ตอนที่ 10
“ท่านแม่ทัพหานซวน เ้าปุกปุยที่ท่านเรียกอยู่มีชื่อว่า ไป๋เซ่อ ไม่ใช่เลี่ยงหลิ่ง เลี่ยงหลิ่งคือชื่อของข้า ไม่ใช่เ้าไป๋เซ่อ”นางพยายามอธิบายด้วยความใจเย็น
แต่สิ่งที่นางพูดดูเหมือนว่าจะไม่เข้าหูแม่ทัพใหญ่สักเท่าไรกระมัง เขาถึงได้ทำหน้านิ่งตีมึนอยู่เช่นนี้ “กระต่ายตัวนี้ตามเดิมอยู่ในเขตจวนของข้า ย่อมเป็ของข้า ข้าจะเรียกมันว่าอะไรก็ได้ ตามที่ข้าสะดวกจะเรียก”
“เมื่อครู่ท่านกล่าวว่ากระต่ายตัวนี้เป็ของท่านอย่างนั้นหรือ? แต่ข้าเป็ผู้ให้อาหารและทายามัน ก็ต้องถือว่าข้าเป็ผู้เลี้ยงและเป็เ้าของสิ ขอความกรุณาท่านแม่ทัพทำความเข้าใจใหม่อีกครั้งด้วย”
ความไร้เดียงสาของเลี่ยงหลิ่งทำให้หานซวนนึกสนุก ตามจริงไม่มีผู้ใดกล้าต่อปากต่อคำกับเขาเช่นนี้ เว้นคุณชายฉืออันผู้เสมือนทำตัวเป็นกกระจิบอยู่ตลอดเวลา
“เช่นนั้นเองรึ แต่ข้าก็ยังจะเรียกเ้ากระต่ายตัวนี้ว่าเลี่ยงหลิ่งอยู่ดี”
เขาพูดไม่รู้เื่หรืออย่างไรกัน หากไม่ติดว่าเขาคือผู้มีพระคุณ นางคงจะเถียงเขามากกว่านี้แล้ว แต่นี่เพราะเป็เช่นนั้นจึงไม่สามารถทำอะไรได้
“เชิญท่านแม่ทัพเข้าด้านในเถิด หากอยู่ตรงนี้ข้าเกรงว่าจะเป็เื่ไม่สมควรเอาได้ ท่านเป็แขกของครอบครัวข้าและครอบครัวของคุณชายฉืออัน ไม่เข้าไปร่วมงานถือว่าไม่ให้เกียรตินะเ้าคะ”เลี่ยงหลิ่งกล่าวตัดบท ไม่อยากสนทนากับคนตรงหน้าต่อ
“เ้าติเตียนข้าที่อายุมากกว่าเ้าเป็สิบปีเช่นนั้นรึ? แต่ก็ดี ข้าชอบใจนัก สตรีเยี่ยงเ้าคงมีสิ่งใดให้สนุกปากได้ทุกวัน”หานซวนบอกแค่นั้นก่อนจะเดินเบี่ยงหลบออกไป ปล่อยให้เลี่ยงหลิ่งขมวดคิ้ว หน้าตึงอยู่ตรงที่นั้นคนเดียว
“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะปากร้ายได้ขนาดนี้”
“จบพิธีงานแต่งของซูหนี่ว์แล้ว เ้าบอกข้ามาซิ ว่าจะทำอย่างไรกับงานของเลี่ยงหลิ่ง หากบอกลูกไปตามตรงคงจะก่อเื่วุ่นวายอีกเป็แน่”หลังจากที่จบพิธีงานแต่งงานของซูหนี่ว์และทำพิธีส่งเข้าหอแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกปลื้มปริ่มดวงใจอยู่ไม่น้อยกับงานแต่งงานของลูกสาวคนโต แต่พอกลับถึงจวนเข้าห้องมา ก็นึกคิดถึงเื่คำบัญชาของเฉียนฮ่องเต้ขึ้น
“ถึงอย่างไรก็ต้องทำให้แต่งให้ได้เ้าค่ะ ถึงนางจะไม่ยอมแต่ข้าจะทำให้นางยอมเอง”ฮูหยินใหญ่ยื่นแก้วชาให้สามี นางกำลังคิดวิธีการที่จะทำให้เลี่ยงหลิ่งยอมเข้าพิธีแต่งงานกับแม่ทัพหานซวนให้ได้
“เ้าจะทำเช่นไร อย่าบอกข้าว่าจะบังคับด้วยการทำร้ายจิตใจลูก หากเป็เช่นนั้นข้าไม่้า เลี่ยงหลิ่งเสียใจเพราะเราสองคนมามากพอแล้ว”เสนาบดีกรมเอ่ยกำชับภรรยา ให้ทำอะไรอยู่ในความเป็แม่คน
“ข้ารู้ รู้ว่านางเสียใจเพราะเราทั้งสองคนมามากพอแล้ว”
เสนาบดีกรมเหลือบมองท่าทางและแววตาที่เศร้าลงเล็กน้อยของฮูหยินใหญ่ พอถึงเวลาที่ลูกสาวคนเล็กต้องออกไปอยู่ในอ้อมอกของผู้อื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ คนเป็พ่อแม่ย่อมยินดีไปพร้อมกับเสียใจเสมอ
เสนาบดีกรมอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบไหล่ภรรยาเบา ๆ เป็การปลอบใจ แต่มันเป็เื่จริงที่ต้องยอมรับให้ได้ว่า ฮูหยินใหญ่เป็ผู้ที่ทำให้ลูกสาวทั้งสองของตนออกเรือนไปเอง
ประกอบกับคำสัญญาของบรรพบุรุษจึงทำให้เสนาบดีกรมและ ฮูหยินใหญ่หลีกเลี่ยงการนี้ไม่ได้ เพราะคำมั่นสัญญาในสนามรบถือเป็เื่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์มากกว่าคำสัญญาโดยทั่วไป
“คุณหนูเ้าคะ ฮูหยินใหญ่เรียกเ้าค่ะ”
ฉิงอันเดินเข้ามานั่งลงและบอกกล่าวแก่เลี่ยงหลิ่งที่กำลังนั่งเล่นกับไป๋เซ่ออยู่ นางหันหน้ามาหาพี่เลี้ยง ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางคิดไปว่านางทำสิ่งใดผิดอีก
“วันนี้ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใดเลยนะ ท่านแม่จะลงโทษอะไรข้าอีก”
“คุณหนู ไม่เป็อย่างนั้นหรอกเ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่แค่เรียกให้พบ อาจมีเื่สำคัญจะสนทนากับคุณหนูก็เป็ได้นะเ้าคะ”ฉิงอันพูดปลอบ เลี่ยงหลิ่งถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย นางวางไป๋เซ่อลงบนที่นอนตามเดิมก่อนจะลุกออกมาที่ห้องรับรองแขกในจวน
“ท่านแม่เรียกข้ามา..มีสิ่งใดหรือเ้าคะ”
“อย่ายืนค้ำหัวและพูด นั่งก่อนจึงค่อยพูด”ฮูหยินใหญ่ที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย เลี่ยงหลิ่งนึกขึ้นได้จึงรีบนั่งลงต่อหน้ามารดา
“ที่แม่เรียกเ้ามาที่นี่ แม่มีเื่จะสนทนาธุระสักประเดี๋ยว และเ้าต้องฟังสิ่งที่แม่กำลังจะบอกเ้าให้จบก่อนที่จะเอ่ยถาม”
“เ้าค่ะ ท่านแม่มีเื่ใดจะสนทนากับข้าหรือเ้าคะ”
“เมื่อตอนวันงานแต่งงานของพี่เ้าวันก่อน มีคุณชายท่านหนึ่งให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอเ้า หน้าตาดี มีชาติตระกูลเทียบเท่ากับหรือมากกว่าคุณชายตระกูลหวงที่พี่เ้าแต่งไปเสียด้วยซ้ำ หน้าที่การงานก็ดีกว่า อายุห่างจากเ้าบวกลบไม่ประมาณสิบปีพอดี”
“ไม่นอกลู่นอกทาง ไม่มีเื่สตรี ตามที่เ้าเคยบอกว่าจะไม่เอาคนเ้าสำราญเป็คู่ครองเด็ดขาด สนใจหรือไม่?”ฮูหยินใหญ่ร่ายยาวรายละเอียดของบุรุษคนนี้ออกมาให้ลูกสาวคนเล็กได้พิจารณา เป็คุณสมบัติที่เลี่ยงหลิ่ง้าโดยเฉพาะนิสัย
“ข้า..”เลี่ยงหลิ่งนึกแปลกใจ ใครเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่านางเป็คนหัวรั้น ชายใดจะหมายปองนางได้อีก หากนางไม่เป็ลูกสาวของเสนาบดีกรมมีหรือที่จะชายตามองสตรีหัวรั้นอย่างนาง “ว่าอย่างไร อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ...ตามจริง แม่แค่มาถามว่าเ้ามีความเห็นอย่างไร แต่ถึงเช่นนั้น เ้าก็ต้องแต่งกับเขาอยู่ดี”
“ท่านแม่หมายความว่าเช่นไรกันเ้าคะ หมายความว่าถึงข้าจะปฏิเสธบุรุษที่ท่านแม่เสนอมา ข้าก็ยังคงต้องแต่งงานกับเขาอยู่ดีอย่างนั้นหรือเ้าคะ?”
“ใช่ เ้าเข้าใจถูกแล้ว”
“แต่ว่าข้ายังไม่อยากแต่งงานตอนนี้เ้าค่ะ ข้ายังไม่พร้อมที่จะดูแลบ้านเรือนของผู้ใดทั้งสิ้น”เลี่ยงหลิ่งตอบด้วยวาจาและน้ำเสียงฉะฉาน ไม่มีท่าทีเกรงกลัวว่าจะโดนตำหนิ
“แม่ว่าแล้วว่าเ้าต้องพูดเช่นนี้ พ่อและแม่จึงตอบตกลงเขาไปแล้ว”
นางไม่อยากจะเชื่อว่าบิดาและมารดาของนางจะตอบตกลงใครก็ไม่รู้ที่นางไม่รู้จักไปเสียอย่างนั้น แต่นางก็พอจะเข้าใจว่าบิดาและมารดาคงอยากตัดหางปล่อยวัดนางเสียเต็มทนแล้ว จึงตอบตกลงไป
“ท่านพ่อและท่านแม่ ไม่กลัวว่าข้าจะก่อความวุ่นวาย สร้างเื่เดือดร้อนให้คุณชายผู้นั้นปวดหัวหรือเ้าคะ หากส่งข้าไป มีแต่จะทำให้เขาปวดหัวเอาได้ เช่นนี้ตระกูลเหลียนจะเป็ที่ครหาเอาได้..รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”เลี่ยงหลิ่งยังพยายามพูดหว่านล้อมฮูหยินใหญ่ให้เปลี่ยนใจ ปฏิเสธผู้ใหญ่ฝ่ายนั้นไป แต่ฮูหยินใหญ่ที่มีนิสัยพอ ๆ กับเลี่ยงหลิ่ง ย่อมรู้ในสิ่งที่เลี่ยงหลิ่งคิดอยู่แล้ว
นางจึงหัวเราะในลำคอเล็กน้อย นึกขันลูกสาวคนเล็กและเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวที่พยายามนั่งหาเหตุผลมาถกเถียงนาง
“ปฏิเสธไปก็ไร้ผล..คำพูดของสตรีในเื่แต่งงานถือว่าไร้ตัวตน”ประโยคนี้สะกิดใจของเลี่ยงหลิ่ง มันยากนักที่นางจะเปลี่ยนความคิดของผู้เป็บิดาและมารดาได้ นางลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าในยุคนี้ การออกความเห็นในเื่งานแต่งงานจากเ้าสาวย่อมเป็เื่ที่ไร้ความหมาย
“แต่ข้าไม่ได้รักเขา เขาเป็ใคร มาจากไหน ชื่อเสียงเรียงนามเป็มาอย่างไร ข้าก็ไม่รู้ ข้าไม่อยากแต่งกับคนที่ข้าไม่ได้รัก”
“เ้าคิดว่าตนอยู่ในนิทานปรำปราของกวีเพ้อเจ้อหรืออย่างไรที่จะมีเื่ความรักอยู่ในเื่แต่งงาน หยุดเพ้อเจ้อแล้วยอมรับคำสั่งของพ่อและแม่เสียดีกว่า แม่รับรองว่าบุรุษผู้นี้เป็คนที่เ้ารู้จักอย่างแน่นอน”
“แต่..”
“ไม่มีแต่ เพราะนี่นอกจากจะเป็คำสั่งของพ่อและแม่แล้ว ก็ยังเป็คำสั่งที่ฮ่องเต้ส่งรับสั่งกับพ่อเ้ามาอีกด้วย ทีนี้จะยอมรับงานแต่งพระราชทานนี้ได้แล้วหรือยัง เ้าเด็กแสบ”เหตุผลที่แท้จริงของเสนาบดีกรมและฮูหยินใหญ่ถูกเผยออกมา เหตุผลนี้ทำให้เลี่ยงหลิ่งที่คิดทางหนีทีไล่อยู่ถึงกับอึ้งกิมกี่ พูดอะไรไม่ออก เหตุผลที่นางพยายามหามาหายวับออกไปทันที
ส่วนฮูหยินใหญ่พอเห็นปฏิกิริยาของลูกสาวแล้วก็พอจะเข้าใจท่าทางเช่นนั้น พิธีงานแต่งพระราชทานย่อมเป็พิธีที่ถือว่า บังคับทุกวิถีทาง ไม่สามารถหนีหรือหาเหตุผลมาต่อสู้ได้
การที่จะบีบให้เลี่ยงหลิ่งยอมทำตาม วิธีนี้เป็วิธีที่ได้ผลมากที่สุด
“ข้าจะทำเช่นไรดีพี่ฉิงอัน ข้าไม่อยากแต่งงาน ใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักเลยเสียด้วยซ้ำไป บอกแต่ว่าเป็คุณชาย คุณชายไหน? เป็พิธีพระราชทาน? แล้วมันยังอย่างไรต่อ”พอกลับออกมา ก็กระวนกระวายใหญ่คิดอยู่และพูดซ้ำ ๆ เป็ร้อยครั้ง
“หนีได้ไหม ห้ะ? พี่ฉิงอัน ข้าหนีไปวันนี้เลยได้ไหม ว่าอย่างไร”
“คุณหนูอย่ากล่าวเช่นนั้นเ้าค่ะ พิธีพระราชทานถือเป็พิธีบังคับให้ทำ
ถึงคุณหนูจะหนีไป ฮ่องเต้ก็ทรงให้คนพาตัวคุณหนูกลับมาเข้าพิธีแต่งงานได้อยู่ดี
เ้าค่ะ”
“ข้าว่าแล้วเชียว เพราะเช่นนี้นี่เองท่านแม่จึงรีบร้อนให้พี่ซูหนี่ว์แต่งกับคุณชายตระกูลหวงนัก ข้าว่าคุณสมบัติของคุณชายผู้นี้ที่ท่านแม่กล่าวมา ไม่ใช่เื่จริงแน่ ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านแม่คงให้พี่ซูหนี่ว์แต่งกับคุณชายผู้นั้นไปแล้ว”นางไม่ได้หวังให้มารดาหาบุรุษที่ดีที่สุดให้นางหรอก นางรู้อยู่แก่ใจว่าฮูหยินใหญ่รักซูหนี่ว์มากกว่าตนที่เป็เพียงลูกนอกคอก
หากคนผู้นั้นดีจริง คนที่จะได้เป็เ้าสาวของคุณชายไม่ทราบชื่อผู้นั้นคงจะเป็ซูหนี่ว์เป็แน่แท้ ไม่ใช่นางอย่างแน่นอน
“เื่มันอาจจะไม่เป็เช่นนั้นหรอกเ้าค่ะคุณหนู ฮูหยินใหญ่คงจะเห็นว่ามีคุณสมบัติตามที่คุณหนูเคยได้ประกาศไว้เมื่อครั้งนั้น”
“แล้วอีกทั้งยังเป็พระประสงค์จากฮ่องเต้ เสนาบดีกรมและฮูหยินใหญ่เป็เพียงแค่ขุนนางและสามัญชนธรรมดา ๆ จะกล้าต่อปากต่อคำ คัดค้านพระประสงค์นี้ได้เช่นไรเพคะ”ฉิงอันพยายามหาเหตุผลที่เป็ไปได้ ไม่ให้คุณหนูของนางคิดลบต่อผู้เป็บุพการี
แต่ถึงแม้ว่ามันจะเป็เหตุผลที่ฟังขึ้น แต่ใจของนางก็ยังรู้สึกไม่อยากยอมรับ และอยากหนีออกจากจวนตระกูลเหลียนให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียตอนนี้เลยด้วย