ตอนที่54 เส้นทางที่กล้วยเลือก
หลังจากที่กล้วยคุยกับพระฤๅษีคงเสร็จแล้วพระฤๅษีคงก็กลับออกไปจากกุฏิ ส่วนกล้วยก็ขอให้ขมิ้นพาเขากลับไปที่บ้านเพราะพ่อของเขาจะได้เข้ามาจำวัดในกุฏิเช่นเดิมซึ่งก่อนที่เขาจะกลับบ้านเขาได้เขาไปกราบลาพระผาที่โบสถ์ด้วย......
แต่ว่าตอนที่เขาไปกราบลาพระผานั้นเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่คุยกับพระฤๅษีคงให้บิดาของเขาฟังเพราะกลัวว่าบิดาของเขาจะเป็นกังวลและเสียสมาธิได้ดังนั้นเขาจึงเลือกที่เงียบและกลับมาที่บ้านด้วยสีหน้าที่คิดหนักและหว้าวุ่น........
ณลานหน้าบ้านของกล้วย......
“พี่ขมิ้น! พี่คิดว่าข้าควรทำเยี่ยงใดดี?”
เมื่อกล้วยกลับมาถึงบ้านและนั่งลงที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ตรงลานหน้าบ้านแล้วเขาก็เปิดปากถามความคิดเห็นของขมิ้นดู เพราะขมิ้นเองก็รู้เรื่องนี้ด้วยบางทีขมิ้นอาจจะมีความคิดดี......
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้จะตอบเยี่ยงใดเช่นกัน แต่ถ้าให้พูดจริงๆข้าคิดว่านายท่านควรเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นถึงแม้ว่าหนทางนั้นจะไม่ราบเรียบก็ตาม เพราะหากท่านสามารถไปถึงปลายทางได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็จักรอท่านอยู่!”
ขมิ้นพูดไม่เก่งแต่เธอก็สามารถให้คำแนะนำได้ ซึ่งเธออยากให้กล้วยได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตและการควบคุมวิญญาณยักษ์ชนชั้นราชาได้นั้นก็ช่วยกล้วยได้มากแต่ถ้าให้เธอพูดจากใจจริงๆ ของเธอแล้ว เธอคงไม่อยากให้กล้วยไปไหนคนเดียวเพราะเธอเป็นห่วงเขามาก.......
อ้า!
“ข้าเข้าใจแล้วพี่ขมิ้น! ข้าจะลองคิดดูอีกคราแล้วกันว่าแต่วันนี้มีอะไรกินบ้าง ข้ารู้สึกหิวละ!”
กล้วยพยักหน้ารับอย่างตั้งใจก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อให้บรรยากาศมันดีขึ้นและเรื่องอาหารก็ช่วยได้มากทีเดียว.......
“มีหลายอย่างเลยเจ้าค่ะนายท่าน!งั้นเดี๋ยวข้าให้พี่สีดาและพี่นารียกมาให้นะเจ้าค่ะ!”ขมิ้นเห็นหน้ายิ้มอย่างมีความสุขของกล้วยแล้ว เธอก็รู้สึกดีขึ้นมากก่อนที่จะเดินออกไปเรียกให้สีดาและนารีช่วยยกสำรับอาหารมาให้กับกล้วย........
ช่วงเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานพระอาทิตย์ก็ตกลับขอบฟ้าไป......
“นายท่านเจ้าค่ะ! ท่านยังกังวลและคิดเรื่องนั้นอยู่หรือเจ้าค่ะ?”
ขมิ้นเห็นกล้วยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยทั้งวันเธอจึงอดที่จะเป็นห่วงกล้วยไม่ได้.......
“ใช่แล้วจ้ะพี่ขมิ้น ข้าคิดมิตกเลยว่าจักทำเยี่ยงใดดีในใจของข้าก็คิดว่าการออกไปฝึกตนคนเดียวที่อาศรมเก่าของท่านตาคงนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกันแต่อีกใจหนึ่งข้าก็เป็นท่านพ่อและเหล่าชาวบ้านในหมู่บ้านท่าเสด็จแห่งนี้ด้วยเฮ้อ.........”
กล้วยพูดอย่างเศร้าใจและเหนื่อยใจเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งวันเลยแต่เขาก็ไม่อาจที่จะให้คำตอบกับตัวเองได้ว่าควรเลือกอย่างไรดี........
“ขมิ้นเข้าใจนายท่านนะเจ้าค่ะแต่ว่า.........นายท่านกล้วยในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไปถึงท่านจะอยู่ที่นี่ก็มิอาจช่วยเหลือสิ่งใดได้อีกอย่างที่นี่ก็มีนักรบมากมายเฝ้าดูแลอยู่มันคงมิเกิดเรื่องไม่ดีอันใดขึ้นอย่างแน่นอนถ้านายท่านเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่ก็อย่าได้กังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ!”
ขมิ้นพยายามที่จะให้กำลังใจกล้วยอย่างเต็มที่เธออยากจะช่วยสนับสนุนกล้วยเพื่อให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกถึงแม้ว่าการออกไปฝึกฝนคนเดียวจะอันตรายก็เถอะแต่เธอก็เชื่อในการตัดสินใจของพระฤๅษีคงที่ให้กล้วยไปฝึกที่อาศรมเก่าของท่าน........
อ้า......
เมื่อกล้วยได้ยินแบบนั้นเขาก็พลันตาสว่างขึ้นและรู้สึกเขินอายขึ้นมาในทันทีเพราะเขาคิดเรื่องนี้มากเกินไปจนลืมไปว่าหมู่บ้านท่าเสด็จไม่ได้เป็นอย่างเคยแล้วตอนนี้ที่นี่เปรียบได้ดังค่ายทหารขนาดเล็กค่ายหนึ่งแล้วแล้วตัวเขาที่อ่อนแอเช่นนี้จะไปมีผลอะไรได้......
“ขอบคุณพี่สาวขมิ้นมากเลยนะจ๊ะที่ช่วยให้คำแนะนำข้าเช่นนั้นแล้วไว้วันรุ่งพวกเราไปหาท่านตาและพระท่านพ่อกัน!”ในที่สุดกล้วยก็สามารถตัดสินใจได้ว่าเขาควรที่จะทำอย่างไรต่อไปแต่ก่อนอื่นเขาจะต้องไปพบกับพระฤๅษีคงและพระผาในวันพรุ่งนี้ก่อน.....
เจ้าค่ะ!
ขมิ้นยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเมื่อเห็นกล้วยยิ้มได้เพราะตอนนี้ชีวิตของเธออยู่เพื่อกล้วย เธอขอเพียงแค่กล้วยมีความสุขเธอก็มีความสุขไปด้วยแล้ว.......
‘กล้วย! นายคงลืมฉันไปแล้วสินะ’
ทว่าในเวลานั้นเองกลับมีหญิงสาวตัวน้อยคนหนึ่งแอบมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านของกล้วยอย่างใจจดใจจ่อซึ่งหญิงสาวตัวน้อยที่ว่านี้ก็คืออุษาลูกสาวของผู้ใหญ่สุขนั่นเองตามจริงแล้วอุษาอยากที่จะเข้ามาหากล้วยและพูดคุยกับกล้วยเช่นก่อนแต่เพราะว่ากล้วยมีขมิ้นอยู่ข้างๆ ตลอดบวกกับกล้วยต้องค่อยออกไปฝึกฝนเธอจึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับกล้วยเลย.......
ซึ่งวันนี้เธอเองก็พลาดที่จะได้เข้าไปหากล้วยเช่นเดิมเพราะกล้วยได้กลับขึ้นบ้านไปแล้วและการที่ผู้หญิงอย่างเธอจะเข้าไปหากล้วยและขึ้นไปบนบ้านของผู้ชายในยามนี้นั้นมันก็คงจะเป็นเรื่องไม่ดีไม่งามอย่างแน่นอนดังนั้นแล้วเธอจึงต้องกลับบ้านด้วยท่าทางที่เศร้าใจและผิดหวัง.......
เช้าวันถัดมาณ โบสถ์วัดท่าเสด็จ.......
มาแล้วกระนั้นรึลูกพ่อ?!
หลานตา!
“กราบพระท่านพ่อ! กราบท่านตา!”
หลังจากที่ฟ้าสางตะวันเริ่มโผล่ขึ้นท้องฟ้าแล้วกล้วยก็รีบมาที่โบสถ์วัดท่าเสด็จทันที และเมื่อกล้วยมาถึงโบสถ์ เขาก็พบว่าพระผาบิดาของเขาและพระฤๅษีคงได้นั่งรอเขาอยู่หน้าแล้วราวกับว่าทั้งสองคนจะรู้ว่ากล้วยต้องมาในเช้าวันนี้อย่างนั้นแหละ......
“ลูกคงตัดสินใจได้แล้วใช่หรือไม่? อนาคตของเจ้า......เจ้าเป็นผู้เลือกอย่าได้คิดมากเรื่องที่นี่ จงเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับเจ้าเถิดลูกพ่อ!”พระผารู้เรื่องวิญญาณยักษ์วิรุฬกัณฐ์จากพระฤๅษีคงแล้วซึ่งเขาก็ไม่ได้ห้ามหรือไม่เห็นด้วยแต่อย่างใดที่จะให้กล้วยออกไปฝึกฝนด้วยตนเองตามที่พระฤๅษีคงบอกกล่าวเพราะยังไงสถานที่ที่ส่งกล้วยไปนั้นคืออาศรมเก่าของพระฤๅษีคงมันจะต้องมีความปลอดภัยอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้วพระผาคิดดังนั้นเขาจึงกล้าปล่อยกล้วยไป......
“ขอรับพระท่านพ่อ! ลูกได้ตัดสินใจแล้วว่าลูกจะออกไปฝึกฝนด้วยตนเองที่อาศรมเก่าของท่านตาเพื่อที่ลูกจักได้ควบคุมยักษ์วิรุฬกัณฐ์ได้ขอรับ!”กล้วยไม่ได้ตกใจเลยที่เห็นพ่อของเขารู้เรื่องนี้เพราะการที่พระฤๅษีคงที่อยู่ที่นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพ่อของเขากับพระฤๅษีคงจะต้องพูดคุยเรื่องของยักษ์วิรุฬกัณฐ์ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ดังนั้นเขาจึงบอกสิ่งที่เขาเลือกออกมา.......
“หลานแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ที่จักเลือกเยี่ยงนี้? เมื่อเลือกแล้วหลานจักมิอาจย้อนคืนได้แล้วนะ?”พระฤๅษีคงพยายามที่จะถามกล้วยให้แน่ชัดโดยการพูดกดกันเขาให้เลือกให้ดี.......
“ขอรับท่านตา! หลานได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว หลานจะต้องทำให้สำเร็จแม้จักต้องใช้เวลานานนับสิบปีก็ตามแต่หลานเชื่อว่าหลานจักสามารถทำได้เร็วกว่านั้น!”กล้วยตอบกลับพระฤๅษีคงอย่างหนักแน่น ก่อนที่จะพูดติดตลกเล็กน้อย......
บ๊ะ!
“ดี! ถ้าหลานมั่นใจเยี่ยงนั้นตาก็จักคอยดูว่าหลานจักทำได้เยี่ยงที่หลานพูดหรือไม่ ถ้าเกิดว่าหลานทำสำเร็จได้ภายในระยะเวลาห้าปีตาจะมอบกุมารคู่นี้ให้กับหลานเลย!”พระฤๅษีคงไม่คิดว่ากล้วยจะปรับสภาพจิตใจได้เร็วขนาดนี้และเพื่อเป็นกำลังใจให้กับกล้วยพระฤๅษีคงได้หยิบเอาหุ่นปั่นกุมารคู่หนึ่งออกมาให้กล้วยได้ดูแล้วบอกว่าจะมอบให้กล้วยถ้ากล้วยสามารถควบคุมวิรุฬกัณฐ์ให้เป็นวิญญาณอัญเชิญได้ก่อนห้าปี.......
“ท่านตาพูดแล้วอย่าได้กลับคำกลืนคำพูดตัวเองเชียวนะขอรับ!คอยดูเถอะ.....ข้าจะทำให้สำเร็จก่อนห้าปีให้จงได้ และเอากุมารคู่นี้มาจากท่าน!”กล้วยไม่รู้ว่ากุมารคู่นี้เป็นของวิเศษระดับไหน แต่เขาก็มั่นใจว่าจะต้องไม่ใช่ของระดับต่ำอย่างแน่นอน.......
ดี!
“ถ้าเยี่ยงนั้นหลานจงเตรียมตัวให้พร้อม ในวันรุ่งพรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางกัน ตาจะเป็นคนไปส่งหลานที่อาศรมของตาเองเพราะทางเข้ามันซับซ้อนก่อนไป หากให้หลานไปเองคงได้หลงเป็นแน่แท้ละอีกอย่างตามเส้นทางก็มีพวกสัตว์ร้ายเฝ้าอยู่จำนวนมากด้วยถึงแม้หลานจะเป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นสูงแล้วก็ตามแต่ถ้าต้องเจอกับสัตว์ร้ายระดับนายพัน หลานคงสู้พวกมันมิได้!”
พระฤๅษีคงยิ้มอย่างพอใจก่อนที่จะเอ่ยปากบอกว่าเขาจะเป็นคนพากล้วยออกเดินทางไปยังอาศรมของตนเองเพราะกล้วยยังไม่เคยไปที่นั่นบวกกับที่แห่งนั้นมีสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งอยู่จำนวนมากถ้าให้กล้วยไปคนเดียวคงไม่รอดไปถึงอาศรมของตนแน่......
ขอรับท่านตา!
หลังจากที่พูดคุยกันจบแล้วกล้วยก็ออกมาจากโบสถ์และกลับไปที่บ้านของเขาเพื่อเตรียมข้าวของสำหรับออกเดินทางในวันพรุ่งนี้......
“พี่ขมิ้น! ป้าสีดา! ป้านารี! พวกท่านทั้งสามไม่อาจที่จะตามข้าไปได้ดังนั้นข้าอยากให้พวกท่านอยู่ที่นี่ต่อไปและคอยช่วยเหลือพวกชาวบ้านด้วยจักได้หรือไม่?”กล้วยรู้ว่าทั้งสามคนและคนในหมู่บ้านหุบเขาของพวกเธอมาที่นี่ก็เพราะตัวเขาแต่เมื่อเขาไม่อยู่ที่นี่แล้ว กล้วยกลัวว่าพวกเธอจะจากไปด้วยดังนั้นเขาจึงอยากขอร้องให้พวกเธออยู่ที่นี่ต่อไป.......
“นายท่านมิต้องเป็นกังวลเจ้าค่ะขมิ้นและพี่สีดากับพี่นารีจักอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อที่จะรอให้นายท่านกลับมาแล้วรับใช้นายท่านอีกครั้งเจ้าค่ะ!”ขมิ้นรู้ว่ากล้วยกำลังคิดอะไรอยู่ เธอรู้ว่ากล้วยกลัวว่าเธอจะจากไปเมื่อไม่มีกล้วยอยู่ที่นี่แต่ว่าจริงๆ แล้วเธอนั้นไม่คิดที่จะไปจากที่นี่อยู่แล้วเพราะหมู่บ้านของพวกเธอถูกทำลายไปแล้ว เธอและพวกจึงไม่มีที่ให้กลับไปดังนั้นที่นี่จึงเปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ของพวกเธอและคนที่นี่ก็ดีกับพวกเธอมากด้วย ดังนั้นเธอจะอยู่ที่นี่ต่อไป......
“ขอบคุณพี่สาวขมิ้นและป้าทั้งสองมากที่ยอมอยู่ที่นี่ต่อไป!”กล้วยรู้สึกซาบซึ้งและมีความสุขมากที่ทั้งสามคนเลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปและเมื่อจัดการเรื่องของขมิ้นเสร็จแล้วกล้วยก็กลับลงมาจากบ้านของเขาและไปที่ลานหน้าบ้านเพื่อฝึกซ้อมร่างกายเหมือนทุกวันทว่าในตอนนั้นเอง......
แกร๊ก!!
นั่นใครน่ะ!
จู่ๆก็มีเสียงกิ่งไม้ที่หักเพราะถูกตัวอะไรสักอย่างเงียบและด้วยการที่กล้วยเป็นถึงนักรบระดับหัวหมู่ขั้นสูงแล้วประสาทสัมผัสของเขาจึงได้เร็วกว่าปกติเหล่าเท่าทำให้เขารับรู้ได้ในทันทีว่าทิศทางของเสียงมาจากทางไหน........
“ออกมาเดี๋ยวนี้นะ! ไม่อย่างนั้นอย่าได้หาว่าข้ามิเกรงใจ!”กล้วยหยิบหอกไม้ไผ่ปลายแหลมขึ้นมาถือไว้และเตรียมที่จะปาไปยังทิศทางของเสียงถ้าหากว่าอีกฝ่ายไม่ยอมออกมา.......
ดะ......เดี๋ยวก่อนสิ!!
อุษา!?
ซึ่งในเวลานั้นเองหญิงสาวตัวน้อยก็ได้พุ่งออกมาจากด้านหลังพุ่มไม้ด้วยความกล้วยและตกใจซึ่งเธอก็คืออุษาลูกสาวของผู้ใหญ่สุขนั่นเอง.......
“ใช่แล้ว เป็นข้าเอง นี่เจ้าคิดจะฆ่าเราจริงๆ อย่างนั้นหรือ?” อุษาทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยที่เห็นกล้วยจะปาหอกใส่เธอ.......
“ข้ามิได้ตั้งใจเช่นนั้น ข้าจักรู้ได้เยี่ยงใดว่าเป็นอุษาที่แอบอยู่ตรงนั้นว่าแต่อุษาไปทำอะไรลับๆ ล่อๆ ตรงนั้นหรือ?” กล้วยรีบวางหอกไม้ไผ่ลงในทันทีก่อนที่จะพูดแก้ตัวว่าเขาไม่ได้ตั้งใจและถามอุษาอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมอุษาถึงไปหลบอยู่ตรงนั้น.......
ระ......ระ......เรา...........
“เราก็แค่กำลังหาของส่วนตัวของเราอยู่ และเราก็พบเจอมันพอดีแต่ใครจักไปคิดว่าเจ้าจะหยิบหอกไม้ไผ่นั้นขึ้นมาและขู่จะป่าใส่เราละ!”อุษาพยายามคิดหาข้ออ้างในการเอาตัว ก่อนที่เธอจะคิดออกและพูดแก้ตัวออกไปและพยายามพูดอย่างไม่พอใจเพื่อให้กล้วยไม่ถามอะไรต่อ......
อ้า!
“ข้าขอโทษด้วยอุษา ข้ามิได้ตั้งใจจักทำเยี่ยงนั้นถ้าอุษาหาของที่ต้องการเจอแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวไปฝึกต่อนะ”กล้วยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับอุษาดี เพราะเมื่อเขาได้เห็นอุษาใบหน้าของเขาก็แดงขึ้นแบบผิดปกติ มันไม่เหมือนกับที่เขามองหน้าของขมิ้นเลยแต่อย่างนั้นเขาก็บอกไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาและเพื่อหลบหลีกจากสถานการณ์เช่นนี้เขาจึงต้องใช้ข้ออ้างเรื่องการฝึกฝนมาใช้ในการปลีกตัวหนีออกไป.......
เดี๋ยว!!
หือ?
“มีอะไรอีกหรืออุษา?!”