ซูเก๋อยืนเอามือประสานไว้ด้านหลัง มองดูอสูรหมีดำที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของลานประลองด้วยสีหน้าเรียบเฉย นี่เป็ครั้งที่สามแล้วที่เขาเข้าร่วมการสอบประเมินรอบครึ่งปี
นับั้แ่อยู่ชั้นปีที่สี่ เขาก็เริ่มเข้าร่วมการสอบประเมินรอบครึ่งปี เพียงแต่คู่ต่อสู้ในการสอบประเมินยามนั้น คืออสูรหมาป่าดำที่อ่อนแอกว่ามาก
ซูเก๋อไม่เคยลืมเลือนเลยแม้แต่น้อยว่า ในตอนนั้นตัวเขาเองยามเข้าร่วมการสอบประเมินรอบครึ่งปีเป็ครั้งแรก ตื่นตระหนกและลนลานเพียงใด
เขาไม่มีวันลืมเลือนเลยว่า อสูรหมาป่าดำตนนั้นแผ่รังสีข่มขวัญกดดันจนเขาขวัญผวาไปชั่วขณะ โลหิตทั่วร่างราวกับแข็งตัวกลายเป็น้ำแข็ง
ผ่านพ้นไปหนึ่งปี ยามที่คู่ต่อสู้เปลี่ยนเป็อสูรหมีดำที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ทว่าซูเก๋อกลับเยือกเย็นเป็อย่างยิ่ง
แม้ว่าอสูรหมีดำจะแข็งแกร่งกว่าอสูรหมาป่าดำมาก แต่ซูเก๋อกลับััไม่ได้ถึงภัยคุกคามเลยแม้แต่นิดเดียว ระดับพลังฝึกตนอันเกรียงไกรทำให้เขามีหลักประกันมากพอที่จะเผชิญหน้ากับอสูรหมีดำ
ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งจะสังหารมารนอกพิภพขั้นเทียนกังระดับเจ็ดขึ้นไปตนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเทียบกับมารนอกพิภพขั้นเทียนกังอันแข็งแกร่งตนนั้นแล้ว อสูรหมีดำจะนับเป็ตัวอะไรได้?
อย่าว่าแต่อสูรหมีดำเลย ต่อให้เป็พยัคฆ์ทมิฬตนนั้น ก็ยากที่จะทำให้เกิดระลอกคลื่นอารมณ์ในใจของซูเก๋อได้แม้แต่น้อย
ในเวลานี้ประสาทััอันแหลมคมของอสูรหมีดำกลับััได้ถึงอันตรายราง ๆ ร่างกายอันมหึมาของมันถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ ปากส่งเสียงร้องคำรามอย่างไม่เป็สุขออกมาไม่ขาดสาย
แม้ว่าซูเก๋อจะดูซูบผอมอ่อนแอ แต่อสูรหมีดำย่อมเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่า มนุษย์ที่ดูเหมือนไร้พิษภัยตรงหน้านี้ คือตัวตนอันน่าพรั่นพรึงอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังรับรู้ได้ถึงรังสีกลิ่นอายและกลิ่นคาวเืของมารนอกพิภพชั้นสูงที่หลงเหลืออยู่บนตัวซูเก๋อ กลิ่นคาวเืนั้นเจือจางยิ่งนัก แต่ก็ยังทำให้อสูรหมีดำหวาดกลัวไปถึงระดับสัญชาตญาณอยู่ดี
อสูรหมีดำถอยหลังไปด้วยความหวาดกลัว ถอยไปจนถึงขอบลานประลอง แล้วสั่นสะท้านไปทั้งตัว ซึ่งสิ่งที่มันกลัวไม่ใช่ซูเก๋อ หากแต่เป็กลิ่นอายและกลิ่นคาวเือันเจือจางของมารนอกพิภพชั้นสูงบนตัวซูเก๋อต่างหาก
ยามฝูงชนได้เห็นฉากนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ
"เกิดอะไรขึ้น?"
อาจารย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"อสูรหมีดำตนนี้ถึงกับถอยหลังเลยหรือ?"
เื่เช่นนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็ครั้งแรกในการสอบประเมินรอบครึ่งปี พึงรู้ไว้ว่า ต่อให้เป็ยามที่พวกจีเสี่ยวเสวี่ย ซุนกวน หลิ่วชิง มั่วชิงอู่ และหยวนทงเทียนเข้าสอบประเมิน เหล่ามารนอกพิภพก็ไม่เคยถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ต่อให้พวกมันััได้ถึงอันตรายต่อชีวิต ก็ยังคงดุร้ายเหี้ยมโหด ไร้ซึ่งความเกรงกลัว
ทว่ายามนี้ อสูรหมีดำตนนี้กลับหวาดกลัวเสียแล้ว ทุกคนต่างสบตากันไปมา และรู้สึกมึนงงไปตาม ๆ กัน
ซูเก๋อเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ตนเองยังไม่ทันได้ลงมือเลย เหตุใดอสูรหมีดำตนนี้ถึงถอยหนีไปเสียแล้ว?
อาจารย์เจิ้งเองก็ััได้ถึงความผิดปกติ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เพราะเขาเองก็เพิ่งเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้เป็ครั้งแรกเหมือนกัน
"เ้าไม่เข้ามา เช่นนั้นข้าเข้าไปหาเ้าเองก็แล้วกัน" ซูเก๋อเดินมุ่งหน้าไปหาอสูรหมีดำ
แต่ซูเก๋อเพิ่งจะก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียว อสูรหมีดำตนนั้นก็ราวกับโดนผีหลอก ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกระสับกระส่าย แสดงท่าทางขวัญผวาออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ครั้นซูเก๋อเข้าใกล้จนเหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ฉื่อ ความหวาดกลัวของอสูรหมีดำก็ราวกับทะลุขีดจำกัด มันส่งเสียงแผดคำรามด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ทำท่าทางใกลัวเกินเหตุ แล้วหันหลังวิ่งกระเจิงเตลิดลงจากลานประลองไป ทำเอาอาจารย์และเหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านล่างใกันหมด
ตูม!
อาจารย์เจิ้งตาไวเท้าไว เงาร่างวูบผ่าน พุ่งไปขวางด้านหลังอสูรหมีดำไว้ได้ทันท่วงที ยื่นมือข้างหนึ่งกดดึงอสูรหมีดำไว้แน่น ส่วนตัวหลังนั้นก็ได้แต่ดิ้นรนอย่างลนลาน
พอซูเก๋อเดินเข้ามาใกล้โดยสมบูรณ์ อสูรหมีดำก็ถึงกับขดตัวกลมเป็ก้อนราวกับเม่น สั่นสะท้านอยู่เป็ระยะ ๆ ทุกคนต่างยืนตะลึงมองดูภาพนี้ สมองเริ่มมึนงงไปหมด
มันกำลังกลัวอะไรกันแน่?
พวกซุนกวนและหลิ่วชิงต่างขมวดคิ้วมุน ดวงตาคู่เล็กของจีเสี่ยวเสวี่ยหรี่ลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
เมื่อเห็นว่าอสูรหมีดำไม่ยอมร่วมมือในการสอบประเมินเลยแม้แต่น้อย ซูเก๋อก็ทำได้เพียงหันไปมองอาจารย์เจิ้งด้วยความจนใจ
"ท่านอาจารย์ ดูสิขอรับ"
อาจารย์เจิ้งเองก็ทำตัวไม่ถูก จึงทำได้เพียงทอดสายตาไปทางเจียงเยี่ยน เพื่อขอคำสั่งการ
"เปลี่ยนเป็มารนอกพิภพอีกตนเถอะ" เจียงเยี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า "ข้าดูแล้ว พยัคฆ์ทมิฬตนนั้นน่าจะเหมาะสมกว่า"
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงการสังหารมารนอกพิภพมามากพอ จนสั่งสมไอสังหารอันน่าพรั่นพรึงและแปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเืของมารนอกพิภพเท่านั้น จึงจะทำให้มารนอกพิภพเกิดปฏิกิริยาเช่นนี้ได้ ซึ่งการจะบรรลุถึงจุดนี้ได้ จำเป็ต้องมีความแข็งแกร่ง และคนที่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ ทั่วทั้งสำนักทหารรับจ้างสาขาต้าเซี่ยก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
คิดไปคิดมา เจียงเยี่ยนก็คิดไม่ตกอยู่ดีว่า ซูเก๋อทำได้อย่างไรกันแน่ เพราะอย่างไรเสีย ซูเก๋อก็ยังเป็แค่ศิษย์ชั้นปีที่ห้าเท่านั้น!
"พยัคฆ์ทมิฬหรือขอรับ?" อาจารย์เจิ้งลังเลเล็กน้อย
"แต่ซูเก๋อเป็แค่ศิษย์ชั้นปีที่ห้า การใช้พยัคฆ์ทมิฬมาสอบประเมิน จะเป็การบีบคั้นเขาเกินไปหรือไม่?"
เจียงเยี่ยนหัวเราะเสียงดัง "เ้าอย่าได้ดูเบาอัจฉริยะหนึ่งในดาวคู่เอกของพวกเราเชียว พยัคฆ์ทมิฬเกรงว่าจะยังคุกคามความปลอดภัยของเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ"
อาจารย์เจิ้งพยักหน้า "เช่นนั้นก็ดี ซูเก๋อ เ้าไปที่ลานประลองชั้นปีที่หกเถอะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเก๋อก็ไม่มีความเห็นแย้งใด ๆ เขาเดินลงจากลานประลองชั้นปีที่ห้าทันที เบียดผ่านฝูงชน แล้วก้าวขึ้นบันไดหินของลานประลองชั้นปีที่หก
ทว่าภาพอันน่าตื่นตะลึงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ยามที่ซูเก๋อก้าวขึ้นสู่ลานประลองชั้นปีที่หก พยัคฆ์ทมิฬตนนั้นซึ่งมีความแข็งแกร่งโดยรวมทัดเทียมกับมนุษย์ขั้นหยวนตันระดับหนึ่ง กลับถอยหนีไปด้วยความหวาดกลัวเหมือนกับอสูรหมีดำก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับขวัญผวาอย่างรุนแรง
ทุกคนต่างยืนตะลึงลาน นั่นมันพยัคฆ์ทมิฬเชียวนะ!
ถึงกับหวาดกลัวซูเก๋อเชียวหรือ?
อาจารย์ผู้รับผิดชอบดำเนินงานการสอบประเมินรอบครึ่งปีของชั้นปีที่หก ปรายตามองพยัคฆ์ทมิฬที่ถอยหนีไม่หยุด แล้วชำเลืองมองซูเก๋อที่สีหน้าเรียบเฉย สีหน้าก็พลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ดูท่าปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่ตัวมารนอกพิภพ แต่ตกอยู่ที่ตัวของศิษย์ผู้เข้ารับการสอบประเมินอย่างซูเก๋อต่างหาก
"มารนอกพิภพพวกนี้มันกลัวอะไรกันแน่?" เหล่าอัจฉริยะอย่างซุนกวนหลิ่วชิงรู้สึกฉงนสงสัยไม่เข้าใจ พวกเขาไม่คาดคิดว่า ซูเก๋อจะแข็งแกร่งถึงขั้นพึ่งพาแค่กลิ่นอายก็ทำให้มารนอกพิภพหวาดกลัวได้แล้ว
มองดูพยัคฆ์ทมิฬที่ไม่ยอมให้ร่วมมือ ซูเก๋อก็ทำได้เพียงมองไปที่อาจารย์ชั้นปีที่หกผู้นั้นด้วยความจนใจ ในเมื่อมารนอกพิภพไม่ยอมร่วมมือ การสอบประเมินรอบครึ่งปีของเขาก็ไม่สามารถดำเนินต่อได้
คราวนี้อาจารย์ชั้นปีที่หกก็หมดหนทางเช่นกัน ทำได้เพียงหันไปขอคำสั่งจากเจียงเยี่ยนอีกครั้ง
ไม่รอให้เจียงเยี่ยนเอ่ยปาก รองเ้าสำนักจั่วอันที่อยู่ข้าง ๆ ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า "ในเมื่อมารนอกพิภพไม่ยอมร่วมมือ เช่นนั้นให้ข้าลงมือทดสอบเองก็แล้วกัน"
สิ้นคำพูดนั้น ก็เห็นเพียงร่างของเขาลอยขึ้นจากฝูงชน แล้วลงสู่ลานประลองชั้นปีที่หกอย่างนุ่มนวล ร่างกายเบาหวิว พร้อมเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า "ศิษย์ซูเก๋อ การสอบประเมินของเ้า ข้าจะลงมือทดสอบด้วยตัวเอง หวังว่าคงไม่รังเกียจนะ?"
คำพูดนี้หลุดออกมา ทั่วทั้งลานประลองก็พลันเกิดเสียงฮือฮาดังสนั่นขึ้นทันที
จั่วอันคือใคร?
นั่นคือรองเ้าสำนักทหารรับจ้างสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ย เป็ผู้นำอันดับสองเชียวนะ!
ที่สำคัญที่สุดคือ จั่วอันคือตัวตนที่มีความแข็งแกร่งเป็รองแค่เ้าสำนักเจียงเยี่ยนเท่านั้น เป็ยอดฝีมือระดับผู้ยิ่งใหญ่ที่มีระดับพลังฝึกตนถึงขั้นเทียนกังระดับหนึ่ง
ยอดฝีมือระดับผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ บารมีย่อมไม่ต้องพูดถึง นึกไม่ถึงเลยว่า ยอดฝีมือระดับนี้จะยอมลงสนามด้วยตนเอง เพื่อทดสอบความสามารถของซูเก๋อ แม้แต่พวกซุนกวน หลิ่วชิง มั่วชิงอู่ก่อนหน้านี้ ยังไม่เคยได้รับเกียรติเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ
"ลำบากท่านรองเ้าสำนักแล้วขอรับ"
หากเป็คนอื่น คงจะลำพองใจจนหางชี้ฟ้าไปแล้ว ทว่าซูเก๋อกลับเพียงแค่ประสานมือคารวะอย่างมีมารยาท วางตัวสุขุมเยือกเย็น ไร้ซึ่งความทะนงตัว
จั่วอันเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ไม่ว่าความสามารถที่แท้จริงของซูเก๋อจะเป็เช่นไร แต่นิสัยใจคออันเยือกเย็นนี้ เขาชอบยิ่งนัก
เห็นเพียงจั่วอันเอามือซ้ายไพล่หลัง ยื่นมือขวาออกไปทำท่าเชิญ ผายมือออกด้วยท่าทีของยอดฝีมือ
"ทุ่มเทสุดกำลังเถอะ อย่าได้ออมมือ ให้พวกเราได้เห็นกันหน่อยว่าดาวคู่เอกในวันวานมีความสามารถอะไรบ้าง"
เป็ถึงรองเ้าสำนัก ยอดฝีมือขั้นเทียนกังระดับหนึ่ง ย่อมมีคุณสมบัติพอที่จะเอ่ยประโยคนี้ออกมา
ด้านล่างลานประลอง เหล่าอาจารย์และศิษย์ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ซูเก๋อ ขณะที่จีเสี่ยวเสวี่ย ซุนกวน มั่วชิงอู่ หลิ่วชิง หยวนทงเทียน ต่างก็กลั้นหายใจเฝ้ามอง
"สู้เขานะ ซูเก๋อ!" จางหลินะโเสียงดัง "เบิ่งตาดูเสียให้ชัด ๆ สหายของข้าจางหลิน ไม่ใช่สวะที่ไหนทั้งนั้น!"
เมื่อได้ยินเสียงะโของจางหลิน ซูเก๋อก็สูดหายใจเข้าลึก แบกรับฉายาสวะมานานถึงสี่ปี ไม่มีใครเข้าใจความอัดอั้นตันใจภายในอกของเขาได้เลย
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับสายตาส่งเสริมของจั่วอัน โลหิตภายในร่างของซูเก๋อก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา ภายในจุดตันเถียน ลูกแก้วหยวนตันลูกนั้นค่อย ๆ เต้นระริก ลมปราณอันเข้มข้นขุมแล้วขุมเล่าพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย ถาโถมทะลักไปตามเส้นชีพจรราวกับกระแสน้ำเชี่ยว พลังขั้นหยวนตันระดับเก้าที่แท้จริง โคจรแล่นผ่านทุกอณูในร่างกาย ะเิออกมาเต็มกำลังโดยไม่ออมมือแม้แต่น้อย
"ล่วงเกินแล้วขอรับ"
พร้อมกับเสียงะโต่ำ ร่างของซูเก๋อก็พลันกระโจนขึ้นราวกับัทรราช ลานประลองที่สร้างขึ้นจากอัญมณีและหินพิเศษด้านใต้เท้า ราวกับถูกอุกกาบาตพุ่งชน ก้อนหินแตกกระจายหลายสิบก้อน ทิ้งรอยบุ๋มขนาดใหญ่เอาไว้ พร้อมส่งเสียงดังกึกก้องะเืแก้วหู
ตูม!