บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้านี้ดำเนินไปอย่างเช่นปกติทุกวัน ภาสกร นั่งจิบกาแฟพลางอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์โดยมีวนิดา ภรรยาคนสวยนั่งอยู่ข้างๆ ส่วนตรงข้ามกับเขา คือ คุณประพาส คุณพ่อของภาสกรแม้ว่าปีนี้อายุจะใกล้เจ็ดสิบแล้ว แต่ท่านยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงอย่างกับคนหนุ่มๆ
คุณประพาสเฝ้ามองภาสกรผ่านแว่นสายตาอันหนาเตอะ ที่ใช้มาั้แ่เมื่อครั้งยังหนุ่ม เขาสังสงสัยว่า เขามองเห็นอะไรในตัวลูกชายคนนี้ถึงได้กล้ามอบภาระหนักอึ้งในการบริหารกิจการโรงเรียนให้กับภาสกร
คุณประพาสใช้เวลาเกือบยี่สิบปีสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ในตอนแรกเขาหวังเพียงสร้างโรงเรียนเล็กๆให้ลูกหลานของเขาได้ศึกษาเล่าเรียน นั่นเพราะเขารับราชการมาตลอดชีวิตรู้เห็นเป็อย่างดีว่า หากไม่ใช่ลูกเศรษฐีมีเงินแล้ว เด็กๆบ้านนอกคงยากจะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ลำพังโรงเรียนของรัฐไม่อาจตอบสนองความ้าตรงนี้
โรงเรียนแห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับผู้ร่วมอุดมการณ์เพียงไม่กี่คนจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็โรงเรียนระดับแนวหน้าของจังหวัดได้ในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะมีชื่อว่าเป็โรงเรียนเอกชนแต่เขาก็ไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนที่แพงมากนักเพื่อให้ลูกชาวบ้านธรรมดาสามารถเข้าเรียนได้หลายปีที่ผ่านมาเขาเฝ้ามองลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่จบออกไปเป็คนมีหน้ามีตาในสังคม รวมถึงภาสกร และวนิดาสองคนนี้ก็พบรักกันที่โรงเรียนแห่งนี้ จนแต่งงานกันในที่สุด
จนเมื่อห้าปีที่แล้ว คุณประพาสมีปัญหาสุขภาพ เมื่อหมอขอให้พักผ่อนให้มากขึ้น ความคิดที่จะวางมือจึงผุดขึ้นมาในหัวสมองของเขาแต่ใครละที่จะมารับไม้ต่อในกิจการอันนี้ ภาสกรในตอนนั้นยังเป็เพียงวัยรุ่นตอนปลายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่คุณประพาสก็เชื่อเสมอว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง โรงเรียนแห่งนี้ย่อมตกเป็ของภาสกรอยู่ดี แม้จะมีเสียงคัดค้านจากใครหลายๆ คนแต่คุณประพาสก็ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะยกโรงเรียนทั้งหมดให้ภาสกร
ใน่แรกคุณประพาสค่อยๆส่งมอบงานให้ภาสกรทีละเล็กละน้อย จนเมื่อสองปีที่ผ่านมาภาสกรเชื่อว่าเขามีความสามารถมาพอที่จะบริหารโรงเรียนแห่งนี้ตัวคนเดียวได้แล้ว
นับแต่นั้นเป็ต้นมาโรงเรียนที่เคยโด่งดัง มีแต่คนมาแย่งกันสอบเข้า กลายเป็โรงเรียนที่มีแต่ปัญหานักเรียนนับพันทยอยย้ายออกไป จนเหลือแค่ไม่เกินห้าร้อยคน แต่ภาสกร ก็ยังยืนยันว่าเขาเอาอยู่ มันก็แค่ภาวะอาฟเตอร์ช็อคชั่วคราวเท่านั้น
“เ้ากรที่โรงเรียนเป็อย่างไรบ้าง” คุณประพาสทำลายความสงบของมื้อเช้าด้วยการเอ่ยถามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทำเอาอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ติด เพราะปกติคุณประพาสไม่เคยถามเลยสักครั้ง
“เออ ที่โรงเรียนก็ปกติดีนิครับ มีอะไรเหรอครับปกติคุณพ่อไม่เคยถามเลย”
“ก็ไม่มีอะไร เพราะไม่เคยถามไงพ่อเลยอยากจะถาม เผื่อแกจะมีอะไรให้คนแก่ๆ อย่างพ่อได้ช่วยบ้าง”
“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับผมเอาอยู่” ภาสกรยกกาแฟขึ้นซดพลางเลี่ยงไม่กล้าสบตาผู้เป็พ่อ
คุณประพาสจ้องมองลูกชายตัวเองไม่กระพริบตาพลางใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา
“เ้ากรสองปีมาแล้วที่พ่อไม่เคยไปยุ่งกับโรงเรียน นับวันมันจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ ครูเก่าๆที่เคยอยู่ก็ทยอยลาออกไป คนใหม่ที่แกรับเข้ามาก็เป็พวกไร้ประสบการณ์สอนไม่เป็กันทั้งนั้น แล้วนี่แกยังบอกว่าเอาอยู่ ได้อีกเหรอ”
“พ่อจะให้ผมทำอย่างไรได้เล่าก็พวกครูแก่ๆ พวกนั้น เค้าไม่ฟังผมเลย เอาแต่มองว่าผมเป็เด็ก คิดว่าผมเป็แค่ลูกศิษย์ผมพูดอะไรก็ไม่ฟัง คิดแต่จะทำงานแบบเดิมๆ ไม่ยอมพัฒนาตนเอง ส่วนเด็กใหม่พวกนี้ให้เวลาเค้าสักหน่อย เดี๋ยวก็สอนเก่งเองแหละ พ่อจำไม่ได้เหรอว่าวันแรกที่พ่อเข้าสอน มันเป็ยังไง พวกครูใหม่ๆ ทุกคนก็เป็แบบนั้นแหละ หรือพ่อจะให้ผมอยู่กับพวกครูแก่ๆที่เอาแต่พูดคนเดียวอยู่หน้าห้อง โลกไปถึงไหนแล้ว อีกอย่างหากพ่อคิดว่าพวกเราถดถอย มันก็ไม่ผิด แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เน้นที่จำนวนนักเรียนแล้วผมจะเน้นไปที่คุณภาพ นักเรียนทุกคนจะต้องถูกคัดสรรมาเป็อย่างดีนักเรียนของเราจะต้องเป็ที่หนึ่งให้ได้” เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ภาสกรเริ่มอารมณ์เสียแล้ว
“เป็ที่หนึ่งเหรอแกจะไปแข่งกับใคร ก่อนหน้านี้เราก็เป็ที่หนึ่งอยู่แล้ว แกดูศิษย์ของเราที่จบไปสิด้อยกว่าคนอื่นซะที่ไหน แล้วตอนนี้เป็ไง พ่อรู้นะว่า ปีที่แล้วมีเด็กของเราที่จบออกมาแล้วหาที่เรียนไม่ได้เยอะแยะ แกจะว่ายังไง”
“นี่มันยุคไหนแล้วพ่อมหาลัยไม่ใช่คำตอบของนักเรียนเสมอไป พ่อลองดูสิคนไม่ได้จบมหาลัยประสบความสำเร็จเยอะแยะ แล้วเด็กพวกนี้ก็ไม่ได้อยากเข้ามหาลัยหรอก ทำไมเราต้องไปบังคับเด็กเราให้เข้าไปสู่วังวนของธุรกิจการศึกษาด้วยละในเมื่อพวกเขามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้” ภาสกรยังเถียงไม่หยุด
“แต่แกกลับส่งเด็กพวกนี้ไปให้มหาลัยเอกชนนี่หรือทางเลือกที่ดี พ่อรู้นะว่า แกไปทำข้อตกลงกับมหาลัยพวกนั้นไว้”คุณประพาสขึ้นเสียงใส่ลูกชายตัวเอง
“ถ้าพ่ออยากให้มันดี พ่อก็อย่าส่งใครให้เข้าไปวุ่นวายในโรงเรียนจะดีกว่าผมเบื่อเต็มทีแล้วนะกับเด็กเส้นของพ่อ” “ที่ผ่านมาพ่อไม่เคยไปยุ่งอะไรกับโรงเรียนของแกเลยนะแกจะมาว่าพ่อไปวุ่นวายกับแกได้ยังไง”
“ไม่วุ่นวายเหรอ” ภาสกรเริ่มเก็บอาการไม่อยู่แล้ว“แล้วยังเด็กพาฝันนั่นละ ใช่เด็กของพ่อหรือเปล่า”
“เอออ..” คุณประพาสพูดอะไรไม่ออก
“พ่อรู้มั้ย ว่ายัยเด็กนั่นมันเป็ยังไงกี่เดือนมาแล้วที่เด็กนั่นไม่เคยเข้าแถว มาถึงก็เดินเข้าห้องเรียนเลยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเค้ากำลังทำอะไรอยู่ เห็นหน้ายัยนี่แล้วผมจะบ้าตายผมไม่อยากเห็นยัยนี่ในโรงเรียนอีกแล้ว พ่อเข้าใจมั้ย”
“แกจะทำอย่างนั้นไม่ได้”
“ทำไมละยัยเด็กนั่นมันมีดีอะไรกัน ผมที่เป็ลูกชายของพ่อจึงทำอะไรมันไม่ได้ หรือมันเป็เมียของพ่องั้นหรือหรือเป็ลูกเมียเก็บคนไหนของพ่อ ผมจึงแตะมันไม่ได้” ภาสกรพล่ามไม่ยอมหยุด
“นี่แก จะมากไปแล้วนะ”คุณประพาสตวาดลั่น “มันไม่ใช่อย่างที่แกคิด ถ้าพ่อบอกว่าแกจะทำอะไรเด็กนั่นไม่ได้แกก็ห้ามทำอะไรทั้งนั้น แกเข้าใจมั้ย”
ภาสกรนั่งสั่นอยู่ โดยมีวนิดาพยายามทำให้เขาอารมณ์เย็นลงเพียงไม่นาน เขาก็ควบคุมสติตัวเอง
“อีกปีเดียวเด็กพาฝันนั่นก็จะจบแล้ว แกทนอีกหน่อยก็แล้วกัน” คุณประพาสสรุปให้ภาสกรเข้าใจโดยที่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะพยักหน้ารับ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปในทันทีตอนนี้ไม่มีใครสบตากันอีกแล้ว เอาแต่ก้มหน้ามองจานวางเปล่าของตัวเองความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง
“เอาเป็ว่าจากนี้ไปพ่อจะแวะไปหาแกที่โรงเรียนบ่อยๆ ก็แล้วกัน อย่างน้อยคนเก่าๆ แก่ๆเห็นพ่อแวะเวียนไปมาอาจจะมีเกรงใจกันบ้าง แกจะได้มีต้องเครียดอยู่คนเดียว” คุณประพาสพยายามจะทำให้อะไรมันดีขึ้นแต่ดูเหมือนว่า มันจะไม่ได้ผล
“จะทำอะไรก็ทำก็มันโรงเรียนของพ่อนิ” ภาสกรลุกขึ้นจากโต๊ะโดยมีวนิดารีบวิ่งตามไปติด ก่อนที่ภาสกรจะหันกลับมาพูดบางอย่างกับผู้เป็บิดา
“อ้อ แล้วอีกอย่างนะไอ้ครูคนใหม่ที่เป็ลูกชายของเพื่อนพ่อ มันกำลังกวนประสาทผมอยู่ทุกวัน อย่าบอกนะว่าคนนี้ผมก็แตะไม่ได้”
คุณประพาสเงยหน้าขึ้นสบตากับลูกชายก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ “ใช่คนนี้แกก็ห้ามยุ่งด้วยเช่นกัน”
ภาสกรก้าวออกจากบ้านไปพร้อมเสียงปิดประตูดังโครม ปล่อยให้ผู้เป็พ่อนั่งมองเขาพร้อมกับส่ายหัวไปมา
เบาๆ
................................................
กิจกรรมหน้าเสาธงในเช้านี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดดูเหมือนว่าอารมณ์ขุ่นมัวจะติดตัวผู้อำนวยการมาด้วย หลายๆอย่างดูเหมือนจะไม่ถูกใจเขาเลย
นักเรียนจัดแถวไม่ตรงต้องหันซ้ายหันขวาไปมาหลายสิบรอบ
เสียงร้องเพลงชาติเบาไปต้องร้องใหม่หลายรอบ
รวมไปถึงการให้โอวาทในเช้าวันนี้เต็มไปด้วยการระบายอารมณ์ของตัวเองจนทุกคนสังเกตได้
วันนี้นาวินมาั้แ่เช้าเขาไม่เคยพลาดกิจกรรมหน้าเสาธงเลยสักวัน นับแต่วันแรกที่มาสาย
หลายวันมาแล้วที่เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างและวันนี้เขาต้องหาคำตอบให้ได้
นาวินยืนปะปนร่วมกับคณะครูอยู่สักครู่เมื่อถึงเวลาเขาก็ปลีกตัวออกไปภายในอาคารเรียน
พาผันนั่งปล่อยอารมณ์อยู่ที่ป้ายรถเมล์เป็เวลานานหล่อนมาถึงโรงเรียนั้แ่นาน แต่ไม่อยากเข้าไปข้างใน เธอนั่งอยู่ตรงนั้นซึ่งสามารถได้ยินเสียงจากภายในโรงเรียนได้ชัดเจน ทุกวันที่เธอมานั่งอยู่ตรงนี้ นั่งฟังอะไรเดิมๆนั่งฟังอะไรซ้ำๆ เธอยังคิดเลยว่าขนาดเธอนั่งอยู่ข้างนอก ยังน่าเบื่อขนาดนี้ แล้วคนที่ต้องตากแดดอยู่ในแถวจะเป็ยังไง
แต่ก็ยังช่างคนอื่นไม่เคยมีใครสนใจเธออยู่แล้ว แล้วทำไมเธอต้องไปสนใจคนอื่นด้วยละ
เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งก่อนจะตัดสินใจ ลุกขึ้นเดินไปที่ประตูโรงเรียน
ทันทีที่เธอก้าวผ่านรั้วประตูโรงเรียนเข้าไปเสียงฮือฮา ก็ดังขึ้นเฉกเช่นทุกวัน เธอทำเป็ไม่สนใจมันเช่นเคย ก่อนจะค่อยๆ พาตัวเองเดินมุดเข้าไปใต้ถุนอาคาร
เกือบปีแล้ว ที่เธอไม่เคยเข้าแถวนับั้แ่เกิดเื่ในครั้งนั้น
เพราะชายคนนั้นคนที่ยืนอยู่บนเวที ทำให้เธอสะอิดสะเอือน ไม่อยากเจอหน้า ไม่อยากได้ยินเสียงและไม่อยากคิดจะร่วมโลกกับคนแบบนี้ แต่ทำไงได้ละ เธอต้องเรียนที่นี่
ใช่ เธอไม่มีที่ไหนให้ไปนอกจากที่นี่
พาฝันรู้เพียงแค่ว่าเธอจะต้องอยู่ที่นี่ เพราะคุณอาประพาสเ้าของโรงเรียนไปรับเธอกับคุณยายมาอยู่ด้วยกันหลังจากที่พ่อแม่ของเธอได้จาก ห้องพักเก่าๆ หลังโรงเรียนคือที่ซุกหัวนอน ที่เธอกับคุณยายได้อยู่อาศัยกับเงินเพียงน้อยนิดที่คุณอาประพาสคอยหยิบยื่นให้แม้จะน้อยแต่ก็เพียงพอให้เธอกับคุณยายอยู่กันได้โดยไม่ต้องลำบาก สิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับข้อตกลงที่เธอจะต้องแบกรับไว แม้เธอจะมีสิทธิเหนือนักเรียนคนอื่น แต่นั่นก็รวมไปถึงสิ่งที่เธอไม่อยากได้นั่นก็คือ เธอจะต้องอยู่ที่นี่จนจบ ม.6 และเธอต้องทนอีกหนึ่งปี ชีวิตจึงจะเป็อิสระได้
ใน่แรกที่คุณอาประพาสยังอยู่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะดีไปหมด ผลการเรียนของเธออยู่ในเกณฑ์ดีเธอคือเด็กที่ครูทุกคนรักและเอาใจใส่ แต่สองปีที่ผ่านมา ทุกอย่างกลับตาลปัตรชีวิตที่สวยงามของเธอต้องมลายหายไป พร้อมๆ กับการมาของผู้บริหารคนใหม่
เสียงดังจากหน้าเสาธง บ่งบอกว่าตอนนี้นักเรียนทุกคนกำลังเลิกแถวแล้ว ทำให้เธอต้องสลัดความคิดของตัวเองออกไปแล้วรีบก้าวเท้าให้เร็วขึ้น เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายเธอต้องไปอยู่ในห้องเรียนก่อนที่คนอื่นจะตามมาทัน
เธอรีบก้าวเข้าไปยังใต้ถุนอาคารตรงที่บันได เธอรีบวิ่งขึ้นบันไดเหมือนเช่นทุกวัน โดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
เธอเกือบจะชนเขาคนนั้นดีที่เธอแอบเห็นเงาตะคุ่มๆ ของคนผู้นั้นก่อน ก่อนที่เธอจะแหงนหน้าขึ้นไป
“ครูนาวิน” พาฝันอุทานเบาๆ