บทที่ 5 ฉินเซียนจื่อนี่คือคำตอบของข้า
ห้องหนังสือจวนตระกูลหลี่
หลี่ไป่วานมองดูสมุดบัญชีที่หลี่โย่วเวยนำมาส่ง หลังจากดูคร่าว ๆ แล้วก็วางลง
“ทำได้ดีมาก”
หลี่ไป่วานยิ้มพลางกล่าว หลายปีมานี้เ้าลำบากมาก ความสามารถในการค้าขายของเ้านั้นเหนือกว่าข้าผู้เป็บิดาบุญธรรมเสียอีก”
“ทั้งหมดนี้เป็ความดีความชอบของน้องชาย”
หลี่โย่วเวยกล่าวเบา ๆ “หากไม่ใช่เพราะน้ำหอม สบู่ กระจกเงา และสิ่งของที่ไม่เคยมีในโลกที่เขาประดิษฐ์ขึ้น ตระกูลหลี่ก็คงเป็เพียงตระกูลพ่อค้าธรรมดาเท่านั้น”
“น่าเสียดาย ที่จื่อเย่ไม่มีความมุ่งมั่นในเื่นี้”
หลี่ไป่วานถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าว “ั้แ่เด็ก เขาก็อยากเดินบนเส้นทางของนักรบ ไม่เคยสนใจการค้าขายเลย”
“ตราบใดที่เป็สิ่งที่น้องชาย้า แม้แต่ดวงดาวบนท้องฟ้า ข้าก็จะคว้ามันมาให้เขา” หลี่โย่วเวยกล่าวช้า ๆ
“เ้านี่ ตามใจเขาเสมอเลย”
หลี่ไป่วานกล่าวอย่างจนปัญญา “โย่วเวย เ้ารู้เื่ที่องค์ชายสามมู่เหยาเสด็จมายังเมืองอวี๋โจวหรือไม่?”
“รู้แล้วเ้าค่ะ” หลี่โย่วเวยพยักหน้าตอบ
“เขามา คงเป็เพราะจักรพรรดิต้าซางสั่งการ ให้มาสืบดูความลับตระกูลหลี่ของพวกเรา” หลี่ไป่วานกล่าว
“เขาจะไม่สามารถสืบอะไรออกมาได้หรอก” หลี่โย่วเวยกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ยังมีอีกเื่…”
หลี่ไป่วานพูดอย่างช้า ๆ “มู่เหยาเชี่ยวชาญการใช้กระบี่ คาดว่าเขาน่าจะอยากจะขอเป็ศิษย์ของฉินเอ๋อร์นั่วเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลี่โย่วเวยที่เมื่อครู่ยังสงบนิ่งก็เต็มไปด้วยความเยือกเย็น นางเอ่ยทีละคำ “ข้าจะส่งคนไปสังหารเขา รับรองว่าจะทำอย่างสะอาด ไม่ทิ้งร่องรอยแม้แต่น้อย”
“...”
หลี่ไป่วานยิ้มอย่างขมขื่น พลางกล่าวว่า “อย่าเพิ่งใจร้อน เมื่อพูดถึงเื่ของจื่อเย่ เื่นี้จื่อเย่ต้องรู้แน่นอน ที่เขาไม่แสดงท่าทีใด ๆ ก็แสดงว่ามั่นใจว่าจะเอาชนะองค์ชายสามผู้นั้นได้ สิ่งที่เ้าต้องทำคือระมัดระวังให้มากขึ้น อย่าให้คนผู้นี้สืบรู้เื่ที่พวกเราไม่อยากให้ราชวงศ์รู้”
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ”
หลี่โย่วเวยพยักหน้า และไม่โต้แย้งอีก
…
ยามค่ำคืน แสงจันทร์สาดส่องเจิดจ้า บรรยากาศยามราตรีช่างชวนหลงใหล
ณ โรงเตี๊ยมเยว่ไหล เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยชายหนุ่มรูปงามในอาภรณ์หรูหราก้าวเข้ามาในห้องของฉินเอ๋อร์นั่ว
ผู้มาเยือนคือองค์ชายสามแห่งแคว้นต้าซาง ‘มู่เหยา’
ในมือของมู่เหยาถือกล่องไม้ใบหนึ่ง ภายในบรรจุกระบี่โบราณเล่มหนึ่ง กระบี่ยังอยู่ในฝัก แต่กระนั้นก็ยังแผ่ไอเย็นออกมา
“ฉินเซียนจื่อ นี่คือคำตอบของข้า” มู่เหยากล่าวอย่างจริงจัง
“กระบี่เลื่องชื่อหานกวง”
ฉินเอ๋อร์นั่วเหลือบมองกระบี่โบราณในกล่องเพียงแวบเดียว ไม่ได้สนใจมากไปกว่านั้น นางกล่าวอย่างสงบ “องค์ชายสามออกโรงอย่างไม่ธรรมดาจริง ๆ ด่านนี้ เ้าผ่านแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เหยาแม้จะรู้สึกดีใจ แต่สีหน้ายังคงนิ่งสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา
การทดสอบแรกนี้ไม่ได้ยากนัก สิ่งสำคัญอยู่ที่ท่าทีของเซียนกระบี่เหมยฮวานี่เอง
หากนางเต็มใจ แม้แต่เศษเหล็กก็สามารถผ่านด่านได้
เขาเป็องค์ชายแห่งแคว้นต้าซาง แม้แต่เซียนกระบี่เหมยฮวาก็ต้องให้เกียรติเขาบ้าง การทดสอบครั้งแรกคงไม่ยากเย็นนัก
ส่วนการที่เขาสมัครใจมอบกระบี่เลื่องชื่อหานกวงให้ ก็เพื่อสร้างความประทับใจแก่เซียนกระบี่เหมยฮวา เพื่อวางรากฐานสำหรับการทดสอบสองครั้งต่อไป
“การทดสอบครั้งที่สอง เ้าคงทราบแล้ว”
ฉินเอ๋อร์นั่วจ้องมององค์ชายสามแห่งต้าซางตรงหน้า กล่าวอย่างสงบว่า “พรุ่งนี้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน รอข้าที่จวนตระกูลหลี่”
“จวนตระกูลหลี่?”
มู่เหยาได้ยินดังนั้น สีหน้าเคร่งขรึม อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กลืนกลับลงไป ค้อมกายคำนับ แล้วออกจากห้องไป
ภายในห้อง เปลวเทียนสั่นไหว ฉินเอ๋อร์นั่วยืนอยู่หน้าหน้าต่าง มองดูราตรีอันสงบของเมืองอวี๋โจว ใบหน้างดงามบริสุทธิ์ปราศจากกลิ่นอายแห่งโลกมนุษย์
เื้ัฉินเอ๋อร์นั่ว กล่องไม้สองใบวางนิ่งอยู่บนโต๊ะ ภายในกล่องบรรจุ กระบี่หานกวงและกระบี่อวี้ฉาง สองกระบี่เลื่องชื่อ ส่งกลิ่นอายเย็นเยียบยิ่งนักใต้แสงเทียน
ราตรีอันยาวนานผ่านพ้นไปอย่างเงียบงัน
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ดวงอาทิตย์ขึ้น เมฆบางปกคลุม
จวนตระกูลหลี่ต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์
มู่เหยาองค์ชายสามแห่งแคว้นต้าซาง
"ช่างเป็เกียรติอันยิ่งใหญ่ เป็เกียรติอันยิ่งใหญ่แท้!"
ที่ห้องโถงด้านหน้า หลี่ไป่วานต้อนรับด้วยตนเอง ใบหน้าเบิกบานเป็ดอกไม้ พุงใหญ่สั่นไหวจากเสียงหัวเราะ
มู่เหยามองดูบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นต้าซาง ตอบรับด้วยความสุภาพเช่นกัน พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
หลังจากพูดคุยกันนาน มู่เหยามองออกไปด้านนอก แล้วยิ้มกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าบุตรชายของท่านอยู่ในจวนหรือไม่?”
“บุตรชายของข้าหรือ?”
หลี่ไป่วานได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกว้างขึ้น ก่อนจะกล่าวว่า “บุตรชายของข้าไร้ความสามารถ ข้าเกรงว่าเขาจะซุ่มซ่ามรบกวนองค์ชาย จึงไม่ได้ให้เขามาที่ห้องโถงด้านหน้า แต่หากองค์ชาย้าพบเขา ข้าจะส่งคนไปเรียกเขามาทันที”
พูดจบ หลี่ไป่วานก็ลุกขึ้นแล้วะโออกไปด้านนอก “ไปเรียกคุณชายมา บอกว่าองค์ชายสามเรียกพบ”
“ขอรับ!”
นอกห้องโถง ข้ารับใช้รับคำสั่งแล้วรีบเดินไปยังลานด้านหลัง
“องค์ชายสาม้าพบข้าหรือ?”
ที่ลานหลังริมทะเลสาบ หลี่จื่อเย่ที่กำลังตกปลาอยู่ได้ยินการรายงานของข้ารับใช้ มุมปากของเขาโค้งขึ้น ยิ้มสดใสราวกับดอกไม้บาน
…
ห้องโถงใหญ่ด้านหน้า
หลี่จื่อเย่มาถึงแล้ว
สวมชุดผ้าไหมปักลายจากเมืองอวิ๋นโจว คาดหยกสีเขียวมรกตจากทะเลตะวันออกที่เอว ใบหน้างดงามดั่งหยก สง่างามราวกับเทพเซียน
เพียงแค่มองรูปลักษณ์ภายนอกและบุคลิกของหลี่จื่อเย่ ก็เห็นได้ว่าเขาเป็ดั่งหยกไร้ที่ติ เป็คุณชายที่ไม่มีใครเทียบได้ในโลกนี้
แม้แต่บรรดาศิษย์เอกชายหญิงของสำนักเซียนทั้งหลาย ก็คงจะเทียบไม่ได้
โดยสรุปแล้ว หลี่จื่อเย่ดูโดดเด่น ยอดเยี่ยม และน่าเกรงขาม
ภายในห้องโถง เมื่อองค์ชายสามมู่เหยาเห็นบุคลิกอันพิเศษของหลี่จื่อเย่ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายวูบหนึ่ง
ช่างเป็อัจฉริยะแห่งตระกูลหลี่ สมกับชื่อเสียงที่ลือเลื่องจริง ๆ
ข่าวลือที่แพร่สะพัดในเมืองอวี๋โจวและทั่วแคว้นต้าซาง ไม่ได้เป็เพียงลมปาก
“ท่านคงจะเป็คุณชายจื่อเย่ใช่หรือไม่?”
ไม่ทันที่หลี่จื่อเย่จะเอ่ยปาก มู่เหยาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ใบหน้ายิ้มแย้ม กล่าวอย่างสุภาพยิ่งว่า
“หลี่จื่อเย่ ขอคารวะองค์ชายสาม”
หลี่จื่อเย่แสดงสีหน้าตื่นตระหนก เตรียมจะคำนับ สะบัดชายเสื้อ แล้วสะบัดแขนเสื้อ ท่าทางสง่างาม ราวกับจะคุกเข่าคำนับสามครั้งเก้าครั้ง
“คุณชายจื่อเย่ไม่ต้องมากพิธีหรอก”
มู่เหยารีบประคองอีกฝ่ายไว้ พลางยิ้มกล่าวว่า “ที่นี่ไม่ใช่วังหลวง ไม่จำเป็ต้องมากพิธีให้ยุ่งยาก”
ที่นี่คือจวนตระกูลหลี่ เขาย่อมไม่อาจให้คุณชายตระกูลหลี่คำนับเช่นนั้นได้
“ขอบพระคุณองค์ชายสาม”
หลี่จื่อเย่ที่แท้จริงไม่ได้คิดจะคำนับ ก็ถือโอกาสยืดตัวขึ้น ยิ้มอย่างสดใสเช่นกัน
“เชิญคุณชายจื่อเย่”
มู่เหยาเดินกลับไปนั่งที่เดิม มองดูชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้าม กล่าวว่า “ก่อนมาเมืองอวี๋โจว ข้าก็เคยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายจื่อเย่มาก่อน วันนี้ได้พบตัวจริง สมกับที่มีชื่อเสียงโด่งดังจริง ๆ”
“ท่านองค์ชายสามชมข้าเกินไปแล้ว ชื่อเสียงอันดีงามของท่านต่างหากที่เลื่องลือไปทั่วหล้า ข้าผู้ต่ำต้อยนี้ชื่นชมท่านมานานแล้ว” หลี่จื่อเย่กล่าวเบา ๆ
การทักทายของทั้งสองฟังดูจริงใจยิ่งนัก แต่ในฐานะคู่แข่งที่ต่างก็หวังจะเป็ศิษย์ของฉินเอ๋อร์นั่ว คำทักทายเหล่านี้ช่างดูเสแสร้งเหลือเกิน
“ข้าได้ยินมาว่าคุณชายหลี่มีฝีมือด้านกระบี่ไม่ธรรมดา ไม่ทราบว่าจะกรุณาสั่งสอนข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่” มู่เหยาจิบชาแล้วกล่าว
“ต่อหน้าท่านองค์ชายสาม ข้าผู้ต่ำต้อยจะกล้าอวดรู้เื่กระบี่ได้อย่างไร” หลี่จื่อเย่ยิ้มพลางกล่าว
“คุณชายหลี่ไม่จำเป็ต้องถ่อมตัวเกินไป ปัจจุบันในราชสำนักต้าซาง แทบทุกคนต่างรู้ว่าท่านเป็อัจฉริยะด้านกระบี่ สร้างกระบวนท่ากระบี่ของตัวเองได้ั้แ่อายุสิบขวบ แม้แต่ท่านเจี้ยนฉือยังชื่นชมพร์ของท่านไม่หยุดปาก” มู่เหยากล่าวเบา ๆ
“ข่าวลือก็คือข่าวลือแหละขอรับ”
หลี่จื่อเย่ยิ้มพลางกล่าว “ท่านองค์ชายต่างหากที่เป็ยอดฝีมือด้านกระบี่อย่างแท้จริง ข้าผู้ต่ำต้อยเป็เพียงแสงหิ่งห้อย จะกล้าเทียบชั้นกับแสงจันทร์อันเจิดจ้าของท่านได้อย่างไร”
“ฮ่าๆๆๆ”
หลี่ไป่วานที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองก็ได้แต่ยิ้มแหยไม่กล้าแทรก
มู่เหยาวางถ้วยชาลงเงียบ ๆ ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
พ่อลูกคู่นี้ช่างดื้อดึงเสียจริง ไม่ง่ายที่จะจัดการเลย