ผ่านมาหลายวันแล้ว หลังจาก คารินไทน์ กลับจากหุบเขากาลัน พร้อมชาวมาฮันน่า และเช้าวันนี้เองที่คารินไทน์ ออกมาหาเงิน พร้อมกับเหล่าภรรยา
" เร่เข้ามาเร่เข้ามาเลย การแข่งขันงัดข้อเริ่มขึ้นแล้ว เพียงท่านสามารถเอาชนะหญิงร่างเล็กคนนี้ที่มีนามว่า มามิยะได้ ท่านจะได้รับเงินรางวัล 1 หมื่นเหรียญทอง เพียงค่าเข้าร่วมแข่งขันเพียงคนละ 100เหรียญทองเท่านั้น " คารินไทน์ ร้องชวนเชิญเหล่านักสู้ในอาณาจักรโปปุรอนให้เข้ามาท้าสู้กับมามิยะ โดยการงัดข้อกับมามิยะ เนื่องจากตอนนี้ คารินไทน์ต้องเลี้ยงชาวมาฮันน่า มากกว่า 300 คน จึงต้องมาหาเงินเพิ่มในตลาดนักสู้ เพื่อมาใช้เป็นค่าเลี้ยงดู และซื้อเมล็ดพันธ์ุต่างๆมาปลูกใน popu land
"ย้าก ตุบ ตุบ " มามิยะร้องตะโกนก่อนออกแรงงัดข้อชายร่างใหญ่กว่า 2เมตรกล้ามเป็นมัดๆ หน้าตาดุดันเหมือนยักษ์ จนเขาพ่ายแพ้ เป็นคนที่ 14563 แล้วในวันนี้ แน่นอนว่ามามิยะ แกล้งทำเป็นอ่อนแรงหลายครั้ง เพื่อให้เหยื่อหลงกล และต้องเสียตังค์ 100 เหรียญทองให้กับเธอ วันนี้เธอกะจะล้มเหล่าชายฉกรรย์ ให้ครบ 2หมื่นคน จะได้นำเงินไปซื้อ โซฟาที่เธอโปรดปรานเอาไปประดับบ้านพักของ คารินไทน์ ในฐานะ ศรีภรรยา แต่เมื่อคิดว่า มันจะไม่แฟร์กับลูกค้ามากเกินไป เธอเลยแกล้งแพ้ให้กับ ชายนักรบคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนชั้นสูงของ อาณาจักรโปปุรอน เขามีชื่อว่า อาราเอล ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรโปปุรอน เนื่องจากเขามากับแฟนสาวที่ชื่อว่านอร์น( ตัวละครรับเชิญจากเรื่องดวงนารีปกป้อง ทำไมต้องเป็นตรูด้วยฟระ ) มามิยะจึงไว้หน้าเขา ถ้าหากเขาพ่ายแพ้ อาจจะมีเรื่องไปถึง popu land ที่เพิ่งสร้างตัวก็เป็นได้ และเป็นอย่างที่เธอคิด นักรบทุกคนต่างเข้าไปชม อาราเอลกันยกใหญ่ โดยเฉพาะ นอร์น ทำให้มามิยะถือโอกาสนั้นหนีออกมา แม้ว่าจะเสียเงินไป 10000 เหรียญทองก็ตาม แต่เธอได้กำไรมากกว่านั้นเยอะ
" รออยู่นี่ก่อนนะ มามิยะ เดี๋ยวชั้นมา " คารินไทน์กล่าวกับมามิยะ ภรรยาคนที่สองของเขาที่กำลังมัดถุงเงินเป็นกำๆใส่หลังกริฟฟินที่พึ่งซื้อมาเมื่อ2วันก่อน กริฟฟินตัวนี้มีชื่อว่า แกโร่ เป็นกริฟฟินเพศผู้ที่ดูองอาจสมกับเป็นนักรบอย่างมาก ดูเหมือนมามิยะ จะตกหลุมรักมันตั้งแต่แรกเห้นที่คอกสัตว์เลี้ยงแล้ว
คารินไทน์หลังจากมองส่ง มามิยะ ที่ขี่กริฟฟินกลับไปหยั่งpopu land โดยไม่รอเขาแล้ว เขาก็หันหน้าไปขยิบตาให้ นานามิ ภรรยาคนแรกที่กำลังปูของ ขายอยู่ กลางถนน และนี่คืออีกแผนหนึ่งของ คารินไทน์ ที่จะใช้ระดมทุนเผอิญเขาไปอ่านพบวิธีสร้างม้วนบันทึกเวทย์มนต์ ในห้องสมุดที่ popu land เข้าหลังจากปรึกษากับโปซารอนมังกรแดง เขาเลยกะจะเอามาขายแบบเอากำไรจากพ่อค้า เป็นจำนวนมหาศาล โดยวิธีเรียกร้องความสนใจโดยใช้ความสวยและ คาวาอี้(น่ารัก)ของ นานามิ เป็นตัวล่อให้พ่อค้าเข้ามาชมสินค้า
" เร่เข้ามา ครับ พี่น้อง ม้วนบันทึกเวทย์ไฟ หายากจาก popu land ใช้ง่ายแม้ท่านจะไม่มีพลังเวทย์เลยก็ตาม " คารินไทน์กล่าวพร้อมหยิบม้วนบันทึกเวทย์มนต์ออกมา แล้วปาออกไปในอากาศทันที กลายเป็น นกไฟพุ่งเข้าใส่ ก้อนหินยักษ์ที่อยู่กลางร้านค้าในทันที ม้วนบันทึกเวทย์ระเบิดออก แล้วก้อนหินก็ละลายหายไปเหมือนกับน้ำ สร้างความประหลาดใจและความประทับใจให้กับนักเดินทาง และพ่อค้าจำนวนมาก
" คิเซกิ ( ปาฏิหารย์ ) คิเซกิ แน่ๆ " โบเก็นฉะคนหนึ่งร้องอุทานขึ้น แล้วขอร้องให้ คารินไทน์ ขายม้วนบันทึกเวทย์มนต์ ให้เขาในราคา 1หมื่น3พันเหรียญทอง ทำให้พ่อค้าที่อยู่รอบๆ รีบร้องตะโกนขอซื้อเช่นกัน
คารินไทน์ เริ่มคำนวณราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จริงๆแล้ว ราคาต้นทุนของ กระดาษเวทย์ที่เอามาทำม้วนบันทึกเวทย์มนต์ มีราคาเพียง 3 พันเหรียญทองเท่านั้น แต่ตอนนี้ ราคามันพุ่งสูงกว่า 3หมื่นเหรียญทองแล้ว แม้ว่าโอกาสที่จะทำให้ กลายเป็นม้วนบันทึกเวทย์ หายาก จะมีโอกาสเพียง 0.02 เท่านั้น
1 แสนเหรียญทอง เสียงตะโกนของชายวัยกลางคน คนหนึ่งดังขึ้น
" ข้าเหมาทั้งหมดเอง " เสียงของพ่อค้าใหญ่ ซิลเวอร์ ลอม ชาวดูรันเทียร์ พูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง และเนื่องจากเขาเป็นประธานสภาพ่อค้าดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าสู้ราคาเขาจึงเหมา ม้วนบันทึกเวทย์ที่เหลือ อีก 5ใบของคารินไทน์ไปหมด และเชิญ คารินไทน์ ไปจิบน้ำชาที่บ้านของเขา
30 นาทีต่อมา.....ณ คฤหาสต์แก้วรัตนะชาติ บ้านของ ซิลเวอร์ ลอม
" เจ้อหลี่ เหมยโหย่วจิ่ว จื๋อโหย่วฉา(ที่นี่ไม่มีเหล้ามีแต่น้ำชา) " ซิลเวอร์ ลอมกล่าว ก่อนจะเอาใบชา ฮาโนเรีย ราคากิโลกรัมละ 2ล้าน มาให้ คารินไทน์จิบ แล้ว อธิบายสรรพคุณของมัน ที่มีตั้งแต่ ต้านโรคมะเร็ง สลายอนุมูลอิสระ แถมยังยืดอายุขัยให้กับผุ้ดื่มได้อีกนิดนึงด้วย ทำให้คารินไทน์ รู้สึกสนใจ และใช้เงิน 1แสนที่ซิลเวอร์ ลอมให้มา ซื้อเมล็ดพันธ์ ต้น ฮาโนเรียไป ปลูก
ซิลเวอร์ ลอม ยิ้มอย่างมีเลศนัย เพราะแผนการของเขาสำเร็จแล้ว เขาสามารถซื้อม้วนบันทึกเวทย์หายากได้ในราคาแสนถูก และนำเงินทั้งหมดนั้นกลับมาที่ตนเองได้อย่างไม่ยากเย็น เมล็ดพันธ์ ที่เขาให้ คารินไทน์ไป เป็นเพียงเมล็ดพันธ์ ชา พื้นๆเท่านั้น บวกกับเมล็ดพันธ์ ข้าวโพดและผักกาด อีกไม่กี่ชนิด
เช้าวันต่อมา......
คารินไทน์ เริ่มแผนการลงมือเพาะปลูกใน popu land ทันที ด้วยหวังว่า ผลผลิตปีนี้จะดี ฝนฟ้าไม่แล้ง โดยมีรูบีน่า ภรรยาคนที่สามของเขา กับชาวมาฮันน่า ช่วยกันเพาะปลูก เมื่อหว่านเมล็ดลงดินและรดน้ำแล้ว คารินไทน์ ก็ขอตัวจากทุกคนกลับไปที่ห้องสมุด เพื่อศึกษาวิธีเพาะปลูกชาในทันที ทำให้เขาลืมทำคันดินกั้น พืชผลต่างๆไม่ให้ปนกัน
ในขณะที่คารินไทน์ กำลังหาหนังสือเกี่ยวกับการเพาะปลูกชาอยู่นั้น จู่ๆชั้นหนังสือก็พังถล่มลงมา และมีหนังสือเล่มหนึ่ง ตกใส่หน้า คารินไทน์ หน้าปกของมันเขียนว่า[ Lost land ดินแดนที่สาบสูญ ของชาวมนุษย์โบราณ ]
คารินไทน์รีบเปิดอ่านอย่างสนใจทันที ข้างในได้จารึกเขียนไว้ว่า
เมื่อสมัยโบราณ มนุษย์ยุคก่อนได้เจริญก้าวหน้ากว่า มนุษย์สมัยนี้มาก แต่วันหนึ่ง ก็เกิดอุกาบาตพุ่งชนโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ หมอกควันบังแสงอาทิตย์ ทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล พืชผลและทรัพยากรเหลือน้อย มนุษย์โบราณ จึงเริ่มทำสงครามกัน และตามมาซึ่ง โรคระบาด และความตาย มนุษย์ที่เหลือรอด ได้พากันอพยพไปหยั่งเกาะลอยฟ้า ที่ชื่อ Lost land และนำพาพวกออร์คไปด้วย เพื่อใช้เป็นอาหาร
คารินไทน์เปิดอ่านอย่างตั้งใจ ทว่า หน้าสุดท้ายในจารึกกลับเป็นหน้าที่ว่างเปล่า ทำให้เขารู้สึกสนใจ lost land เป็นอันมาก
เมื่อคารินไทน์หันหน้าเตรียมจะออกไปผจญภัยครั้งใหม่ เพื่อหาเบาะแสของเกาะลอยฟ้าปริศนานี้ นานามิ ก็เดินเข้ามา พร้อมกับยื่น [ล่าจีทาง (น้ำแกงไก่ผัดเผ็ด)] ให้คารินไทน์ แล้วกล่าวว่า
" นายน่ะ ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย ซดน้ำแกงร้อนๆก่อนแล้วค่อยออกเดินทาง สิ " นานามิ พูดด้วยความเป็นห่วง คารินไทน์ ผู้เป็นสามีของเธอ
คารินไทน์ จึงซดน้ำแกงไก่ผัดเผ็ด หมดภายในอึกเดียว แล้วกล่าวขอบคุณ นานามิ ก่อนรีบวิ่งไปยังโรง กริฟฟิน ของ มามิยะ เพื่อขอยืมเจ้า แกโร่ กริฟฟินแสนรักของภรรยาสาวแสนสวยของเขาในทันทีเพื่อใช้ออกเดินทาง
****************************************************************โปรดติดตามตอนต่อไป