ลมแรงโชยพัดเข้ามาบริเวณท่าเรือในวันที่ท้องฟ้าขมุกขมัวเต็มไปด้วยเมฆฝน ผู้คนนับสิบต่างพากันมุงดูเหตุการณ์สลดใจอยู่หลังแถบเทปสีเหลืองที่ทางเ้าหน้าที่คาดไว้ เพื่อกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในบริเวณเกิดเหตุ เรือข้ามฟากถูกระงับบริการชั่วคราวั้แ่เมื่อวานหลังเกิดเหตุสลดโป๊ะล่มจนมีผู้เสียชีวิตนับสิบราย ศพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกงมขึ้นมาั้แ่เมื่อวาน คงมีเพียงศพสามศพที่เพิ่งโผล่ลอยขึ้นมาติดกับท่าน้ำในเวลาเช้าวันนี้ หนึ่งในสามศพเป็หญิงสาวนิรนามที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเธอคือใคร
“เอาขึ้นมา...เอาขึ้นมาเลย”
เ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยนามว่า ‘ภีม’ ยกร่างอันบวมอืดของเธอที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนผืนน้ำขึ้นมาวางที่โป๊ะเรือ มือไม้ของศพนั้นหงิกงอและแข็งเกร็ง ใบหน้าเขียวคล้ำเนื่องจากผ่านการจมน้ำมานานหลายชั่วโมง ดวงตาเบิกโพลงด้วยเพราะจากไปอย่างไม่สงบสุข ภีมจึงใช้มือของตัวเองปิดตาของหญิงสาวลง
“เอาผ้ามา” ภีมหันไปสั่งรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามาเป็อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยให้เอาผ้าดิบมาห่อร่างของผู้เสียชีวิตไว้กันอุจาดตา ชายหนุ่มใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการเป็อาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิเล็กๆ แห่งหนึ่งหลังจากที่เคยประสบอุบัติเหตุเฉียดตายเมื่อหลายปีก่อน เขาเพิ่งเข้าใจว่าในเวลาวิกฤตนั้นการมีคนมาช่วยเหลือก็เหมือนกับการที่มีแสงตะวันโผล่เข้ามาทักทายภายในอุโมงค์ที่มืดมิด ถ้าคืนนั้นเขาไม่ได้เ้าหน้าที่จากมูลนิธิมาช่วย เขาคงไม่มีโอกาสมีชีวิตและหายใจมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่เขารักษาตัวจนหายดี ภีมจึงตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่าเขาจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ชายหนุ่มมองร่างของหญิงสาวนิรนามที่จมน้ำเสียชีวิตตรงหน้าอย่างสังเวชใจ ดูท่าทางเธอคงอายุไม่น่าเกินยี่สิบห้าปี ไม่น่ามาจบชีวิตแบบนี้เลย นี่ถ้าพ่อแม่รู้คงหัวใจแตกสลาย แม้เขาจะยังไม่เคยทำหน้าที่พ่ออย่างสมบูรณ์ แต่เพราะอีกแค่ไม่กี่สัปดาห์ภรรยาของเขาก็กำลังจะคลอดลูกชายมาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ และเมื่อถึงวันนั้นเขาคงได้ซาบซึ้งถึงคำว่าพ่ออย่างเต็มหัวใจ หากเขาก็รู้ว่าคนเป็พ่อและแม่รักลูกยิ่งกว่าชีวิตแค่ไหน ที่สำคัญวันนี้เป็วันเกิดเขา การได้ทำบุญโดยการช่วยเหลือผู้อื่นคือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นัก
“มาแล้วพี่” ชายหนุ่มอายุราวสิบแปดปีวิ่งเอาผ้าดิบสีขาวขุ่นมาปูไว้ที่บริเวณท่าน้ำ ก่อนที่จะไปช่วยกันยกร่างของผู้เสียชีวิตมาวางไว้ ภีมจับร่างของหญิงสาวให้เข้าที่ กำลังจะมัดผ้าแล้วให้คนอื่นยกศพไปที่รถของมูลนิธิ ทันใดนั้นดวงตาของศพผู้เสียชีวิตก็เบิกโพลงขึ้น มือข้างหนึ่งคว้าหมับเข้าที่แขนของภีมอย่างแรงจนชายหนุ่มสะดุ้งโหยง เล็บสีม่วงช้ำเืช้ำหนองจิกเข้าที่ข้อมือของชายหนุ่มอย่างแรงจนเขาแหกปากร้องลั่น ดวงตาที่แดงก่ำมองมาที่เขาอย่างไม่วางตา
“เฮ้ย!” ชายหนุ่มถึงกับหงายหลังด้วยความใ รุ่นน้องที่เห็นเหตุการณ์รีบตรงเข้ามาหารุ่นพี่แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“พี่ภีม...เป็อะไรพี่?”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามรุ่นน้องแต่กลับหันไปมองศพหญิงสาวนิรนามคนนั้นที่นอนนิ่งอยู่บนผ้าดิบสีขาวขุ่น เธอไม่ได้ลืมตา...เธอไม่ได้ยื่นมือมาแบบที่เขาเห็น หญิงสาวยังนอนนิ่ง แน่ล่ะ...เธอตายไปแล้วนี่นา
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร ไปห่อศพไป จะได้รีบเอาไปที่มูลนิธิ”
ภีมเอ่ยปากสั่งรุ่นน้องแล้วเดินออกไปนั่งอีกทางเพื่อสงบจิตสงบใจ สงสัยว่าเมื่อคืนเขาจะนอนน้อยไปหน่อยเพื่อรีบเคลียร์งานให้เสร็จ เขารู้ว่าวันเสาร์อาทิตย์จะมีงานกู้ภัยหลายราย โดยเฉพาะพวกนักแข่งรถตามท้องถนน สภาพศพส่วนใหญ่มักจะแขนขาด ขาขาด ไส้แตก สมองไหล...เห็นแล้วได้แต่อนาถใจ
เสียงโทรศัพท์มือถือของภีมดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาดูสังเกตเห็นว่าเป็เบอร์แปลกๆ แล้วกดรับสาย ภาวนาว่าอย่าให้เป็พวกขายประกันหรือชวนสมัครสมาชิกฟิตเนสเลย เขาเบื่อเหลือเกินกับการปฏิเสธเื่ทำนองนี้
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ ดิฉันกำลังเรียนสายกับคุณภัทรพลหรือเปล่าคะ” ปลายสายเอ่ยถาม ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะตอบรับ
“ใช่ครับ ไม่ทราบโทรจากไหนครับ ?”
“ดิฉันโทรมาจากโรงพยาบาลนะคะ คือตอนนี้คุณเขมมิตราภรรยาของคุณเกิดอุบัติเหตุตกบันไดค่ะ มีเืออกจากทางช่องคลอด เราอาจจะต้องนำเด็กออกก่อนกำหนด ตอนนี้แอดมิดเข้าห้องไอซียูแล้ว รบกวนคุณภัทรพลมาที่โรงพยาบาลด่วนเลยนะคะ คุณหมอคงต้องปรึกษากับทางคุณภัทรพลในหลายๆ เื่ค่ะ” คำพูดของนางพยาบาลสาวทำเอาชายหนุ่มอ้าปากค้าง
“ครับๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ” ภีมตอบรับแล้วกดวางสาย ตั้งท่าจะรีบเดินทางไปโรงพยาบาล แต่แล้วก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มกดรับสายแทบจะทันทีเพราะนึกว่าเป็สายจากทางโรงพยาบาล
“สวัสดีค่ะพี่ภีม อยู่ที่ไหนคะเนี่ย พอดีข้าวโทรหาพี่ขิง ไม่มีคนรับเลยโทรเข้าเครื่องพี่ภีมจะโทรมาบอกว่าอาทิตย์หน้าข้าวจะขึ้นกรุงเทพฯ จะเอาอะไรจากใต้ไหมคะ ? พี่ขิงนี่ก็ไม่ไหวเลย วันเกิดน้องสาวแท้ๆ ไม่เห็นโทรมาอวยพรสักคำ” เสียงของ ‘ข้าว’ น้องสาวของ ‘ขิง’ภรรยาเขาเอ่ยถามขึ้น ภีมรีบบอกถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันให้กับอีกฝ่ายรู้ทันที
“น้องข้าว...เกิดเื่ใหญ่แล้วครับ”
“อะไรเหรอคะ ?”
“ขิงตกบันได ตอนนี้แอดมิดอยู่โรงพยาบาล!”
ที่สถานีรถทัวร์ค่อนข้างมีคนพลุกพล่าน...
ข้าวนั่งรอรถทัวร์เที่ยวต่อไปอย่างร้อนรนกระวนกระวายใจ เธอเป็ห่วงพี่ขิงเสียจนต้องรีบขึ้นกรุงเทพฯ ก่อนเวลากำหนด ยิ่งได้รู้ว่าตอนนี้พี่ขิงกำลังถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินยิ่งทำให้เธอแทบสติแตก
“กรุงเทพฯ ขึ้นเลยพี่ ไปซื้อตั๋วบนรถได้ อีกสิบห้านาทีรถจะออกแล้ว” เสียงร้องเรียกของกระเป๋ารถทัวร์ดังขึ้น ข้าวรีบคว้าสัมภาระของตัวเองแล้วเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังรถทัวร์คันนั้นทันที
ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะก้าวขึ้นบันไดของรถทัวร์นั้น เธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างอย่างแรง แต่ทว่า ‘อะไรบางอย่าง’ ที่ว่ากลับไม่มีอะไรนอกเสียจากธาตุอากาศ ไม่มีเวลามาคิดอะไรแล้วในเวลานี้ หญิงสาวรีบขึ้นไปบนรถ กวาดตามองหาที่นั่งเหมาะๆ แล้วเข้าประจำที่ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดให้ร่างกายผ่อนคลายลง พี่ขิงต้องไม่เป็อะไร...พี่ขิงกับหลานต้องปลอดภัย หญิงสาวพร่ำปลอบใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น หญิงสาวรีบกดรับทันทีเมื่อเห็นว่าเป็สายเรียกของพี่เขยที่โทรมาจากกรุงเทพฯ
“น้องข้าว...ออกมาหรือยัง ?” น้ำเสียงของภีมไม่ค่อยสู้ดีนัก
“กำลังไปค่ะ ตั๋วเครื่องบินเต็ม รถทัวร์แบบวีไอพีก็ยังไม่ออก ตอนนี้ที่เร็วที่สุดคือรถ ป.อ.2 อีกสิบห้านาทีรถออกแล้วค่ะ ข้าวจะรีบไปให้เร็วที่สุด” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก
“ตอนนี้หมอยังไม่ออกมาจากห้องฉุกเฉินเลย ถ้ามีความคืบหน้ายังไงพี่จะโทรไปบอกน้องข้าวแล้วกันนะ”
“ค่ะพี่ภีม...พี่ภีมใจเย็นๆ นะคะ ข้าวเชื่อว่าพี่ขิงกับหลานต้องไม่เป็อะไร” แม้สภาพจิตใจของตัวเองไม่ค่อยดีนักแต่เธอก็ยังมีกระจิตกระใจให้กำลังใจพี่เขย ข้าวเชื่อว่าพี่ภีมต้องร้อนใจมากกว่าเธอเป็ร้อยเท่าแน่ๆ
ลูกคนแรกของตระกูล...ถ้าเป็อะไรไป เธอยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าพี่สาวและพี่เขยจะตกอยู่ในสภาพแบบไหน
รถทัวร์เดินทางมาถึงกรุงเทพฯเมื่อตอนหัวค่ำ อย่างที่รู้ๆ กันว่า่วิกฤตของกรุงเทพฯนั้นคือ่เวลาเช้า ที่ต่างคนก็ต่างยื้อแย่งแข่งกับเวลาเพื่อไปทำงาน รวมถึงตอนเย็นที่ต่างก็พากันเร่งรีบที่จะกลับบ้าน ข้าวเคยเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ มาก่อน เธอเข้าใจในสถานการณ์นั้นเป็อย่างดี แต่ในเวลานี้เธอรีบมาก อยากจะไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วๆ ไม่ว่ารถจะติด ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย เธอก็ต้องไปโรงพยาบาลให้ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้พี่ขิงกับหลานในท้องจะเป็อย่างไร โทรศัพท์เ้ากรรมก็ดันแบตเตอรี่หมดเอาเสียดื้อๆ ในเวลาคับขัน ทุกอย่างมักประเดประดังเข้ามาในเวลาเดียวกันเสมอ...ความซวยของชีวิต
แสงไฟท้ายของรถยนต์ติดสว่างจ้าเป็แถวยาวบนท้องถนน ทำเอาคนที่กำลังจะเรียกแท็กซี่หยุดชะงัก การขึ้นแท็กซี่เวลานี้ก็ไม่ต่างจากการขึ้นไปนั่งติดแหง็กบนท้องถนนซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในเวลาเร่งรีบเช่นนี้ หญิงสาวนิ่งแล้วใช้ความคิดว่าจะไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดได้ด้วยวิธีไหน ในขณะที่กำลังยืนคิดอยู่นั้นเอง วินมอเตอร์ไซค์ก็แล่นผ่านมาตรงหน้า ข้าวรีบกวักมือเรียกอย่างรวดเร็ว...เป็สาวสก๊อยสักวันแล้วกัน
หญิงสาวรีบะโขึ้นซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์แล้วบอกที่หมายปลายทางกับอีกฝ่าย เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหมวกกันน็อคสีชมพูหวานแหววที่วางไว้ในตระกร้าหน้ารถส่งให้ข้าว หญิงสาวรีบหยิบมันขึ้นมาสวมอย่างไม่รังเกียจ ต้องปลอดภัยไว้ก่อน หัวเหม็นก็สระได้ แต่หัวสมองไหลนี่แค่สระผมมันไม่หายนะ!
“ซิ่งเลยพี่!”
“จัดให้”
การจราจรที่ติดขัดจนแทบเรียกได้ว่าเป็อัมพาตนั้นทำเอา‘นางพยาบาลก้อย’ หงุดหงิดเสียจนทำหน้าย่น ยิ่งได้ยินเสียงจาก จ.ส.100 รายงานว่าแยกตรงหน้าบนถนนที่รถเธอติดหนึบอยู่นั้นมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นยิ่งทำให้เธอเซ็งมากขึ้นไปอีก คนจะรีบไปเข้าเวรก็ดันมีเื่ให้ไปถึงช้าอีกสินั่น วันนี้เป็วันเกิดของเธอแท้ๆ ดันต้องไปฉลองที่วอร์ดกับคนป่วย สงสัยคงต้องยกเค้กไปเป่าหน้าห้องคลอด ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยูแข่งกับเสียงเบ่งคลอดของคนไข้แล้วมั้ง แหม...แค่นึกก็น่าจรรโลงใจเสียนี่กระไร!
ขณะที่นางพยาบาลก้อยกำลังทำหน้าหงิกอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาดูก็จำได้ทันทีว่ามันเป็เบอร์ของวอร์ดสูติฯ ที่โรงพยาบาล หญิงสาวกดรับอย่างเบื่อหน่าย...โทรมาตามอีกแล้ว
“ยายก้อยเหรอ อยู่ไหนแล้วเนี่ยแก จะได้เวลาเข้าเวรแล้วนะ” ปลายสายพูดเข้าประเด็นทันที
“กำลังรีบไป รถติดสุดๆ เลยแกเอ๊ย...รอไปก่อนแล้วกันนะ”
“ว้าย...ไม่ได้นะแก แกก็รู้ว่าฉันกลัวผี หลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ฉันไม่ไว้ใจวอร์ดสูติฯทุกตารางนิ้ว แกก็รู้นี่ว่าทำไม แล้วนี่คนอื่นก็เพิ่งกลับไป ฉันนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์หน้าวอร์ดคนเดียวนะแก แกรีบมาเลยนะ...ขอร้อง” ปลายสายทำเสียงเหมือนคนจะร้องไห้
นางพยาบาลก้อยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เพื่อนเผชิญอยู่ ที่โรงพยาบาลนั้นมีเสียงเล่าลือถึงความเฮี้ยนของดวงิญญามากมาย โดยเฉพาะ 4 ศพชายที่ตายในลิฟต์บนตึกอายุรกรรม ถ้าเดินผ่านไปแถวลิฟต์ตัวนั้นอาจจะเจอคุณตำรวจคาวียืนก้มหน้าอยู่หน้าลิฟต์ที่ปิดตาย บางคืนก็เห็นวินมอเตอร์ไซค์ที่ชื่อโจ๊กนั่งห้อยขาอยู่ริมระเบียงตึกอายุรกรรมที่เขาเคยวิ่งมาขายขนมทุกเช้า แต่ที่ดูจะเฮี้ยนสุดน่าจะเป็ิญญาของหมออั้นกับิญญาของหมอกอล์ฟที่ยังคงกลับมาเดินวนเวียนอยู่ที่วอร์ดสูติฯทั้งๆ ที่ตัวเองตายในลิฟต์ของตึกอายุรกรรม หลายคนบอกว่าหมอทั้งสองคนคงยังมีห่วง เพราะยังเรียนไม่จบปีหกและยังไม่ได้เป็หมอเต็มตัวจึงยังวนเวียนอยู่ไม่ยอมไปไหน แค่คิดถึงก็เสียววาบไปถึงขั้วหัวใจแล้ว
“จะรีบแล้วกัน” นางพยาบาลก้อยตอบได้เพียงแค่นั้นก่อนจะวางสายไป การจราจรยังคงแน่นิ่งและคิดว่าคงจะเป็แบบนี้อีกนานกว่าตำรวจและหน่วยกู้ภัยจะมาเคลียร์เหตุการณ์ทั้งหมดให้เรียบร้อย เธอเอนหลังพิงเบาะคนขับอย่างเหนื่อยใจ รู้อย่างนี้ขึ้นทางด่วนไปเสียก็สิ้นเื่
แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรดลใจนางพยาบาลก้อยให้หันไปมองทางซ้ายมือของตัวเอง หน้าปากซอยเล็กๆ ที่ดูมืดเสียจนน่ากลัวนั้นมีป้ายสีขาวเขียนไว้ว่า ‘ทางลัดออกสุขุมวิท’ หญิงสาวดีดตัวผึงขึ้นจากเบาะคนขับ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความยินดีเป็อย่างยิ่ง แม้ไม่รู้ว่ามันจะไปโผล่ตรงไหนของสุขุมวิท แต่มันก็คงดีกว่าต้องมานั่งติดแหง็กอยู่บนท้องถนนแบบนี้เป็แน่ ว่าแล้วหญิงสาวก็เปิดไฟเลี้ยวแล้วหักพวงมาลัยรถยนต์เข้าไปในซอยเล็กๆซอยนั้นอย่างไม่ลังเล
โดยไม่รู้เลยว่าการที่เธอไปในเส้นทางนั้นจะนำความ ‘หายนะ’ มาสู่ชีวิต!
วินมอเตอร์ไซค์ที่ข้าวโดยสารมานั้นขี่รถซิ่งเสียจนหญิงสาวกลัวว่าขาข้างใดข้างหนึ่งจะหายไประหว่างที่มอเตอร์ไซค์ลัดเลาะไปตามซอกของรถยนต์ที่จอดติดไฟแดงอยู่บนท้องถนน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวถอดใจที่จะเดินทางโดยเนื้อหุ้มเหล็กคันนี้ เพราะมันเป็ทางเดียวที่จะทำให้เธอถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วที่สุด เธอทำได้เพียงนั่งหลับตาตลอดทางพลางสวดมนต์ในใจ ภาวนาขอให้รอดปลอดภัยด้วยเถิด
แล้วจู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกว่าวินมอเตอร์ไซค์ที่เธอซ้อนท้ายอยู่นั้นหักเลี้ยวเข้าซอยไปโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างบางเกือบถูกเหวี่ยงลงไปยังคูน้ำข้างทาง ดีที่เธอคว้าเสื้อกั๊กวินไว้ได้ทัน เมื่อลืมตาขึ้นมองจึงพบว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ภายในซอยเปลี่ยว สองข้างทางเป็อาคารพานิชย์สามชั้นที่รกร้างไม่มีคนอาศัยอยู่ แสงไฟข้างถนนห่างกันไกลสุดตา ระยะทางจากเสาไฟฟ้าต้นหนึ่งไปยังเสาไฟฟ้าอีกต้นหนึ่งนั้นมืดเสียจนเหมือนคนตาบอด โชคดีที่ท้องฟ้าโปร่งจนสามารถเห็นดาวที่กระจัดกระจายอยู่บนท้องฟ้า แต่นี่ไม่ใช่เวลามาโรแมนติกอะไรทั้งนั้น เธอกำลังมองโลกในแง่ร้าย ทำไมวินมอเตอร์ไซค์ถึงพาเธอมาซอยเปลี่ยวแบบนี้ หรือว่า...
“พี่จะหาหนูไปไหนเนี่ย” ข้าวทำใจดีสู้เสือเอ่ยถาม อีกฝ่ายหัวเราะหึหึในลำคอ เป็เสียงหัวเราะที่น่าเกลียดมากในความรู้สึก
“อ้าว...ก็จะไปโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่สิพี่ แต่นี่พี่จะพาหนูไปไหน ทางเปลี่ยวๆแบบนี้ไม่น่าจะใช่ทางไปโรงพยาบาลนะ” หญิงสาวเริ่มกลัวจนเสียงที่พูดออกไปนั้นสั่นระริก วินมอเตอร์ไซค์หัวเราะอีก มันน่าขำตรงไหนไม่ทราบ!
“โอ๊ย...ทางนี้มันทางลัดออกสุขุมวิทไงน้อง เห็นน้องรีบ พี่ก็หาทางลัดให้ นี่ถ้าน้องกลัวพี่จะทำมิดีมิร้ายก็เลิกคิดได้เลยถึงแม้สมัยนี้มันจะไว้ใจคนได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไว้ใจใครไม่ได้เลย พี่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพการงานของพี่ ถ้ารับผู้โดยสารแล้วพี่ก็ต้องไปส่งให้ถึงที่หมาย” คำพูดที่ดูจริงจังของวินมอเตอร์ไซค์ทำให้ข้าวละอายแก่ใจไม่น้อยที่คิดมองคนอื่นในแง่ร้าย จริงอย่างที่ชายหนุ่มว่า แม้โลกนี้จะไว้ใจใครได้ยาก...แต่นั่นไม่ได้เหมารวมว่าจะไว้ใจใครไม่ได้เลย
“ขอโทษนะคะ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เสียความรู้สึก”
“ไม่เป็หรอกน้อง เป็ใครใครก็คิดอย่างนี้กันทั้งนั้น ทางนี้มันออกจะเปลี่ยวสักหน่อย แต่ไปทะลุแถวสุขุมวิทใกล้โรงพยาบาลที่น้องจะไปได้ พี่จะรีบให้เร็วที่สุด” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เร่งเครื่องไปตามท้องถนนลาดยางที่เป็หลุมเป็บ่อ สองข้างทางเมื่อถัดมาจากตึกแถวนั้นเป็ดงหญ้าคาสูงท่วมหัว มีเสียงหริ่งเรไรร้องระงม
ข้าวเพ่งมองไปข้างหน้า เห็นไฟท้ายสีแดงของรถคันหนึ่งแล่นอยู่ไม่ไกลนัก มีคนใช้เส้นทางลัดนี้เหมือนกันนี่นา
รถเก๋งคันงามของนางพยาบาลก้อยที่เพิ่งดาวน์มาได้ไม่กี่เดือนแล่นอย่างอ้อยอิ่งอยู่กลางซอยเปลี่ยว หญิงสาวไม่ชินกับความมืดและเส้นทางที่ขรุขระไม่ต่างจากผิวของดวงจันทร์ เธอกลัวว่า่ล่างของรถจะไปขูดเข้ากับพื้นถนนหากตกหลุมตกบ่อ จึงขับรถอย่างช้าๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มาอย่างรวดเร็วทางด้านหลัง วินมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องพยายามที่จะแซงรถของนางพยาบาลก้อยแต่ไม่พ้นเนื่องด้วยถนนแคบ เขาจึงบีบแตรไล่ นางพยาบาลก้อยเงยหน้ามองมอเตอร์ไซค์คันที่ตามมาผ่านทางกระจกหลังอย่างหัวเสีย
“จะรีบไปตายที่ไหนยะ! ก็เห็นๆ อยู่ว่าถนนมันแคบแล้วก็ขรุขระขนาดนี้ รีบนักก็แซงไปสิ!” นางพยาบาลสาวพูดแล้วยักไหล่ใส่อย่างไม่แคร์ เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทัน เขาเร่งเครื่องแล้วปาดหน้ารถของนางพยาบาลก้อยอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวร้องกรี๊ดลั่นพลางหักพวงมาลัยหลบจนรถพุ่งออกไปยังพงหญ้าข้างทาง
นางพยาบาลก้อยกรีดร้อง สติแตกจนควบคุมรถคันงามไม่อยู่ ตรงหน้านั้นเป็ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ซึ่งถ้ารถของเธอชนเข้าไปที่ต้นโพธิ์ต้นนั้นเข้า ไม่อยากนึกเลยว่าจะมีสภาพเป็อย่างไร
เท้าของนางพยาบาลก้อยเหยียบเบรกอย่างกะทันหันตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ ทำให้รถยนต์ของหญิงสาวหยุดแน่นิ่งก่อนจะถึงต้นไทรเพียงแค่ไม่กี่คืบเท่านั้น
ทางด้านรถมอเตอร์ไซค์ที่ข้าวซ้อนมาก็เซจนเกือบที่จะล้มลงกับพื้นถนน ดีที่วินมอเตอร์ไซค์ค่อนข้างชำนาญจึงประคองรถมอเตอร์ไซค์เอาไว้ได้ หญิงสาวหันไปเห็นรถคู่กรณีแล่นลงข้างทางก็ใ รีบร้องโวยวายให้วินมอเตอร์ไซค์จอด
“พี่ๆ จอดก่อนสิ ไม่ไปดูเขาหน่อยเหรอ เขาอาจจะาเ็นะ”
“จะจอดให้เขาเอาตัวไปขึ้นโรงพักหรือยังไง เขาอยากขับไม่แข็งเองนี่นา แต่ดูท่าคงไม่เป็อะไรหรอก รถไม่ได้ชนกับอะไรสักหน่อย แล้วน้องก็รีบไม่ใช่เหรอ ถ้าขึ้นโรงพักเื่ยาวแน่”
คำอธิบายของวินมอเตอร์ไซค์หนุ่มทำเอาต่อมคนดีของข้าวหดหายไปเสียดื้อๆ จริงอย่างที่เขาว่า ถ้าขึ้นโรงพักเธอต้องอยู่ยาวแน่ ทางด้านพี่ภีมก็กำลังทุกข์ใจอยู่ไม่น้อย ถ้ายังต้องมาวุ่นวายกับคดีความของเธออีกคงลำบากใจ สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจทำตามที่วินมอเตอร์ไซค์บอก
“งั้นก็รีบไปเถอะพี่”
อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็สตาร์ทเครื่อแล้วขับรถแล่นออกไป ข้าวยังอดที่จะห่วงอีกฝ่ายไม่ได้จึงหันไปมอง แล้วสิ่งที่เธอพบก็ทำให้หญิงสาวตาโต เพราะสองข้างทางที่เคยคิดว่ามีแต่หญ้าคานั้นกลับปรากฏซากปรักหักพังของศาลพระภูมินับพันๆหลังตั้งเรียงรายอยู่ในพงหญ้านั้น
อะไรกัน...ใครเอาศาลพระภูมิมาทิ้งเนี่ย?
“พี่...ทำไมแถวนี้มีศาลพระภูมิเต็มเลย” หญิงสาวเอ่ยถามวินมอเตอร์ไซค์หนุ่มด้วยความสงสัย
“อ๋อ...ซอยนี้มันร้าง มีคนเอาศาลพระภูมิเก่าๆ มาทิ้งไว้ที่นี่ พอมีคนนึงมาทิ้ง คนอื่นๆ ก็เอามาทิ้งตามมันเลยกลายเป็สุสานศาลพระภูมิอย่างที่เห็นนี่แหละ”
“ศาลพระภูมิทิ้งได้ด้วยเหรอ ?”
“ถ้ามันจำเป็ก็ต้องทิ้งน่ะ อย่างเช่นมันผุพังหรือใช้การไม่ได้แล้ว แต่ก่อนที่จะทิ้ง ก็จะมีคนทำพิธีเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ออกไปยังศาลแห่งใหม่ก่อน แต่อย่าคิดว่าศาลพังๆ เหล่านี้ไม่มีอะไรนะ บางหลังก็ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตอยู่ พวกิญญานางรำ บ่าวไพร่ที่เป็หุ่นก็มี คนที่ผ่านแถวนี้ตอนกลางคืนคนเดียวถ้าดวงตกก็เจอกันทุกคน นี่ถ้าไม่เห็นน้องรีบ พี่ก็ไม่พามาทางนี้หรอก น่ากลัวจะตาย” ชายหนุ่มพูดแล้วขนลุกทำเอาคนฟังขนพองสยองเกล้าไม่แพ้กัน “แต่ก็มีหลายคนมาบนบานขออะไรกับสุสานศาลพระภูมิแล้วก็ได้นะ ถึงจะเฮี้ยนแต่ก็ศักดิ์สิทธิ์มาก”
คำบอกเล่าของวินมอเตอร์ไซค์ทำให้ข้าวนึกอะไรดีๆออก ในเวลาที่เธอกำลังร้อนใจหากมีที่พึ่งทางใจถือว่าเป็เื่ที่ช่วยให้สภาพจิตดีขึ้นได้เป็อย่างมาก หญิงสาวมองตรงไปยังสุสานศาลพระภูมิข้างทางก่อนจะยกมือขึ้นไหว้สุสานศาลพระภูมิแห่งนี้แล้วนึกบนบานในใจด้วยจิตศรัทธา
“ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ลูกช้างขอบนบานให้หลานของลูกช้างปลอดภัยด้วยเถิด ถ้าหลานของลูกช้างปลอดภัย ลูกช้างจะเอาหัวหมูสามหัวมาถวาย...สาธุ”
แล้วจู่ๆ ก็เกิดลมแรงพัดเข้ามาปะทะร่างของข้าวจนหญิงสาวหนาวสะท้าน รู้สึกเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เธอบนบานไว้แล้วในเวลานี้...
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่‘พลอย’ ขับรถมายังทางเปลี่ยวเส้นทางนี้...
บ่อยครั้งในเวลาเร่งด่วนหรือการจราจรติดขัดอย่างหนัก เส้นทางลัดที่ยังไม่มีคนรู้มากนักมักถูกใช้เป็เส้นทางที่หญิงสาวเลือกใช้เพื่อย่นระยะเวลาในการเดินทาง อย่างเช่นคืนนี้ พลอยเลือกใช้เส้นทางลัดไปสุขุมวิทเนื่องจากการจราจรติดขัดอย่างหนักหลังจากไปฉลองวันเกิดของ‘นิว’ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเ้าพระยา โดยที่คนรักของพลอยกำลังนั่งหลับปุ๋ยอยู่เบาะหน้าคู่กับเธอ ชายหนุ่มถูกเพื่อนๆ กรอกเหล้าเสียจนเมามายไม่ได้สติด้วยเพราะเป็คนคออ่อน ส่วน ‘ฤทธิ์’ ที่ติดรถมาด้วยนั้นยังไม่เมาสักเท่าไหร่ เพราะชายหนุ่มเลิกดื่มเหล้าั้แ่บวชแก้บนแล้วสึกมาเมื่อคราวเจอดีที่บ้านเช่า ฤทธิ์ตั้งใจทำแต่กรรมดีด้วยหวังว่าผลกรรมที่ทำดีจะช่วยส่งผลบุญให้กับกันต์ได้ไปเกิดในชาติภพที่สุขสบาย
“ดูไอ้นิวสิ เมาเหมือนหมา ถูกไอ้พวกนั้นผสมเหล้าในน้ำผลไม้ก็ซัดไม่ยั้งเลย เป็ไงล่ะ” ฤทธิ์พูดพลางหัวเราะหึหึ พลอยหันไปมองคนรักแล้วส่ายหน้า...ไม่ไหวเลยจริงๆ
“เธอก็ไม่เตือนนิวบ้างเลยนะฤทธิ์ รู้ก็รู้ว่าเพื่อนคออ่อน”
“แหม...วันเกิดมันทั้งที ก็ให้มันได้ลองอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่ไอ้นิวนี่ดีเนอะ เมาแล้วหลับเป็เด็กเลย”
“ไม่ว่าจะเมาแบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ” พลอยเถียงในขณะที่กำลังบังคับพวงมาลัยรถไปตามทางที่ขรุขระจนทำให้คนที่โดยสารมาด้วยหัวสั่นหัวคลอน ชายหนุ่มมองเพื่อนสาวคนขับรถแล้วเอ่ยถาม
“นี่เธอจะพาพวกฉันไปไหนเนี่ยพลอย”
“กลับบ้านน่ะสิ ทางนี้เป็ทางลัดไปออกสุขุมวิท แต่ไม่ค่อยมีคนรู้หรอก ฉันมาทางนี้บ่อย ประหยัดเวลาได้ร่วมชั่วโมงเลยนะ” หญิงสาวคุยโวราวกับว่าเป็คนค้นพบทวีปอเมริกา ฤทธิ์พยักหน้ารับ เขาไม่มีรถขับ จึงไม่ถนัดเื่เส้นทางในกรุงเทพฯ นัก
ชายหนุ่มเพ่งมองไปในความมืด สิ่งที่เขาพบคือแสงไฟท้ายของรถคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ไกลๆ แม้จะบวชมาแล้ว แต่เื่ปากวอนหาเื่ของเขานี่แก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่หายเสียที
“เฮ้ย...กระสือ!” เขาทำโวยวายเป็เจ๊กตื่นไฟ ทำให้พลอยตระหนกไปด้วย
“ไหนๆ”
“โน่นไง...ไฟสีแดงๆ ตรงต้นโพธิ์น่ะ” ฤทธิ์ชี้มือไปตรงหน้า เมื่อพลอยเพ่งมองแล้วก็ถอนหายใจเฮือกแล้วหันมาจิกตาใส่ผู้ร่วมเดินทาง
“กระสงกระสือที่ไหนล่ะ นั่นมันไฟท้ายรถ มั่วจริงๆ”
“โหย...ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นไฟแดงๆ ในที่เปลี่ยวๆแบบนี้ก็นึกว่ากระสือน่ะสิ แล้วไหนเธอว่ายังไม่ค่อยมีคนรู้ ไหงมีรถเข้ามาก่อนหน้าเธออีกพลอย ขี้โม้ๆ” เขาทำเสียงล้อเลียนอย่างกวนประสาท
“นี่ฤทธิ์ ฉันบอกว่าไม่ค่อยมีคนรู้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนรู้เลยนี่นา ชิ!” พลอยทำหน้าเบ้ใส่อย่างหงุดหงิดก่อนจะเพ่งสายตามองไปยังรถคันหน้าที่จอดอยู่ เมื่อรถของหญิงสาวแล่นเข้าไปใกล้จึงได้รู้ว่ารถคันหน้าไม่ได้จอดอยู่บนทางปกติ แต่มันพุ่งลงไปจอดในพงหญ้าข้างทาง
“เฮ้ย...รถลงข้างทางนี่หว่า คนขับเป็อะไรหรือเปล่า” ฤทธิ์ทำเสียงตื่นเต้นราวกับโลกกำลังจะแตก เขายื่นหน้ายื่นตามองออกไปจากหน้ากระจกรถอย่างสอดรู้
“อยากรู้ก็ลงไปดูสิ ถามฉัน...ฉันจะไปตรัสรู้ไหม”
“เย้ย! ไม่เอาหรอก ถ้าลงไปดูแล้วคนขับตายขึ้นมาจะทำยังไง คนยิ่งกลัวๆ ผีอยู่” ชายหนุ่มทำท่าขนลุกขนพอง ยังจำประสบการณ์เจอผีที่ทาวน์เฮ้าส์หลังนั้นได้ติดตา
“ปอดแหกไปได้ เดี๋ยวฉันไปดูเอง” ว่าแล้วพลอยก็จอดรถที่ข้างทาง ก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วเปิดประตูลงไปอย่างรวดเร็ว เธอเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังรถเก๋งคันนั้น ถ้าคนขับเป็อะไรมากนั่นหมายถึงทุกนาทีมีค่า เธออาจช่วยชีวิตคนได้
รถเก๋งของนางพยาบาลก้อยยังจอดนิ่ง หญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อเหมือนกับท่อนไม้อยู่หลังพวงมาลัยรถราวกับคนที่สติถูกสตัฟฟ์ไว้ชั่วคราวด้วยความใ พลอยต้องเคาะกระจกอยู่นานสองนานกว่าที่นางพยาบาลก้อยจะสะดุ้งรู้สึกตัว เธอหันมองไปที่กระจกเห็นพลอยทำมือส่งสัญญาณบอกว่าให้เปิดประจกลง นางพยาบาลก้อยจึงกดลดกระจกลงเพื่อสนทนากับอีกฝ่าย
“เป็อะไรหรือเปล่าคะ ?” พลอยเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง นางพยาบาลก้อยสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ จึงรู้สถานะของตัวเองว่าคงแก่คราวน้าของคนถามได้แล้ว แต่ก็ยังยินดีที่จะใช้คำแทนตัวเองว่า ‘พี่’ มากกว่า
“พี่ไม่เป็อะไรค่ะ ขอบใจมากนะ”
“แน่ใจนะคะ ?” พลอยถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจเพราะเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายไม่สู้ดีนัก
“ไม่เป็ไรจริงๆ จ้ะ ขอบใจมากนะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ งั้นหนูไปก่อนนะคะ” พลอยยิ้มให้อีกฝ่าย นางพยาบาลก้อยก้มหัวเล็กๆ เป็เชิงขอบคุณ ก่อนจะเลื่อนกระจกรถปิดแล้วถอยหลังรถเก๋งคันงามให้กลับคืนสู่ท้องถนนอีกครั้ง รถติดหล่มเล็กน้อยแต่สุดท้ายเธอก็เข้าเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งออกมาจากบริเวณนั้นจนได้
พลอยมองตามจนไฟท้ายรถของนางพยาบาลก้อยแล่นออกไปจนลับตา ก่อนจะเดินกลับไปยังรถของตัวเองที่จอดอยู่ แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าบนรถของเธอว่างเปล่า ไม่มีนิวและฤทธิ์อยู่ในนั้น ทั้งสองคนหายไปไหน ?
เสียงเดินผ่านพงหญ้าดังซวบซาบมาจากกทาง พลอยหันไปมองจึงเห็นว่าฤทธิ์ประคองเพื่อนเดินกลับมาที่รถ หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม
“ไปไหนกันมาเนี่ย”
“พาไอ้นิวไปฉี่...มันบอกว่าปวดฉี่จนเกือบจะปล่อยบนรถของเธอแล้วเนี่ย” ฤทธิ์บอกแล้วหัวเราะ
“ไปฉี่สุ่มสี่สุ่มห้าได้ยกมือไหว้เ้าที่เ้าทางหรือยังเนี่ย แถวนี้มันเป็สุสานศาลพระภูมิทั้งนั้นนะ”
“โอย...คนมันปวดฉี่จนฉี่จะราด แค่รูดซิปกางเกงให้ทันก็แย่แล้ว มามัวยกมือไหว้ผีสางเทวดามีหวังฉี่ราดกางเกงก่อนน่ะสิ”
พลอยได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าแล้วรีบเดินไปเปิดประตูให้คนรักที่ยังเมามายไม่ได้สติขึ้นไป ก่อนที่เธอและฤทธิ์จะแยกย้ายกันเข้านั่งประจำที่แล้วขับรถออกมาจากบริเวณนั้น
ท่ามกลางความเงียบของรัตติกาล...
สามชีวิตที่เข้ามาพัวพันกับสุสานศาลพระภูมิแห่งนี้กำลังจะถึงเจอสิ่งที่เร้นลับ
สิ่งที่เรียกว่า‘ิญญา!’