“ฮ่า! ดูสิว่าเพื่อนสาวของเธอคนนี้มีฝีมือมากแค่ไหน”
ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ฉันยอมให้มากาเรตละเลงใบหน้าฉันราวกับของเล่น หากไม่ใช่เพราะความดีความชอบที่หล่อนทำไว้เมื่อวานตอนเย็นฉันสาบานเลยว่าจะไม่ยอมให้หล่อนมาทำอะไรบนหน้าฉันอย่างแน่นอน
“ฉันไม่เคยแต่งหน้าให้ใครเลยนะจะบอกให้ ดูสิ”
“อ๊ากกกกกก” ฉันกรีดร้องอย่างคนเสียสติเมื่อเห็นผลงานการแต่งหน้าผ่านกระจกเงาที่หล่อนยื่นมาให้ มันเป็ความคิดที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยตัดสินใจมา
“ว้าว” เบนถึงกับทำตาโตค้างไว้แบบนั้นเมื่อฉันหันหน้าไปหาเขาที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนบนเตียง “ฉันว่าก็—”
“เอาความจริงเถอะเบน” มากาเรตเบ้หน้า
“มันแย่ไปหน่อยเพราะแว่นที่ใส่มันดูไม่เข้ากับรูปดาวสีดำบนเบ้าตาน่ะ”
“โธ่ มันแย่ตรงไหนฉันก็แต่งสวยที่สุดแล้ว”
“แต่มันต้องไม่ใช่ในสไตล์ของเธอสิ” นั่งน้ำตาตกในเอ่ยอย่างคนหมดแรงจนมากาเรตแอบขำกับท่าทางที่แสดงออกของฉัน
“โอเค ๆ ลบให้ก็ได้” หล่อนหันไปหยิบคลีนซิ่งเหยาะใส่สำลี “แต่ยังไงพังค์ร็อคก็สวยสุดในยุคนี้แล้ว” แถมยังเอาแต่บ่นอุบ
ตอนนี้มากาเรตกับเบนก็พากันยกโขยงมาที่บ้านของฉัน (หมายถึงบ้านของแคลร์) ในวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเขาบอกว่าจะอาสาแต่งหน้าทำผมให้สำหรับเดตในวันนี้ ซึ่งฉันจะไม่ยอมอยู่แล้วเชียวแต่เพราะเห็นว่ามากาเรต เตรียมอุปกรณ์แต่งหน้ามาพร้อมหมดแล้วแถมหล่อนยังเอาแต่บอกว่าฝีมือการแต่งหน้าของตัวเองไม่เคยเป็สองรองใคร ผลงานก็ดูจากที่หล่อนแต่งไปเรียนทุกครั้ง ซึ่งฉันยิ่งไม่มั่นใจไปใหญ่แต่ก็ต้องยอมอย่างไม่อาจห้ามได้เพราะหากไม่ใช่ มากาเรตวันนี้ฉันก็คงไม่ได้ไปเจอกับเอลลี
เมื่อวาน่ที่ช่วยงานชมรมปลูกต้นไม้ตอนที่มากาเรตเข้าไปหาเอลลีฉันถอดใจแล้วว่าต่อจากนี้ไปเธอก็คงจะตีตัวออกห่างและสั่งห้ามไม่ให้ฉันเข้าใกล้อย่างแน่นอน แต่กลายเป็ว่ามากาเรตกลับทำได้ดี หล่อนเล่าให้ฟังว่าเข้าไปถามเอลลีว่า้าให้ช่วยอะไรไหมซึ่งเธออ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่แต่ก็ยอมบอกแต่โดยดี เหตุผลที่เอลลีอยู่แถวนี้เพราะ้าเจอหัวหน้าชมรมอย่างปีเตอร์เพื่อจะขอเขาไปดูต้นกล้าของดอกไม้ชนิดหนึ่งแน่นอนว่ามันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วแม้ว่าเธอบอกว่าจะจ่ายเงินให้ก็ตาม มากาเรตรีบเสนอทันทีบอกว่ามีคนที่จะพาเธอไปหาต้นกล้าของดอกไม้ชนิดนี้ได้ซึ่งก็คือฉัน? และแน่นอนว่าเอลลีค่อนข้างลังเลแต่เพราะมากาเรตอีกนั่นแหละที่กุเื่แล้วบอกว่าฉันรู้เื่ดอกไม้ดีกว่าใคร? เธอเลยยอมเชื่อ
“เฮ่อ...” ถอนหายใจเมื่อคิดว่าถ้าถึงเวลานั้นฉันควรจะทำยังไง เพราะฉันก็คือเอลลี เอลลีก็คือฉันและเราสองคนดูดอกไม้ไม่เป็กันทั้งคู่ “ว่าแต่หล่อนจะเอาดอกไม้ไปทำอะไรนะ” ฉันได้แต่คิดเพราะเื่นี้ไม่ได้อยู่ในความทรงจำ หรือจริง ๆ แล้วอนาคตกำลังจะเปลี่ยนซึ่งฉันภาวนาอยู่ในใจว่าขอให้มันเปลี่ยนไปในทางทีดี แบบว่าในทางที่ตัดขาดจากแฮดลี่ย์ไปเลยยิ่งดีเข้าไปใหญ่
“แสดงว่าหล่อนมีความรัก” เป็เบนที่โพร่งขึ้น “ไม่อย่างนั้นคนเราจะหันมาสนใจดอกไม้ไปทำไมกัน แบบนั้นข่าวลือที่ว่าคงจะเป็เื่จริงแล้วล่ะ”
“แบบนี้ฉันถึงตั้งใจแต่งหน้าให้เธอเป็อย่างมากเพราะเธอต้องสวยที่สุดแคลร์” มากาเรตยกยิ้ม
“แต่จริง ๆ ฉันสามารถแต่งเองได้นะ”
“ห๊ะ / ห๊ะ” พวกเขาทั้งสองถึงกับร้องออกมาพร้อมกัน
“ไม่เชื่อฉันหรือไง”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วแคลร์ ดูภายในห้องเธอสิไม่มีอุปกรณ์สำหรับแต่งหน้าสักชิ้นและั้แ่รู้จักกันมาเธอเคยแต่งหน้าไปที่ไหนด้วยหรือไง” มากาเรตสั่นหัวเช่นเดียวกับเบนที่เอาแต่ยกนิ้วชี้ส่ายไปมา
“แค่ถอดแว่นเธอยังไม่เคยเลย” เบนเสริม
“ก็ใช่” แคลร์อาจจะเป็แบบนั้นแต่ฉันในตอนนี้ไม่ใช่แคลร์สักหน่อย และฉันก็คิดถึงคืนในงานเลี้ยงรุ่นที่แคลร์เข้ามาช่วยประครอง คืนนั้นฉันอยู่ใกล้หล่อนมากจนเห็นใบหน้าของแคลร์อย่างชัดเจน ฉันชมว่าหล่อนเป็คนที่สวยมาก ๆ คนหนึ่งเลยทีเดียวแต่เพราะมีแว่นตาหนาเตอะคอยปิดบังไว้อยู่
แว่น? จู่ ๆ ฉันก็คิดอะไรออกแล้ว...
“ฉันรู้แล้วว่าวันนี้จะพาเอลลีไปหาดอกไม้ที่ไหน”
.
..
…
“ร้านแว่นตา?” เอลลีถามย้ำ “เธอกำลังจะบอกฉันว่าจะพามาหาดอกไม้ที่ร้านแว่นตาเนี่ยนะแคลร์” ฉันพยักหน้าแล้วยิ้มตาหยีใส่ส่วนเอลลีได้แต่ส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
“งั้นฉันคงโดนมากาเรตหลอกเื่เธอแล้วล่ะ” เพราะเธอดูผิดหวังที่ฉันไม่ได้พาไปร้านต้นไม้หรือร้านดอกไม้ตามที่มันควรจะเป็แต่ดันพามาร้านแว่นตาเก่า ๆ ที่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง “และเธอคงไม่ได้เข้าใจผิดว่าการที่ฉันยอมออกมากับเธอวันนี้คือการเดตหรอกนะ” เธอเหลือบตามองกล่องโดนัทที่ฉันถือไว้ด้วยมือข้างเดียวที่พึ่งแวะซื้อก่อนหน้านี้
“เฮ้ไม่เอาน่า” ฉันพาตัวเองมายืนขวางตอนที่เธอทำท่าเหมือนจะเดินกลับไปทางเดิม “เข้าไปข้างในก่อนสิ”
“พาฉันไปกินโดนัทที่ร้านแว่นตาเนี่ยนะ” เธอกลอกตาแล้วขำในลำคอ
“โธ่เอลลีไว้ใจฉันสิ”
“และฉันก็ไม่ได้อยากจะตัดแว่นใหม่หรอกนะ”
“เอลลีเชื่อสิว่าฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังอย่างแน่นอน”
“เธอนี่...” เอลลี่ถอนหายใจอย่างจำยอมแล้วยกมือขึ้นนวดขมับ “ก็ได้ ไม่รู้หรอกนะว่าเธอมีธุระอะไรแต่รีบเข้าไปรีบกลับโอเคไหม”
“ได้เสมอ”
…
..
.
“ไงนะที่บอกว่าเธอจะไม่แต่งหน้าแล้ว” มากาเรตเลิกคิ้วขึ้นสูง หล่อนวางอุปกรณ์แต่งหน้าลง “มีเหตุผลที่ดีไหม”
“แค่คิดว่าเอลลีคงไม่ได้รู้สึกตกตะลึงที่เห็นว่าฉันเปลี่ยนไปหรอก” ฉันตอบไปตามความจริงเพราะถึงรู้ว่าถ้าฉันจะเปลี่ยนตัวเองให้สวยมากมายแค่ไหนจนใครสู้ไม่ได้ก็ไม่ได้ทำให้เอลลีหันมาสนใจและฉันไม่ได้้าให้มันเป็เช่นนั้น สิ่งที่ฉันจะทำคือพยายามให้เอลลีเลิกรักแฮดลี่ย์ให้ได้ต่างหาก
“ก็จริง” เบนพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ฉันมีวิธีที่จะทำให้หล่อนประทับใจนะ”
“ยังไง / ยังไง” ทั้งเบนและมากาเรตถามขึ้นพร้อมกัน
.
..
...
“สวัสดีค่ะคุณอดัม”
ทันทีที่เข้ามาในร้านแว่นตาฉันก็กล่าวทักทายชายมีอายุที่กำลังง่วนกับการซ่อมขาแว่นให้กับลูกค้าอยู่ เขาเงยหน้าแล้วลุกขึ้นเดินขากระเผลกมายังเคาท์เตอร์หน้าร้านพร้อมกับส่งยิ้มอย่างเป็มิตรให้ฉันและเอลลี
“สวัสดีมีอะไรให้ฉันช่วยไหม” แต่ในรอยยิ้มก็ยังมีความสงสัยเคลือบแคลงไว้อยู่ “แต่ว่าไม่ค่อยมีคนเรียกชื่อนั้นของฉันนานแล้วนะเนี่ย” เขาย่นคิ้วแล้วมองจ้องหน้าฉัน “ว่าแต่เธอรู้ได้ยังไง”
“คุณคงคิดไม่ถึงแน่ ๆ แต่ว่าหนูเป็เพื่อนกับลูกสาวคุณค่ะ”
คุณอดัมและเอลลี่ยืนอยู่ข้าง ๆ มีใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม ครั้งนี้ฉันรู้สึกขอบคุณพระเ้าเพราะได้ล่วงรู้เหตุผลของการที่ส่งฉันมาในอดีต ไม่ใช่แค่เื่เอลลีหรือแฮดลี่ย์แต่ยังมีเื่อื่น ๆ รอให้ฉันกลับมาแก้ไขอยู่และบางทีอาจจะรวมถึงเื่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน
“ขอโทษนะ แต่จัสมินไปจากที่นี่เกือบ 20 ปีแล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย” เขาหัวเราะแล้วเอาแต่ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ “และตอนนี้จัสมิสคงอายุ 35 ปีแล้ว ไม่มีทางที่เธอจะเป็เพื่อนลูกสาวฉันได้แน่ ๆ” ั์ตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าและความรู้สึกผิดมากมายเมื่อกล่าวถึงจัสมิน
“มันอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อแต่ว่าหนูเป็เพื่อนกับจัสมินจริง ๆ นะคะ”
คุณอดัมจ้องอีกครั้งเมื่อฉันเอ่ยอย่างจริงจัง เขามองดูของที่ฉันถือมาด้วยก่อนจะเห็นโลโก้ชื่อร้านบนกล่องแสนคุ้นเคย
“โอ้นั่น...” จู่ ๆ เขาก็น้ำตาซึม “นั่นมันร้านโปรดของลูกสาวฉันเลยล่ะและยังเป็ร้านโปรดฉันด้วย” เขาทำเป็หัวเราะแต่ใบหน้าของเขาตอนนี้กำลังเศร้าเป็อย่างมาก
“ใช่ค่ะและนี่เป็ของคุณ” ฉันยื่นกล่องโดนัทให้ คุณอดัมมีท่าทีแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็รับไว้แล้วเปิดกล่องดู
“จัสมินเคยบอกหนูว่ามันเป็เมนูโปรดของคุณที่ชอบซื้อให้หล่อนกินตอนเด็ก ๆ” แล้วน้ำตาของเขาที่พยายามกลั้นไว้ก็เริ่มไหลออกมา
“นี่มันสตอเบอรี่เฟรชครีมโดนัทเชียวล่ะ” เขาหัวเราะทั้งน้ำตา “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่ร้านนั่นยังขายเมนูนี้อยู่”
“แคลร์” เอลลีดึงชายเสื้อของฉันแล้วกระซิบถาม “นี่มันเื่อะไรกันแน่” ตอนนี้เธอคงไม่เข้าใจเป็อย่างมาก ยิ่งเห็นว่าคุณอดัมกำลังยืนน้ำตาไหลกับโดนัทด้วยแล้ว
“ไว้ฉันจะอธิบายให้เธอฟัง” ฉันบอกแล้วหันไปหาคุณอดัมที่กำลังหยิบสตอเบอรี่เฟรชครีมขึ้นมาแล้วเอาแต่จ้องมอง
“นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้เห็น มันยังดูน่ากินเหมือนเดิมเลย” เขาว่าแล้วเช็ดน้ำตาด้วยชายแขนเสื้อของตัวเอง
“อ่า...โทษที พอดีว่าฉันคงคิดถึงจัสมินมากไปหน่อย”
“ไม่เป็ไรค่ะหนูเข้าใจดี”
“แต่เธอดูเด็กมากทำไมถึงได้เป็เพื่อนกับลูกสาวฉันได้ล่ะ”
ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าเป็ความบังเอิญได้หรือเปล่าที่ฉันได้รู้จักกับจัสมิน หล่อนเป็จิตรกรมีผลงานวาดรูปที่น่าทึ่งแต่ทว่ากลับต้องโชว์ผลงานอยู่ข้างถนน ตอนนั้นฉันอายุ 25 ปีและวันนั้นฝนตกหนัก ฉันเห็นจัสมินกำลังวิ่งไล่เก็บงานวาดของตัวเองที่ล้มระเนระนาดจึงเข้าไปช่วยเหลือ เราทั้งคู่เปียกปอนและผลงานทั้งหลายของหล่อนเสียหายทว่าจัสมินกลับไม่มีความเสียใจและเอาแต่หัวเราะ นั่นเป็ครั้งแรกที่เรารู้จักกันและวันต่อ ๆ มาฉันก็เจอจัสมินนั่งวาดรูปอยู่ข้างถนน หล่อนคอยแต่ส่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับผู้คนที่เดินไปเดินมาเสมอ ตอนนั้นจัสมินอายุ 42 ปีและหล่อนกลายเป็เพื่อนสนิทของฉันในเวลาอันสั้น
เราคุยกันอย่างถูกคอ หล่อนเป็คนใจกว้างคอยให้กำลังใจคนอื่น ๆ ประจำ จัสมินสอนให้ฉันรู้จักใช้ชีวิต สอนให้ฉันเข้าหาผู้คน สอนให้ฉันรู้จักการเปลี่ยนแปลงและอะไรหลาย ๆ อย่างที่ฉันเคยปิดใจยอมรับ จัสมินเป็คนยิ้มง่ายและร่าเริง แต่ฉันมองเห็นว่าส่วนลึกของจัสมินมีอะไรบางอย่างปิดบังไว้อยู่ หล่อนไม่เคยเล่าให้ฉันฟังจนกระทั่งความโชคร้ายมาถึงเมื่อหล่อนอายุได้ 44 ปีพอดี จัสมินรู้ว่าตัวเองเป็มะเร็งและจะอยู่ได้อีกไม่นาน หล่อนมองว่าฉันเป็เหมือนน้องสาวคนหนึ่งได้เริ่มเล่าเื่ราวต่าง ๆ ให้ฟังในขณะที่ตัวเองนอนอ่อนแรงอยู่โรงพยาบาล
หล่อนเล่าย้อนไปถึงของครอบครัว ตอนเด็ก ๆ จัสมินสนิทกับพ่อเป็อย่างมากเพราะเขาเลี้ยงหล่อนมาด้วยตัวคนเดียว แต่พอโตเขาไม่เคยให้หล่อนได้ใช้ชีวิต ไม่ให้หล่อนได้ทำในสิ่งที่รัก นั่นเพราะจัสมินชอบวาดรูปเหมือนกับแม่ของหล่อนแต่ผู้เป็พ่อก็เอาแต่โทษว่าการวาดรูปทำให้ผู้เป็แม่ของหล่อนต้องจากไป ในตอนนั้นหล่อนทะเลาะกับผู้เป็พ่อรุนแรงถึงขั้นที่หนีออกจากบ้านและออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกหลายปีอย่างยากลำบาก จัสมินบอกว่าโกรธเอาแต่โทษผู้เป็พ่อมาเสมอที่ไม่เคยคิดจะตามหาหรือขอโทษทั้ง ๆ ที่เขาเป็คนผิดเลย แต่ความโกรธเ่าั้ก็หายไปตามกาลเวลาเมื่อได้ครุ่นคิด จัสมินอยากกลับไปหาผู้เป็พ่อแต่ไม่เคยกล้าพอ
“จะให้กลับตอนนี้ก็ไม่ได้แล้วน่ะสิ” เพราะหล่อนบอกว่าไม่รู้จะใช้ชีวิตได้อีกกี่วัน
“พ่อฉันน่ะชอบสตอเบอรี่เฟรชครีมโดนัทมาก ๆ เขาเคยบอกว่าน่าตามันดูอ่อนหวานเกินกว่าผู้ชายจะกิน แต่ตอนนี้ไม่รู้ตาแก่นั่นยังแอบซื้อกินอยู่อีกหรือเปล่า” ตอนนั้นหล่อนเล่าทั้งน้ำตาแม้จะทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อน
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันคงไม่คิดจะหนีออกจากบ้านมาแน่ ๆ” ฉันได้แต่ช่วยเช็ดน้ำตาให้กับจัสมิน “หรือถ้าตอนนั้นเขาส่งข้อความทักทายมาฉันอาจจะกลับไปขอโทษเขาแล้วก็ได้” เพราะจัสมินเป็เพื่อนที่ดีมาก ๆ คนหนึ่งและฉันทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากตอบรับคำบอกลาที่เหมือนการสั่งเสีย
“ถ้าเธอได้กลับไปที่เมืองนั้นฉันฝากซื้อสตอเบอรี่เฟรชครีมโดนัทไปให้เขาหน่อยได้ไหม” ฉันไม่้าให้ความสูญเสียเกิดขึ้นเลย “แล้วฝากบอกเขาว่าด้วยฉันขอโทษ...บอกเขาว่าฉันรักเขามากนะ”
ฉันไม่ได้อยู่ใน่สุดท้ายของชีวิตจัสมินเพราะทำใจไม่ได้กับการจากไปของหล่อน แต่ฉันก็สัญญาต่อหน้าป้ายชื่อหลุมศพของหล่อนว่าฉันจะทำตามที่หล่อนขอไว้ทุกอย่าง
“ว้าว ไม่อยากจะเชื่อเลย” เอลลีตื่นตาตื่นใจกับการเห็นสวนดอกหมายหลากหลายชนิดที่สวนหลังบ้านของคุณอดัม “มีแต่สวย ๆ ทั้งนั้น” เธอยิ้มเต็มใบหน้าขณะที่เอาแต่เดินดูต้นดอกไม้รอบ ๆ
“ตอนนั้นจัสมินเอาแต่ขลุกตัววาดรูปอยู่ที่นี่” คุณอดัมถือไม้เท้าเดินอยู่ข้าง ๆ เขาเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “ฉันยังจำตอนที่เธอมีความสุขกับการเอาแต่วาดรูปได้อยู่เลย”
หลังจากที่ให้โดนัทกับคุณอดัม ฉันไม่ได้เล่าเื่ที่เคยเจอมาเกี่ยวกับจัสมินให้เขาฟัง เพราะอย่างน้อยใน่เวลานี้จัสมินยังมีชีวิตและกำลังรู้สึกผิดอยู่ หล่อนคงรอการติดต่อกลับไปของผู้เป็พ่อหรือไม่ก็คงอยากกลับมาหาเขาใจจะขาด ฉันบอกเขาไปแค่ว่ารู้จักกับจัสมินผ่านรูปวาดเพราะหล่อนเป็คนมีพร์เื่ศิลปะ
“เธอได้มาจากแม่เธอเต็ม ๆ เลยล่ะ” ก่อนหน้านี้คุณอดัมเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “แต่เพราะฉันเองที่เอาแต่ฝังใจกับเื่แม่ของเธอเลยทำให้ฉันมองไม่เห็นว่าความสุขของลูกคืออะไร”
ฉันได้แต่บอกคุณอดัมไปว่าไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึกผิดกับเื่นี้ จัสมินเองก็คิดอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ฉันเล่าถึงหนึ่งในผลงานที่จัสมินภูมิใจหนักหนาคือรูปวาดสวนดอกไม้หลังบ้านที่มีพ่อแม่ลูกกำลังนั่งเล่นสุนัขแม้จะเป็รูปวาดแสนธรรมดาแต่ก็ทำให้รู้สึกว่าอบอุ่นหัวใจได้อย่างน่าประหลาด “ตอนนั้นเ้าลัคกี้แก่มากมันจากจัสมินไปตอนเธอพึ่งอายุได้ 10 ขวบเอง” คุณอดัมเอ่ยอย่างสุดเศร้า แต่เพราะรูปวาดนั้นฉันถึงได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็ความสุขของหล่อนมาก่อน
“แล้วเธอรู้ไหมว่าตอนนี้จัสมินเป็อย่างไรบ้าง” คุณอดัมพาฉันมานั่งเก้าอี้ไม้สานขณะที่ปล่อยให้เอลลีเดินชื่นชมกับเหล่าดอกไม้อยู่
“จัสมินสบายดีค่ะ” ใช่...ใน่เวลานี้ “แต่หนูว่าจัสมินคงจะดีใจนะคะถ้าได้คุยกับคุณอีกครั้ง”
“วันนั้นฉันเผลอตบหน้าจัสมินเป็ครั้งแรก” น้ำเสียงเขายังเศร้าอยู่ “ลูกสาวฉันจะไม่ด่ากลับใช่ไหมถ้าหากฉันจะขอคุยด้วย”
“เื่นี้หนูไม่รู้หรอกค่ะ” ฉันบอกเขา คุณอดัมพยักหน้าเข้าใจเขาคงเอาแต่คิดว่ายังไงคงไม่รับการให้อภัย “แต่คุณลองโทรไปเบอร์นี้ดูนะคะแล้วคุณจะรู้คำตอบเอง” ฉันยืนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนตัวเล 11 ตัวให้ ในตอนนี้ฉันเห็นว่าดวงตาเขากำลังมีประกายแห่งความหวัง
“ถ้าหนูจำไม่ผิดนะคงเป็เบอร์นี้แหละ” พูดติดตลกให้เขาขำเบา ๆ “งั้นหนูขอตัวไปหาเพื่อนก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวสิ” คุณอดัมเรียกก่อนที่ฉันจะลุกขึ้นยืน “จัสมินคงบอกเธอเื่ชื่อเก่าของฉันสินะตอนเข้าร้านมาถึงได้เรียกฉันแบบนั้น”
“ใช่ค่ะเธอบอกว่าคุณชื่ออดัมแต่ไม่ว่าคุณจะชื่อคุณอดัมหรือชื่อคุณไรอันคุณก็เป็พ่อที่จัสมินรักมากที่สุดอยู่ดี”
“ขอบคุณเธอมาก ๆ นะ” คุณอดัมพยายามเช็ดน้ำตาที่รื้นชื้นขึ้นมาอีกรอบ “ว่าแต่ฉันยังไม่รู้จักชื่อเธอเลย เผื่อจัสมินถามน่ะว่าได้เบอร์นี้มาได้ยังไง”
“เอลลีค่ะ” ฉันยิ้มให้เขา “ฝากบอกจัสมินว่าอีก 7 ปีเจอกันแล้วระหว่าง่เวลานั้นขอให้หล่อนรักษาสุขภาพให้ดีที่สุดด้วยนะคะ”
..
วันนี้ฉันทำสำเร็จตามที่จัสมินเคยขอไว้แล้ว แม้ว่ามันจะอยู่อีก่เวลาแต่ฉันได้แต่หวังว่ามันจะเปลี่ยนเป็เื่ราวที่ดีขึ้นต่อจากนี้ ให้ตายสิ... ทำไมฉันรู้สึกสุขใจขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้เป็เื่ของตัวเองเลยสักนิด
“ไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ” เอลลีเอ่ยขึ้นเมื่อเราสองคนเดินมาถึงหน้าบ้านของเธอในเวลาที่มืดค่ำพอดี “เธอทำเอาฉันคิดไม่ถึงเลย” ฉันมองกระถางของต้นกล้าดอกไม้ที่เธออุ้มไว้อยู่
“อย่างน้อยเธอก็ได้ดอกไม้” ยกมือเกาแก้มเบา ๆ “แม้จะไม่ใช่ดอกที่เธอ้าก็เถอะ” เอลลีขำออกมา
“ไงก็ขอบใจเธอนะ ฉันว่ามันสวยกว่าดอกที่ฉันอยากจะได้อีก” เพราะวันนี้เอาแต่สนใจเื่ของคุณอดัมฉันเลยลืมเื่ที่ยังสงสัยไปเสียสนิท
“เธอเอามันไปทำอะไรน่ะ” ฉันชี้แล้วหรี่ตา “หรือเธอมีความรัก” เธอถึงกับหน้าแดงซึ่งทำให้ฉันย่นจมูกอย่างขัดใจ
“ฉันแค่อยากปลูกเองไม่ได้หรือไง” เอลลีส่ายหน้า
“ไม่รู้ล่ะแต่ถ้าเธอคิดจะปลูกเพื่อมอบให้กับคนอื่นฉันจะโกรธเธอมาก ๆ อย่างแน่นอน”
“เดี๋ยวก่อนนะ” เธอขมวดคิ้ว “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ”
“ก็ฉันพาเธอไปหามันตั้งไกล” ฉันบึนปากแล้วกอดอก “ถ้าจะปลูกให้ใครคนนั้นมันควรจะเป็ฉัน”
“เธอนี่—”
“เฮ้”
ฉันกับเอลลีหันไปหาผู้มาใหม่ที่พึ่งมาถึงและกำลังยืนหอบหายใจอยู่ ฉันถึงกับเผลอกรอกตามองฟ้าที่กำลังมืดอย่างขัดใจเพราะมันควรจะเป็วันที่ดีตลอดทั้งวันอยู่แล้วถ้าหากว่าใครคนนั้นไม่โผล่มาอยู่ตรงนี้
“แฮด...” เอลลีเองแทบจะเผลอปล่อยกระถางที่ตัวเองถือลงกับพื้นด้วยความใ “มะ...มาได้ไง”
“วันนี้ทั้งวันเธอไม่รับโทรศัพท์ฉันเลยน่ะ” แฮดลี่ย์เหลือบมองฉันนิดหนึ่งแล้วกลับไปสนใจเอลลีต่อ “เลยเป็ห่วง”
ฉันไม่รู้จะเรียกว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดตรงนี้เรียกว่าอะไร แต่ทว่ามันทำเอาฉันทำอะไรไม่ถูก ฉันไม่เคยคิดว่าแฮดลี่ย์จะกล้ามาหาเอลลีถึงหน้าบ้านเพียงเพราะเหตุผลสั้น ๆ ว่าเอลลีไม่รับโทรศัพท์ทั้งที่ความจริงแล้วหล่อนมักจะระวังตัวในการเจอกันในแต่ละครั้งเสมอแต่นี่หล่อนกลับมาอยู่ตรงนี้ที่บ้านของแฮดลี่ย์ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้หล่อนไม่เคยแสดงตัวว่ารู้จักกับฉันต่อหน้าใครที่ไม่ใช่เพื่อนของหล่อนเลย แถมนี่ยังเป็เหตุการณ์ใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของฉันแม้แต่น้อย
แทบไม่อยากจะเชื่อ...
“้าอะไร” จู่ ๆ ฉันโพร่งขึ้นตอนเอาแต่มองหน้าหล่อน “เธอทำแบบนี้เพื่ออะไร”
สิ่งที่ฉันคิดได้อย่างเดียวในตอนนี้คือ ถ้าฉันย้อนเวลามาได้เพราะฉันะโลงไปช่วยแฮดลี่ย์ในสระน้ำและฉันก็มาอยู่ตรงนี้ในร่างของแคลร์ แล้วสมมติฐานอีกข้อที่อาจจะเป็ไปได้ก็คือหากแฮดลี่ย์ก็ย้อนเวลากลับมาด้วยเช่นกันแต่หล่อนโชคดีตรงที่ได้อยู่ในร่างของตัวเองมันจะเกิดอะไรขึ้น?
“เดี๋ยวแคลร์เธอจะทำอะไรของเธอ” เอลลีรีบทักขึ้นตอนที่ฉันเดินเข้าไปประจันหน้ากับแฮดลี่ย์แต่ฉันไม่ได้สนใจเธอในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
“บอกมาสิแฮด”
เพราะฉันยังคงเป็คนใจร้อนเกินไป...
“บอกมาว่าเธอเองก็กลับมาด้วยเหมือนกัน”