อี้ซีเฉินกับลู่จื่อเหยาต่างจนปัญญาหากแค่หมอกพิษเข้าร่าง ยาเรียกจิตก็เพียงพอจะรับมือได้แล้วทว่าจ่างซุนจื่อจวินกลับไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย
“เช่นนั้นไปหาผู้าุโเย่ากันเถิด”ลู่จื่อเหยาเสนอ “อย่างไรเสียเขาก็เป็ผู้าุโของหอโอสถ เป็อาจารย์ของพวกเ้าเขาน่าจะมีวิธี”
ใช่ว่าอี้ซีเฉินจะไม่เคยคิดถึงวิธีนี้มาก่อนเพียงแต่อาการป่วยของจ่างซุนจื่อจวินประหลาดเหลือเกิน ยังทึกทักว่าตนเองกับเขา...มีลูกกันแล้ว ช่างน่าอับอายนัก อี้ซีเฉินจึงคิดว่าตนเองแก้ไขได้ก็จะทำไม่อยากให้คนมากมายมารับรู้ น่าเสียดายที่เื่เป็เช่นนี้จึงทำได้แค่ไปหาเย่าปู้ตู๋แล้ว
จ่างซุนจื่อจวินเห็นด้วยกับข้อเสนอให้ไปพบเย่าปู้ตู๋ยามนี้เื่ราวชัดเจนมากว่าคนที่มีปัญหาก็คือตัวเขาเองและเย่าปู้ตู๋คือผู้าุโที่เขาเชื่อใจมากกว่าใครเขาเองก็หวังว่าจะเข้าใจต้นตอของปัญหาโดยเร็ว
เพิ่งจะออกจากเรือนป้ายคำสั่งของลู่จื่อเหยาก็สั่นขึ้นมาด้วยผู้าุโของหอหลอมกระบี่มีเื่เรียกตัวเขาเขาจึงไม่อาจไปเป็เพื่อนจ่างซุนจื่อจวินกับอี้ซีเฉินได้อีก ทั้งสองก็ไม่ได้ถือสาแยกจากเขาแล้วมุ่งหน้าไปป่าโอสถ
ระหว่างทางอี้ซีเฉินกำชับจ่างซุนจื่อจวิน“อีกเดี๋ยวเจออาจารย์แล้ว เ้ารู้สึกไม่สบายที่ใดก็บอกออกมาให้หมดรวมทั้งเื่ที่เ้าคิดว่าประหลาดด้วย อาจารย์ท่านมีความรู้รอบด้านอาจหยั่งรู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น”
จ่างซุนจื่อจวินมิได้เปล่งเสียงอันใด
“แต่ไม่อนุญาตให้เอ่ยถึงเื่ลูกอะไรนั่นเด็ดขาด!”อี้ซีเฉินทำหน้าเหี้ยมขู่ “ถ้าเ้ากล้าพูดเหลวไหล ข้าจะ...ข้าจะให้คางคกทองปัสสาวะรดหมอนเ้า!”
จ่างซุนจื่อจวินอดเอ่ยปากไม่ได้“เ้าไม่ได้ท้องจริง ๆ หรือ” แม้ตอนนี้จะเป็ปีปิ่งเฉิน แต่ในความทรงจำของเขาปีปิ่งเฉินอี้ซีเฉินกำลังตั้งท้องลูกคนแรกของพวกเขาอยู่นี่
อี้ซีเฉินโกรธจนเต้นผาง“ท้องบรรพบุรุษเ้าสิ! จำไว้นะ! ห้ามเอ่ยถึงเื่นี้เป็อันขาด!”
เพิ่งจะเดินเข้ามาในลานที่เต็มไปด้วยพืชพรรณพิสดารสากหินบดยาอันหนึ่งก็พุ่งตรงมาที่หน้าผากของอี้ซีเฉิน ตามมาด้วยเสียงตวาดลั่น“อี้ซีเฉิน! เ้ามาขโมยสมุนไพรในแปลงของข้าอีกแล้วใช่หรือไม่!”
อี้ซีเฉินกำลังตั้งท่าจะหลบทว่าเงาร่างหนึ่งเร็วกว่าเขา สากหินอันนั้นถูกคว้าหมับกลางอากาศ
จ่างซุนจื่อจวินเก็บอาวุธลับแล้วคำนับชายวัยกลางคนที่อยู่กลางลานอย่างเคารพนบนอบ“อาจารย์” คนผู้นี้ก็คือเย่าปู้ตู๋ ผู้าุโของหอโอสถอาจารย์ของจ่างซุนจื่อจวินและอี้ซีเฉินอีกทั้งเป็คนที่จ่างซุนจื่อจวินเคารพมากที่สุด
อี้ซีเฉินโผล่หน้ามาจากด้านหลังของจ่างซุนจื่อจวิน...ยิ้มประจบ “อาจารย์ ท่านอย่าเพิ่งโกรธ ท่านฟังข้าอธิบายก่อน...”
เย่าปู้ตู๋โกรธจนตาถลน“จื่อจวิน เ้าหลีกไปเสีย วันนี้ข้าจะต้องจัดการเ้าเด็กเวรนี่ให้ได้!”
จ่างซุนจื่อจวินไม่ได้ขยับต่อให้อีกฝ่ายจะเป็อาจารย์ของตน ทว่านอกจากเขาแล้วจะไม่มีทางปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายอี้ซีเฉินแม้เพียงกระผีก
“อาจารย์จื่อจวินเขาป่วยเป็โรคประหลาดที่แม้ข้าจะขโมยสมุนไพรไปเพื่อรักษาเขาแล้วแต่ข้าก็ยังรักษาเขาไม่หายทำได้แค่มาขอร้องให้อาจารย์ช่วยเหลือครับ!”อี้ซีเฉินอธิบายจุดประสงค์ที่มาหารวดเดียวจนแทบไม่ได้หายใจ
เย่าปู้ตู๋ชะงักอารมณ์โกรธสงบลงทันทีตามคาด “จื่อจวินป่วยรึ”
อี้ซีเฉินรีบดันจ่างซุนจื่อจวินเข้าไป
เย่าปู้ตู๋เดินมาตรงหน้าจ่างซุนจื่อจวินทันทีสำรวจใบหน้าของเขา คว้ามือของเขาขึ้นมาจับชีพจร ทว่าสีหน้าของเขาก็ยังผ่องใสดีชีพจรเต้นปกติ ไม่มีปัญหาใด ๆ เลย
“เมื่อคืนข้าลากจื่อจวินไปป่าหมอกพิษเป็เพื่อนข้า...”สีหน้าอี้ซีเฉินเรียบเฉยพร้อมกับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ออกห่างจากรัศมีโจมตีของเย่าปู้ตู๋“จื่อจวินเขาอาจจะสูดหมอกพิษเข้าไป ก็เลยเกิด... อะแฮ่ม ภาพหลอนเล็กน้อย”
“ป่าหมอกพิษรึ”เย่าปู้ตู๋ยกมือขึ้นหมายจะแพ่นกบาลเ้าเด็กบ้าที่ไม่รู้จักประมาณตนแต่ก็จนใจที่เขาหลบเร็วนัก “ดังนั้นยาสกัดลมปราณของข้า ก็เป็เ้าขโมยไปสินะ?!”
หากจ่างซุนจื่อจวินไม่ได้ยืนนิ่งเงียบขวางอยู่เบื้องหน้าเขาเย่าปู้ตู๋ก็อยากพุ่งเข้าไปหวดเ้าเด็กไม่รู้จักประมาณตนหนัก ๆ สักยกเหลือเกินทว่ายามนี้การรักษาอาการป่วยของจ่างซุนจื่อจวินย่อมสำคัญกว่า
“เ้าสูดหมอกพิษเข้าไปรึ”เย่าปู้ตู๋เอ่ยถาม “เ้ายังจำได้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร”
“อาจารย์”
“แล้วไอ้เด็กนั่นเป็ใคร”
“...”จ่างซุนจื่อจวินกลืนคำว่า “แม่ของลูก” สามคำนี้ลงไปอย่างเงียบ ๆเพระสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้ของอี้ซีเฉิน “อี้ซีเฉิน”
“วันนี้เป็เดือนใดปีใด”
จ่างซุนจื่อจวินเม้มปากเอ่ยเสียงเบา “เมื่อครู่ข้าไปดูที่ตำหนักเทพกสิกรรมมาแล้ว เป็ปีปิ่งเฉิน”
“แต่เดิมทีเขาคิดว่าปีนี้เป็ปีเจี๋ยจื่อ”อี้ซีเฉินเอ่ยเสริม
เย่าปู้ตู๋นิ่งงันใคร่ครวญอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ปีเจี๋ยจื่อ...แปดปีให้หลังหรือว่าหกสิบแปดปีหลังจากนี้”
“แปดปีให้หลัง”
“เช่นนั้นแปดปีให้หลังเ้าเป็เช่นไร”
“ผู้ฝึกกระบี่ไร้พ่ายในใต้หล้า”
เย่าปู้ตู๋กระหยิ่มยิ้มย่อง“มิเสียแรงที่เป็ศิษย์ข้า มีใจทะเยอทะยานแปดปีก็กลายเป็ผู้ฝึกกระบี่ไร้พ่ายในใต้หล้าแล้ว ดี!”
“เอ่ออาจารย์” อี้ซีเฉินเลิกคิ้วงงงัน “นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนะครับ”
เย่าปู้ตู๋กลับสนอกสนใจเื่นี้ยิ่ง“เช่นนั้นแปดปีให้หลังข้าเป็เช่นไร”
จ่างซุนจื่อจวินชะงักในโลกความคิดของเขา ไม่รู้ว่าเย่าปู้ตู๋เริ่มกลายเป็คนเลอะเลือนหน่อย ๆั้แ่เมื่อไร ยาม้าเขา เขาก็จะปรากฏตัวขึ้น ยามไม่้าเขาก็ราวกับว่าเขาหายวับไปจากโลกใบนี้แล้ว เขาจึงตอบเพียงว่า “เป็อาจารย์ของข้า”
เดิมทีเย่าปู้ตู๋คิดว่าจะได้ยินคำตอบทำนองว่าเป็สุดยอดผู้หลอมโอสถในใต้หล้า นึกไม่ถึงว่าจะได้คำตอบเช่นนี้ในใจเขายินดียิ่งนัก แต่ปากกลับเอ่ยไม่ตรงกับใจ “เ้าตัวแสบ เอ้อระเหยไปวัน ๆแปดปี เ้าได้เป็ถึงผู้ฝึกกระบี่ไร้พ่ายในใต้หล้าแต่ข้ากลับเป็แค่อาจารย์ของผู้ฝึกกระบี่ไร้พ่ายในใต้หล้ารึ ช่างเถอะเ้าตามข้าเข้าเรือนมาก่อนเถอะ”
เมื่อทั้งสามเข้าเรือนมาแล้วเย่าปู้ตู๋ก็ให้จ่างซุนจื่อจวินนั่งขัดสมาธิตรงข้ามเขาและสั่งให้เขาตั้งสมาธิเพื่อตนเองจะได้เข้าไปสำรวจกระแสจิตของเขา
กระแสจิตเป็ส่วนที่ต้องซ่อนเร้นที่สุดของนักพรตถ้าหากปกป้องกระแสจิตของตนเองไม่ได้ก็จะถูกมารปีศาจล่วงล้ำเข้าไปได้ง่ายโชคดีหน่อยนักพรตก็จะธาตุไฟเข้าแทรก แต่ถ้าโชคร้ายก็จะมอดม้วยในทันทีด้วยเหตุนี้นักพรตทุกคนจึงเปิดกระแสจิตให้กับคนที่ตนไว้ใจมากที่สุดเท่านั้น
จ่างซุนจื่อจวินลังเลเล็กน้อยไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อใจเย่าปู้ตู๋ แม้ทุกคนบนโลกนี้จะทำร้ายเขาแต่คนแรกที่จะไม่มีทางทอดทิ้งเขาก็คืออี้ซีเฉิน และคนที่สองก็คืออาจารย์ของพวกเขาหากไม่ได้เย่าปู้ตู๋ บัดนี้เขาจะต้องกลายเป็โครงกระดูกบนเขาอันรกร้างไปนานแล้วเพียงแต่... เขาหวนคิดถึงอดีตของตน ในความทรงจำนอกจากที่ทำอย่างนี้ อย่างโน้นอย่างนั้นกับอี้ซีเฉินแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีเื่อื่นใดอีก...อย่าว่าแต่อี้ซีเฉิน แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกอับอาย...
“เป็อะไรไป”เย่าปู้ตู๋เห็นเขาพะวักพะวนไม่มีสมาธิก็ไม่พอใจ “หรือว่าเ้ามีเื่อะไรที่ให้อาจารย์เห็นไม่ได้”
จ่างซุนจื่อจวินนึกไปถึงยามปกติที่อี้ซีเฉินแท้งลูกก็เป็เย่าปู้ตู๋ที่คอยรักษาเขา เื่น่าอายนี้ปิดบังอาจารย์ไม่ได้อยู่แล้วเขาจึงสงบจิตใจนั่งขัดสมาธิเปิดกระแสจิตให้แก่เย่าปู้ตู๋โดยมิปิดกั้นแต่อย่างใด
เย่าปู้ตู๋ใช้นิ้วจิ้มบนหน้าผากเขานำภาวะจิตสายหนึ่งเข้าไปในกระแสจิตของเขา
จากการรุกล้ำของภาวะจิตผู้อื่นทำให้จ่างซุนจื่อจวินถูกชักนำเข้าสู่ความทรงจำแต่กาลก่อน
สำหรับจ่างซุนจื่อจวินและอี้ซีเฉินแล้วเย่าปู้ตู๋เป็ทั้งอาจารย์และบิดา ปีนั้นจ่างซุนจื่อจวินตกหลุมพรางของพวกเซียวขุยจนล่วงล้ำเข้าเขตต้องห้ามโดยไม่ตั้งใจเขตต้องห้ามด้านหลังเขาของสำนักกระบี่์ว่ากันว่าเป็สถานที่ปลีกวิเวกของผู้บำเพ็ญตนแก่กล้าท่านหนึ่งด้วยเหตุนี้จึงมีเซียนอสูรดุร้ายอารักขาอยู่จำนวนมากคอยสังหารผู้บุกรุกอย่างไร้ปรานี เวลานั้นจ่างซุนจื่อจวินยังเป็เด็กน้อยผู้หนึ่งแม้จะมีพร์โดดเด่น แต่ยังไม่มีพลังวัตรสักเท่าไรจะรับมือเซียนอสูรพวกนั้นได้อย่างไรเขาพยายามสุดชีวิตเพื่อรักษาลมหายใจเฮือกสุดท้ายและหนีออกมาจากเขตต้องห้ามได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้วไม่แปลกที่จะลงเอยด้วยาแทั่วร่างกับลมหายใจรวยริน
เขาสลบไปเจ็ดวันเจ็ดคืนหลังฟื้นขึ้นจากความเ็ป ประโยคแรกที่คนข้าง ๆ บอกกับเขาก็คือเขาละเมิดกฎสำนักต้องถูกขับไล่ออกจากสำนักกระบี่์นับจากนี้จะเป็ิญญาเร่ร่อนเป็มารปีศาจก็ช่างจะไม่เกี่ยวข้องอันใดกับสำนักกระบี่์แล้ว
ตอนที่เขาถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินได้เจ็ดวันมีเพียงผู้าุโเย่าปู้ตู๋แห่งหอโอสถที่มาเยี่ยมเยียนเขาเย่าปู้ตู๋เอ่ยพูดกับเขาไม่กี่ประโยค ส่วนเขาก็พูดเพียงสองคำและนั่นก็เป็การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาในเวลาต่อมา
เย่าปู้ตู๋เอ่ย“เด็กน้อย ั้แ่วันแรกที่เ้าเข้าสำนักกระบี่์มา ข้าเห็นแววตาเ้าก็รู้แล้วว่าเ้าไม่ใช่เด็กเลวร้ายอะไรเื่นี้มีลับลมคมในนัก ข้าขอถามเ้าสักสองคำถาม อย่างแรกเ้า้าที่จะบุกเข้าไปในเขตต้องห้ามด้านหลังเขาเองใช่หรือไม่”
จ่างซุนจื่อจวินกล่าวคำแรก“ไม่”
เย่าปู้ตู๋เอ่ยถามอีกครั้ง“เช่นนั้นเื่ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว แม้เ้าจะอยู่ในหอหลอมกระบี่ไม่ได้เ้ายังอยากฝึกฝนวิชากระบี่ในสำนักกระบี่์ต่อไปหรือไม่”
จ่างซุนจื่อจวินกล่าวคำที่สอง“อยาก”
เย่าปู้ตู๋ลูบศีรษะเขามอบยารักษาาแให้เขาแล้วก็จากไป
จนถึงตอนนี้เขายังจำรสชาติของยาเม็ดพวกนั้นได้ดีทั้งขมทั้งฝาด ขมจนขนลุก ฝาดจนลำไส้บิดเกลียว
ไม่กี่วันหลังจากนั้นเย่าปู้ตู๋ก็มารับเขาออกไปได้ยินว่าเย่าปู้ตู๋แบกรับความผิดทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียวอ้างว่าตนเองสั่งให้จ่างซุนจื่อจวินไปเก็บสมุนไพรที่หลังเขาจนทำให้จ่างซุนจื่อจวินที่ไม่คุ้นชินเส้นทางเผลอล่วงล้ำเข้าเขตต้องห้ามเพราะเขาไม่ได้มีเจตนาละเมิดกฎสำนักเย่าปู้ตู๋จึงยอมทำลายพลังวัตรร้อยปีของเป็การรับโทษเพื่อละเว้นโทษทัณฑ์ทั้งหมดของจ่างซุนจื่อจวิน นับแต่นั้นเป็ต้นมาจ่างซุนจื่อจวินก็กลายเป็ศิษย์ของหอโอสถ
ภาวะจิตพลันกระโจนออกจากความทรงจำจ่างซุนจื่อจวินเสียภาวะสมาธิและหวนกลับสู่ความเป็จริง ลืมตาขึ้นอย่างเลื่อนลอย“หืม?”
เย่าปู้ตู๋นั่งอยู่ตรงหน้าเขาสีหน้าแปลกใจ “สถานการณ์เช่นนี้ ข้าเพิ่งเคยเจอเป็ครั้งแรก”
อี้ซีเฉินร้อนใจ“อาจารย์ จื่อจวินเขามีปัญหาอะไรกันแน่”
เย่าปู้ตู๋ลูบเคราแพะ“ข้าเข้าสู่กระแสจิตของเขาเพื่อไปดูความทรงจำเก่าก่อน แต่สิ่งที่เห็นกลับไม่มีปัญหาอันใดปัญหาอยู่ที่ภาพสถานที่มากมายล้สนแล้วแต่เลือนรางเห็นไม่ชัดเจน ข้าลองฝืนรุกเข้าไปกลับเข้าไปในโลกที่อัศจรรย์พันลึกแห่งหนึ่ง ราวกับ... ราวกับว่า...”
“ราวกับอะไรครับ”
“ราวกับไม่อยู่ในเก้าพันโลกาทว่าเป็โลกใหม่อีกโลกหนึ่งเลย”
คำตอบนี้ทำให้จ่างซุนจื่อจวินกับอี้ซีเฉินมองหน้ากันเก้าพันโลกากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ฟ้าดิน มนุษย์ มาร ปีศาจภูตผีพิสดารล้วนแล้วแต่อยู่ในที่แห่งนี้ยังจะมีโลกที่อยู่นอกเหนือเก้าพันโลกานี้ได้อีกหรือ
“แบบนี้ไม่เหมือนถูกหมอกพิษแล้ว”เย่าปู้ตู๋ว่า “ภาพหลอนของเ้าที่เกิดขึ้นอาจเป็พลังลึกลับที่มาจากนอกเก้าพันโลกา ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้เห็นมาก่อน”
เย่าปู้ตู๋ถามคำถามที่เกี่ยวกับการรับรู้ของจ่างซุนจื่อจวินอีกจำนวนหนึ่งอี้ซีเฉินจ้องมองอยู่ข้าง ๆ ภายใต้สายตาอันคมกริบของเขา จ่างซุนจื่อจวินจึงไม่อาจเอ่ยถึงเื่ระหว่างพวกเขาขึ้นมาได้หัวใจสำคัญก็อยู่ที่เื่ระหว่างพวกเขานี่ละ พอเลี่ยงไม่พูดถึงเื่นี้เื่อื่นก็กลายเป็เื่เล็กที่ไม่สลักสำคัญไปทันที
ด้วยเหตุนี้พอเย่าปู้ตู๋ถามเสร็จพลางลูบเคราแพะเอ่ยขึ้นอีกว่า “เ้าเกิดภาพหลอนจำนวนหนึ่งจริงแต่เ้ายังจำได้ว่าตนเองเป็ใคร รู้ว่าทุกคนเป็ผู้ใดเห็นทีปัญหายังไม่นับว่าร้ายแรงแต่อย่างใดข้าจะให้ยาปลุกจิตเรียกิญญากับเ้าก็แล้วกัน เ้ากินตามจำนวนทุกวัน น่าจะค่อย ๆดีขึ้นมาเอง”
พอได้ยินว่าต้องกินยามุมปากของจ่างซุนจื่อจวินก็กระตุกขึ้นอีกครั้ง
เย่าปู้ตู๋ได้รับทักษะการหลอมยาประหลาดอย่างหนึ่งมายาทุกชนิดที่เขาหลอมออกมาล้วนออกฤทธิ์ดีเยี่ยม ส่วนรสชาตินั้นหรือ...ยาบำรุงปราณที่ขมราวมะระกับสมุนไพรหวงเหลียนผัดดีงูยาเสริมปราณที่เหม็นราวถุงเท้ากลิ่นเหงื่อโชย ยารวมจิตที่เหม็นเปรี้ยวราวกลิ่นคนไม่อาบน้ำมาสิบปี...
จ่างซุนจื่อจวินไม่มีวันลืมเลือนความทุกข์ตรมที่เขาประสบยามถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินเพราะบุกรุกเข้าไปในเขตต้องห้ามไม่ได้ขมขื่นเพราะความเ็ป ทว่าเป็ยาของเย่าปู้ตู๋ต่างหาก
เย่าปู้ตู๋ดันเม็ดยาสองเม็ดมาตรงหน้าจ่างซุนจื่อจวิน“รีบกินสิ”
จ่างซุนจื่อจวินอ้าง“ข้ากลับไปค่อยกินแล้วกัน...”
เย่าปู้ตู๋ถลึงตา“รีบกิน! ถ้าหากยานี้ได้ผลก็กินยานี้ไปก่อน ถ้าหากไม่ได้ผลข้าจะได้หลอมยาอื่นให้เ้า”
จ่างซุนจื่อจวินไม่อาจขัดคำสั่งอาจารย์จำต้องบีบจมูกแล้วฝืนกลืนยาทั้งสองเม็ดลงไปรวดเดียว รสัันั้นเลื่อนไหลลงลำคอไปเพียงครู่หนึ่งก็มีรสชาติและกลิ่นเข้มข้นตีกลับขึ้นมา จนเขาขนลุกไปทั่วร่าง
อี้ซีเฉินโน้มเข้ามากระซิบถามข้างหูเขา“ยาวันนี้เป็รสอะไร”
จ่างซุนจื่อจวินเอ่ยหน้านิ่ง“รสระดู”
อี้ซีเฉินเกือบหลุดหัวเราะพยายามกลั้นหัวเราะเอ่ยถาม “เอ๊ะ เ้ารู้จักกลิ่นรสระดูได้อย่างไร”
จ่างซุนจื่อจวินมองเขาราวกับเป็เื่ธรรมชาติ“เพราะเ้ามีระดูทุกเดือนอย่างไรละ”
อี้ซีเฉิน“...” ต่อยคนได้หรือไม่ อ๊ะ ขอสักยกเถอะ! นี่ยังจะใช้ชีวิตต่อไปได้อีกรึ!
เย่าปู้ตู๋ถามอย่างคาดหวัง“ยาเป็อย่างไรบ้าง”
บางครั้งบรรดาศิษย์ผู้น่าสงสารก็ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วผู้าุโเย่านั้นไม่รู้เลยว่ายาที่ตนหลอมทั้งหลายจะให้ผลลัพธ์ในการปลุกจิตเรียกิญญาหรือตั้งใจทรมานผู้คนกันแน่เพราะทุกครั้งที่เขาหลอมยาสำเร็จ มัก้าให้คนเยินยอเขาที่สุดย่อมเป็เื่อื่นไปไม่ได้ ต้องเยินยอว่ายาที่เขาหลอมนั้นรสดีเลิศล้ำหวานหอมละลายในปากติดลิ้นไม่รู้คลายขอเพียงเอ่ยเช่นนี้เย่าปู้ตู๋ก็จะดีใจยิ้มจนหน้าบานทันที
จ่างซุนจื่อจวินข่มอาการคลื่นเหียนเอาไว้ฝืนใจชมไปสองสามประโยค เย่าปู้ตู๋ดีอกดีใจตามคาด ยัดถุงยาใส่มืออี้ซีเฉินพร้อมกำชับเขาว่าเมื่อกลับไปแล้วให้ดูจ่างซุนจื่อจวินกินยาด้วยแล้วจึงส่งพวกเขาสองคนออกจากกระท่อมโอสถ
วุ่นวายมาทั้งวันยามนี้เป็เวลาโพล้เพล้แล้ว ท้องฟ้าใกล้มืดเต็มทีบรรดาลูกศิษย์ต่างรีบร้อนกลับเรือนไปพักผ่อน จ่างซุนจื่อจวินเดินเอื่อย ๆตามหลังอี้ซีเฉินไปทางเรือนนอนของศิษย์ ทั้งสองคนต่างเงียบไม่พูดจา
“จื่อจวิน...”จู่ ๆ อี้ซีเฉินก็เอ่ยปากเรียกชื่อเขา
“หืม”
“ขอโทษนะ...”
แม้อี้ซีเฉินจะดูไม่ใส่ใจอะไรทว่าั้แ่เขาพบความผิดปกติของจ่างซุนจื่อจวินความรู้สึกผิดและไม่สบายใจก็วนเวียนอยู่ในใจเขามาตลอดทั้งวันส่วนจ่างซุนจื่อจวินผู้นี้หน้านิ่งแต่มีน้ำใจ หลังจากพวกเขาเป็สหายกันแล้วอย่ามองแค่ว่าเขาเดินตามก้นจ่างซุนจื่อจวินต้อย ๆ ทุกวันอันที่จริงจ่างซุนจื่อจวินนั้นทุ่มเทกับมิตรภาพนี้มากยิ่งกว่าเขาเสียอีก
ทุกเดือนสำนักกระบี่์จะมอบวัตถุเพิ่มพลังเซียนและศิลาิญญาจำนวนหนึ่งแก่บรรดาลูกศิษย์ตามกฎทว่าสัดส่วนที่ศิษย์แต่ละหอจะได้นั้นไม่เหมือนกัน ในฐานะศิษย์ของหอโอสถพวกเขารับผิดชอบงานจิปาถะมากกว่าศิษย์หออื่นแต่ศิลาิญญาและวัตถุเพิ่มพลังเซียนที่ได้รับกลับน้อยจนน่าสังเวชได้มาแค่พืชพรรณประหลาดหายากที่ไม่รู้ว่าจะเอามาใช้ทำอะไรกองหนึ่งเท่านั้นด้วยเหตุนี้อี้ซีเฉินจึงค่อย ๆ ออกนอกลู่นอกทางเริ่มศึกษาอาคมอย่างละนิดอย่างละหน่อย แต่ไม่ว่าจะมัธยัสถ์เพียงไรการฝึกเซียนก็ยัง้าวัตถุเพิ่มพลังเซียนและของวิเศษจำนวนมากบรรดาลูกศิษย์ต้องสร้างอาวุธกันเองด้วยซ้ำเพื่อให้ได้วัตถุเพิ่มพลังเซียนและของวิเศษมากขึ้นอี้ซีเฉินมักลากจ่างซุนจื่อจวินลงเขาไปประลอง พนันขันต่อบ้างหรือไม่ก็บุกเข้าไปในสถานที่ค่อนข้างอันตรายกับเขาอยู่บ่อยครั้ง ขอเพียงเขาเอ่ยปากไม่ว่าจะเป็สถานที่อันตรายมากเพียงใด จ่างซุนจื่อจวินก็ไม่เคยปฏิเสธ
ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้สึกว่ามีอะไรพวกเขาเป็สหายสนิทกันที่สุด ย่อมต้องมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้านทว่ายามนี้จ่างซุนจื่อจวินเกิดปัญหา เขากลับจนปัญญาช่วยเหลือเขาเชื่อว่าเื่ราวเริ่มต้นขึ้นจากการที่เขาลากจ่างซุนจื่อจวินไปเข้าป่าหมอกพิษเป็เพื่อนเขาเมื่อคืนความรู้สึกนี้ทำให้เขากระดากยิ่งนัก
“จื่อจวิน”อี้ซีเฉินหันมาจ้องดวงตาคู่นั้นของจ่างซุนจื่อจวิน “ไม่ว่าจะเป็อย่างไร ข้า...ข้าจะหาวิธีรักษาเ้าให้หาย”
จ่างซุนจื่อจวินพยักหน้าว่ากันตามตรงเขาจำเื่เล็ก ๆ อย่างไปป่าหมอกพิษเป็เพื่อนอี้ซีเฉินไม่ได้แล้วด้วยซ้ำอีกทั้งไม่รู้สึกว่าเื่นี้เกิดขึ้นเพราะอี้ซีเฉินทว่าความคิดกับความเป็จริงที่มีระยะแตกต่าง ทำให้เขายังสับสนมาจนถึงตอนนี้จริง ๆ
“มีเื่อะไรเ้าก็พูดกับข้าไม่ว่าเ้าจะพูดอะไรข้าก็ไม่โกรธหรอก ข้าจะอดทนแก้ไขความผิดพลาดให้เ้าเองเพราะเป็ข้าเองที่สร้างปัญหาให้เ้า...”
จ่างซุนจื่อจวินพยักหน้าอีกครั้งดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว เขาไม่อยากยืนตากลมพูดจึงเอ่ยเร่ง “เข้าที่พักเถอะ”
“ได้...”
อี้ซีเฉินเปิดประตูห้องอย่างไม่ใคร่เต็มใจนักกำลังจะเอ่ยลากับจ่างซุนจื่อจวิน พอหันหน้ามาก็เห็นจ่างซุนจื่อจวินเดินตามเข้ามาด้วย
อี้ซีเฉิน“...เ้ายังมีเื่อยากพูดหรือ”
จ่างซุนจื่อจวินมองเขาอย่างสับสนงุนงงถอดเสื้อคลุมตัวนอกแล้วโยนไปบนเตียงนอน
อี้ซีเฉิน“...”
จ่างซุนจื่อจวินถอดเสื้อนอกถอดรองเท้าถุงเท้า และก่อนที่เขาจะปล่อยมวยผมเตรียมขึ้นเตียงนอนอี้ซีเฉินก็ทนมองต่อไปไม่ไหวและรีบห้ามเขาในที่สุด อี้ซีเฉินเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ“จื่อจวิน นี่เป็ห้องนอนของข้า คืนนี้เ้าจะนอนที่นี่หรือ”
จ่างซุนจื่อจวินชะงัก“แล้วยังไงล่ะ”
อี้ซีเฉินสูดลมหายใจลึกหักนิ้วตัวเองแล้วเอ่ยอย่างอ้อม ๆ “เ้ารู้... ว่าเื่นั้น...เื่ลูกอะไรนั่น... เป็ภาพหลอนของเ้า... ดังนั้นนะ... เ้าเข้าใจไหม...พวกเรา... ก็คือแบบนี้...”
จ่างซุนจื่อจวินนิ่งงันไปพักหนึ่งทันใดนั้นก็เข้าใจความหมาย ตัวโยนราวกับถูกฟ้าผ่า “ดังนั้นแปดปีก่อนเ้าไม่เพียงไม่ได้ตั้งท้อง เยื่อพรหมจรรย์บุรุษก็ยังไม่ถูกทำลายงั้นรึ?!”
อี้ซีเฉินแทบจะเอาศีรษะโขกหัวเตียงตายเยื่อพรหมจรรย์บุรุษนี่มันเื่บ้าบออะไรของแม่ของแม่เขารึ!ในสายตาจ่างซุนจื่อจวินเขาเป็ตัวประหลาดอะไรกันแน่!เขาถอนคำพูดเมื่อครู่ที่บอกว่าจะไม่โกรธคืนได้หรือไม่ ให้ตายสิพับผ่า!!!
*********************
สามวันต่อมาอี้ซีเฉินและจ่างซุนจื่อจวินมาเดินอยู่ในตลาดง้าวทองที่เบื้องล่างของเขากระบี่์
เหลือเวลาไม่อีกกี่วันก็จะถึงงานชุมนุมประลองกระบี่แล้วเครื่องมือที่อี้ซีเฉินอยากหลอม ยังขาดวัตถุเพิ่มพลังเซียนอีกจำนวนหนึ่งจึงมาหาซื้อในตลาด
จ่างซุนจื่อจวินเดินอยู่ข้างๆ อี้ซีเฉิน รู้สึกห่อเหี่ยวเล็กน้อย
สามวันนี้อี้ซีเฉินพยายามแก้ไขทัศนคติของเขาอยู่ตลอดอย่างเช่นบุรุษตั้งครรภ์ไม่ได้ บุรุษไม่มีระดูและแม้กระทั่งว่าบุรุษไม่มีเยื่อพรหมจรรย์บุรุษปัญหาเื่สามัญพวกนี้ได้ปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ของจ่างซุนจื่อจวินไปอย่างสาหัสสากรรจ์(อี้ซีเฉินแสดงให้เห็นว่า ข้าต่างหากเว้ยที่ถูกเ้าปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ไปอย่างสาหัสสากรรจ์)!
จ่างซุนจื่อจวินรู้แล้วว่าคนที่มีปัญหาคือตนเองอีกทั้งพอเขาตั้งสติพิจารณาดูแล้วถึงได้รู้สึกว่าโลกในยามนี้ต่างหากเล่าที่สมเหตุสมผลมากกว่าส่วนโลกในสมองของตนเองนั้นกลับมีเื่พิสดารมากมายจ่างซุนจื่อจวินจำต้องยอมรับการแก้ไขของอี้ซีเฉิน ปรับตัวให้เข้ากับโลกนี้อีกครั้งเพื่อจะดำรงชีวิตบนโลกนี้ต่อไปได้
ทว่าความรู้สึกแบบนี้ไม่ค่อยน่าอภิรมย์นักโลกทั้งสองใบแม้จะมีหลายสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ก็มีจุดที่สอดคล้องต้องกันอยู่มากเขาแบ่งแยกว่าอะไรคือจริง อะไรคือเท็จได้ยากเย็น ถูกอี้ซีเฉินล้างสมองมาสามวันเขารู้สึกหดหู่เล็กน้อย จึงฉวยโอกาสที่อี้ซีเฉินพาเขาออกมานี้หายใจหายคอบ้าง
“เ้าตามข้ามาติดๆ เลยนะ อย่าเที่ยวเดินเพ่นพ่าน” อี้ซีเฉินกำชับ จ่างซุนจื่อจวินเหนื่อยใจเขาเองก็เหนื่อยใจมาก จ่างซุนจื่อจวินในยามนี้เหมือนเด็กน้อยผู้หนึ่งเขาเกิดความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบเฉกเช่นบิดามารดากลัวว่าหากไม่ระวังจ่างซุนจื่อจวินอาจไปหาเด็กสองคนจากที่ไหนไม่รู้มาเรียกเขาว่าแม่เขาจะต้องเป็บ้าแน่ ๆ!
จ่างซุนจื่อจวินเบะปากฉวยโอกาสที่ผู้คนรอบตัวบางตาลง เขาสาวเท้าเร็ว ๆ เดินไปตรงมุมที่ไร้ผู้คนนวดเป้ากางเกงของตนไปมาอันที่จริงเื่ที่ทำให้เขาหงุดหงิดใจที่สุดไม่ใช่เื่อะไรจริงอะไรเท็จนั่นหรอกหากเป็เซ็ตติงทวนทองไม่รู้ล้มของเขาต่างหาก
เพราะกังวลว่าจ่างซุนจื่อจวินจะก่อเื่เหลวไหลอะไรขึ้นมานอกจากตอนนอนหลับแล้ว อี้ซีเฉินจับตาดูเขาตลอดทุกฝีก้าวเขาจึงต้องแข็งขืนทุกวันั้แ่เช้าจรดค่ำ ทั้งยังไม่อาจผ่อนคลายได้เลยเขารู้สึกว่าเ้าน้องชายของตนเองแข็งจนใกล้จะบวมแล้ว
พอหันหน้ากลับมาอี้ซีเฉินก็ยืนอยู่ด้านหลังเขาแล้ว จ้องเขาด้วยสายตาอำมหิต “บอกให้เ้าตามข้ามาติดๆ เหตุใดพอหันหลังเ้าก็วิ่งเตลิดแล้วละ!”
จ่างซุนจื่อจวินใจนร่างอ่อนระทวย...ถ้าหากใจนร่างอ่อนระทวยได้จริงเขาก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว...เขาดึงชายเสื้อตนเองอย่างประดักประเดิด แสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น “อ้อ”
ตลาดง้าวทองคึกคักอย่างยิ่งผู้คนล้นหลามคับคั่ง ที่นี่คือตลาดใหญ่ที่สุดในเจียงหนานผู้บำเพ็ญเซียนในละแวกนี้ต่างมาค้าขายแลกเปลี่ยนศิลาิญญาและของวิเศษเหลือใช้กันที่นี่เพื่อให้ได้วัตถุเพิ่มพลังเซียนที่้า
อี้ซีเฉินถูกสินค้าสวยๆ งาม ๆ ละลานตาดึงดูดใจ ของที่อยากซื้อมีเยอะเกินไป น่าเสียดายที่ศิลาิญญาของเขากับจ่างซุนจื่อจวินน้อยจนน่าสังเวชทำได้แค่แลกเป็สินค้าที่จำเป็ที่สุดไปก่อน
“ความจนเอ๋ย!”อี้ซีเฉินเงยหน้าถอนใจยาว
ทันใดนั้นแผงลอยที่มีคนมุงดูเต็มไปหมดตรงหน้าก็ดึงดูดความสนใจของเขาเข้าจนได้อี้ซีเฉินลากจ่างซุนจื่อจวินเข้าไปมุงด้วย
เ้าของแผงเป็คนหนุ่มสวมเสื้อคลุมนักพรตสีน้ำเงินเข้มเขาวางวงล้อศิลาิญญาวงหนึ่งบนพื้น พลางะโเรียก “มามามาวางเดิมพันด้วยการหมุนแล้วปล่อยมือหมุนไปหยุดที่ป้ายน้ำเงินก็จะได้ศิลาิญญาเป็สองเท่าหมุนไปหยุดที่ป้ายแดงก็จะได้ศิลาิญญาสิบเท่า หากหมุนไปหยุดที่ป้ายขาวล่ะก็ต้องขออภัยด้วย ศิลาิญญาต้องตกเป็ของข้า นักพรตท่านใดอยากลองดูบ้าง”
บนวงล้อศิลาิญญาส่วนใหญ่เป็ป้ายขาวพื้นที่หนึ่งในห้าส่วนเป็ป้ายน้ำเงิน พื้นที่หนึ่งในยี่สิบส่วนเป็ป้ายแดงนี่เป็การละเล่นเดิมพันที่พบเห็นในตลาดได้บ่อย ผู้ตั้งแผงเป็เ้ามือโดยปกติแล้วมักเป็เ้ามือที่ได้กำไรแต่การละเล่นเช่นนี้ก็ยังเป็ที่นิยมของบรรดานักพรตมากอย่างไรเสียคนที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีก็มีอยู่ไม่น้อย
นักพรตไร้สำนักผู้หนึ่งโยนศิลาิญญาขั้นต้นลงไปในช่องของวงล้อแล้ววงล้อนั้นก็หมุนขึ้นเอง จังหวะเริ่มต้นหมุนเร็วมาก จากนั้นจึงค่อยๆ หมุนช้าลงผู้คนที่รายล้อมดูอยู่แทบไม่หายใจ ยามที่วงล้อหมุนช้าลงเรื่อย ๆ หมุนมาถึงป้ายแดงดวงตาที่จ้องมองแทบไม่ขยับอันใดอีก
สองตาของนักพรตไร้สำนักผู้นั้นเป็ประกายกำหมัดแน่น ศิลาิญญาสิบเท่ากำลังจะมาอยู่ในมือ รู้สึกหงุดหงิดที่ทำไมเมื่อครู่ตนเองไม่เดิมพันกองโตทว่าสุดท้ายวงล้อก็หมุนผ่านป้ายแดงและไปหยุดที่ป้ายขาว
รอบด้านถอนหายใจกันเป็แถบ
“จุ๊จุ๊”เ้าของแผงเอ่ยเสียดาย “เกือบแล้วเชียว น่าเสียดายจริง ๆท่านนักพรตยังอยากเดิมพันอีกไหม”
นักพรตไร้สำนักที่พลาดป้ายแดงไปย่อมมิอาจตัดใจได้โยนศิลาิญญาลงไปอีกก้อนหนึ่ง รอบนี้วงล้อนั่นหมุนเลยป้ายน้ำเงินไปเฉียดฉิวสุดท้ายแล้วก็ยังคงหยุดลงที่ป้ายขาว
“ไอ้หยา!”เ้าของแผงตบหน้าขาดังฉาด ทำเป็แสดงน้ำใจเสียดายแทนลูกค้า“ดูท่าวันนี้โชคของท่านนักพรตจะไม่ค่อยดีนักนะ!”
นักพรตไร้สำนักผู้นั้นร้อนรนเสียแล้ว“ข้ายังไม่เชื่อ! ขออีกรอบ!”
เขาโยนศิลาิญญาลงไปไม่หยุดเสียศิลาิญญาขั้นต้นติด ๆ กันเกือบสิบก้อนกระทั่งรอบที่แปดวงล้อถึงหยุดลงที่ป้ายน้ำเงินในที่สุดเขาได้ศิลาิญญากลับมาก้อนหนึ่ง ทว่าโดยรวมแล้วก็ยังขาดทุนอยู่โข
นักพรตไร้สำนักตาแดงก่ำคลำถุงเงิน ศิลาิญญาเหลืออยู่ไม่มากแล้วเขากัดฟันล้วงศิลาิญญาขั้นกลางก้อนหนึ่งออกมาโยนลงช่อง “ขออีกรอบ!ข้าไม่เชื่อว่าวันนี้จะพลิกฟื้นคืนทุนไม่ได้!”
ศิลาิญญาขั้นกลางก้อนหนึ่งแลกเป็ศิลาิญญาขั้นต้นได้ประมาณยี่สิบก้อนเดิมพันครั้งนี้แม้เขาจะหมุนไม่ตรงป้ายแดง ขอเพียงหมุนได้ป้ายน้ำเงินวันนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
มองจากเสื้อผ้าและกระบี่ข้างเอวของนักพรตไร้สำนักผู้นี้ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนมั่งมีอะไรศิลาิญญาขั้นกลางก้อนหนึ่งนับว่าเป็เงินเดิมพันก้อนใหญ่สำหรับเขาแล้วผู้คนที่มุงดูแทบกลั้นลมหายใจ จดจ้องที่วงล้อตาไม่กะพริบน่าเสียดายที่รอบนี้ไม่มีเื่ลุ้นระทึกใด ๆเพราะตอนที่วงล้อเริ่มช้าลงก็เลยป้ายน้ำเงินมาแล้ว ทั้งยังห่างจากป้ายแดงอีกไกลท้ายที่สุดก็หยุดลงที่ป้ายขาวขนาดใหญ่
นักพรตไร้สำนักเหลือทน“กระดานวงล้อนี่ คงไม่ได้โกงกันหรอกนะ!”
เ้าของแผงถลึงตาคู่นั้นใส่ทันที“ข้าวกินมั่วซั่วได้ วาจาเอ่ยมั่วซั่วไม่ได้! ข้าศิษย์สำนักทมิฬผู้องอาจยังต้องโกงศิลาิญญาเล็ก ๆ ไม่กี่ก้อนของเ้าด้วยรึนี่คือวงล้อที่สร้างขึ้นจากศิลาเพลิงทมิฬ เคลื่อนไหวด้วยตัวเองข้าไม่เคยแตะต้องวงล้อเลยั้แ่ต้นจนจบ ทุกคนก็เห็นอยู่กับตา! เ้าขี้แพ้ชวนตีแล้วยังจะเล่นอีกทำไม”
เ้าของแผงคนนี้สวมเสื้อคลุมนักพรตสีน้ำเงินเข้มเป็ชุดศิษย์สำนักทมิฬจริง ๆ นอกเหนือจากสำนักกระบี่์แล้วสำนักทมิฬก็เป็สำนักฝึกเซียนที่ใหญ่ที่สุดในอาณาเขตเจียงหนาน กฎสำนักเข้มงวดถ้าหากมีศิษย์คนใดกล้าหลอกลวงต้มตุ๋น จะต้องถูกขับไล่ออกจากสำนักทมิฬทันทีไม่มีทางที่จะมีคนกล้าเสี่ยงด้วยการมาหลอกลวงเอาศิลาิญญาไม่กี่ก้อนในตลาดจนถูกขับออกจากสำนักหรอก ด้วยเหตุนี้แม้นักพรตไร้สำนักผู้นั้นจะเสียศิลาิญญาจริงๆ ไปไม่น้อย แต่ผู้คนที่มุงดูก็รู้สึกว่าเป็เขาที่โชคไม่ดีเอง
“ขี้แพ้ชวนตีแล้วจะเล่นทำไม”ผู้ชมรายหนึ่งดูแคลน “คนของสำนักทมิฬยังต้องหลอกลวงนักพรตไร้สำนักเช่นเ้าด้วยรึดูสภาพเ้าสิ ศิลาิญญาขั้นกลางก้อนหนึ่งก็ร้อนรนจนเป็เยี่ยงนี้ยังจะมาเดินเตร่อะไรในตลาด!”
“นั่นสินั่นสิ”
นักพรตไร้สำนักผู้นั้นถูกผู้คนชี้นิ้วติเตียนเสียศิลาิญญาแล้วยังมาเสียหน้าอีก ได้แต่ฝ่ากลุ่มคนเดินออกไปอย่างอับอาย
อี้ซีเฉินมองอยู่ด้านข้างยิ้มมุมปาก “น่าสนใจ”
จ่างซุนจื่อจวินถาม“เ้าก็อยากพนันรึ”
อี้ซีเฉินเอ่ย“ไม่รีบร้อน ดูอีกสักหลาย ๆ รอบเถอะ”
มีคนโยนศิลาิญญาลงช่องวงล้อไม่ขาดสายคนเสียมีมาก แต่คนที่ชนะก็มี ทั้งป้ายน้ำเงิน ป้ายแดงต่างมีคนหมุนได้นักพรตหญิงผู้หนึ่งเดิมพันศิลาิญญาขั้นต้นในครั้งแรกก็หมุนถูกป้ายแดงชนะเดิมพันได้ศิลาิญญามาสิบเท่า นางตื่นเต้นดีใจนัก เดิมพันไปอีกหลายรอบน่าเสียดายที่หลังจากนั้นโชคไม่ดีเอาเสียเลยศิลาิญญาที่ชนะมาจึงเสียกลับไปทั้งหมด นางจึงเลิกเดิมพันไป
ลัทธิบำเพ็ญพรตให้ความสำคัญกับการควบคุมตนเองน้อยคนนักที่จะพัวพันไม่เลิกรา ชนะก็ดีแพ้ก็ช่าง หยุดเล่นแล้วก็รามือไปด้านหน้าแผงลอยมีผู้คนเข้ามาแล้วก็จากไป ครึกครื้นอยู่ตลอด
หนึ่งชั่วยามแล้วเ้าของแผงผู้นั้นได้ศิลาิญญามาไม่น้อยเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นอี้ซีเฉินกับจ่างซุนจื่อจวินยืนอยู่ด้านข้างบังเกิดความระแวดระวังขึ้น“ศิษย์พี่สำนักกระบี่์ทั้งสองท่านมองดูอยู่นานโขแล้วถ้าอยากเล่นก็มาลองวัดดวงดู ถ้าหากไม่อยากเล่น เหตุใดถึงมายืนบังแสงข้าไม่ยอมไปเสียทีเล่า”
อี้ซีเฉินยิ้มเอ่ย“เล่นสิ เหตุใดจะไม่เล่น เล่นเดี๋ยวนี้ละ!”
เขาชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือภายในมีศิลาิญญาขั้นต้นอยู่สักหกสิบเจ็ดสิบก้อนและศิลาิญญาขั้นกลางอีกสิบก้อนศิษย์หอโอสถอย่างพวกเขาไม่ได้รับการดูแลที่ดีนัก ศิลาิญญาจำนวนนี้จึงสะสมมาอย่างกระเบียดกระเสียรหลายปีเดิมคิดจะซื้อเหล็กทมิฬกลับไปจำนวนหนึ่งเพื่อเสริมความแกร่งให้แก่กระบี่แต่ว่าตอนนี้อี้ซีเฉินตัดสินใจจะเอาศิลาิญญาทั้งหมดมาเดิมพันกับวงล้อนี่เสียแล้ว
เขาล้วงศิลาิญญาออกมาก้อนหนึ่งกำลังจะโยนลงช่องว่างในวงล้อ จู่ ๆ ก็ชักมือกลับมา “ศิษย์พี่สำนักทมิฬท่านนี้มีนามว่าอะไรหรือ”
เ้าของแผงเอ่ย“ผู้น้อยแซ่ฟาง นามว่าโหย่วเต๋อ”
“อ้อศิษย์พี่ฟาง” อี้ซีเฉินกล่าว “เมื่อครู่ข้าดูอยู่พักหนึ่งวันนี้ผู้ที่มาวัดดวงกับวงล้อนี้ของท่านดูเหมือนจะดวงไม่ดีเท่าไรนัก วงล้อนี้ของท่านไม่มีลับลมคมในอะไรจริงๆ รึ”
ฟางโหย่วเต๋อเริ่มจ้องด้วยสายตาไม่เป็มิตรอีกครั้ง“ผู้อื่นพูดจาเหลวไหลก็แล้วไปเถอะ เ้าเป็ศิษย์สำนักกระบี่์หรือยังสงสัยว่าสำนักทมิฬเราจะคดโกงอีกข้ามาตั้งแผงลอยที่นี่ก็เดิมพันด้วยชื่อเสียงของสำนักทมิฬ ไม่มีทางทำเื่หลอกลวงต่ำช้าเด็ดขาด!”
“เ้ายอมเอาชื่อเสียงสำนักทมิฬมาเดิมพันแต่เกรงว่าสำนักทมิฬยังไม่ทันจะยินยอมให้ศิษย์คนหนึ่งในสำนักเอาชื่อเสียงมาเดิมพันได้ตามใจชอบนี่”
ฟางโหย่วเต๋อเดือดดาล“เ้ามาเล่นหรือว่ามาหาเื่กันแน่”
“มาเล่นอยู่แล้วสิ”อี้ซีเฉินคลายนิ้ว โยนศิลาิญญาก้อนแรกลงไปในช่อง วงล้อหมุนเองทันที
ท่ามกลางเสียงวงล้อหมุนเขาแย้มยิ้มอย่างมีไมตรีอยู่ตลอด “เพียงแต่ศิษย์พี่ฟางพูดจาเกินไปสักหน่อยข้าไม่ได้สนใจชื่อเสียงอะไรของสำนักทมิฬเสียหน่อย ถ้าเกิดศิษย์พี่ฟางคดโกงจะชดเชยข้าอย่างไรเล่า”
ผู้คนมากมายมุงอยู่รอบด้านโดยเฉพาะเมื่อเห็นศิษย์สองสำนักใหญ่งัดข้อกัน คนดูเริ่มครึกครื้นกันยกใหญ่ฟางโหย่วเต๋อเหงื่อซึมทั่วหน้าผาก แต่ท่าทีกลับแข็งกร้าวกว่าเดิม“ไม่มีทางคดโกงแน่นอน! ถ้าหากโกง ข้าจะชดเชยให้สิบเท่า!”
“สิบเท่าน้อยเกินไปร้อยเท่าเป็อย่างไร”
เหงื่อเย็นบนหน้าผากฟางโหย่วเต๋อยิ่งผุดมากกว่าเดิม“เ้า! เ้าจะรีดไถกันรึ!”
อี้ซีเฉินยักไหล่“ในเมื่อท่านไม่เคยคดโกง สิบเท่ากับร้อยเท่าจะแตกต่างอันใดกันเล่า”
ฟางโหย่วเต๋อกลืนน้ำลายท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของผู้คน เสียงของเขาสั่นเครือยากจะควบคุม แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือเอ่ย“ร้อยเท่าก็ร้อยเท่า ข้าไม่ได้โกง เ้าก็อย่าแพ้แล้วพาลเล่นลูกไม้หน้าด้าน ๆเชียว!”
สิ้นเสียงวงล้อก็ค่อย ๆ หมุนช้าลง...
ป้ายแดง!
มองเห็นว่าหมุนไปโดนป้ายแดงผู้ที่ดีใจที่สุดกลับเป็ฟางโหย่วเต๋อเขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงต้องกินปูนร้อนท้องต่อหน้าศิษย์สำนักกระบี่์สองคนนี้นักว่ากันตามหลักแล้วเขาไม่มีทางถูกจับไต๋ได้แน่ทว่าอี้ซีเฉินทำท่าทางมั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกินพานให้เขารู้สึกไม่สบายใจนัก
ฟางโหย่วเต๋อฝืนยิ้ม“ดูสิ ศิษย์พี่ท่านนี้โชคไม่เลวเลยจริง ๆ เพิ่งเล่นก็หมุนได้ป้ายแดงแล้ว เมื่อครู่ยังบอกว่าข้าคดโกงอยู่เลยถ้าข้าคดโกงจริง เ้าก็ต้องได้ป้ายขาวแล้วสิ”
อี้ซีเฉินใจเย็นมาก“ไม่รีบร้อน ข้ายังเล่นต่อนะ”
จ่างซุนจื่อจวินยืนอยู่ข้างๆ มองอี้ซีเฉินอย่างใช้ความคิดอี้ซีเฉินตรงหน้าแตกต่างกับอี้ซีเฉินคนที่อยู่ในความทรงจำของเขานักคนนี้ดวงตาเป็ประกาย เปิดเผย มีลูกไม้ร้าย ๆ แฝงอยู่ในตัวส่วนคนที่อยู่ในความทรงจำคนนั้นบอบบาง ช่างตื๊อ สงสารแต่ตัวเอง เขารักอี้ซีเฉินแต่ความรักประเภทนี้นั้นไร้สติ เป็ความรักที่ถูกบังคับจากแรงภายนอกแต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยคิดว่าเพราะอะไร และไม่เคยสงสัยมาก่อนด้วย
ตอนนี้มาหวนคิดดูแล้วแปดปีในความทรงจำนั้น รูปลักษณ์ช่างพร่าเลือน ไร้เหตุผลสิ้นดี
เขาย้อนคิดไปถึงชีวิตก่อนหน้านั้นนานขึ้นอีกเขากับอี้ซีเฉินในวัยเยาว์ฝึกฝนในหอโอสถมาจนเติบใหญ่ ใช้ชีวิตแร้นแค้นยิ่งศิษย์หอหลอมกระบี่ล้วนเป็ลูกรัก์ ขอเพียงตั้งใจฝึกฝนทุกวัน ไม่ขาดแคลนสิ่งใดไม่ต้องกังวลใจอะไรทั้งสิ้น ส่วนศิษย์หอโอสถกลับต้องแบกรับงานจิปาถะมากมายรดน้ำปัดกวาดลานที่พัก คัดลอกคัมภีร์ บางครั้งยังถูกศิษย์หออื่น ๆดูิ่ข่มเหงอีกด้วย
ทว่าชีวิตเช่นนั้นกลับมีความสุขยิ่งนักอี้ซีเฉินผู้มีท่าทีไม่ใส่ใจสิ่งใด ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายลงมาก็ช่างแท้จริงมีลูกไม้ร้ายกาจกว่าใคร ผู้ใดกล้าหาเื่พวกเขาอี้ซีเฉินก็จะมีกลเม็ดเด็ดพรายมากมายมาเอาคืน
แม้จะเหน็ดเหนื่อยทั้งวันแม้จะถูกอสูรปีศาจในหุบเขาทำร้ายจนาแเต็มตัวไหนจะเก็บสมุนไพรชั้นยอดกลับมาได้ไม่กี่ต้น ทว่าอี้ซีเฉินกลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเสมอพวกเขานั่งหันหลังชนกันบนยอดเขายามโพล้เพล้มองดูตะวันตกดินอี้ซีเฉินเช็ดเืบนใบหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงและเชื่อมั่น “จื่อจวินพวกเราจะต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งมาก ๆ”
“อืม”
“แข็งแกร่งจนไม่มีใครต่อกรได้”
“อืม”
“ถึงตอนนั้นพวกเราจะยังอยู่ด้วยกันใช่ไหม”
“ใช่”
“ฮ่า ๆๆๆไปเถอะ กลับไปฝึกกระบี่กัน!”
จ่างซุนจื่อจวินได้สติกลับมาไม่อาจละสายตาไปจากใบหน้ายิ้มแย้มอันเ้าเล่ห์ของอี้ซีเฉินได้เลยเด็กหนุ่มคนนั้นในยามนั้นก็ควรจะเติบโตเป็เช่นนี้ไม่ใช่ลักษณะใบหน้าพร่าเลือนในความทรงจำของตน เช่นนี้แล้วเขารักอีกฝ่ายเสียขนาดนั้น ย่อมต้องมีเหตุผลแน่นอน
อี้ซีเฉินโยนศิลาิญญาลงช่องวงล้อไม่หยุดศิลาิญญาจำนวนนี้เป็ทรัพย์สินทั้งหมดของเขาแล้วปกติหากต้องใช้ไปสักก้อนก็ปวดใจไปครึ่งวันแล้วทว่ายามนี้เขาโยนไปก้อนแล้วก้อนเล่าอย่างไม่กะพริบตา มีแพ้ก็มีชนะ เสียน้อยเสียมากว่ากันไปศิลาิญญาในถุงเงินน้อยลงเรื่อย ๆ ไม่นานศิลาิญญาขั้นต้นก็โยนเข้าไปจนหมดเหลือเพียงศิลาิญญาขั้นกลางอยู่ไม่กี่ก้อน
ด้านฟางโหย่วเต๋อได้แต่มองอย่างอึ้งๆ เขาไม่เคยเจอลูกค้าที่ไม่สนใจผลแพ้ชนะแบบนี้มาก่อนเลยราวกับเป้าหมายเพียงอย่างเดียวก็คือการโยนศิลาิญญาทั้งหมดลงไปในช่องวงล้อเท่านั้น
อี้ซีเฉินโยนศิลาิญญาของตัวเองเข้าไปจนใกล้หมดแล้วผู้คนที่รายล้อมรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆล้วนอยากดูว่าเขาคิดจะทำพิเรนทร์อะไรกันแน่
อี้ซีเฉินสะกิดจ่างซุนจื่อจวิน“นี่ เ้ายังมีศิลาิญญาไหม เอามาให้ข้าทั้งหมด”
จ่างซุนจื่อจวินปลดถุงเงินของตนเองแล้วส่งให้ไปโดยไม่คิด...การยกทรัพย์สินให้ภรรยาเป็คุณลักษณะขั้นพื้นฐานของฝ่ายรุก
ยิ่งเสียเดิมพันมากขึ้นเท่าไรรอยยิ้มบนใบหน้าอี้ซีเฉินก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้นเท่านั้นกลับเป็ฟางโหย่วเต๋อที่เม็ดเหงื่อผุดบนหน้าผากมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดอี้ซีเฉินก็โยนศิลาิญญาก้อนสุดท้ายลงไปในช่อง วงล้อค่อย ๆ หยุดลงที่ป้ายขาวเขาเหลือเพียงถุงเงินเปล่า ๆ สองถุง ไม่มีอะไรเลย
ฟางโหย่วเต๋อเช็ดเหงื่อที่ไหลอาบหน้ายิ้มอิหลักอิเหลื่อพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์พี่ท่านนี้ ท่านยังอยากเล่นอีกหรือไม่”
“ไม่เล่นแล้วแต่ข้าพบเื่น่าสนใจเื่หนึ่ง ศิษย์พี่ฟางอยากรู้หรือไม่” เขาเอ่ยเสียงดังขึ้น“ทุกท่านอยากรู้หรือไม่”
ฟางโหย่วเต๋อเริ่มเบิกตาโพลงอีกครั้ง
“จำนวนป้ายน้ำเงินมีสัดส่วนหนึ่งในห้าถูกต้องหรือไม่ ส่วนป้ายแดงมีสัดส่วนหนึ่งในยี่สิบ ก็ถูกต้องเช่นกันสินะ”
ฟางโหย่วเต๋อทำได้แค่เชิดหน้าคอแข็งเอ่ย“ถูกต้อง แล้วอย่างไรละ”
“ถ้าหากวงล้อไม่มีปัญหาจริงๆ หมุนไปยี่สิบรอบก็ควรจะหมุนได้ป้ายน้ำเงินสี่ครั้ง ป้ายแดงหนึ่งครั้งและป้ายขาวสิบห้าครั้ง ทว่าข้าดูผู้อื่นเล่นอยู่ตรงนี้มาหนึ่งชั่วยามกว่าข้าเองก็เล่นไปอีกร้อยหกสิบหกครั้ง รวมทั้งหมดหกร้อยสามสิบสองครั้งหมุนได้ป้ายน้ำเงินเพียงแค่หกสิบสี่ครั้ง และหมุนได้ป้ายแดงหกครั้ง หรือจะว่าไปอันที่จริงแล้วอัตราการหมุนได้ป้ายน้ำเงินมีเพียงแค่หนึ่งในสิบป้ายแดงก็เพียงแค่หนึ่งในร้อยเท่านั้น” อี้ซีเฉินยื่นหน้ายิ้มร่าเข้าไปใกล้“ศิษย์พี่ฟาง คนเดียวคือโชคไม่ดี ร้อยกว่าคนเล่นไปหกร้อยกว่าครั้งล้วนโชคร้ายกันหมด เป็ทุกคนที่ดวงซวยไปหน่อยหรือว่าท่านจัดการไว้ราบรื่นไปหน่อยกันเล่า”
ผู้คนรอบด้านแตกฮือ!
นักพรตไร้สำนักที่เพิ่งจากไปอย่างสิ้นหวังเวลานี้กลับมาแล้ว เมื่อได้ยินอี้ซีเฉินพูดเข้าก็เบียดกลับเข้ามาท่ามกลางฝูงชนอีกครั้งะโด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ข้าก็ว่าเขาโกง! ต้องโกงแน่ ๆ!เอาศิลาิญญาของข้าคืนมานะ!”
นักพรตคนหนึ่งเอ่ยขึ้น“เ้านับได้หกร้อยกว่าครั้งจริง ๆ หรือ เ้าคงไม่ได้มั่วขึ้นมาเองหรอกนะ”
อี้ซีเฉินเหลือบตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์“นักพรตท่านนี้เป็พวกเดียวกับศิษย์พี่ฟางสินะนักพรตคนก่อนหน้านั้นที่สงสัยศิษย์พี่ฟาง ก็เป็ท่านที่ออกหน้าพูดให้กว่าหนึ่งชั่วยามมานี้แม้ท่านจะไป ๆ มา ๆ บ่อยครั้ง แต่ก็กลับมาหกรอบแล้วขอเพียงมีคนแสดงทีท่ากังขา ท่านจะดูิ่อีกฝ่ายว่าขี้แพ้ชวนตีทันที”
นักพรตผู้นั้นหน้าแดงก่ำทันที“เ้า! เ้าพูดเหลวไหล! ข้าไม่รู้จักใครหน้าไหนในที่นี้ทั้งนั้น!”
ฟางโหย่วเต๋อเองก็สีหน้าแย่ไม่แพ้กัน“ดูท่าศิษย์พี่คนนี้ตั้งใจจะหาเื่กันสินะ เ้าพูดจาเลื่อนลอยไร้เหตุผลเ้าบอกว่าวงล้อหมุนกี่รอบก็ต้องกี่รอบตามเ้ารึ อย่างไรก็ไม่มีผู้อื่นนับเสียหน่อยเ้ามีหลักฐานอะไรนำออกมาได้บ้างเล่า ข้าศิษย์สำนักทมิฬผู้องอาจไม่อาจทนถูกเ้าใส่ร้ายเยี่ยงนี้ได้ ขืนเ้ากล้าก่อกวนไม่เลิกราก็จะถือว่าสำนักกระบี่์ของพวกเ้านั่นแหละ ที่ยั่วยุสำนักทมิฬของข้า!เ้าเป็ศิษย์ในอาณัติของผู้าุโท่านใด”
อี้ซีเฉินชี้นิ้วไปมา“อย่าเพิ่งรีบร้อนข่มขู่ข้าสิ ใช่ว่าข้าจะหาหลักฐานออกมาไม่ได้สักหน่อย”เขาโน้มตัวลงไปดึงถุงสยบจักรวาลที่ติดอยู่บนวงล้อขึ้นมาศิลาิญญาที่โยนลงไปในวงล้อจะเข้าไปในถุงสยบจักรวาลใบนี้ทันที ชนะหักออกแพ้เก็บเอาไว้
ฟางโหย่วเต๋ออยากจะขัดขวางทันทีแต่อี้ซีเฉินมือไวเปิดถุงสยบจักรวาลแล้วเทลงบนวงล้อเสียก่อนจนกองพะเนินเป็ูเาย่อม ๆ
“ถ้าหากป้ายน้ำเงินมีหนึ่งในห้าส่วนและป้ายแดงเป็หนึ่งในยี่สิบส่วนจริงป้ายน้ำเงินจ่ายสองเท่า ป้ายแดงจ่ายสิบเท่า ว่ากันตามหลักแล้ว เ้ามืออย่างเ้าก็ควรจะได้แค่หนึ่งในสิบส่วนก็คือเดิมพันศิลาิญญาสิบก้อน เ้าจะได้หนึ่งก้อนข้าคำนวณจากที่เ้าเริ่มตั้งแผงั้แ่ยามเฉิน ถึงตอนนี้ก็สองชั่วยามครึ่งแล้ววงล้อหมุนไม่หยุด ก็เล่นได้มากกว่าพันรอบ ส่วนศิลาิญญาที่เ้าได้...”อี้ซีเฉินกวาดสายตามองกองูเาศิลาิญญาย่อม ๆ“นี่น่าจะมีสักหกร้อยเจ็ดร้อยก้อนได้กระมัง”
เห็นกองศิลาิญญาสูงขนาดนี้อารมณ์เดือดดาลของผู้คนโดยรอบจึงปะทุขึ้นบางคนก็ะโว่าจะเชิญผู้าุโจากสำนักทมิฬมาไต่สวนหาความเป็ธรรมนักพรตคนที่พูดแทนฟางโหย่วเต๋อเมื่อครู่นี้หน้าถอดสี คิดจะฝ่ากลุ่มคนออกไปแต่กลับถูกกำแพงมนุษย์กั้นไว้ออกไปไม่ได้
“ศิศิลาิญญาพวกนี้ข้าเอามาเอง! ไม่ได้มาจากชนะเดิมพันทั้งหมด!”ฟางโหย่วเต๋อยังคงเล่นลิ้น “เ้าก็ยังไม่มีหลักฐานอยู่ดี!”
“ง่ายมากผ่าวงล้อนี้ของเ้าให้ข้าดูสิ ว่าข้างในใส่ศิลาเพลิงทมิฬของจริงไว้หรือไม่เื่ราวก็จะกระจ่างขึ้นแล้วมิใช่รึ”
ฟางโหย่วเต๋อกอดวงล้อแน่น“ทำกับวงล้อเช่นนี้ต้องใช้ศิลาิญญาขั้นสูงสิบก้อน หากเ้าผ่าดูแล้วภายในใส่ศิลาเพลิงทมิฬไว้จริง ๆ ล่ะก็เ้ายังจะชดใช้ศิลาิญญาขั้นสูงให้ข้าสิบก้อนหรือไม่”
“เช่นนั้นมาดูกันว่าข้าต้องชดใช้ศิลาิญญาขั้นสูงให้เ้าสิบก้อนหรือเ้าต้องชดใช้เงินเดิมพันให้ข้าร้อยเท่ากันแน่”
ท่ามกลางเสียงก่นด่าของผู้คนฟางโหย่วเต๋อจำต้องส่งวงล้อให้ อี้ซีเฉินสองตาเป็ประกายพับแขนเสื้อขึ้นแล้วผ่าวงล้อออกเป็ส่วน ๆ อย่างคล่องแคล่วเขารอคอยโอกาสที่จะได้ผ่ากลไลเช่นนี้ด้วยมือมาตลอด ขอเพียงรู้ว่าวงล้อนี้ทำขึ้นอย่างไรเขาก็จะกลับไปลักเครื่องมือเซียนจากเย่าปู้ตู๋ที่อุโมงค์นั่นแล้วทำขึ้นมาเองอันหนึ่งต่อไปการหาศิลาิญญาก็ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นแล้ว
ทว่ากระทั่งวงล้อถูกผ่าออกสิ่งที่วางอยู่ใจกลางเพลาวงล้อนั้น ที่แท้ก็เป็ศิลาเพลิงทมิฬเรืองแสงสีแดงจริง ๆ!
เห็นผลลัพธ์เช่นนี้ผู้คนที่มุงดูต่างนิ่งงัน
ฟางโหย่วเต๋อใบหน้ายิ้มเยาะอย่างมีชั้นเชิงกว่าพุ่งเข้าหาหมายจะขยำเสื้อของอี้ซีเฉินผู้ใดจะรู้เล่าว่ามือยังไม่ทันแตะโดนก็ถูกคนลงมือฟาดคางด้วยฝักกระบี่จนหงายหลังลงไปเสียแล้ว
จ่างซุนจื่อจวินสีหน้านิ่งเฉย“พลั้งมือน่ะ”
ฟางโหย่วเต๋อกุมคางที่บวมแดงเอ่ยไม่ชัดนัก “เ้า! ชดใช้ศิลาิญญาขั้นสูงสิบก้อนให้ข้าซะ!”
อี้ซีเฉินล้วงเอาศิลาเพลิงทมิฬก้อนนั้นออกมากำไว้
สีหน้าของฟางโหย่วเต๋อพลันขาวซีด“รีบวางศิลาเพลิงทมิฬลงเสีย! ศิลาเพลิงทมิฬเพียงแค่ก้อนเดียวก็มีค่าเท่ากับศิลาิญญาขั้นสูงยี่สิบก้อนแล้วเ้าชดใช้ไหวรึ!”
อี้ซีเฉินยิ้มพราย“ในเมื่อติดหนี้เ้าสิบก้อนแล้ว เพิ่มอีกยี่สิบก้อนจะเป็ไรไป”ฝ่ามือนั้นออกแรงบีบจนศิลาเพลิงทมิฬแตกออกจากกัน เขาแบมือ แสงสีแดงหายไปแล้วใจกลางของหินวิเศษฝังเหล็กเมฆาสีดำก้อนหนึ่งเอาไว้อย่างน่าทึ่ง
คราวนี้ผู้ชมโดยรอบแตกตื่นวุ่นวายกันทันที
ฟางโหย่วเต๋อพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งคิดจะวาดกระบี่เพื่อหลบหนี แต่จ่างซุนจื่อจวินพลั้งมือเบา ๆ อีกครั้งเขาถูกตีซ้ำแบบเดิม ล้มลงนอนแผ่หลาสิ้นฤทธิ์ไม่เหลือชิ้นดี
อี้ซีเฉินะโขึ้นบนตัวแล้วตบหน้าเขา“อย่าหนีสิ บอกว่าเดิมพันด้วยชื่อเสียงเกียรติยศของสำนักทมิฬไม่ใช่รึข้าก็พูดไปแล้วนี่เกรงว่าบรรดาผู้าุโของสำนักทมิฬจะไม่ยอมให้เ้าเอาชื่อเสียงของสำนักออกมาเดิมพันตามใจชอบหรอกเ้ายังอยากจะไปหาผู้าุโสำนักกระบี่์ของพวกข้าอยู่อีกหรือไม่ อยากให้ข้าช่วยบอกทางไหมเล่า”
ฟางโหย่วเต๋อหน้าซีดเผือด
เวลานี้เองในกลุ่มคนก็มีคนะโขึ้นว่า “คนของสำนักทมิฬมาแล้ว!”
*****************
เปิดPre-Order ฉบับรูปเล่ม ั้แ่วันที่6 - 20 มีนาคม 2567

ราคาปกติ359 บาท พิเศษ!เฉพาะ่พรีออร์เดอร์ ลด 15% เหลือเพียง 305 บาท (ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
หนังสือมีจำนวน296 หน้า พร้อมที่คั่น 1ชิ้น และโปสต์การ์ดลายปก 1 ใบ
เริ่มจัดส่งหนังสือั้แ่วันที่1 เมษายน 2567เป็ต้นไป
สั่งซื้อได้ทางARN Application หรือ https://shorturl.asia/hCZRA
E-Book จะวางจำหน่ายที่ARN Application และ MEB เร็ว ๆนี้