
Warning! มีฉากร่วมเพศ ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย
เนื้อหานี้เป็เื่แต่ง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ หน่วยงานนั้นๆ หรือบุคคลจริงๆ เขียนขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ ข้อมูลอาจไม่ตรงหรือถูกบิดเบือนไปบ้างเพื่อความลื่นไหลในการเขียนและไม่กระทบเส้นเื่ ขออภัยหากมีข้อผิดพลาด
ฝนยังคงตกปรอยๆ มาั้แ่่กลางวัน จวบจนแสงสุดท้ายหายลับขอบฟ้าสีแดงฉาน ร่ำลาร่างเดียวดายบนไม้กางเขนั์กลางจัตุรัส ปะรำพิธีถูกรื้อถอนหมดแล้ว เพื่อมิให้บดบังทัศนียภาพของเมือง คงไว้แต่กางเขนั์กับไม้ค้ำยันและร่างซีดขาวบอบช้ำไร้ิญญาของอดีตผู้ปกครองเมืองคอร์วัส
ร้านรวง บ้านช่อง ต่างปิดกันเงียบเชียบ บางหลังมีแสงไฟสีส้มสว่างลอดออกมาบ้างเนื่องจากเป็ร้านเหล้า ไม่มีใครใคร่จะอยากออกมาเดินเพ่นพ่านในเมืองนัก ยกเว้นหญิงสาวร่างสูงใหญ่สวมชุดกระโปรงสีเขียวตุ่นแกมเทาเท่านั้น ที่กำลังยืนถือตะกร้า ส่งสายตาลอดใต้ผ้าคลุมศีรษะ มองร่างนั้นจากตรอกแคบๆ ของตึกที่ล้อมรอบจัตุรัสกลางเมืองด้วยความเศร้าสลด ก่อนหันหลังจากไปอย่างเงียบๆ
นางย่ำไปตามเส้นทางชื้นแฉะออกนอกตัวเมือง มองเนินซากปรักหักพังของปราสาทคอร์วินัสด้วยใจหดหู่ ก่อนวาดขาก้าวขึ้นม้าสีน้ำตาลที่นางผูกไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้สะพานไม้ข้ามลำธารไม่ไกลจากชายป่าทึบ แล้วขี่มันข้ามสะพานหายลับเข้าป่า
ใช้เวลาเพียงไม่นาน นางจึงเปิดประตูเข้ามาในกระท่อมหลังน้อย มืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงวางอยู่บนโต๊ะกลางห้องให้ความสว่าง หญิงสาวเดินถือตะกร้าใส่พืชสมุนไพรและอาหารต่างๆ ผ่านร่างหนึ่งที่กำลังนอนซุกอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่มผืนหนา มายังเตาผิงขนาดค่อนข้างใหญ่ใช้งานได้สารพัดประโยชน์
บริเวณเตาผิงนั้น ถูกก่อให้เป็เคาน์เตอร์ดินเหนียวยื่นออกมาจากผนัง มีข้าวของเครื่องใช้ ไม่ว่าจะเป็จานชามหรือหม้อใบใหญ่วางเรียงรายอยู่ เครื่องครัวถูกผูกห้อยตามเชือกร้อยหน้าเตาผิงหรือตามผนัง เหนือศีรษะมีชั้นวางของเล็กๆ ตอกตรึงยื่นออกมา มีกระปุกเครื่องสมุนไพรวางเรียงรายอยู่บนนั้น
นางนำน้ำใส่หม้อเหล็กสีดำ แล้วยกไปเกี่ยวไว้กับตะขอที่เกาะกับไม้ยาวซึ่งพาดอยู่เหนือฟืนในเตาผิง จุดไฟด้วยการเคาะหินกับโลหะ ได้ประกายไฟเล็กน้อยจึงนำฟางเส้นฝอยแห้งมาอังจนไฟลุก แล้วจึงโยนใส่กองฟืน เริ่มต้มน้ำ
ไม่นาน ขณะหันไปบดสมุนไพร และเตรียมข้าวของอย่างอื่น น้ำก็เริ่มเดือด นางหันมาใช้กระบวยตักน้ำเดือดราดสมุนไพรในก้นแก้วไม้ ใบพอเหมาะ มีหูจับ ก่อนนำไปให้คนที่นอนอยู่บนเตียง
“แฮมมอนด์...แฮมมอนด์...ตื่น ลุกขึ้นมากินยาก่อน” หญิงสาวนั่งลงข้างเตียง ร่นผ้าห่มลง เห็นโคนผมสีน้ำตาลแดงสั้นตั้งยุ่งเหยิงชี้เด่ออกมา
“อะไร...อ่ะ...ลอดิส” เ้าของผมสีน้ำตาลแดงโผล่ใบหน้าขึ้นมาจากผ้าห่ม เป็ชายหนุ่มคนสนิทของอาชชี่ โคเว่น นั่นเองกำลังนอนอยู่
“ยา...ลุกขึ้นมากินก่อน” นางดึงผ้าห่มร่นลงมาถึงเอว เผยให้เห็นร่างกายใหญ่โต เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแน่น มีร่องรอยอาการาเ็จนต้องใช้ผ้าพันวนรอบ่ตัว ไพล่มาถึง่หัวใหล่
“อือ…” เขางัวเงีย พยายามยื้อกลับ
หญิงสาวเอาแก้วไม้ในมือเคาะศีรษะเขาไปหนึ่งที ด้วยรู้สึกโมโห จนเขาร้องโอย ลอดิส เบนนิ่ง (Lourdes Benning) สาวชาวบ้านร่างใหญ่ เริ่มสะอึกสะอื้นเบาๆ
“...ทำไมเ้าถึงเป็คนบอกยาก บอกเย็น เยี่ยงนี้…” เธอร้องไห้หนักขึ้น จนพูดติดขัด ชายหนุ่มผมแดงค่อยๆ สะบัดหัวตื่นเต็มตา
“ลอดิส...ถึงกับร้องไห้เชียวรึ แค่ข้าไม่ยอมตื่น…” เขาเริ่มตั้งสติ กระเถิบตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง สีหน้าเหยเกเล็กน้อยด้วยรู้สึกเจ็บบริเวณใหล่ หลัง และบั้นเอว
ลอดิสเบือนหน้าไปทางอื่น พลางยื่นแก้วยาส่งให้เขา มือข้างหนึ่งยกขึ้นปิดปาก
“อย่าขยับมากล่ะ” นางกล่าวก่อนเช็ดหน้าเช็ดตา ลุกขึ้นเดินไปทำอาหารยังส่วนห้องครัวเล็กๆ รกๆ
แฮมมอนด์ กวาดสายตามองรอบตัวด้วยความมึนงงแล้วจิบยา หนนี้หน้าตาเขายิ่งบิดเบี้ยวกว่าเดิม
“ขมปิ๊ดเลยเ้า” เขาร้อง แต่หญิงสาวไม่ว่ากล่าวกระไรนอกจากนั่งลงคนหม้อซุปมันฝรั่งไปเงียบๆ
“ว่าแต่...ทำไมข้ามาอยู่ที่นี่ ครั้งสุดท้ายที่ข้าจำได้…” ชายหนุ่มค่อยๆ ทวนความหลัง นึกถึงคืนวันที่ปราสาทคอร์วินัสโดนบุกแล้วจึงนิ่งไป ความรู้สึกสุดท้ายในวันนั้น คือการโดนแรงะเิอัดติดข้างฝา รู้สึกร้าวไปทั่วกระดูกไหปลาร้า บริเวณด้านหลัง และแถวบั้นเอว ก่อนวูบดับไป ยินเสียงร้องเอะอะโวยวายห่างไกลจนแทบเป็เพียงเสียงสะท้อนก้องในหัว
“นายท่านกับท่านหญิงทั้งสอง เ้าเห็นพวกเขาหรือไม่ พวกเขาเป็อย่างไรบ้าง” แฮมมอนด์เอ่ยถาม
ลอดิสไม่ตอบ เพียงเดินเอาชามซุปมาวางไว้บนโต๊ะพร้อมขนมปังในตะกร้าและชาร้อน ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แล้วเริ่มรับประทานอาหารเย็น
“ข้าได้ยินเสียงแปลกๆ จากปราสาทจึงรีบไปดู” หญิงสาวกล่าวทำลายความเงียบงัน
“เห็นทหารอาร์ชิบอลด์ยืนล้อมกันเต็มไปหมด เลยเดินอ้อมไปทางด้านหลัง หาจุดเข้าปราสาทยากมาก มันล้อมกันแม้กระทั่งประตูคุกด้านหลัง ซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีใครไปตรงนั้น” นางนึกย้อน มั่นใจว่าเห็นบีอาทริเช่ ยืนเด่นออกมาจากกลุ่มทหารที่ออกันอยู่ตรงเนินหลังปราสาท หน้าทางเข้าคุกใต้ดิน
ลอดิส เบนนิ่ง ค่อยๆ ย่องผ่านกลุ่มทหารอาร์ชิบอลด์อย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหาจุดขึ้นไปยังตัวปราสาท้า จนสายตาปะเข้ากับทางลับซึ่งซ่อนอยู่บริเวณตีนเนินปราสาทใต้แนวหินปกคลุมไว้ด้วยผืนพรมหญ้า เมื่อลองเขย่าประตูดูก็พบว่ามันถูกล็อคอย่างง่ายๆ พอที่นางจะพังเข้าไป หญิงสาวรวบรวมกำลังทั้งหมดเปิดประตูนั้น พวกอาร์ชิบอลด์ที่ไล่ฆ่าฟันคนงานตระกูลโคเว่นไม่ไกล ได้ยินเสียงผิดปกติแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ลอดิสรีบงับประตูปิดเบาๆ
นางใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปรับสายตาให้ชินกับความมืดได้เมื่อเข้ามาข้างใน เส้นทางนี้คงไม่ค่อยได้ใช้มานานจนไม่มีใครใส่ใจนำไฟมาติดตั้ง มันทั้งมืดและแคบ น่ากลัว กอปรกับเสียงกรีดร้อง้า ยิ่งเสริมให้น่าสยดสยองขึ้นไปอีก
ลอดิสค่อยๆ เหยียบย่ำด้วยความระมัดระวัง พบว่าเป็พื้นต่างระดับคล้ายกับเป็บันไดชัน จึงคลำทางมาตามความมืดจนเจอกับประตู หญิงสาวแง้มเปิดออกพบว่า ตนกำลังอยู่บนหอคอยย่อยของปราสาท ต้องเดินลงบันไดต่อไปอีกนิดจึงจะถึงระเบียงทางเดินขนาดใหญ่ที่ล้อมตัวปราสาทชั้นสองด้านนอก อันเป็ที่ตั้งของห้องรับรองแขก เชื่อมกับโถงเต้นรำ มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่เรียงรายมองเห็นได้ถึงภายใน
ลอดิส พยายามคลานให้ต่ำที่สุดเพื่อหลบจากสายตาของหทารอาร์ชิบอลด์มากมาย สองหูเงี่ยฟังเสียงพูดคุยจากข้างในเพื่อประเมินสถานการณ์ นางยอมรับว่า เสียงที่ได้ยินนั้น บ่งบอกถึงความบ้าคลั่งของสถานการณ์ได้เป็อย่างดี
หญิงสาวค่อยๆ สอดส่ายสายตาลอดช่องผนังก่ออิฐที่เชื่อมกันไม่สนิท เห็นพวกมันกำลังอุ้มคาเธรีน่าและแม่ของ อาชชี่ โคเว่น ขึ้นพาดบ่าแห่ขบวนกู่ร้องประกาศชัยชนะ เห็นโลเทรค อาร์ชิบอลด์ ใช้เท้าเหยียบชายผู้ที่เธอเคารพรัก และเกิดความวุ่นวาย จนต้องกรูตามกันออกไป นางทำได้เพียงคุดคู้มองดูเหตุการณ์ด้วยความหวาดกลัว
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีพวกมันเหลืออยู่ในห้องนี้แล้ว นางจึงใช้มีดทุบเอาเศษปราสาทแถวนั้นปาใส่หน้าต่าง ก่อนใช้ผ้าคลุมศีรษะที่ค่อนข้างหนา พันรอบแขนแล้วกวาดไปทั่วบานหน้าต่างกระจก เพื่องัดเปิดออก ลอดิสปีนเข้ามาในตัวห้อง ไล่สำรวจว่ามีใครรอดชีวิตไหม แต่ก็ไร้วี่แวว จวบจนมาพบแฮมมอนด์ ฟอลเคนเบิร์ก นอนพังพาบไม่ได้สติอยู่ใต้ขอบหน้าต่าง มีาแจากสะเก็ดะเิ หายใจรวยริน จึงรีบพาตัวเขาแบกขึ้นหลังด้วยความแข็งแรง แล้วพากลับมายังทางเดิมด้วยความรีบเร่ง เพราะไฟเริ่มลุกไหม้ จนควันลอยทะลักมาทางนี้แล้ว
“นั่นแหละ ข้าถึงได้นำตัวเ้าออกมาได้” นางกล่าว แฮมมอนด์นั่งนิ่งจ้องมองนางสักพักก่อนเอ่ยปากถาม
“แล้วท่านหญิงทั้งสองล่ะ”
เมื่อยิ่งถูกถามถึงผู้หญิงทั้งสองคน ลอดิส กลับยิ่งร่ำไห้ออกมาจนแทบหยุดไม่อยู่ นางซบหน้าลงกับฝ่ามือ
“ข้ามันขี้ขลาด…” หญิงสาวนึกถึงภาพหญิงสูงศักดิ์แห่งตระกูลโคเว่นทั้งสองกับชะตากรรมของพวกนาง
“ข้ากลัวจนทำอะไรไม่ถูก นึกดีใจว่าโชคดีแค่ไหนที่คนที่นอนตายเกลื่อนตรงนั้นมันไม่ใช่ข้า...” เธอสะอื้นไม่หยุดจนหายใจแทบไม่ทัน ศพของผู้หญิงตระกูลโคเว่น น่าอนาถเหลือ
แฮมมอนด์ พยายามเดินลงจากเตียงไปหา แต่เขาก็าเ็หนักเกินกว่าจะลุกขึ้นมาได้
“ลอดิส...มานี่สิ” เขากล่าว หญิงสาวเดินโซเซมาทรุดนั่งลงข้างกายแล้วสวมกอดเขาทันที ชายหนุ่มผมน้ำตาลแดงกอดตอบด้วยแขนข้างหนึ่ง พลางเม้มริมฝีปากแน่น
“ไม่เป็ไรนะ ไม่เป็ไร อย่างน้อยเ้าก็ช่วยข้าไว้ได้ตั้งหนึ่งคน”
“แต่นายท่านน่ะ นายท่านน่ะ....” นางเริ่มพูดไม่เป็คำ พลางนึกถึงตอนตนเองยืนรวมกลุ่มกับฝูงชนดูการปะาด้วยจิตใจที่ปวดร้าว
“นายท่านอาชชี่ โคเว่น น่ะเหรอ เขาอยู่ที่ไหนตอนนี้ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่” แฮมมอนด์ถาม เขายังคงมีความหวังแม้จะเดาคำตอบได้อยู่ในใจ ลอดิส ดันตัวออกห่างร่างเขา
“ลอร์ดโคเว่นน่ะ สิ้นแล้วบนลานปะา พวกมันจับตัวเขามาก็เพื่อการนี้...โอ...พระเ้า...ข้าไม่อยากพูดถึงอีกแล้ว”
หญิงสาวซบหน้าลงกับอกชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้ปล่อยโฮออกมาจนไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป แฮมมอนด์ กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น พลางปลุกปลอบ
“ไม่เป็ไรนะ ไม่เป็ไร…” เขาขบกรามตึงแน่นด้วยความขมขื่น พลางลูบหลังลอดิสด้วยความอ่อนโยน หยาดน้ำตารินหลั่งเป็สายไม่ต่างกัน
ตกเย็นย่ำ ล่วงเข้ายามดึก แม้ในเมืองจะเงียบงันน่าขนลุก เช่นเดียวกับตรงซากปราสาทคอร์วินัส แต่คฤหาสน์อลิสัน กลับสว่างสดใสด้วยแสงไฟระยิบระยับ รถม้าคันใหญ่แล่นมาจอดเทียบหน้าลานคฤหาสน์มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาร่วมงานจัดเลี้ยงในห้องโถงขนาดใหญ่หรูหรา ที่ลอร์ดวิลเลี่ยม อาร์ชิบอลด์ เป็เ้าภาพ เฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จในการบุกยึดป้อมปราสาทอาถรรพ์
โลเทรค อาร์ชิบอลด์ ในชุดสูทขาวเลื่อมลายระยิบเริ่ดหรูสำหรับงานราตรี เดินถือแก้วไวน์ก้านยาวหนีความวุ่นวายจากการถูกสาวและหนุ่มชนชั้นสูงรุมล้อม หลบมาทางสวนข้างคฤหาสน์เงียบๆ ไม่ไกลจากโถงจัดเลี้ยง เขาอาเจียนออกมาลงข้างพุ่มไม้ใหญ่ ก่อนได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง จึงหันไปมอง เป็เอเดรียนสวมสูทหรูสีเขียวแกมฟ้าอ่อนสำหรับงานกลางคืน นั่นเอง
“โลวิล เ้าสบายดีหรือเปล่า…” เด็กหนุ่มเป็ห่วง ผู้เป็พี่ควักผ้ามาเช็ดปาก
“ข้าสบายดี” เขาโบกมือปัดรำคาญ ก่อนยืดตัวขึ้น “มีอะไร”
“ท่านพ่อให้มาตาม บอกให้ไปที่ห้องพักของบาทหลวงฟรานซิส” เด็กหนุ่มว่า
“ได้ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” สิ้นคำ โลเทรค ก็เดินจากไป
“โอ้...นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว ท่านเคานท์แห่งเดลฟีน (Count of Delphine) ” ลอร์ดวิลเลี่ยม อาร์ชิบอลด์ กอดทักทายชายร่างสูงลักษณะภูมิฐานอายุอานามดูไม่มาก ซึ่งเดินควงหญิงสาวผมสีอ่อนในชุดราตรีแดงดำงามสง่า ด้วยความยินดี เลดี้มาเดอลีน ยิ้มชื่นชมทั้งคู่อย่างปลื้มปิติ โดยเฉพาะหญิงสาวข้างกายของท่านเคานท์
“มาจอรีย์...ลูก...ดูสวยมาก” ลอร์ดวิลเลี่ยม กอดบุตรสาวคนโตนามว่า มาจอรีย์ เซเลสต์ (Majorie Celeste)
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะจ้ะ ลูกรัก” หญิงวัยกลางคนอ้าแขนขอกอดบ้าง
"ข้าคิดถึงท่านแม่กับท่านพ่อจังเลยค่ะ" หญิงสาวสูงศักดิ์กว่าบิดามารดา กอดเลดี้มาเดอลีน แน่น
“ต้องขออภัยจริงๆ ที่มาไม่ทันชมการปะา อาชชี่ โคเว่น ข้ามีธุระด่วนกับราชสำนัก” ท่านเคานท์แห่งเดลฟีน ผู้ครองนครเดลฟีนทางเหนือสุดของแคว้นไอเลียน ดันสแตน (Eilean Dunstan) กล่าว นอกจากเมืองคอร์วัสแล้วก็มีเดลฟีนนี่เองที่เป็เมืองใหญ่อยู่ในแคว้นเดียวกัน
“แต่เราได้แวะดูศพของอาชชี่ โคเว่น แล้วค่ะ ท่านแม่ น่ากลัวเหลือเกิน เราได้ยินเื่ปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติด้วย” มาจอรีย์ บุตรสาวยกมือทาบอก เลดี้มาเดอลีน เรียกสาวใช้ให้หยุดเพื่อหยิบเครื่องดื่มมาสองแก้ว
“มันไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ลูกรัก ก็แค่ถึงฤดูกาลน่ะ” เลดี้มาเดอลีนกล่าว พลางส่งเครื่องดื่มให้บุตรสาวและสามี
“ถ้าตระกูลโคเว่นมีอำนาจวิเศษจริงดังว่า คงไม่ปล่อยให้ปราสาทบุกถล่มได้โดยง่ายหรอก จริงไหม” ลอร์ดวิลเลี่ยม เสริม ระหว่างนั้น เคานท์เดลฟีน จึงหลุดขำขึ้นมา
“แต่พวกท่านก็ยัดข้อหาใช้มนตร์ดำในการจับกุมเขานะ”
ทุกคนนิ่งงัน มองหน้าท่านเคานท์ มาจอรีย์ใช้ศอกสะกิดสามีเล็กน้อยให้รู้ตัว
“โอ้...ไม่ๆ ข้าไม่ได้จะติติงการทำงานของพวกท่าน ข้าหมายถึง มันก็ดีแล้ว ยิ่งอาชชี่ โคเว่น สำแดงอิทธิฤทธิ์ก่อนตายอีก คราวนี้ล่ะ ใครจะอยู่ข้างมัน หึๆ ” เขาหัวเราะ ทุกคนยิ้ม เป็การจบบทสนทนาชวนอึดอัดได้ดี
“มาเถอะ เดี๋ยวมื้อค่ำจะเริ่มแล้ว” เลดี้มาเดอลีน กล่าวกับบุตรสาว และหันมาค้อมศีรษะให้ท่านเคานท์แห่งเดลฟีน สามีของมาจอรีย์ เพื่อเป็การเชื้อเชิญไปยังห้องรับประทานอาหารขนาดใหญ่ด้านในของคฤหาสน์
“ว่าแต่ โลเทรค อยู่ที่ไหนเหรอคะ ไม่เห็นอยู่ในงานเลี้ยงเลย” บุตรสาวถาม
“อ่อ...เผอิญท่านบาทหลวงฟรานซิส เพิ่งตามตัวไปเมื่อครู่นี้ เดี๋ยวพ่อว่าจะตามไปเหมือนกัน” ลอร์ดวิลเลี่ยมตอบ
“มีเื่อะไรหรือคะ”
“มีเื่ที่ต้องพูดคุยกับน้องนิดหน่อยน่ะ ลูกอย่าไปใส่ใจเลย มาจอรีย์” ผู้เป็พ่อกล่าว
ในห้องนอนขนาดใหญ่บุด้วยไม้ไว้รับรองแขกผู้มาเยือนที่สำคัญนี้ มีผนังเป็ชั้นหนังสือเรียงรายสูงจดเพดาน มีส่วนที่นั่งพักผ่อน และเตาผิงก่ออยู่ตรงข้ามกับเตียงสี่เสาผูกผ้าม่านสี่ด้าน ตรงขอบเตียงนั้น โลเทรค อาร์ชิบอลด์ นั่งคุกเข่าที่พื้นซึ่งรองด้วยพรมหนา ลำตัว่บนพาดอยู่กับขอบเตียง เขาถูกบาทหลวงฟรานซิสผู้ทำหน้าที่ไต่สวนอาชชี่ โคเว่น ใช้แส้ลักษณะเป็พุ่ม โบยตีจนเืค่อยๆ ซึมออกมาจากแผ่นหลังเปลือยเปล่าเนียนขาว
“แค่นักโทษสภาพปางตายคนเดียว ก็ไม่อาจหยุดยั้งมันไม่ให้ทำร้ายข้าได้! ข้าน่ะ อุตส่าห์หลับหูหลับตาว่าไอ้รอยเืนั้นน่ะ เกิดจากปิศาจ ความจริงถ้าเ้าไม่มีพ่อและแม่ของเ้าคอยคุ้มหัวอยู่ละก็ ข้าจักจับเ้าไปเผาเสียที่เมืองหลวง วิปริตนัก เ้าชั่วช้า ปิศาจเข้าสิงหรืออย่างไรกัน จึงทำเื่ต่ำทรามเช่นนั้นกับเพศเดียวกันได้ แล้วนี่ยังจะทำหน้าที่บกพร่องจนข้าเกือบตายอีก! ”
ระหว่างฟาดแส้ใส่ชายหนุ่มที่ทำสีหน้าเรียบเฉยอยู่นั้นเอง ลอร์ดวิลเลี่ยม จึงเปิดประตูห้องเข้ามา บาทหลวงร่างท้วมหยุดมือชั่วคราวแล้วหันไปมอง
“ขออภัยขอรับ ข้ามัวแต่รับรองแขกด้านล่างอยู่”
“อ่อ ลอร์ดวิลเลี่ยมเองรึ…” บาทหลวงฟรานซิส วางแส้ลงกับเตียง โลเทรค ลุกขึ้นนั่งพลางลูบตนเองไปมาด้วยรู้สึกแสบตามเนื้อตัว
“เดี๋ยวมื้อค่ำจะเริ่มแล้วนะขอรับ ขอเชิญท่านร่วมรับประทานอาหารกับเราก่อนเถิด เื่โลเทรค เดี๋ยวข้าจัดการต่อเอง”
“อืม ไม่มีอะไรแล้ว ข้าได้สั่งสอนเ้าเด็กต่ำช้าผู้นี้แล้ว เขาทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ พระเ้าจึงให้อภัย ส่วนเื่ที่บกพร่องในหน้าที่นั้นน่ะ ฮึ่ม...ถ้ายังอยากก้าวหน้าล่ะก็ อย่าให้เกิดขึ้นอีก” บาทหลวงกล่าว ก่อนจะเดินไปล้างมือในอ่างเงินใส่น้ำบนโต๊ะไม้กลม
“ขอรับ...จะไม่เกิดขึ้นอีก บุตรชายของข้าคงพักผ่อนน้อยไปหน่อย”
“พักผ่อนน้อยสิ เขาเล่นวิตถารกับอาชชี่ โคเว่น ทั้งคืน น่าอายนัก” บาทหลวงฟรานซิสมองค้อน
โลเทรค สวมเสื้อพลางฟังคำบ่นไปด้วย ผู้เป็พ่อส่ายหน้าช้าๆ อย่างเหลืออด
“เอาเถอะ ข้าฝากท่านด้วยละกัน แต่คืนนี้ หลังจากร่วมมื้อค่ำเสร็จ ข้าคงต้องขอตัวก่อน มีเื่ด่วนที่เมืองหลวง คงไม่พักที่นี่”
“โอ้ ด่วนมากรึขอรับ น่าเสียดาย ท่านน่าจะอ่อนเพลียมากเลยวันนี้” ลอร์ดวิลเลี่ยม ทำสีหน้าเศร้า
“หามิได้...ซึ้งใจนักที่ท่านกรุณาให้ข้าพักอยู่ที่นี่ แล้ววันหน้า วันหลัง ข้าจักมาพักผ่อนด้วยอย่างแน่นอน”
บาทหลวงฟรานซิสกล่าว ก่อนเดินจากไปพร้อมเพชฌฆาตคู่กายจากเมืองหลวง ลอร์ดวิลเลี่ยม ค้อมศีรษะส่งเขา
“เดี๋ยวจะมีบ่าวรับใช้ นำท่านไปยังห้องจัดเลี้ยงขอรับ”
“อืมๆ ...ดีๆ ” นักบวชร่างท้วมพยักเพยิดหน้ารับรู้
เมื่อส่งบาทหลวงฟรานซิสเรียบร้อยแล้ว ลอร์ดวิลเลี่ยม จึงหันหน้ามาเผชิญกับบุตรชายของตน โลเทรค อาร์ชิบอลด์
“เ้า...นั่งลงไปคืน” เขาชี้นิ้วสั่งผู้เป็ลูกซึ่งกำลังลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มเ้าของเรือนผมสีทองปล่อยยาวสลวยเคลียบ่า กลับลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้นอย่างว่าง่าย ดวงตาจ้องมองผู้เป็พ่อด้วยความว่างเปล่า ไม่ยินดียินร้ายใดๆ ต่อสิ่งที่เขากำลังจะถูกกระทำ
“มองหน้าข้ารึ! เ้ายังจะกล้ามองหน้าข้าอีกรึ หลังทำเื่วิปริตแบบนั้นไป”
ลอร์ดวิลเลี่ยม ย่างอาดๆ เข้าไป ตบหน้าโลเทรค ฉาดใหญ่จนเืซึมออกจากมุมปากด้านซ้าย ชายหนุ่มหันกลับมาสบตากับผู้เป็พ่ออีกครั้ง
"ั้แ่เด็กแล้ว ที่เ้ามองอาชชี่ โคเว่น ด้วยสายตาน่าสะอิดสะเอียนราวเด็กผู้หญิง"
แล้วจึงโดนตบเข้าให้อีกทางแก้มขวา คราวนี้เขาล้มลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้น
"ข้านึกว่าเ้าจะหายแล้วเสียอีก จากการฝึกทหาร!"
ไม่หนำใจ ผู้เป็พ่อยังกระหน่ำเตะท้องของบุตรชาย จนเขากระอักน้ำลาย นอนคู้ตัว สองมือกุมท้อง ไม่มีเสียงร้องใดๆ เล็ดลอดออกมา โลเทรคได้แต่เหม่อมองไปเรื่อยเปื่อยฆ่าเวลาให้การทุบตีนี้จบลง ด้วยความเคยชิน
“มันน่าจับไปเฆี่ยนประจานต่อหน้าแขกในงานเสียจริง! ” ลอร์ดวิลเลี่ยมหอบเหนื่อยจากการออกแรงทุบตีบุตรชาย
“ก็ทำสิ…” โลเทรค อาร์ชิบอลด์ กล่าวน้ำเสียงแ่เบา ผู้เป็พ่อก้มมองดูเขาซึ่งนอนหมอบอยู่แทบเท้า
“เ้าว่าอย่างไรนะ”
โลเทรค ลุกขึ้นนั่งด้วยสภาพสะบักสะบอม
“ข้า...บอก...ว่า...ก็ทำเซ่! ” เขากางสองแขนออกข้างลำตัว เหลือบมองผู้เป็พ่อด้วยสายตาแข็งกร้าว
ลอร์ดวิลเลี่ยม ที่กำลังคิดว่าจะหยุดมือแต่เพียงเท่านี้ ยิ่งโมโหเมื่อถูกท้าทายเช่นนั้น เขาฟาดแข้งใส่ใบหน้าบุตรชาย แต่ชายหนุ่มยกแขนขึ้นกัน ลอร์ดวิลเลี่ยม ยิ่งโกรธจัด จึงจิกหัวเขาแล้วเขวี้ยงไปกระแทกกับชั้นเก็บหนังสือ จนหนังสือร่วงลงมาใส่ร่างบอบช้ำ
“กล้าท้าทายข้าอย่างงั้นเหรอ…ด้ายยย” ผู้เป็พ่อจิกผมกระชากตัวบุตรชายให้ลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปไหนไกล เลดี้มาเดอลีน ผู้เป็ภรรยา ก็รีบเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน พร้อมกับเอเดรียน อาร์ชิบอลด์ น้องชายคนที่สาม
“วิลเลี่ยม พอเถอะ! ” ผู้เป็ภรรยาร้องห้าม เอเดรียนใชะเง้อมองลอดบานประตู
ลอร์ดวิลเลี่ยม ปล่อยมือจากบุตรชาย โลเทรคทรุดร่างลงไปนอนกองกับพื้น ผู้เป็แม่รีบเข้ามาดูอาการของเขาแล้วค่อยๆ พยุงให้ลุกขึ้น
“ที่ข้าเป็แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะท่านนั่นแหละ รู้ไว้ซะ! ” ผู้เป็ลูกกล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว ผู้เป็แม่รีบสั่นหน้ายกมือห้ามพยายามบอกให้เขาเงียบปาก
คนเป็พ่อหันมา ตรงเข้าหาด้วยความเดือดดาล เอเดรียน รีบรวบรวมความกล้า รั้งแขนบิดาของเขาไว้ ชายวัยกลางคนตวัดสายตามอง หนุ่มน้อยถึงกับรีบปล่อยมืออย่างลนลาน “ขออภัยขอรับท่านพ่อ”
บุตรชายคนโตสภาพอาบเื ถ่มน้ำลายสีแดงรดพื้น ก่อนหันมากล่าวต่อ เผยความจริงให้ครอบครัวรู้
“ข้าจะมองใครด้วยสายตาแบบไหนมันก็เื่ของข้า แต่ท่านน่ะ...ท่านน่ะ...ส่งข้าไปสู่เงื้อมมือของพวกมักมากเอง ไม่เห็นพวกมันจะได้รับการลงโทษใดๆ เลย! ”
“หุบปาก เอาเื่อะไรมาพูดน่ะ! ” ผู้เป็พ่อตวาด
ทุกอย่างตกอยู่ในความตึงเครียด จนกระทั่งโลเทรค ค่อยๆ กรีดยิ้มเย็น เห็นฟันอาบเืท่วมเต็มปากอย่างน่ากลัว
“ท่านไม่รู้เหรอ...แต่ไม่ต้องห่วง ข้าพิพากษาพวกมันด้วยตัวเองเรียบร้อยแล้ว”
ทุกคน ณ ที่นั้นต่างตกตะลึงกับคำพูดจากปากของชายหนุ่ม
“พวกนั้นตายด้วยอุบัติเหตุ บ้างก็ตายในา...บ้างก็ตายเพราะอาการป่วย” ลอร์ดวิลเลี่ยม อาร์ชิบอลด์ เอ่ยเสียงแ่ โลเทรค สะบัดตัวออกจากอ้อมแขนห่วงใยของมารดา ซึ่งตกตะลึงไม่แพ้กันกับเอเดรียน
“หึ...บอกตัวเองเช่นนั้นต่อไปเถอะ ถ้ามันจะทำให้ท่านรู้สึกดี…” แล้วโลเทรค จึงลากร่างบอบช้ำเดินแทรกผ่านบิดาและน้องชาย ปล่อยให้ทุกคน ณ ที่นั้น โดยเฉพาะเลดี้มาเดอลีน และเอเดรียน รู้สึกสับสน เด็กหนุ่มผู้เป็น้องมีท่าทีเลิ่กลั่กล่อกแล่ก ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี สักพักจึงตัดสินใจวิ่งตามผู้เป็พี่ไป
“วิลเลี่ยม ลูกพูดอะไรของเขาน่ะ ข้าไม่เข้าใจ” ผู้เป็ภรรยารีบตรงเข้ามาคาดคั้นความจริงจากสามี แต่เขากลับทำเพียงขบฟันแน่นจนสันกรามตึงนูน
“เ้าไม่จำเป็ต้องเข้าใจ…” เขาตอบ เลดี้มาเดอลีน สูดหายใจลึกจนสุดปอด
“ท่านปิดบังอะไรข้าอีกแล้วนะ เราเป็สามีภรรยากันมิใช่หรือ! ท่านจะคิดหรือจะทำอะไร ท่านควรบอกข้าบ้างสิ”
เขาเหลือบมองผู้เป็ภรรยาด้วยสายตาแข็งกร้าว
“มันเป็เื่ของทหาร เป็เื่ของความก้าวหน้า…ผู้หญิงอย่างเ้าไม่จำเป็ต้องรู้ แค่เห็นลูกชายเราได้ดี แค่นั้น มันก็เพียงพอสำหรับคนเป็แม่อย่างเ้าแล้วมิใช่หรือ...ดัชเชสมาเดอลีน เซเลสต์ แห่งจูลส์”
ริมฝีปากแดงระเรื่อด้วยเครื่องประทินโฉมของหญิงวัยกลางคนผู้งามสง่า ค่อยๆ สั่นระริกด้วยความเสียใจ
“ประโยชน์อันใดถึงประชดประชันข้าเยี่ยงนี้ ท่านก็รู้ว่าข้ารักท่านโดยไม่ได้สนใจศักดินา ถึงได้เลือกแต่งกับขุนนางต่ำศักดิ์กว่าเยี่ยงท่าน ยามลำบาก ข้าก็ลำบากด้วย แล้วเหตุใดต้องรื้อฟื้นเื่พวกนั้น” สิ้นประโยค เลดี้มาเดอลีน เซเลสต์ หญิงสูงศักดิ์เชื้อสายราชวงศ์จึงเดินจากไปพร้อมน้ำตา
ลอร์ดวิลเลี่ยม โลเทรค มองตามด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง “ให้ท้ายลูก จนมันได้ใจ เฮ๊อะ! ”
“โลวิล...โลวิล…” เอเดรียน วิ่งมาประคองพี่ชายขณะเดินโซซัดโซเซอยู่ตรงทางเดิน “มา...ข้าช่วย”
สองพี่น้องเดินโซเซไปตามทางเดิน เพราะร่างกายของโลเทรคนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเบาๆ ส่วนเอเดรียน ก็ผอมบาง ทำให้รับน้ำหนักพี่ชายของเขาได้อย่างยากลำบาก
ในที่สุดหนุ่มน้อยจึงพาพี่ชายมาส่งถึงเตียงในห้องนอนมืดสลัว เอเดรียนจัดแจงจุดไฟในเตาผิง อาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์เต็มดวงส่องลอดหน้าต่างช่วยในการคลำหาอุปกรณ์ต่างๆ โลเทรค ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือเพียงร่างเปลือยบอบช้ำ เขาคลานขึ้นไปนอนคว่ำอยู่บนเตียง เพราะแผลถูกเฆี่ยนตีที่หลัง
“อ้าว เดี๋ยวสิ โลวิล ยังไม่ได้เช็ดแผลเลย เืเลอะเตียงหมด” เอเดรียนหันไปมองพี่ชาย พบว่าเขาผล่อยหลับไม่ได้สติไปแล้วด้วยความเหนื่อยอ่อน เด็กหนุ่มไม่นิ่งเฉย รีบเดินไปสำรวจเหยือกน้ำตรงชุดโต๊ะเก้าอี้ข้างหน้าต่าง พบว่ายังพอมีน้ำอยู่บ้าง จากนั้นเขาจึงหันรีหันขวาง สบเข้ากับดาบโบราณเล่มใหญ่ที่พิงอยู่กับเตาผิง
“ห๊า! ดาบเล่มนั้นนี่นา อยู่นี่เอง! ” เมื่อเห็นสิ่งของที่ต้องจริตตน เด็กหนุ่มก็ถึงกับลืมเื่ที่ทำอยู่ไปชั่วคราว พลางลุกขึ้นไปหยิบดาบโบราณ ยาว ใหญ่ น่าเกรงขาม มาดู แต่มันค่อนข้างหนัก เขาจึงทำได้เพียงลากมันออกมา เด็กหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่าง ลูบๆ คลำๆ ดาบในตำนานด้วยจินตนาการโลดแล่น
“คนใช้มันคงจะต้องแข็งแรงมาก อาจจะแข็งแรงกว่าโลวิลด้วยซ้ำ” เด็กหนุ่มเงยหน้ามองไปยังเตียงขนาดใหญ่สี่เสามีผ้าม่านผูก เห็นพี่ชายของเขานอนคว่ำหน้าร่างเปล่าเปลือย
“อ้าว...ไม่ห่มผ้า…” เอเดรียนวางดาบแล้วทำท่าจะเดินไปหาโลเทรค แต่ก็นึกได้ว่าตนเองกำลังจะมาเอาน้ำไปเช็ดตัวให้
“อ๊ะ! ข้าจะมาเอาน้ำกับหาผ้าไปเช็ดตัวโลวิลนี่นา เฮ้อ...อะไรของข้าเนี่ย” เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกๆ
ระหว่างกำลังมองซ้าย มองขวา หาผ้าอยู่นั้น ประตูก็เปิดออก เป็บีอาทริเช่ กับสาวใช้อุ้มหนูน้อยแมกจิโอ เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่รับแขก
“อ้าว มาทำอะไร เอเดรียน…” นางเอ่ยทัก ก่อนเหลือบมอง เห็นโลเทรคนอนหลับไม่รู้เื่ มีแผลเต็มตัว
“แล้วนี่เป็อะไร ชุดนอนไม่ใส่ แผลก็เต็มตัว เืเลอะเตียงไปหมด ใครจะนอนด้วยได้” หญิงสาวย่นคิ้วไม่สบอารมณ์ พลางบอกให้สาวใช้ช่วยนางถอดชุดราตรีออก คนรับใช้หันรีหันขวางมองหาตะกร้าสำหรับใส่เด็กอ่อน เอเดรียน อาร์ชิบอลด์ รีบเข้าไปรับหนูน้อยแมกจิโอ อาช มาอุ้มแทน
“เขาโดนท่านพ่อทำร้ายขอรับ” เด็กหนุ่มว่า พลางจับหัวแมกจิโอน้อยมาพาดบ่า มือหนึ่งรองที่ก้นของตาหนู อีกมือลูบศีรษะน้อยๆ มีผมขึ้นหรอมแหรม พลางโยกตัวไปมา “เขากินนมรึยัง”
“กำลังจะให้เ้าค่ะ” สาวรับใช้อมยิ้มขณะบรรจงถอดเสื้อและกระโปรงตัวนอกหรูหราของนายหญิงออก เผยให้เห็นโครงคอร์เซตต์รัดทรง และกระโปรงซับในบางเบาฟูฟ่อง บีอาทริเช่ กรอกตาไปมาระหว่างถอดถุงมือทิ้ง
“ลอร์ดวิลเลี่ยมนะเหรอทำร้ายเขา...เพราะเหตุใด”
“ข้าก็ไม่รู้แน่ อาจเป็เพราะเื่เมื่อกลางวัน แต่ปกติ พวกเรา โดยเฉพาะข้ากับโลวิลจะโดนท่านพ่อระบายอารมณ์ใส่เป็ประจำ คนที่โดนหนักหน่อยจะเป็โลวิลขอรับ แต่รอบนี้เหมือนจะหนักที่สุด”
“อา...ช่างเหอะ ข้าไม่อยากรู้” นางปัดมือ กระแทกลมหายใจแรง ขณะสาวรับใช้แก้เชือกรัดกระโปรงซับใน เผยให้เห็นแผงผ้าหนานุ่มผูกอยู่รอบเอวเสริมสะโพก นางค่อยๆ แก้ชิ้นส่วนนั้นออก แล้วแก้คอร์เซตต์รัดทรงแสนอึดอัดเป็ลำดับถัดไป
“แล้วนี่เ้าจะทำอะไรกับเขา มายืนเก้ๆ กังๆ ทำไม” หญิงสาวใบหน้าหมดจดถามขณะใช้มือถอดเครื่องประดับบนศีรษะออก ปล่อยผมยาวสีน้ำตาลเป็ลอนเคลียหลัง
เอเดรียนเริ่มหลบหน้านางแล้ว เพราะตอนนี้หญิงสาวสูงวัยกว่าเหลือเพียงแต่ชุดกระโปรงผ้าบางเบาสีขาว สาวรับใช้นั่งลงคุกเข่าแล้วเลิกชายกระโปรงผ้าลินินขึ้นเพื่อแก้เชือกรัดถุงน่องยาวสีขาวที่คลุมเหนือเข่า
“อ่อ...ข้ากำลังหาผ้ามาเช็ดตัวเขาขอรับ ไม่รู้จะเอาผ้าที่ไหนดี” เอเดรียนหมุนตัวไปมาทำท่าหาของ
“อย่างนั้นรึ…” หญิงสาวเหลือบมองร่างเปลือยของชายหนุ่ม ก่อนหันไปบอกเอเดรียน
“เ้าไปเถอะ ข้าจัดการเอง...ข้ากับเขาก็เหมือนสามีภรรยา…” นางหันมายิ้ม “เ้าว่าไหม”
เอเดรียนนิ่งไปพักใหญ่ “อะ...เอ่อ...แต่ท่านเป็ภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายของลอร์ดโคเว่น มิใช่หรือขอรับ”
“ไม่ต้องมาสอน เื่ของผู้ใหญ่ ไปให้พ้นหน้าเลยไป เอเดรียน…” นางเริ่มหยาบคายขึ้นทุกที จนเด็กหนุ่มชักจะเดาออกแล้วว่าทำไมสามีของนางจึงไม่ค่อยอยากยุ่งด้วย
“ขอรับ…” เด็กหนุ่มบุตรชายเ้าของคฤหาสน์ ผงกหัวรับ ก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างว่าง่าย
เมื่อแน่ใจว่าน้องชายของชู้รักไปแล้ว หญิงสาวจึงไล่สาวใช้ให้ออกไปอีกคน หญิงรับใช้รีบหอบกองเสื้อผ้าตามนายน้อย ทั้งที่ยังถอดถุงน่องให้ไม่เสร็จ
เมื่อไม่มีใครอยู่ บีอาทริเช่จึงจัดแจงถอดถุงน่องและรองเท้าออกเอง ก่อนคลานขึ้นไปล้มตัวลงนอนข้างๆ ร่างเปลือยนั้น พลางส่งยิ้มจ้องมองใบหน้าที่มีรอยแดงช้ำจากการโดนทำร้าย นางเอื้อมมือลูบใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมคายราวรูปปั้นกรีก เสยปอยผมสีทองหยิกเป็ลอนที่ตกลงมาปรกหน้าปรกตาขึ้นไปทัดใบหูเขา มองเห็นใบหน้างามได้ชัดเจนขึ้น ก่อนจะโน้มเข้าไปไล่จูบหน้าผาก แก้ม และริมฝีปาก อ่อนบางนั้น
“ที่ผ่านมาเ้าหลอกใช้ข้าสินะ เพื่อจะเข้าถึงสามีของข้า” หญิงสาวลูบไล้ผิวขาวสะอาด แต่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ได้สัดส่วน อย่างหลงใหล “อย่างนั้นใช่รึเปล่า”
นางไล้ปลายนิ้วเรียวงามไปตามรูปร่างของเขาอย่างพึงใจ ใช้มือแตะาแที่หลังจนชายหนุ่มครางเบาๆ ออกมาด้วยความเ็ป และขยับร่างเปลี่ยนท่ามานอนตะแคง เผยให้เห็นแก่นกลางลำตัวที่ยังหลับอยู่เช่นเดียวกับเ้าของมัน หญิงสาวจ้องมองสิ่งนั้นแล้วเอื้อมมือจับ สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนไป เมื่อนางเริ่มขยับมือ
“เ้าไม่เคยรักข้าเลยหรือ” บีอาทริเช่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางสาวมือขึ้นลงจนโลเทรค อาร์ชิบอลด์ บิดตัวเร่า เช่นนั้นแล้ว นางจึงกระเถิบตัวเข้าหา กระหวัดขาเกี่ยวสะโพกชายหนุ่ม บีบรัดเรือนกายแข็งแรงนั้นราวกับงู
“ที่ผ่านมา ไม่มีสักเสี้ยววินาทีเลยหรือที่เ้าจะรักข้า” บีอาทริเช่ โยกตัวช้าๆ ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกตัว
“อืมม...อะไรของเ้าเนี่ย” เขาลืมตาด้วยความมึนงง เห็นนางกำลังกัดเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความพึงพอใจ ก่อนกดใหล่ร่างนั้นให้นอนหงาย
“เดี๋ยวสิ ข้าเจ็บนะเบียทริซ ไม่รู้เหรอว่าข้าเพิ่งโดนเฆี่ยนที่หลังมา”
“ข้ารู้…” นางตอบ แต่ก็มิได้สนใจกลับยิ่งขย่มร่างบนตัวเขาอย่างเมามัน โลเทรค อาร์ชิบอลด์ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งกึ่งนอนด้วยความเ็ป เกร็งหน้าท้องรับแรงกระแทกกระทั้น ปล่อยให้หญิงสาวครวญเสียงกระเส่าเมื่อถึงจุดเสียวกระสันต์
บีอาทริเช่ แอ่นร่างร้องออกมาเสียงดัง สองมือจิกอกหนาเต็มแรง หายใจหอบด้วยความสุขสม ก่อนจะวาดขาลงจากตัวเขาอย่างไม่ไยดี โลเทรค หายใจหอบถี่ขณะส่งสายตามองตามร่างงามของหญิงสาวใต้ชุดกระโปรงบางเบาสีขาวที่กำลังก้าวลงจากเตียง
“นั่นเ้าจะไปไหน”
“ข้าจะไปให้นมลูก”
นางผลักประตูเปิดออก โดยไม่ทันสังเกตว่าเขากำลังพุ่งมาด้านหลัง ร่างทั้งร่างลอยละลิ่วปลิวไปอยู่บนเตียง โลเทรคใช้ท่อนแขนแข็งแรงเพียงข้างเดียวเกี่ยวเอวของนาง เหวี่ยงร่างบางกลับเข้าห้อง
“เกิดบ้าอะไรขึ้นมาน่ะ ข้าบอกจะไปให้นมแมกจิโอไง! ” นางรีบยันตัวขึ้น
“ใครอนุญาตให้เ้าไป! ” ชายหนุ่มตวาด ก่อนเดินตามขึ้นไปบนเตียง บีอาทริเช่ หมุนตัวหนี แต่เขากลับคว้าเอวคอดนั้น แล้วจับกดลง ตบหน้านาง ใช้สองนิ้วจิกกระพุ้งแก้มให้หันมาสบตากันกับเขา บีอาทริเช่ เบิกตาโพลงด้วยไม่คาดฝันว่าเขาจะทำร้ายนางเยี่ยงนี้
“จงดู ดูให้เต็มตา าแทั่วร่างนี้ นี่ใช่ไหมที่เ้า้า! สมใจเ้ารึยัง! ”
“ข้าจะไปรู้เหรอว่าบ้านเ้ามีธรรมเนียมอย่างไร ข้าก็แค่บอกพ่อของเ้าไปตามที่ข้าเห็น” หญิงสาวปัดมือเขาออก
“ก็แล้วมันกงการอะไรของเ้าด้วยล่ะ! แค่ให้เ้ากับลูกมีที่ซุกหัวนอนแค่นี้ ยังไม่พอใจอีกรึ เ้า้าอะไรอีก! ”
บีอาทริเช่นิ่งเงียบ แววตาวูบไหวด้วยรู้สึกเสียใจ
“...เ้าไม่รู้หรือ…” นางเอื้อนเอ่ยเสียงแ่พลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าเขา โลเทรคหรี่ตาเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะโดนหญิงสาวดันศีรษะออกห่างตัว
“หัดใช้สมองเสียบ้างนะ ส่วนหนึ่งที่เ้าบุกยึดปราสาทได้สำเร็จก็เพราะข้านำคนไปปิดล้อมฝั่งคุกใต้ดิน มิใช่แค่บุกเข้าไปทางด้านหน้าโง่ๆ สามีข้าเขาย่อมเตรียมตั้งรับไว้อยู่แล้ว” หญิงสาวเลื่อนตัวลุกขึ้นนั่ง “ที่จับน้องสาวกับแม่ของอาชชี่ โคเว่น ได้นั่นปะไร ก็ฝีมือข้าทั้งนั้น”
บีอาทริเช่ วาดขาลงจากเตียง “คนอย่างเ้าก็ดีแต่ใช้ไอ้ท่อนเนื้อเน่าน่ารังเกียจนั่น แก้ปัญหา เสพสมมากับชายกี่คนแล้วบ้างล่ะ กว่าจะถึงตัวข้า” นางเหยียดมุมปากทั้งสองคว่ำลง
“แล้วเ้ามายุ่งกับมันทำไม ถ้ารังเกียจข้าปานนี้” เขากล่าว
หญิงสาวหันไปมอง เห็นชายหนุ่มกำลังปลุกกำหนัดตนอยู่ต่อหน้า เพื่อสานต่อสิ่งที่นางทำไว้ให้เสร็จสิ้น บีอาทริเช่ ส่ายหน้าอย่างเหลืออด
“ไอ้โรคจิต…!”
ไม่ทันขาดคำ นางจึงโดนชายหนุ่มชกจนหน้าหงาย ร่วงลงไปกองกับพื้นข้างเตียง โลเทรค อาร์ชิบอลด์ ตามไปเลิกชายกระโปรงหญิงสาวขึ้น เห็นบั้นท้ายกลมกลึง พลันกอดกุมสะโพกงามนั้นแล้วยัดเยียดความ้าของตนเข้าไปยังด้านหลังของบีอาทริเช่ นางอ้าปากค้างด้วยไม่เชื่อว่าเขาจะต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้
“ข้ารู้ว่าเ้าน่ะชอบความรุนแรง สุขสมได้ด้วยกามวิตถาร ซึ่งอาชชี่ โคเว่น ให้เ้าไม่ได้ เพราะฉะนั้น วันนี้ ข้าจะให้เ้าได้เสพสมแบบเดียวกันอย่างที่สามีของเ้าโดน รับประกันเ้าจะถึงใจอย่างที่ไม่มีชายใดเคยให้เ้าได้มาก่อน”
“ยะ...อย่า...ข้าเจ็บ…เอามันออกไป” หญิงสาวร้องด้วยความทรมานระหว่างโดนรุกล้ำทางด้านหลัง
“เ้าร้องขอเอง อย่ามาทำเป็ร้องโอดโอย...เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องสานต่อให้เสร็จ! ” เขาจิกหัวบีอาทริเช่ พลางโยกคลึงร่างบางให้แรงขึ้นตามอารมณ์เดือดดาล
แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะยิ่งเพิ่มระดับความวิปริตมากไปกว่านี้ ทั้งสองจึงได้ยินเสียงกระแทกประตูห้องนอนเปิดออก โลเทรค หยุดชะงัก พลันเงยหน้าขึ้นมอง พบลอร์ดวิลเลี่ยม อาร์ชิบอลด์ พาทหารเข้ามาด้วยจำนวนหนึ่ง เขาเข้ามาใช้เท้ายันกลางอกบุตรชายจนกระเด็น บีอาทริเช่สบโอกาสรีบลุกขึ้นไปกอดลอร์ดอาร์ชิบอลด์ผู้พ่อไว้ด้วยความหวาดกลัว พลางปล่อยโฮออกมา
ผู้เป็พ่อกอดปลอบนางไว้ในอ้อมแขนแแ่ พลางก้มลงจูบศีรษะของนางด้วยความอ่อนโยน
“ไม่เป็ไรแล้วนะ ไม่เป็ไรแล้ว” ชายวัยกลางคนซึ่งแม้จะมีอายุแล้ว แต่ยังคงดูดีอยู่ พูดพร่ำรำพันปลอบ โลเทรค ค่อยๆ ลุกขึ้นมองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา
“อะไรของเ้าน่ะ เบียทริซ! นี่มันหมายความว่ายังไง! ”
หญิงสาวหันหน้ามา ซบศีรษะอยู่กับอกของลอร์ดวิลเลี่ยม ส่งสายตามองเขาพลางเหยียดยิ้ม โลเทรค แทบอยากจะตรงเข้าไปทำร้ายนางอีกครั้ง แต่ลอร์ดวิลเลี่ยม สั่งทหารขึ้นปืนจ่อใส่เขาเสียก่อน ชายหนุ่มชะงักงันด้วยความตกตะลึง
“งานเลี้ยงยังไม่เลิก มีหลายคนอยากเห็นหน้าเ้า...ไป ลงไปข้างล่างไปช่วยแม่เ้ารับรองแขก” ลอร์ดวิลเลี่ยม อาร์ชิบอลด์ ส่งสายตาให้ทหารสามสี่นายที่ยืนคุมเชิงอยู่ เดินเข้ามาใช้ดาบปลายปืนกดลงบังคับให้เขานั่งคุกเข่า
“ไม่อยากจะเชื่อเลย...หมดจากข้า ก็เป็พ่อของข้าอย่างนั้นรึ นังสารเลว! ” เขาร้องโวย หญิงสาวไม่ตอบแต่ใช้โอกาสนี้เดินเข้าไปตบตีเขา ลอร์ดอาร์ชิบอลด์ รีบเข้ามาห้าม
“พอแล้วเบียทริซ พอแล้ว…” ลอร์ดอาร์ชิบอลด์กอดนางแน่น “เ้าไปพักผ่อนเสียเถิด นะ” ชายวัยกลางคนว่าพลางย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้ฝ่ามือช่วยเช็ดหน้าเช็ดตา หญิงสาวพยายามสูดหายใจกลืนเสียงสะอื้น
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปให้นมบุตรก่อน ขอบพระคุณมากค่ะ” แล้วนางก็รีบพาร่างสะบักสะบอมจากไป
ลอร์ดวิลเลี่ยม อาร์ชิบอลด์ หันกลับมาสำรวจบุตรชายั้แ่หัวจรดเท้า
“เ้า...จัดการตัวเองให้เสร็จ แล้วไปแต่งตัว...ทำแผลเสียด้วยอย่าให้เืซึม” ชายวัยกลางคนกล่าว ก่อนเดินจากไป ทิ้งบุตรชายไว้กับพวกทหารสามสี่นายที่ยืนจ่อปืนล้อมร่างเขา
โลเทรค อาร์ชิบอลด์ เหลือบสายตากวาดมองด้วยความไม่พอใจ
ที่งานเลี้ยงด้านล่าง ชายหนุ่มบุตรชายคนโตแห่งตระกูลอาร์ชิบอลด์ แต่งตัวเรียบร้อยแล้วด้วยชุดขาวแวววาวหรูหรา เดินพาร่างบอบช้ำลงมาเผชิญหน้ากับแเื่ในงานเลี้ยง เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดป้องร่องรอยบอบช้ำบนใบหน้าตลอดการสนทนากับผู้อื่น ทุกคนต่างยินดีกับการปรากฎกายของเขา สาวๆ ลูกขุนน้ำขุนนางจากหัวเมืองต่างๆ ดูจะตื่นเต้นกับการได้พูดคุยกับชายหนุ่มเป็อย่างมาก โลเทรค อาร์ชิบอลด์ สวมบทบาทสุภาพบุรุษในฝัน พูดคุยกับพวกนาง ราวกับเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นต่างๆ ไม่ใช่เื่จริง
ด้านบาทหลวงฟรานซิสนั้น ยกนาฬิกาพกขึ้นมากดเปิดดู พบว่าได้เวลาสมควรแก่การจากลาแล้ว จึงขอตัวกลับก่อน
“โอ้...จะไปแล้วหรือคะ ท่านบาทหลวง” เลดี้มาเดอลีน ในชุดผ้าไหมงามหรูหราสีอ่อนเหลือบมุกเอ่ยทัก
“ขออภัยจริงๆ ที่เสียมารยาท แต่ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน” ท่านบาทหลวงกล่าวร่ำลา พลางช้อนมือเรียวงามของเลดี้มาเดอลีน ขึ้นมาจุมพิต หญิงวัยกลางคนย่อตัวคำนับ
“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพค่ะ โลเทรค ไปส่งท่านสิ” ผู้เป็แม่หันมาบอกบุตรชายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ บาทหลวงฟรานซิส รีบยกมือปราม
“โอ้...ไม่ต้องลำบากหรอก ข้ารู้ทางออก” เขาปรายหางตาเหยียด ก่อนเดินจากไปพร้อมคณะนักบวช โลเทรค ค่อยๆ ถอยออกไปยืนที่อื่น ทำทีส่งยิ้มให้กับหญิงสาวและชายหนุ่มชั้นสูงที่เข้ามาทักทาย
รถเทียมม้าขนาดใหญ่สองสามคันค่อยๆ แล่นออกไปจากลานหน้าคฤหาสน์อลิสัน แเื่ในงานยังคงคับคั่ง สนุกสนานกับกิจกรรมการพนัน และอาหารเพียบพร้อมมากมาย