หลังจากที่ฟังข้อเสนอของท่านเ้าเมือง ลี่มี่ก็เก็บมานอนคิดทั้งคืน ข้อเสนอที่ท่านเ้าเมืองเสนอมา เป็สิ่งที่นาง้าทั้งหมดเลยก็ว่าได้
“ข้ามีข้อเสนอให้เ้า เ้าเองก็รู้ว่าการงานเช่นเ้ามิเหมาะกับการอยู่ในพื้นที่ห่างไกลผู้คน และข้าเองก็มีที่ดินอยู่กลางตลาดในตัวเมืองซูโจว หากว่าเ้าช่วยข้า ข้าจะให้เ้าตั้งสำนักโดยมิคิดเงินกับเ้า” ข้อเสนอที่อี้หานกล่าวออกมาน่าสนใจไม่น้อย ค่าเช่าที่ดินในตัวเมืองต่อเดือนนั้นแพงมาก ยิ่งเป็ที่กลางตลาดยิ่งแพง จนทั้งปีทั้งชาตินางอาจจะหาเงินมาเช่าที่มิได้
“แล้ว…ข้าต้องทำสิ่งใดบ้างเ้าคะ”
“เ้าก็ดูนิมิตของผู้คนตามที่เ้าทำ แต่หากมีเื่ที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่ข้าทำอยู่ หรือมีเื่ที่เป็ภัยต่อบ้านเมือง ให้นำมารายงานข้า แล้วก็ถามถึงเื่คดีความกับชาวบ้านที่มาสำนักของเ้า คอยสืบว่ามีข่าวคราวเกี่ยวกับคดีอย่างไรบ้าง”
“เท่านั้นหรือเ้าคะ”
“อืม มีเพียงเท่านี้ บางวันข้าอาจรบกวนเ้า แต่ข้าจะมีค่าเสียเวลาให้เพิ่ม เ้าคิดว่าอย่างไร”
“ข้า ขอเวลาคิดได้หรือไม่เ้าคะ” ลี่มี่นิ่งคิดอยู่นาน เื่นี้นางอยากปรึกษาท่านยายและอาิก่อน ยังมิอยากเร่งตัดสินใจ
“วันพรุ่งข้าจะมาเอาคำตอบ เื่นี้เกี่ยวพันถึงชีวิต ข้ามิอาจรอนานกว่านี้ได้”
“ได้เ้าค่ะ วันพรุ่งข้าจะให้คำตอบท่าน”
ลี่มี่นอนนึกถึงผลดีผลเสียอยู่นาน ก็พบว่าเื่นี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือนางจะได้เข้าไปตั้งสำนักในตัวเมือง สามารถกอบโกยเงินทองได้มากมาย แต่ข้อเสียคือนางต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่คดีความของเมืองซูโจว ทั้งยังเสี่ยงโดนรุกล้ำเข้ามาในส่วนหวงแหน แต่ในใจนางกลับเอนเอียงไปทางข้อดีมากกว่า
นั่นเงินนะ จะมิคว้าโอกาสนี้ไว้หรือ
เห้อ~ พรุ่งนี้เช้านางคงต้องถามท่านยายอีกที ร่างบางหยุดคิด ขยับกายเข้ากอดน้องชายแล้วจึงหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นลี่มี่นำเื่นี้ไปปรึกษาท่านยายและน้องชายตัวน้อย ซึ่งทั้งสองคนก็ตอบไปในทิศทางเดียวกันคือเอาตามที่ลี่มี่อยากทำ หากว่ามิอยากไป การเปิดสำนักที่นี่ก็พอกินพอใช้ มิได้ลำบากอันใด เมื่อครอบครัวเอ่ยเช่นนั้นลี่มี่จึงตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือท่านเ้าเมือง อย่างไรการตั้งสำนักของนางก็เกิดขึ้น เพราะนางอยากช่วยเหลือผู้คนและอยากได้เงิน ในเมื่อท่านเ้าเมืองให้นางได้ทั้งสองอย่าง มีเหตุผลใดต้องปฏิเสธอีกเล่า
เื่อื่นค่อยหาทางหลบหลีกเอาแล้วกัน
“เช่นนั้นข้าจะตอบตกลงกับท่านเ้าเมืองนะเ้าคะ”
“อืม เอาตามที่เ้าว่าเถิด” เหมาไป่มิคิดจะขัดใจหลานสาว นางชรามากแล้ว บางเื่อาจให้คำแนะนำได้ แต่บางเื่ก็ต้องยอมรับว่าเด็กย่อมมีความคิดที่ดีกว่า ไม่ว่าหลานสาวและหลานชายจะทำสิ่งใด นางจะคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง
ปัง ปัง ปัง!
ยังไม่ทันที่สามยายหลานจะออกไปเปิดเรือนต้อนรับผู้ศรัทธา ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังไปลั่นบ้าน
“มี่เอ๋อร์! อาิ! ท่าป้าเหมาขอรับ อยู่เรือนหรือไม่”
“นั่นเสียงท่านลุงชุนไห่มิใช่หรือเ้าคะ” ได้ยินดังนั้น เหมาไป่ก็รีบออกไปเปิดประตู จนพบเข้ากับชุนไห่และชุนเต๋อที่มีสีหน้าตื่นใ ตามมาด้วยสตรีสกุลชุนและชาวบ้านมากมาย ที่กำลังเดินเข้ามาในเรือนสกุลเหมา
“มีอันใดกันเ้าคะท่านลุง”
“โถ่! มี่เอ๋อร์ของป้าจะถูกจับเข้าคุกเสียแล้วหรือ ป้าเตือนเ้าแล้ว ว่าอย่าคิดหลอกลวงชาวบ้าน” ชุนเจียงแสร้งร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าผู้คน ทั้งที่นางดีใจยิ่งกว่าผู้ใดที่การร้องเรียนของนางครานั้น มิสูญเปล่า
“หึ อย่างไรล่ะ! แล้วอย่าได้เอ่ยว่าเป็ลูกหลานสกุลชุนเล่า ข้ามิอยากให้สกุลของข้าแปดเปื้อน เพราะคนเช่นเ้า” ชุนฉือส่ายหน้าอย่างผิดหวัง คิดอยู่แล้วว่าเด็กปากดีนี่คงจะไปไหนมิรอด แต่ก็มิคิดว่านางถึงกับต้องติดคุกติดตะรางจนเสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเช่นนี้
“คนเช่นข้าจะเป็อย่างไร มันก็เป็เื่ของข้า ท่านมิต้องยื่นมือเข้ามาสอด บุกรุกเข้ามาในเรือนผู้อื่น ยังจะมาด่าว่าเ้าของเรือนเสียๆ หายๆ อีกอย่าง…ข้าตัดขาดกับสกุลชุนแล้ว มีเพียงท่านลุงและท่านพี่ชุนเต๋อเท่านั้นที่ข้ายังนับถือ” ลี่มี่เอ่ยออกไปยาวเหยียด อยู่ๆ นางก็ถูกด่าทอ ทั้งที่นางยังมิได้ทำสิ่งใด จะมิได้โมโหได้อย่างไรเล่า ถึงอยากควบคุมอารมณ์ต่อหน้าผู้ศรัทธาทั้งหลายมากเพียงใด แต่ก็มิอาจทำได้
“นี่เ้า!!!”
“พวกท่านมีใครบอกข้าได้หรือไม่ ว่าแห่แหนกันมาที่เรือนข้าด้วยเื่ใด” เหมาไป่ที่นิ่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ข้าได้ยินซูเม่ยเอ่ยว่า ท่านเ้าเมืองพาทหารมาที่เรือนสกุลเหมา เพื่อจะมาจับลี่มี่ที่เปิดสำนักแม่หมอขอรับ ข้าจึงพาทุกคนมา เพื่อยืนยันกับท่านเ้าเมืองว่าลี่มี่มิได้หลอกลวงชาวบ้าน” อู๋ท่งตอบแทนทุกคนที่มาที่นี่ พวกเขาได้ยินจากซูเม่ยว่าท่านเ้าเมืองพาทหารมาที่เรือนสกุลเหมา
“อ่อ ที่แท้เรือนข้า ก็มีพวกปลวกคอยสอดแนมอยู่หรือนี่” ซูเม่ยถึงกับหน้าชา แต่ตอนนี้นางมิอาจแสดงกิริยามิงามต่อหน้าท่านพี่อู๋ท่งได้ จึงได้แต่กัดฟันทนฟังต่อไป
“ลี่มี่ เ้ามิต้องเป็ห่วงไป พวกข้าจะเป็พยานให้ ว่าเ้ามิได้หลอกลวง นิมิตของเ้านั้นเป็จริง” หญิงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ซึ่งชาวบ้านก็พยักหน้าเห็นด้วย หากว่ามิมีลี่มี่คอยช่วยเตือน พวกเขาก็อาจจะต้องพบกับความลำบาก บางคนถึงขั้นรอดชีวิตมาได้ เพราะคำเตือนจากลี่มี่เลยทีเดียว
“ขอบพระคุณพวกท่านทุกคนนะเ้าคะ แต่เื่นี้ข้าว่ามิจำเป็”
“เหตุใดเล่ามี่เอ๋อร์ เ้าจะยอมติดคุกหรือ” ชุนไห่มิเข้าใจว่าเหตุใดหลานสาวจึงมิยอมรับความช่วยเหลือจากทุกคน
“หึ! จะเพราะเหตุใด เพราะนางหยิ่งยโสอย่างไรเล่า” ชุนฉือส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“เหอะ! เพราะข้ามิได้ถูกจับต่างหาก ท่านเ้าเมืองเพียงมีเื่จะพูดคุยกับข้าเท่านั้นเ้าค่ะ มิได้นำทหารมาจับตัวข้า” คำบอกเล่าของลี่มี่ทำเอาชาวบ้านงงเป็ไก่ตาแตก
“ไม่จริง! ข้าเห็นกับตาว่าท่านเ้าเมืองนำทหารมาด้วยหนึ่งคน” บุรุษหล่อเหลาเช่นนั้น จะเป็ใครไปได้หากมิใช่ท่านเ้าเมือง
“เป็เื่จริงดังที่ลี่มี่ว่า ข้ามิได้มาจับนาง” เสียงทุ้มของชายหนุ่มที่ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ทุกคนต้องหันกลับไปมองต้นเสียง
“ทะ ท่านเ้าเมือง ข้าน้อยคำนับท่านเ้าเมืองขอรับ” ผู้ใหญ่บ้านกวนก้มคำนับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนอบน้อม ทำให้ลูกบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบก้มคำนับตาม
“ทุกท่านสบายดีหรือไม่ ในตัวเมืองมีเื่วุ่นวายมากมาย ข้าจึงมิได้ออกตรวจตราหมู่บ้านรอบนอก”
“สบายดีขอรับ”
“อืม มีเื่อันใดก็ไปร้องเรียนได้ ข้าจะส่งคนมาจัดการให้”
“ขอบพระคุณขอรับ” ผู้ใหญ่บ้านกวนเอ่ยขอบพระคุณแทนลูกบ้านทุกคน
“อ่อ ส่วนเื่ลี่มี่ ข้ามิได้มาจับนาง เพียงมีเื่อยากให้นางช่วยเท่านั้น พวกท่านกลับไปทำงานกันเถิด มิต้องเป็ห่วงนาง”
“ขอรับท่านเ้าเมือง พวกเรากลับกันเถิด” เมื่อทุกคนเดินพ้นเรือนสกุลเหมาไป ก็ได้ยินเสียงก่นด่าของชาวบ้านที่ด่าทอซูเม่ยไม่หยุด โทษฐานที่นางบอกเล่าข่าวเท็จจนทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาทำมาหากิน
เมื่อชาวบ้านออกจากเรือนไป เหมาไป่ก็เชื้อเชิญท่านเ้าเมืองเข้ามาในเรือน ชายหนุ่มรับน้ำจากหญิงชราขึ้นมาดื่ม แล้วจึงเอ่ยถึงธุระของตน
“เ้าได้คำตอบแล้วใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ ข้าตกลงที่จะช่วยเหลือท่าน แต่ข้าขอให้ท่านทำสัญญาเป็หนังสือออกมาว่าจะให้ข้าใช้ที่ดินของท่าน โดยมิต้องจ่ายค่าเช่าจนกว่าคดีความจะสิ้นสุด” คำขอของหญิงสาวตรงหน้า แสดงให้เห็นถึงความฉลาดและรอบคอบ จนชายหนุ่มถึงกลับกระตุกยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ย่อมได้ ข้าจะให้ท่านผู้ช่วยร่างสัญญาขึ้น”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ”
“แล้ววันนี้เ้าพอจะมีเวลาว่างหรือไม่ ข้าจะพาเ้าไปดูที่ทางเสียหน่อย จะได้ให้ช่างมาจัดการสร้างสำนัก ข้าอยากให้เ้าเปิดสำนักเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” คนของเขาสืบคดีมิไปถึงไหน จึงอยากได้ลี่มี่เข้ามาช่วยอีกแรง
“ที่จริงข้าก็มีเปิดสำนักตามปกติ แต่ก็สามารถหยุดได้เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเ้าก็ไปเตรียมตัวเถิด”
“ข้าพาน้องชายไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ หากมิได้ก็ไม่เป็ไรเ้าค่ะ” ลี่มี่เห็นว่านานที จะได้เข้าไปท่องเที่ยวในตัวเมือง นางจึงอยากพาน้องชายไปเปิดหูเปิดตา แต่แท้จริงแล้วนางมิอยากอยู่กับท่านเ้าเมืองเพียงลำพัง เดิมทีอยากจะพาท่านยายไปด้วย แต่ก็กลัวว่าท่านยายจะปวดเมื่อยเอาได้
“ได้สิ ท่านยายขอรับ ข้าขออนุญาตพาหลานสาวและหลานชายของท่านออกไปในตัวเมืองนะขอรับ ข้าจะดูแลพวกเขาเป็อย่างดี”
“รบกวนท่านเ้าเมืองแล้วเ้าค่ะ” เหมาไป่ส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม ทั้งที่เป็รอยยิ้มธรรมดา แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้อี้หานมีท่าทีประดักประเดิดขึ้นมาทันใด
รอยยิ้มที่เหมือนว่าล่วงรู้ทุกอย่าง ราวกับมานั่งอยู่ในความคิดของเขา