มนิ่ม อาจเป็เพราะว่าเป็รถไฟสุดหรู
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพกว้างใหญ่ของเทือกเขาทางเหนือก็ปรากฏแก่สายตา
ยอดเขาสูงตระหง่านถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ดูราวกับั์ที่สวมหมวกทรงกรวยสีขาว
อีกไม่นานรถไฟก็จะวิ่งฝ่ารอยแยกของเทือกเขาเ่าั้
‘มาได้ไกลขนาดนี้แล้ว จะวางใจได้หรือยังนะ?’
ชื่อของผมคือ เจอร์ราร์ด
ครั้งหนึ่งผมเคยเป็คนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีใต้
แน่นอนว่านั่นเป็อดีตชาติ และผมก็ได้ตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ปริศนา
สถานที่ที่ผมตื่นขึ้นมาหลังจากตายแบบนั้นก็คือโลกที่ผมอยู่ในตอนนี้
โลกลึกลับที่เวทมนตร์และวิทยาศาสตร์อยู่ร่วมกัน ซึ่งแตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง
ผมกำลังเพลิดเพลินกับชีวิตที่สองของผมที่นี่
‘นั่งรถไฟไปจักรวรรดิแล้ว คงต้องพักผ่อนจนกว่าจะถึง’
จักรวรรดิเอ็กไซเลียน...
ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็ประเทศที่ใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดบนทวีป
เป็แหล่งกำเนิดของวิศวกรรมเวทมนตร์ ที่ซึ่งเวทมนตร์และเครื่องจักรดำรงอยู่อย่างเท่าเทียม และเป็ที่ตั้งของเหล่าจอมเวทและหอคอยเวทมนตร์
ผมกำลังมุ่งหน้าไปยังจักรวรรดิแห่งนั้นบนรถไฟขบวนนี้
‘เมืองใหญ่อย่าง ลีเธเวลก์ เป็สถานีเปลี่ยนถ่ายระหว่างทางสินะ?’
ผมหยิบแผ่นพับข้อมูลข้างที่นั่งขึ้นมาอ่าน
จุดหมายปลายทางสุดท้ายของรถไฟวิศวกรรมเวทมนตร์ที่เพิ่งออกตัวไปคือเมืองหลวงของจักรวรรดิ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่รถไฟจะวิ่งตรงไปยังเมืองหลวงของประเทศหนึ่งจากพรมแดนของอีกประเทศหนึ่งได้เลย
แม้แต่รถไฟวิศวกรรมเวทมนตร์ชั้นหนึ่งที่เฉพาะผู้มีคุณสมบัติและร่ำรวยเท่านั้นที่ขึ้นได้ ก็ยังต้องเป็เช่นนั้น
แน่นอนว่าต้องมีสถานีแวะพักสองแห่งระหว่างทาง
ลีเธเวลก์ คือสถานีแรก และในบางแง่ก็อาจถือได้ว่าเป็เมืองที่โด่งดังกว่าเมืองหลวงเสียอีก
เพราะมันเป็ที่ตั้งของสถาบันเวทมนตร์ ซึ่งเป็ความฝันของเหล่าว่าที่จอมเวททุกคน
‘สถาบันงั้นหรือ? ช่างเป็โลกที่น่าทึ่งจริงๆ’
หลายสิบปีผ่านไปั้แ่เริ่มใช้ชีวิตที่สอง แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ผมยังปรับตัวไม่ได้
ความรู้สึกห่างเหินจากอดีตชาติคงจะมีมากโข
แต่สถาบันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมอยู่ดี ผมไม่ต้องกังวลเื่นั้น
ตึก.
ในขณะที่ผมกำลังจมอยู่กับความคิด รถไฟก็สั่นไหวเล็กน้อยหนึ่งครั้ง
‘จะเริ่มออกตัวแล้วสินะ?’
วู วู้ว วู!!!
เป็ไปตามคาด รถไฟส่งเสียงหวีดร้องประกาศการออกเดินทาง
ภายในเวลาไม่เกินนาที รถไฟก็จะแล่นผ่านูเาทางเหนืออันกว้างใหญ่
‘ฉันต้องอยู่คนเดียวในห้องนี้สินะ? ก็ดีเหมือนกัน สะดวกสบายดี’
ในขณะที่ผมกำลังจมอยู่กับความคิดโง่ๆ แบบนั้น ประตูห้อง 403 ก็เปิดออกด้วยเสียงดังแกร็กราวกับว่ารอเวลานี้อยู่
ไม่ใช่พนักงานรถไฟ แต่เป็ชายหนุ่มแต่งตัวดีในวัยยี่สิบกลางๆ เดินเข้ามา เขาดูสูงโปร่งสง่างาม และสวมเสื้อโค้ทสีน้ำตาลที่มีดีไซน์คล้ายกับของผม
ไม่มีทางที่พนักงานรถไฟจะแต่งตัวแบบนี้ได้ นั่นหมายความว่าเขาคือผู้โดยสารที่จะต้องร่วมห้องกับผม
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา...
ผมไม่คิดเลยว่าจะมีผู้โดยสารอีกคน
‘คิดผิดจริงๆ ที่หวังว่าจะเดินทางได้อย่างสบายใจโดยไม่รู้สึกอึดอัด’
ขณะที่ผมกำลังถอนหายใจในใจ อีกฝ่ายก็มองมาที่ผมแล้วทักทาย
“สวัสดีครับ”
“...”
ในเมื่อเขาเป็ฝ่ายทักทายก่อน ผมจึงพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
ผมไม่อยากสนทนาให้ยืดยาว จึงตอบกลับไปราวกับว่าผมเป็คนเงียบขรึม
เขาไม่ได้ใส่ใจท่าทีของผมมากนักและนั่งลงที่ที่นั่งตรงข้าม
วู วู้ว วู——!!!
รถไฟเริ่มออกเดินทางพร้อมเสียงหวีดร้องดังลั่น
ตอนแรกหัวรถจักรวิศวกรรมเวทมนตร์สั่นไหวเล็กน้อย แต่การสั่นะเืก็หายไปทันทีที่ความเร็วเพิ่มขึ้น
ตั๋วรถไฟไม่ได้ราคาแพงโดยไม่มีเหตุผล เช่นเดียวกับที่ราคาแพงเกินกำลังซื้อของคนธรรมดา ระดับความเร็วและความสะดวกสบายจึงแตกต่างจากรถจักรไอน้ำทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างใสวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หิมะกองสูงและต้นไม้ตระกูลสนตั้งตระหง่านท่ามกลางหิมะ ูเาหิมะสีขาวที่ปกคลุมทุกอย่างนั้นงดงามจนดึงดูดความสนใจของผมได้โดยธรรมชาติ
ทว่า หลังจากจ้องมองมันไปได้ 10 ถึง 20 นาที ผมก็เริ่มเบื่อ
ผมหยิบนิตยสารที่วางอยู่ข้างแผ่นพับขึ้นมาเปิดอ่าน
ในโลกนี้ไม่มีแล็ปท็อปหรือสมาร์ทโฟน สิ่งเดียวที่จะใช้ฆ่าเวลาได้จึงมีเพียงหนังสือและนิตยสาร
[ากลางเมืองในอาณาจักรยูทาห์ ยุติแล้ว]
[ฝ่ายเ้าหญิงได้รับชัยชนะ]
พาดหัวข่าวเช่นนั้นถูกนำเสนออย่างโดดเด่นบนหน้าแรกของนิตยสาร
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ากลางเมืองยังคงดำเนินอยู่ และอาณาจักรยูทาห์ นั่นเองที่เป็ประเทศที่ว่าจ้างทหารรับจ้างจำนวนมากจากทั่วทุกสารทิศ
และยังเป็ประเทศที่สถานีรถไฟซึ่งรถไฟวิศวกรรมเวทมนตร์ออกเดินทางจากตั้งอยู่
ภาพถ่ายขาวดำถูกแทรกอยู่ระหว่างบทความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีดำ มันเป็ภาพของฝ่ายเ้าหญิงที่ประกาศชัยชนะในา
“ในที่สุดากลางเมืองในอาณาจักรยูทาห์ ก็จบลงสักที”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากหลังนิตยสาร
ผมลดนิตยสารที่บังหน้าลงเล็กน้อยแล้วจ้องมองชายที่อยู่ตรงข้าม
ถ้าเขาถามตรงๆ แบบนั้น ผมก็คงเมินเฉยไม่ได้ จึงเปิดปากตอบ
“ครับ ผมก็สงสัยอยู่ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ ดีใจที่มันจบเร็วกว่าที่คิด”
“ไม่นานมานี้เองที่ฝ่ายเ้าชายระดมพลทหารรับจ้างและกำลังทหารจำนวนมากจากทั่วสารทิศ แต่สุดท้ายก็ยังแพ้ ดีใจที่มันจบลงได้เร็วครับ”
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นเลยนะครับ”
“นั่นสินะครับ อ่า ผมยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ผม ลุดเกอร์ เชลีซี ครับ”
‘ลุดเกอร์ เชลีซี. มีนามสกุลแบบนี้ เป็ขุนนางหรือเปล่านะ?’
อย่างไรก็ตาม เขาไม่แสดงท่าทีหยิ่งยโสหรือหยาบคายแบบขุนนางทั่วไปให้เห็นเลย
“ผมชื่อ เจอร์ราร์ด ครับ ผมไม่มีนามสกุล”
ผมไม่มีนามสกุล
กล่าวคือ ผมเปิดเผยไปว่าผมเป็เพียงสามัญชน
“อ้อ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมมาจากตระกูลขุนนางที่ล่มสลายแล้ว”
“อ้อ เข้าใจแล้วครับ”
การที่เขาเป็ขุนนางตกอับก็ฟังขึ้น
พวกเขาคือขุนนางที่ไม่ใช่ขุนนางจริงๆ
“คุณ เจอร์ราร์ด กำลังจะไปที่ไหนเหรอครับ?”
“ผมกำลังจะไปที่ ลีน เดอ บรูโน เมืองหลวงของจักรวรรดิครับ มีธุระที่นั่นนิดหน่อย”
“ถ้าคนเก่งๆ อย่างคุณมีธุระที่นั่น มันคงต้องเป็เื่ใหญ่แน่ๆ เลยใช่ไหมครับ?”
ผมยิ้มมุมปากและส่ายหัวให้กับมุกตลกที่คุณ ลุดเกอร์พูด
“ไม่ใช่งานหรอกครับ แค่ไปเที่ยวชมเมืองเฉยๆ”
“ไปเที่ยวเหรอครับ ดีเหมือนกันครับ ผมได้ยินมาว่าจักรวรรดิเอ็กไซเลียน พัฒนาเทคโนโลยีเวทมนตร์ไปไกลมาก มีอะไรให้ดูเยอะแยะเลยล่ะ”
“แล้วคุณ ลุดเกอร์ล่ะครับ จะไปที่ไหน?”
“ผมจะไปที่ ลีเธเวลก์ ครับ”
“ลีเธเวลก์ คือที่ตั้งของสถาบันสินะครับ คุณมีธุระที่นั่นเหรอครับ?”
“ครับ ก็ไม่ได้จะอวดหรอกนะ แต่ผมได้รับมอบหมายให้เป็อาจารย์ที่สถาบันโซเรน ครับ”
“โอ้”
ผมรู้สึกประทับใจจริงๆ
สถาบันเวทมนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิ Sören
สถานที่ที่รวบรวมเหล่าอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศของทวีป มันคือแหล่งบ่มเพาะอนาคตเพื่อเจียระไนอัญมณีที่จะเปลี่ยนแปลงโลก
แน่นอนว่านักเรียนที่รวบรวมอยู่ที่นั่นประกอบไปด้วยเด็กที่มีพร์ดีที่สุด และอาจารย์ที่สอนพวกเขาก็เป็ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานนั้น
นั่นหมายความว่าชายตรงหน้าผมคือหนึ่งในคนเ่าั้
“คุณดูยังอายุน้อย แต่ฝีมือคงจะไม่ธรรมดาเลยนะครับ”
“ไม่หรอกครับ เป็เพราะผู้คนคาดหวังในตัวผมสูงเกินไปต่างหาก จริงๆ แล้วผมก็ผ่านการสอบมาได้อย่างหวุดหวิดเลยครับ”
“ผมได้ยินมาว่ามีคนเก่งๆ มากมายที่สอบตกเพียงเพราะยังไม่ผ่านเกณฑ์ของสถาบันแม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ผมว่าคุณภูมิใจได้เลยนะครับ”
“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ เอ่อ ว่าแต่เื่ากลางเมืองในอาณาจักรยูทาห์ คุณได้ยินข่าวลือบ้างไหมครับ?”
“ข่าวลืออะไรเหรอครับ?”
“เขาว่ากันว่ามีบุคคลสำคัญในากลางเมืองครั้งนี้ที่เป็ผู้นำชัยชนะมาสู่ฝ่ายเ้าหญิงน่ะครับ”
“อืม บุคคลสำคัญงั้นสินะ”
“แต่น่าแปลกที่เขาบอกว่าคนคนนั้นไม่ใช่จอมเวทฝีมือฉกาจหรืออัศวินระดับสูง แต่เป็แค่ทหารรับจ้างพเนจรคนหนึ่ง”
ทหารรับจ้างพเนจรที่มีส่วนสำคัญในชัยชนะของากลางเมืองของประเทศ...
ยังไม่มีการเปิดเผยในนิตยสาร แต่หรือว่ามันจะเป็ข่าวลือที่แพร่สะพัดในหมู่ประชาชนกันนะ?
“ทหารรับจ้าง มาคิอาเวลลี นั่นคือชื่อของเขา”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” ผมแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คุณดูไม่ค่อยใเลยนะครับ”
“ฮะๆ ผมแค่คิดว่ามันคงเป็ข่าวลือมั่วๆ น่ะครับ”
ผมบอกไปว่าไม่รู้ แต่จริงๆ แล้วนั่นคือคำโกหก
ผมรู้จักชื่อ “ทหารรับจ้าง มาคิอาเวลลี” เป็อย่างดี
ไม่มีทางที่ผมจะไม่รู้จัก
เพราะว่า มาคิอาเวลลี ก็คือ...
ตัวตนที่ผมใช้ก่อนที่จะมาเป็ เจอร์ราร์ด นั่นเอง