ตอนที่ 72 ท่านกล้าหรือไม่
ในขณะเดียวกันที่โลกภายนอกเวลานี้ร้านคาเฟ่Admirationที่กำลังเต็มไปด้วยลูกค้า กลับปรากฏผู้มาเยือนเช่นกันเขาเป็นเด็กหนุ่มดูไปอายุประมาณ 18-19 ปีตัดผมเกรียนหรือจะเรียกว่าทรงสกรีนเฮดก็ได้ เด็กหนุ่มมีรูปร่างเล็กแต่ดูสมส่วนและแข็งแรงคล้ายกับเป็นนักกีฬาอะไรสักอย่างมือข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มในเวลานี้กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่
“ที่นี่หรือเปล่าหว่าอืม...คนเยอะจังเลย...”
เด็กหนุ่มพูดขึ้นในขณะที่เขามองเข้าไปในร้านคาเฟ่ด้วยจำนวนคนที่กำลังแน่นร้านทำให้เด็กหนุ่มพยายามชะเง้อมองแต่ก็ไม่พบกับคนที่เขารู้จัก แต่ทันใดนั้นเอง
‘อ๊ะ! อ้วนๆแบบนี้เหิ่นซ่วย! งั้นเรามาถูกที่แล้วสินะ’
เด็กหนุ่มคิดอย่างดีใจพร้อมกับถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นแล้วเดินไปที่หน้าร้านทันที
“สวัสดี เหิ่นซ่วย!”
“ฮะ...หมิง?...ชู่ๆๆๆๆอยู่ที่นี่เรียกข้าว่าฮิวโก้สิ มาๆเข้ามาเดี๋ยวเรียกพี่ติ๊กกับพี่หวานให้”
“ไม่ต้องเรียกแล้วย่ะ!” หวาน ที่เดินเข้ามาพูดขึ้นหลังจากนั้นก็ปรับสีหน้าใหม่แล้วส่งยิ้มไปให้หมิง“สวัสดีหมิง เดินทางมาเหนื่อยๆกินอะไรหน่อยมั้ย”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ พวกพี่ๆไปทำงานเถอะครับ”
“เกรงใจอะไรกัน! ไม่เป็นไรหรอกน่าคนกันเองพี่ลดให้ 50%”
“ฮะ! ไอ้เราก็นึกว่าจะให้หมิงกินฟรีอะโด่ว” ฮิวโก้ ที่ได้ยินถึงกับหลุดปากบ่นออกมา
โป๊ก!
โอ๊ย!
“ฮ่าๆๆๆๆ พี่หวานกับฮิวโก้เหมือนเวลาอยู่ในเกมเลยนะครับฮ่าๆๆๆ” หมิง ที่เห็นภาพตรงหน้าอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หมิงนั้นรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้อยู่กับสมาชิกกิลแอดมิเรชั่นโดยเฉพาะเวลาหวานดุฮิวโก้ซึ่งหมิงนั้นลึกๆก็แอบอิจฉาฮิวโก้อยู่หน่อยๆที่มีพี่สาวคอยดูแลและเป็นห่วงแบบนี้ในขณะที่หมิงกำลังยืนมองทั้งสองคนแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่นั้น
“มาแล้วเหรอหมิง ร้านของเรายินดีต้อนรับนะ” ติ๊ก เดินเข้ามาพร้อมกับต๋อง
“สวัสดีหมิงพี่ชื่อต๋องพักอยู่ที่นี่เหมือนกัน หากมีอะไรขาดเหลือบอกพี่ได้เลยนะ” ต๋อง พูดกับยิ้มให้
“สวัสดีครับพี่ติ๊ก พี่ต๋อง”
เมื่อทักทายทำความรู้จักกันเสร็จเรียบร้อยแล้วหมิงได้ขึ้นไปเก็บของที่ชั้น 3 ซึ่งยังมีห้องว่างอยู่ติ๊กได้พาหมิงเดินไปที่ชั้นสองเมื่อเปิดเข้าไปหมิงก็ตกตะลึงทันที
“นี่คือสตูดิโอของพวกเรานี่พวกพี่ตบแต่งกันเองเลยนะ ต่อไปเมื่อเราสร้างทีมอีสปอร์ตขึ้นมาแล้ว ห้องนี้จะกลายเป็นที่รวมตัวของพวกเรา”ติ๊ก อธิบายให้กับหมิงฟัง
ภาพตรงหน้าของหมิงเวลานี้คือเตียงแคปซูลวางเรียงกันอยู่10 เครื่องภายในห้องที่กว้างขวางตรงกลางมีโต๊ะขนาดใหญ่วางอยู่มีเก้าอี้ตั้งอยู่รอบๆคล้ายกับเอาไว้ประชุมผนังถูกตกแต่งอย่างสวยงามสไตล์ลอฟท์ผสมมินิมอลซึ่งดูสบายตาไม่เหมือนสไตล์ลอฟท์แบบดิบๆ
“ดูปลอดโปร่งสบายตามากเลยครับตกแต่งได้สวยจริงๆ ฝีมือพี่หวานใช่มั้ยครับเนี่ย” หมิงหันมาถามหวาน
“เห้ย! ไม่คิดว่าเป็นฝีมือพี่บ้างหรือไง”ติ๊ก พูดขึ้นอย่างตกใจที่หมิงมองแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของใคร
“น้องหมิงนี่อยู่เป็นเหมือนกันนะฮ่าๆๆๆ” ต๋องหัวเราะอย่างชอบใจที่เห็นว่าหมิงมาวันแรกก็เลือกฝั่งได้แล้ว
“เหอะ!นายลงไปช่วยฮิวโก้กับหวานได้แล้ว” ติ๊กพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
“เดี๋ยวผมลงไปช่วยด้วยครับเอาไว้วันนี้ปิดร้านแล้วค่อยเข้าเกมแล้วกัน”
เมื่อหมิงอาสาช่วยงานในร้านติ๊กก็ไม่คิดจะปฏิเสธเพราะติ๊กคิดว่าการช่วยงานด้วยกันในร้านก็ถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนสนิทกันได้เร็วขึ้นอย่างหนึ่งถึงแม้ว่าหมิงจะเคยพบกับฮิวโก้และหวานในเกมมาหลายครั้งแต่กับในโลกภายนอกแบบนี้มันก็คนละเรื่องกัน
เพราะไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์หรือเกมไหนๆก็มีหลายคนที่นิสัยภายในเกมกับภายนอกนั้นแตกต่างกันเพราะในโลกออนไลน์นั้นโดยเฉพาะเกม LC ที่ให้อิสระค่อนข้างมากจึงไม่แปลกที่บางคนก็ใช้เป็นที่ระบายอารมณ์หรือใช้เป็นที่สนองความต้องการของตัวเองในหลายๆเรื่องความจริงติ๊กเองก็กังวลอยู่เล็กน้อยว่าหมิงตัวจริงที่เป็นยอดยุทธอาจจะมีนิสัยชอบรังแกคนอื่นหรือเปล่าแต่เมื่อติ๊กสังเกตอยู่หลายครั้งก็มั่นใจว่าหมิงนั้นดูแล้วนิสัยในเกมและภายนอกน่าจะเหมือนกันอย่างแน่นอนติ๊กจึงชักชวนหมิงเข้าทีมได้อย่างสบายใจซึ่งหมิงก็ตอบรับติ๊กทันที
และหลังจากที่ผ่านมา 1 เดือนหมิงได้ทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลและเดินทางจากประเทศจีนเพื่อมาอาศัยอยู่กับติ๊กที่ร้านคาเฟ่แห่งนี้ในที่สุดถือเป็นโชคดีของติ๊กอีกครั้งที่หมิงเป็นเด็กกำพร้าจึงตัดปัญหาเรื่องพ่อแม่ที่มักจะไม่อนุญาตให้ลูกไปอาศัยอยู่ต่างประเทศแต่เมื่อติ๊กได้รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับหมิงที่ผ่านมาติ๊กก็ตัดสินใจที่จะดูแลหมิงเหมือนน้องชายคนหนึ่ง เขาเข้าใจดีว่าการเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็กๆนั้นเป็นยังไงเพราะเขาเองก็ผ่านมาแล้วเหมือนกันแต่ตัวเขานั้นยังดีที่ได้พบกับคุณป้าแต่กับหมิงนั้นดูเหมือนจะไม่หลงเหลือใครที่สนิทด้วยอีก
หลังจากที่ทุกคนช่วยกันทำงานจนร้านปิดติ๊กก็ประกาศว่าจะพาทุกคนไปฉลองเพื่อเป็นการต้อนรับหมิงสมาชิกใหม่ของร้านคาเฟ่ Admiration
ทุกคนต่างกระโดดดีใจกันยกใหญ่โดยเฉพาะฮิวโก้ที่ในหัวของเขาตอนนี้กำลังจินตนาการอาหารมากมายอยู่ตรงหน้าทำเอาน้ำลายของเขาเริ่มไหลออกมาหวานที่เห็นหน้าฮิวโก้ถึงกับคิ้วกระตุกจึงจัดการเขกหัวฮิวโก้ไปหนึ่งทีเพื่อเป็นการปลุกให้ตื่นภาพนี้ทำเอาทุกคนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีส่งผลให้บรรยกาศภายในร้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นและมิตรภาพไม่ว่าจะมิตรภาพของพี่ น้อง หรือว่าเพื่อนเวลาของความสุขกำลังดำเนินไปโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ภายในเกม LC กำลังจะมีผู้มาเยือนใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผู้มาเยือนกลับไม่ได้มาคนเดียวแต่มาเป็นกองทัพ!
…..
เมืองจ้านลู่
“สวัสดีท่านแม่ทัพพวกเราไม่เจอกันนานแล้วนะ” กุยแกพูดขึ้นพร้อมกับยกมือคำนับเตียวเลี้ยว
“ท่านกุนซือไม่ต้องมากมารยาทท่านเป็นถึงกุนซือใหญ่ แต่ข้าเป็นเพียงผู้มาขออาศัย แต่ท่านกุนซือกลับต้อนรับข้าอย่างดีข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องคารวะท่าน” เตี้ยวเลี้ยวยกมือคำนับกุยแกกลับไป
*เตียวเลี้ยว เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊กที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก แรกเริ่มเตียวเลี้ยวนั้นอยู่รับใช้ลิโป้ ซึ่งต่อมาลิโป้ถูกจับได้ที่เมืองแห้ฝือและถูกประหารโจโฉจึงเกลี้ยกล่อมเตียวเลี้ยวให้เข้าร่วมกลายเป็นขุนพลคนสำคัญของโจโฉ เตียวเลี้ยวนั้นเป็นบุคคลเพียงไม่กี่คนที่กวนอูให้ความเคารพนับถือทั้งๆที่อยู่คนละฝ่ายกันเตียวเลี้ยวเคยเป็นคนขออาสาโจโฉไปเกลี้ยกล่อมกวนอูในขณะที่แตกทัพให้มาอาศัยอยู่ชั่วคราวกับโจโฉ
เตียวเลี้ยวเป็นขุนพลที่มีความชำนาญทั้งในพิชัยสงครามกลศึก การรบบนหลังม้า จึงมักได้รับหน้าที่ภาระสำคัญจากโจโฉเสมอถึงแม้จะเป็นขุนพลผู้มาสวามิภักดิ์ในภายหลังก็ตามเช่นการรักษาเมืองหับป๋า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรบกับซุนกวนซึ่งเตียวเลี้ยวสามารถทำหน้าที่ได้ดี นอกจากจะรักษาฐานที่มั่นไว้ได้โดยตลอดแล้วยังสามารถเป็นฝ่ายรุกกลับจนรบชนะทัพง่อก๊กได้ เขากลายเป็นขุนพลที่ทางง่อก๊กรู้สึกเข็ดขยาดในฝีมือถึงกับมีคำกล่าวว่า
‘เด็ก ๆ เมืองง่อก๊กนั้นหากกำลังร้องไห้แม้เพียงได้ยินชื่อเตียวเลี้ยวเป็นต้องหยุดร้อง’
เตียวเลี้ยวนั้นเสียชีวิตลงเพราะโดนลูกธนูยิงเมื่อโจผีบุกง่อก๊กหลังจากโจผีทราบถึงการเสียชีวิตของเตียวเลี้ยวก็จัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ
แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากวรรณกรรมอยู่พอสมควรจดหมายเหตุสามก๊กระบุว่า หลังจากพระเจ้าโจผีขึ้นครองราชย์แล้ว ซุนกวนเป็นฝ่ายยกทัพมารุกรานวุยก๊ก(ไม่ใช่โจผียกไป) เตียวเลี้ยวจึงถูกส่งตัวมาประจำการ ณ หับป๋าอีกครั้งและเขาก็เอาชนะทัพง่อได้เป็นครั้งที่สอง ทำให้โจผีชื่นชมมากจึงได้เพิ่มบรรดาศักดิ์และมอบเกียรติยศให้มากมาย
และแม้จะไม่ได้รบกับซุนกวนอีกแต่เตียวเลี้ยวก็สามารถนำทัพเอาชนะลิห้อมแห่งกังตั๋งได้ซึ่งถือเป็นชัยชนะเหนือง่อก๊กรอบที่สาม ซึ่งมีน้อยคนในแผ่นดินที่จะทำได้แบบนี้ จากนั้นไม่นานเตียวเลี้ยวก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง เป็นการ "ป่วยตาย"ไม่ได้โดนเกาทัณฑ์ยิงในการรบเหมือนที่วรรณกรรมหลอกว้านจงเล่าไว้
เตียวเลี้ยวถือเป็นหนึ่งในยอดนายทหารยุคสามก๊กที่ไม่ได้มีดีแค่ฝีมือรบแต่ยังเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา เขาได้รับการยกย่องจากเฉินโซ่วผู้บันทึกจดหมายเหตุสามก๊ก ให้เป็น “หมายเลขหนึ่ง” ในบรรดา “ห้าทหารเอกแห่งวุยก๊ก”ร่วมด้วย เตียวคับ ซิหลง งักจิ้น และ อิกิ๋ม ด้วยความที่อยู่วุยก๊ก ซึ่งมักถูกมองเป็น“ก๊กผู้ร้าย”ทำให้เตียวเลี้ยวไม่ได้รับการยกย่องและเป็นที่จดจำของผู้อ่านวรรณกรรมมากเท่ากับทหารเอกฝ่ายจ๊กอย่างกวนอู เตียวหุย หรือจูล่ง ทั้งๆที่ผู้มีฉายา “มือปราบกังตั๋ง”อย่างเขายิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่แพ้นักรบคนไหนในแผ่นดินเลย
“ท่านแม่ทัพมาคนเดียวหรือ5 ทหารเสือของวุยก๊กคนอื่นเล่า” กุยแก ถามถึงคนอื่นๆโดยที่ในใจกำลังคาดหวังบางอย่าง
“ขออภัยท่านกุนซือแต่ข้ามาคนเดียวพอดีข้าพึ่งเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ข้าที่กำลังตามสืบข่าวของคนอื่นๆอยู่นั้น กลับพบข่าวของท่านเข้าเสียก่อนจึงเร่งออกเดินทางมายังที่แห่งนี้”
“ท่านได้ยินข่าวของข้าจากผู้ใดหรือ”กุยแก ถามอย่างสงสัย
“กวนอูเป็นคนบอกข้า”คำตอบที่ออกมาจากปากของเตียวเลี้ยวกลับเหนือความคาดหมายของกุยแกอยู่เล็กน้อยแต่เมื่อกุยแกลองนึกดูดีๆก็เข้าใจได้กวนอูที่ได้พบเตียวเลี้ยวแต่กลับไม่ปลิดชีพเตียวเลี้ยวแล้วยังบอกข่าวสำคัญให้แบบนี้คงคิดได้อย่างเดียว
“ขออภัยด้วยข้าทำให้ท่านได้รับการชดใช้หนี้เสียแล้ว”
“เหตุใดถึงพูดเช่นนั้นหรือท่านกุนซือ”เตียวเลี้ยวถามกลับอย่างสงสัยซึ่งฮิเดโยชิที่นั่งอยู่ด้วยก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
“กวนอูบอกข่าวข้าให้กับท่านและปล่อยท่านมาก็เพื่อชดใช้หนี้ในชาติที่แล้วท่านแม่ทัพไม่ใช่ว่าเคยช่วยเขาเอาไว้หรอกหรือ” กุยแกตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายกับกำลังล้ำลึกถึงเรื่องราวในอดีต
“อ่า...ถ้าเรื่องนี้ท่านกุนซือมิต้องใส่ใจว่าแต่ท่านกุนซือได้ข่าวของคนอื่นบ้างหรือไม่” เตียวเลี้ยวถามกลับอย่างคาดหวัง
“ข้าเองก็พยายามหาข่าวอยู่แต่ยังคงไม่พบบางทีคนอื่นอาจยังไม่ฟื้นขึ้นมาหรือไม่ก็อาจจะกำลังหลบซ่อนตัวรอคนผู้นั้นอยู่”กุยแก ตอบ
“คนผู้นั้น...ท่านหมายถึง...โจโฉ?”คราวนี้กลับเป็นฮิเดโยชิที่เป็นคนถาม
“ถูกต้อง!เพราะฉะนั้นข้ากุยแกขอถามท่านแม่ทัพเตียวเลี้ยวสักข้อหนึ่งได้หรือไม่”กุยแก ปรับท่านั่งเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้นเวลานี้สายตาของกุยแกกำลังจับจ้องไปที่เตียวเลี้ยวซึ่งเตียวเลี้ยวเองก็รู้สึกได้ถึงบรรยกาศที่เปลี่ยนไปเขารู้ได้ทันทีว่าคำถามต่อไปนี้จะเป็นคำถามที่ส่งผลต่อชีวิตของเขาอย่างแน่นอน
เตียวเลี้ยวนั้นรู้ดีว่ากุนซือที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ไม่ใจดีเหมือนกวนอูที่ปล่อยเขามาแน่นอนและตัวเขาก็ไม่ได้มีหนี้ที่ติดค้างอยู่กับกุยแกเหมือนกวนอูด้วยยังไม่รวมแม่ทัพญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆอีกคนซึ่งดูแล้วน่าจะมีฝีมือสูงส่งไม่ด้อยไปกว่าเขา
“ท่านแม่ทัพ...ท่านกล้าหรือไม่...หากต้องหันคมดาบใส่‘โจโฉ’ ผู้เป็นนายเก่าของท่าน”
แต่ทว่ายังไม่ทันที่เตียวเลี้ยวจะตอบคำถามของกุยแกปรากฎว่ามีนายทหารพุ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับพูดขึ้นอย่างร้อนรน
“ท่านกุนซือ!ข่าวจากทหารที่ประจำอยู่หน้าด่านบอกว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปรากฎขึ้น”
กุยแกหันไปมองฮิเดโยชิทันทีซึ่งฮิเดโยชิได้ลุกขึ้นเตรียมจะก้าวออกไปทันทีแต่เตียวเลี้ยวกลับลุกขึ้นด้วยพร้อมกับหันมาพูดกับกุยแก0ว่า
“สำหรับคำถามเมื่อสักครู่ของท่านกุนซือ...ข้าขอใช้การแสดงต่อจากนี้เป็นคำตอบให้กับท่าน”