"ไอ้ขยะนั่น... กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนั้น!"
เสี่ยวเหม่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ มือเรียวใต้โต๊ะเรียนกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเืซึมออกมาเล็กน้อย ความเ็ปทางกายช่วยให้เธอควบคุมอารมณ์ที่พลุ่งพล่านได้บ้าง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าพูดจาหยาบคายกับเธอเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากเย่เจียงเฉิน ชายหนุ่มที่เธอเคยคิดว่าอ่อนแอและน่าสมเพช
"หรือว่ามันจะได้ยินที่เราพูดวันนั้น?"
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจเสี่ยวเหม่ย เธอหวนนึกถึงวันที่เธอและเพื่อนๆ นินทาเย่เจียงเฉินอย่างสนุกปาก โดยเฉพาะเื่ขาที่พิการของเขา ความรู้สึกระแวงเริ่มกัดกินใจเสี่ยวเหม่ย เธอเริ่มกังวลว่าเย่เจียงเฉินอาจจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ที่แสนดี
"ถ้ามันเอาเื่นี้ไปบอกคนอื่น... ความนิยมของฉันต้องลดลงแน่ๆ"
เสี่ยวเหม่ยเริ่มกระวนกระวาย แต่แล้วเธอก็พยายามหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเอง
"ไม่สิ... ไม่มีใครเชื่อคนอย่างมันหรอก"
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เสี่ยวเหม่ยก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ความรู้สึกอยากเอาคืนเย่เจียงเฉินก็ยังคงกัดกินใจเธอไม่จางหาย
"แกจะต้องเสียใจที่ทำแบบนี้กับฉัน" เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
ถึงแม้เสี่ยวเหม่ยจะเป็นักสู้ฝึกหัดระดับกลาง แต่เธอก็ไม่อยากจะลงมือแก้แค้นเย่เจียงเฉินด้วยตัวเอง เธอไม่อยากเสี่ยงให้ภาพลักษณ์ที่เธอสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากต้องแปดเปื้อน
เมื่อตัดสินใจได้เธอจึงหยิบมือถือขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และส่งข้อความไปหาโจวซือหาว ชายหนุ่มที่กำลังตามจีบเธออย่างไม่ลดละ
โจวซือหาวเป็ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของซีอีโอบริษัทเทียนซิงเมดิเทค บริษัทั์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมที่มีอิทธิพลอย่างมากในเมือง
เสี่ยวเหม่ยรู้ดีว่าโจวซือหาวพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาใจเธอ และเขาก็มีพลังและความสามารถเพียงพอที่จะสั่งสอนเย่เจียงเฉินให้หลาบจำ
ในวันถัดมา ข่าวของเย่เจียงเฉินที่กลายเป็คนใหม่ก็แพร่สะพัดไปทั่วสถาบัน นักเรียนที่เคยดูถูกและเหยียดหยามเขา ต่างพยายามหลบหน้าด้วยความรู้สึกผิดและหวาดกลัว ทว่า ในความเป็จริงแล้ว นอกจากเสี่ยวเหม่ยที่ตีสองหน้าหลอกใช้เขาเป็เครื่องมือเพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของตนเองดูดี เย่เจียงเฉินก็ไม่ได้รู้สึกแค้นเคืองใครเป็พิเศษ
ในที่สุดคาบเรียนตอนบ่ายมาถึง บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยความกดดัน วันนี้คือวันประเมินสมรรถภาพประจำเดือน การทดสอบนี้ไม่ใช่แค่การวัดความแข็งแรง แต่มันคือการประเมินศักยภาพโดยรวมของนักเรียนแต่ละคน ทั้งในด้านพลังปราณและความสามารถทางกายภาพ ซึ่งผลลัพธ์จะส่งผลต่อการจัดอันดับและโอกาสในการเข้าสู่หลักสูตรการฝึกฝนขั้นสูง
นักเรียนทุกคนมารวมตัวกันที่สนามกีฬาในร่มของสถาบัน อาจารย์ผู้คุมสอบอธิบายรายละเอียดของการทดสอบแต่ละส่วนอย่างละเอียด
เย่เจียงเฉินเข้าร่วมการทดสอบด้วยความตื่นเต้น เขาสงสัยว่าพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขา จะส่งผลต่อผลการทดสอบมากแค่ไหน
การทดสอบเริ่มต้นด้วยการวัดระดับพลังปราณ นักเรียนแต่ละคนถูกขอให้ยืนอยู่หน้าอุปกรณ์ที่ดูเหมือนแท่นโลหะขนาดเล็ก อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า "เครื่องวัดปราณ" มันสามารถตรวจจับและวัดปริมาณความเข้มข้นของพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของแต่ละคน
นักเรียนแต่ละคนถูกเรียกชื่อให้เข้าไปทำการทดสอบทีละคน นักเรียนคนแรกยืนอยู่หน้าเครื่องวัดปราณแล้วพยายามปลดปล่อยพลังปราณออกมา ตัวเลขบนหน้าจอเครื่องชี้วัดพลังงานมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก่อนจะหยุดอยู่ที่ตัวเลขสี่สิบแปด
สำหรับเกณฑ์การทดสอบนักสู้ฝึกหัดขั้นต่ำต้องมีค่าพลังปราณมากกว่าห้าสิบหน่วย ผลการทดสอบจึงทำให้เขาไม่ผ่านเกณฑ์อย่างน่าเสียดาย
“อะไรกัน… ฉันใส่พลังเต็มที่แล้วนะ” นักเรียนคนนั้นกล่าวก่อนจะหันไปทำสีหน้าอ้อนวอนอาจารย์ผู้คุมสอบ “ขออีกทีได้ไหมครับอาจารย์ ผมว่าคราวนี้ต้องผ่านแน่ๆ”
“ไม่ได้! พวกเธอมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
นักเรียนที่สอบไม่ผ่าน ต่างเดินคอตกกลับไปรวมกลุ่มกันด้วยความรู้สึกท้อแท้
เกณฑ์ในการผ่านการทดสอบพลังปราณนั้นสูงมาก นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถปลดปล่อยพลังปราณได้มากพอที่จะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในการเลื่อนระดับเป็นักรบฝึกหัดขั้นต้นได้ มีเพียงนักเรียนส่วนน้อยเท่านั้น ที่ผ่านการทดสอบไปได้อย่างหวุดหวิด
การทดสอบผ่านไปอย่างรวดเร็วจนในที่สุดก็ถึงตาของเย่เจียงเฉิน เมื่ออยู่หน้าเครื่องวัดปราณ เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาอย่างรุนแรง พลังงานนั้นอบอุ่นและทรงพลัง ราวกับว่ามันสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าได้
เขาทำสมาธิและพยายามควบคุมพลังปราณให้ไหลออกมาจากทั่วทั้งร่างกาย ในวินาทีต่อมาเครื่องวัดปราณก็เริ่มสั่นไหว ตัวเลขบนหน้าจอเครื่องชี้วัดพลังงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ที่ตัวเลขหนึ่งร้อยแปดสิบสี่
อาจารย์ผู้คุมสอบและนักเรียนคนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใครจะไปคิดว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็ขยะประจำห้องจะมีพลังปราณที่แข็งแกร่งขนาดนี้
“เย่เจียงเฉินผ่านการทดสอบ” ผู้คุมสอบประกาศผลอย่างเป็ทางการ
ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างตกอยู่ในภวังค์ บางคนถึงกับต้องขยี้ตา เพื่อดูหน้าจอเครื่องวัดพลังปราณอีกครั้ง
“เอาล่ะ… ไปที่การทดสอบต่อไปได้แล้ว” อาจารย์ผู้คุมสอบกล่าวขึ้น
นักเรียนทุกคนถูกพาไปยังเครื่องวัดแรงกระแทก โครงสร้างของมันประกอบด้วยเป้าซ้อมขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนโครงเหล็ก และหน้าจอแสดงผลดิจิทัลที่แสดงตัวเลขของแรงกระแทกที่วัดได้
ในการทดสอบนี้ พวกเขาต้องโจมตีไปยังเป้าทดสอบเพื่อวัดพละกำลังทางกายภาพ นักเรียนแต่ละคนผลัดกันเข้าไปทำการทดสอบ พวกเขาพยายามออกแรงชกอย่างสุดกำลัง แต่ตัวเลขที่แสดงบนหน้าจอก็ยังคงอยู่ในระดับที่น่าผิดหวัง
จนกระทั่งถึงคราวที่ผู้คุมสอบเรียกชื่อเย่เจียงเฉิน นักเรียนทุกคนในบริเวณนั้นต่างจับจ้องไปที่เขาเป็ตาเดียว
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าเย่เจียงเฉินมีพละกำลังที่น่าทึ่ง หลังจากที่เห็นเขาจัดการหานเฟิงได้ในหมัดเดียว
เย่เจียงเฉินยืนอยู่หน้าเครื่องวัดแรงกระแทกอย่างสงบนิ่ง เขาจ้องมองไปยังเป้าซ้อมที่อยู่ตรงหน้า แล้วเริ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
พลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย เขากำหมัดแน่น มองไปยังเป้าซ้อมด้วยสายตาที่แน่วแน่ และในชั่วพริบตานั้นเอง หมัดที่รุนแรงก็ถูกเหวี่ยงออกไป
“ปัง!!”
เสียงปะทะดังสนั่น แรงกระแทกทำให้เป้าทดสอบถึงกับะเืเล็กน้อย ตัวเลขบนหน้าจอแสดงผลดิจิทัลสว่างวาบขึ้น
สองร้อยสิบห้า
นักเรียนทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง ตอนนี้พวกเขาไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมหานเฟิงที่เป็นักสู้ฝึกหัดขั้นต้นถึงพ่ายแพ้ให้กับเย่เจียงเฉินง่ายดายขนาดนั้น
“นี่มัน… เทียบเท่านักสู้ระดับกลางเลยนะ” นักเรียนคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
การทดสอบสุดท้ายคือการวัดความเร็วในการเคลื่อนที่ นักเรียนทุกคนถูกพายังลานวิ่ง ในการทดสอบนี้ พวกเขาต้องวิ่งเป็ระยะทางหนึ่งร้อยเมตร ในขณะที่เครื่องจับเวลาจะวัดเวลาในการวิ่งของแต่ละคน
เย่เจียงเฉินไม่เคยเข้าร่วมการทดสอบนี้มาก่อน เนื่องจากขาที่พิการ ซึ่งนั่นเป็ปมที่ยังคงหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้
“เจ็น… รวบรวมพลังปราณทั้งหมดไปที่ขาของฉันที”
[รับทราบ]
หลังการตอบรับของเสียงภายในหัว พลังปราณที่กระจายอยู่ทั่วทุกอณูของร่างกายถูกส่งมาที่ขาทั้งสองข้างของชายหนุ่ม กล้ามเนื้อขาของเขาเกร็งตัวแน่นจนแทบจะะเิ
ทันทีที่เสียงสัญญาณดังขึ้น เท้าของเขาก็ดันตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง มันราวกับว่าเขาเป็นักวิ่งมืออาชีพที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิต ทั้งที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เขายังต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงในการเดิน
ร่างของเขาะเิความเร็วออกมา ราวกับะุที่ถูกยิงออกจากกระบอกปืน เสียงลมหวีดหวิวผ่านหูของเย่เจียงเฉิน เขาไม่เคยรู้สึกถึงความเร็วขนาดนี้มาก่อน
หลังจากตัวเขาผ่านเข้าเส้นชัย สถิติบนหน้าจอดิจิทัลก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เจ็ดจุดศูนย์ห้าวินาที
มันทำลายสถิติอันดับหนึ่งของนักสู้ฝึกหัดระดับต้นอย่างไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว
เสียงเฮดังลั่นรอบสนาม นักเรียนโดยรอบต่างส่งเสียงเชียร์ยินดีกับชายหนุ่ม ตอนนี้พวกเขารู้สึกชื่นชมในความสามารถของเย่เจียงเฉินอย่างแท้จริง ทว่า ท่ามกลางความยินดีเ่าั้ สายตาของเสี่ยวเหม่ยกลับมองไปที่ชายหนุ่มด้วยความอิจฉา ทั้งที่ในการทดสอบของทุกเดือนเธอจะเป็คนที่โดดเด่นยิ่งกว่าใคร แต่ในตอนนี้เย่เจียงเฉินกลับแย่งเอาต่ำแหน่งนั้นไปครอง ซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์
หลังจากที่ระบบประมวลผลคะแนนการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายของเย่เจียงเฉิน ผลปรากฏว่าเขาอยู่ในระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นต้น แต่ดูแล้วอีกไม่นานเขาก็คงจะได้เลื่อนขั้นเป็นักสู้ฝึกหัดขั้นกลางอย่างแน่นอน
แสงอาทิตย์สีส้มคล้อยต่ำลงจากขอบฟ้า เงาของตึกสูงยาวเหยียดทอดไปตามพื้นถนน เสียงรถราที่สัญจรไปมา ไฟถนนเริ่มส่องสว่างขึ้นทีละดวง
เย่เจียงเฉินและเหวินเทาเดินออกมาจากสถาบันพรางคุยเล่นกัยอย่างสนุกสนาน
“ั้แ่อยู่สถาบันนี้มาฉันไม่เคยเห็นใครทำคะแนนได้เยอะขนาดนั้นมาก่อนเลยนะ” เหวินเทากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
เย่เจียงเฉินยิ้มเล็กน้อย “ฉันก็แค่พยายามทำให้เต็มที่เท่านั้นเอง”
“ไม่ได้ๆ นายต้องบอกเคล็ดลับฉันบ้างแล้ว” เหวินเทาเริ่มคะยั้นคะยอ
เย่เจียงเฉินหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหาเื่อื่นมาพูดเพื่อกลบเกลือน
“ใครชื่อเย่เจียงเฉิน?”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะพวกเขา เย่เจียงเฉินและเหวินเทาหยุดเดิน และหันไปมองต้นเสียง ก่อนจะพบกับชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีแดงที่พับแขนมาถึงศอกมองหน้าพวกเขาพร้อมกับจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ในแววตา