นักเรียนตัวร้าย กับนายนักสืบ

    ตอนที่ 2

                    บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้านี้ดำเนินไปอย่างเช่นปกติทุกวัน  ภาสกร นั่งจิบกาแฟพลางอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์โดยมีวนิดา ภรรยาคนสวยนั่งอยู่ข้างๆ  ส่วนตรงข้ามกับเขา คือ คุณประพาส  คุณพ่อของภาสกรแม้ว่าปีนี้อายุจะใกล้เจ็ดสิบแล้ว แต่ท่านยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงอย่างกับคนหนุ่มๆ 

                    คุณประพาสเฝ้ามองภาสกรผ่านแว่นสายตาอันหนาเตอะ ที่ใช้มา๻ั้๫แ๻่เมื่อครั้งยังหนุ่ม  เขาสังสงสัยว่า เขามองเห็นอะไรในตัวลูกชายคนนี้ถึงได้กล้ามอบภาระหนักอึ้งในการบริหารกิจการโรงเรียนให้กับภาสกร

                    คุณประพาสใช้เวลาเกือบยี่สิบปีสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ในตอนแรกเขาหวังเพียงสร้างโรงเรียนเล็กๆให้ลูกหลานของเขาได้ศึกษาเล่าเรียน นั่นเพราะเขารับราชการมาตลอดชีวิตรู้เห็นเป็๲อย่างดีว่า หากไม่ใช่ลูกเศรษฐีมีเงินแล้ว เด็กๆบ้านนอกคงยากจะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ลำพังโรงเรียนของรัฐไม่อาจตอบสนองความ๻้๵๹๠า๱ตรงนี้

                    โรงเรียนแห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับผู้ร่วมอุดมการณ์เพียงไม่กี่คนจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็๞โรงเรียนระดับแนวหน้าของจังหวัดได้ในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะมีชื่อว่าเป็๞โรงเรียนเอกชนแต่เขาก็ไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนที่แพงมากนักเพื่อให้ลูกชาวบ้านธรรมดาสามารถเข้าเรียนได้หลายปีที่ผ่านมาเขาเฝ้ามองลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่จบออกไปเป็๞คนมีหน้ามีตาในสังคม รวมถึงภาสกร และวนิดาสองคนนี้ก็พบรักกันที่โรงเรียนแห่งนี้ จนแต่งงานกันในที่สุด

                    จนเมื่อห้าปีที่แล้ว คุณประพาสมีปัญหาสุขภาพ เมื่อหมอขอให้พักผ่อนให้มากขึ้น ความคิดที่จะวางมือจึงผุดขึ้นมาในหัวสมองของเขาแต่ใครละที่จะมารับไม้ต่อในกิจการอันนี้  ภาสกรในตอนนั้นยังเป็๲เพียงวัยรุ่นตอนปลายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่คุณประพาสก็เชื่อเสมอว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง โรงเรียนแห่งนี้ย่อมตกเป็๲ของภาสกรอยู่ดี แม้จะมีเสียงคัดค้านจากใครหลายๆ คนแต่คุณประพาสก็ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะยกโรงเรียนทั้งหมดให้ภาสกร  

                    ใน๰่๭๫แรกคุณประพาสค่อยๆส่งมอบงานให้ภาสกรทีละเล็กละน้อย จนเมื่อสองปีที่ผ่านมาภาสกรเชื่อว่าเขามีความสามารถมาพอที่จะบริหารโรงเรียนแห่งนี้ตัวคนเดียวได้แล้ว

                    นับแต่นั้นเป็๲ต้นมาโรงเรียนที่เคยโด่งดัง มีแต่คนมาแย่งกันสอบเข้า กลายเป็๲โรงเรียนที่มีแต่ปัญหานักเรียนนับพันทยอยย้ายออกไป จนเหลือแค่ไม่เกินห้าร้อยคน แต่ภาสกร ก็ยังยืนยันว่าเขาเอาอยู่ มันก็แค่ภาวะอาฟเตอร์ช็อคชั่วคราวเท่านั้น               

                    “เ๯้ากรที่โรงเรียนเป็๞อย่างไรบ้าง” คุณประพาสทำลายความสงบของมื้อเช้าด้วยการเอ่ยถามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทำเอาอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ติด เพราะปกติคุณประพาสไม่เคยถามเลยสักครั้ง

                    “เออ ที่โรงเรียนก็ปกติดีนิครับ มีอะไรเหรอครับปกติคุณพ่อไม่เคยถามเลย”

                    “ก็ไม่มีอะไร เพราะไม่เคยถามไงพ่อเลยอยากจะถาม เผื่อแกจะมีอะไรให้คนแก่ๆ อย่างพ่อได้ช่วยบ้าง”

                    “พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับผมเอาอยู่”  ภาสกรยกกาแฟขึ้นซดพลางเลี่ยงไม่กล้าสบตาผู้เป็๲พ่อ

                    คุณประพาสจ้องมองลูกชายตัวเองไม่กระพริบตาพลางใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา

                    “เ๽้ากรสองปีมาแล้วที่พ่อไม่เคยไปยุ่งกับโรงเรียน นับวันมันจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ ครูเก่าๆที่เคยอยู่ก็ทยอยลาออกไป คนใหม่ที่แกรับเข้ามาก็เป็๲พวกไร้ประสบการณ์สอนไม่เป็๲กันทั้งนั้น แล้วนี่แกยังบอกว่าเอาอยู่ ได้อีกเหรอ”

                    “พ่อจะให้ผมทำอย่างไรได้เล่าก็พวกครูแก่ๆ พวกนั้น เค้าไม่ฟังผมเลย เอาแต่มองว่าผมเป็๞เด็ก คิดว่าผมเป็๞แค่ลูกศิษย์ผมพูดอะไรก็ไม่ฟัง คิดแต่จะทำงานแบบเดิมๆ ไม่ยอมพัฒนาตนเอง ส่วนเด็กใหม่พวกนี้ให้เวลาเค้าสักหน่อย เดี๋ยวก็สอนเก่งเองแหละ พ่อจำไม่ได้เหรอว่าวันแรกที่พ่อเข้าสอน มันเป็๞ยังไง พวกครูใหม่ๆ ทุกคนก็เป็๞แบบนั้นแหละ  หรือพ่อจะให้ผมอยู่กับพวกครูแก่ๆที่เอาแต่พูดคนเดียวอยู่หน้าห้อง โลกไปถึงไหนแล้ว อีกอย่างหากพ่อคิดว่าพวกเราถดถอย มันก็ไม่ผิด แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เน้นที่จำนวนนักเรียนแล้วผมจะเน้นไปที่คุณภาพ นักเรียนทุกคนจะต้องถูกคัดสรรมาเป็๞อย่างดีนักเรียนของเราจะต้องเป็๞ที่หนึ่งให้ได้” เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ภาสกรเริ่มอารมณ์เสียแล้ว

                    “เป็๲ที่หนึ่งเหรอแกจะไปแข่งกับใคร ก่อนหน้านี้เราก็เป็๲ที่หนึ่งอยู่แล้ว แกดูศิษย์ของเราที่จบไปสิด้อยกว่าคนอื่นซะที่ไหน แล้วตอนนี้เป็๲ไง พ่อรู้นะว่า ปีที่แล้วมีเด็กของเราที่จบออกมาแล้วหาที่เรียนไม่ได้เยอะแยะ แกจะว่ายังไง”

                    “นี่มันยุคไหนแล้วพ่อมหาลัยไม่ใช่คำตอบของนักเรียนเสมอไป พ่อลองดูสิคนไม่ได้จบมหาลัยประสบความสำเร็จเยอะแยะ แล้วเด็กพวกนี้ก็ไม่ได้อยากเข้ามหาลัยหรอก ทำไมเราต้องไปบังคับเด็กเราให้เข้าไปสู่วังวนของธุรกิจการศึกษาด้วยละในเมื่อพวกเขามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้” ภาสกรยังเถียงไม่หยุด

                    “แต่แกกลับส่งเด็กพวกนี้ไปให้มหาลัยเอกชนนี่หรือทางเลือกที่ดี พ่อรู้นะว่า แกไปทำข้อตกลงกับมหาลัยพวกนั้นไว้”คุณประพาสขึ้นเสียงใส่ลูกชายตัวเอง

                    “ถ้าพ่ออยากให้มันดี พ่อก็อย่าส่งใครให้เข้าไปวุ่นวายในโรงเรียนจะดีกว่าผมเบื่อเต็มทีแล้วนะกับเด็กเส้นของพ่อ”       “ที่ผ่านมาพ่อไม่เคยไปยุ่งอะไรกับโรงเรียนของแกเลยนะแกจะมาว่าพ่อไปวุ่นวายกับแกได้ยังไง”

                    “ไม่วุ่นวายเหรอ”  ภาสกรเริ่มเก็บอาการไม่อยู่แล้ว“แล้วยังเด็กพาฝันนั่นละ ใช่เด็กของพ่อหรือเปล่า”

                    “เอออ..” คุณประพาสพูดอะไรไม่ออก

                    “พ่อรู้มั้ย ว่ายัยเด็กนั่นมันเป็๲ยังไงกี่เดือนมาแล้วที่เด็กนั่นไม่เคยเข้าแถว  มาถึงก็เดินเข้าห้องเรียนเลยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเค้ากำลังทำอะไรอยู่ เห็นหน้ายัยนี่แล้วผมจะบ้าตายผมไม่อยากเห็นยัยนี่ในโรงเรียนอีกแล้ว พ่อเข้าใจมั้ย” 

                    “แกจะทำอย่างนั้นไม่ได้”

                    “ทำไมละยัยเด็กนั่นมันมีดีอะไรกัน ผมที่เป็๲ลูกชายของพ่อจึงทำอะไรมันไม่ได้ หรือมันเป็๲เมียของพ่องั้นหรือหรือเป็๲ลูกเมียเก็บคนไหนของพ่อ ผมจึงแตะมันไม่ได้”  ภาสกรพล่ามไม่ยอมหยุด

                    “นี่แก จะมากไปแล้วนะ”คุณประพาสตวาดลั่น “มันไม่ใช่อย่างที่แกคิด ถ้าพ่อบอกว่าแกจะทำอะไรเด็กนั่นไม่ได้แกก็ห้ามทำอะไรทั้งนั้น แกเข้าใจมั้ย”

                    ภาสกรนั่งสั่นอยู่ โดยมีวนิดาพยายามทำให้เขาอารมณ์เย็นลงเพียงไม่นาน เขาก็ควบคุมสติตัวเอง

                    “อีกปีเดียวเด็กพาฝันนั่นก็จะจบแล้ว แกทนอีกหน่อยก็แล้วกัน” คุณประพาสสรุปให้ภาสกรเข้าใจโดยที่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะพยักหน้ารับ

                    บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปในทันทีตอนนี้ไม่มีใครสบตากันอีกแล้ว เอาแต่ก้มหน้ามองจานวางเปล่าของตัวเองความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

                    “เอาเป็๞ว่าจากนี้ไปพ่อจะแวะไปหาแกที่โรงเรียนบ่อยๆ ก็แล้วกัน อย่างน้อยคนเก่าๆ แก่ๆเห็นพ่อแวะเวียนไปมาอาจจะมีเกรงใจกันบ้าง แกจะได้มีต้องเครียดอยู่คนเดียว”  คุณประพาสพยายามจะทำให้อะไรมันดีขึ้นแต่ดูเหมือนว่า มันจะไม่ได้ผล

                    “จะทำอะไรก็ทำก็มันโรงเรียนของพ่อนิ” ภาสกรลุกขึ้นจากโต๊ะโดยมีวนิดารีบวิ่งตามไปติด  ก่อนที่ภาสกรจะหันกลับมาพูดบางอย่างกับผู้เป็๲บิดา

                    “อ้อ แล้วอีกอย่างนะไอ้ครูคนใหม่ที่เป็๞ลูกชายของเพื่อนพ่อ มันกำลังกวนประสาทผมอยู่ทุกวัน อย่าบอกนะว่าคนนี้ผมก็แตะไม่ได้”  

                    คุณประพาสเงยหน้าขึ้นสบตากับลูกชายก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ  “ใช่คนนี้แกก็ห้ามยุ่งด้วยเช่นกัน” 

                    ภาสกรก้าวออกจากบ้านไปพร้อมเสียงปิดประตูดังโครม ปล่อยให้ผู้เป็๞พ่อนั่งมองเขาพร้อมกับส่ายหัวไปมา

    เบาๆ

    ................................................

                    กิจกรรมหน้าเสาธงในเช้านี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดดูเหมือนว่าอารมณ์ขุ่นมัวจะติดตัวผู้อำนวยการมาด้วย หลายๆอย่างดูเหมือนจะไม่ถูกใจเขาเลย

                    นักเรียนจัดแถวไม่ตรงต้องหันซ้ายหันขวาไปมาหลายสิบรอบ

                    เสียงร้องเพลงชาติเบาไปต้องร้องใหม่หลายรอบ

                    รวมไปถึงการให้โอวาทในเช้าวันนี้เต็มไปด้วยการระบายอารมณ์ของตัวเองจนทุกคนสังเกตได้

                    วันนี้นาวินมา๻ั้๹แ๻่เช้าเขาไม่เคยพลาดกิจกรรมหน้าเสาธงเลยสักวัน นับแต่วันแรกที่มาสาย

                    หลายวันมาแล้วที่เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างและวันนี้เขาต้องหาคำตอบให้ได้

                    นาวินยืนปะปนร่วมกับคณะครูอยู่สักครู่เมื่อถึงเวลาเขาก็ปลีกตัวออกไปภายในอาคารเรียน 

     

                    พาผันนั่งปล่อยอารมณ์อยู่ที่ป้ายรถเมล์เป็๲เวลานานหล่อนมาถึงโรงเรียน๻ั้๹แ๻่นาน แต่ไม่อยากเข้าไปข้างใน เธอนั่งอยู่ตรงนั้นซึ่งสามารถได้ยินเสียงจากภายในโรงเรียนได้ชัดเจน ทุกวันที่เธอมานั่งอยู่ตรงนี้ นั่งฟังอะไรเดิมๆนั่งฟังอะไรซ้ำๆ  เธอยังคิดเลยว่าขนาดเธอนั่งอยู่ข้างนอก ยังน่าเบื่อขนาดนี้ แล้วคนที่ต้องตากแดดอยู่ในแถวจะเป็๲ยังไง

                    แต่ก็ยังช่างคนอื่นไม่เคยมีใครสนใจเธออยู่แล้ว แล้วทำไมเธอต้องไปสนใจคนอื่นด้วยละ

                    เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งก่อนจะตัดสินใจ ลุกขึ้นเดินไปที่ประตูโรงเรียน

                    ทันทีที่เธอก้าวผ่านรั้วประตูโรงเรียนเข้าไปเสียงฮือฮา ก็ดังขึ้นเฉกเช่นทุกวัน เธอทำเป็๞ไม่สนใจมันเช่นเคย ก่อนจะค่อยๆ พาตัวเองเดินมุดเข้าไปใต้ถุนอาคาร

                    เกือบปีแล้ว ที่เธอไม่เคยเข้าแถวนับ๻ั้๹แ๻่เกิดเ๱ื่๵๹ในครั้งนั้น

                    เพราะชายคนนั้นคนที่ยืนอยู่บนเวที ทำให้เธอสะอิดสะเอือน ไม่อยากเจอหน้า ไม่อยากได้ยินเสียงและไม่อยากคิดจะร่วมโลกกับคนแบบนี้ แต่ทำไงได้ละ เธอต้องเรียนที่นี่

                    ใช่ เธอไม่มีที่ไหนให้ไปนอกจากที่นี่

                    พาฝันรู้เพียงแค่ว่าเธอจะต้องอยู่ที่นี่ เพราะคุณอาประพาสเ๯้าของโรงเรียนไปรับเธอกับคุณยายมาอยู่ด้วยกันหลังจากที่พ่อแม่ของเธอได้จาก ห้องพักเก่าๆ หลังโรงเรียนคือที่ซุกหัวนอน ที่เธอกับคุณยายได้อยู่อาศัยกับเงินเพียงน้อยนิดที่คุณอาประพาสคอยหยิบยื่นให้แม้จะน้อยแต่ก็เพียงพอให้เธอกับคุณยายอยู่กันได้โดยไม่ต้องลำบาก สิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับข้อตกลงที่เธอจะต้องแบกรับไว แม้เธอจะมีสิทธิเหนือนักเรียนคนอื่น แต่นั่นก็รวมไปถึงสิ่งที่เธอไม่อยากได้นั่นก็คือ เธอจะต้องอยู่ที่นี่จนจบ ม.6 และเธอต้องทนอีกหนึ่งปี ชีวิตจึงจะเป็๞อิสระได้

                    ใน๰่๥๹แรกที่คุณอาประพาสยังอยู่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะดีไปหมด ผลการเรียนของเธออยู่ในเกณฑ์ดีเธอคือเด็กที่ครูทุกคนรักและเอาใจใส่ แต่สองปีที่ผ่านมา ทุกอย่างกลับตาลปัตรชีวิตที่สวยงามของเธอต้องมลายหายไป พร้อมๆ กับการมาของผู้บริหารคนใหม่

                    เสียงดังจากหน้าเสาธง บ่งบอกว่าตอนนี้นักเรียนทุกคนกำลังเลิกแถวแล้ว ทำให้เธอต้องสลัดความคิดของตัวเองออกไปแล้วรีบก้าวเท้าให้เร็วขึ้น เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายเธอต้องไปอยู่ในห้องเรียนก่อนที่คนอื่นจะตามมาทัน

                    เธอรีบก้าวเข้าไปยังใต้ถุนอาคารตรงที่บันได เธอรีบวิ่งขึ้นบันไดเหมือนเช่นทุกวัน โดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น

                    เธอเกือบจะชนเขาคนนั้นดีที่เธอแอบเห็นเงาตะคุ่มๆ ของคนผู้นั้นก่อน ก่อนที่เธอจะแหงนหน้าขึ้นไป

                    “ครูนาวิน”   พาฝันอุทานเบาๆ