ตอนที่ 13 ตระกูลว่าที่สามี
เสียงะโของหานซีหนิงปลุกหานเซ่ออี้ให้ตื่นจากฝันร้าย
เด็กหนุ่มก้าวออกจากห้องเมื่อได้ยินเสียงร้องจะฆ่ากระต่ายของน้องสาว
ไม่ใช่ว่าเมื่อวานหานซีหนิงรับปากจะเลี้ยงมันหรือเหตุใดตื่นขึ้นมาถึงอยากกินเนื้อกระต่ายอีกแล้ว ความตะกละของนางช่างน่ากลัวจริงๆ
"ซี..." หานเซ่ออี้กำลังจะเรียกน้องสาวทว่าสภาพเละเทะของลานเรือนตรงหน้าทำให้เขาชะงักเด็กหนุ่มขยี้สองตามองว่าใช่เรือนที่ตนเคยอยู่มาหลายปีหรือไม่เมื่อมองแล้วไม่น่าจะผิด เขาก็ถึงกับอึ้งงัน
เขาจำได้ว่าบนลานเรือนนั้นหานซีหนิงปลูกต้นพืชที่มีดอกสีต่างๆไว้หลายชนิด ยังมีผักสวนครัวที่โตพร้อมจะเก็บเกี่ยวได้แล้วแต่ยามนี้กลับว่างเปล่าและเละเทะ
ต้นพืชิญญาของหานซีหนิงว่างเปล่าสวนผักคือเละเทะ
เขารู้แล้วว่าเพราะเหตุใดน้องสาวถึงอยากกินเนื้อกระต่าย
หานซีหนิงเอาไม้ไล่ตีกระต่ายขาวซ้ำยังเรียกชื่อมันว่า "เสี่ยวทู่"
"เสี่ยวทู่?" หานเซ่ออี้เดินออกจากห้องโถงมายืนบนระเบียงวางสองมือลงบนราวไม้ใกล้ๆ บันได จากนั้นก็เอ่ยเรียกหานซีหนิง "ซีหนิงเ้าอย่าวิ่งให้เหนื่อย กลับขึ้นมาบนเรือนเถอะ"
"ไม่ได้ท่านพี่มันกินผักที่ข้าตั้งใจปลูกให้ท่านวันนี้ข้าจะเอาเนื้อกระต่ายมาย่างให้ท่านกินจนได้ ท่านรอเดี๋ยว!"
หานเซ่ออี้ยกมือกุมขมับหันกลับเข้าเรือนอย่างเชื่องช้า นี่หรือคือความอาฆาตแค้นของน้องสาวเขาเห็นชัดเจนว่านางอยากกินเนื้อกระต่ายต่างหาก
ผ่านไปนานทีเดียวหานซีหนิงจึงอุ้มกระต่ายกลับเข้ามาในเรือน มือเล็กลูบขนกระต่ายอย่างมันเขี้ยวเดินเข้ามาก็หัวเราะคิกคักพูดกับกระต่าย ข่มขวัญมันไปต่างๆ นานาทว่าก็ไม่เห็นจะลงมือกินมันสักที
วันนี้หานเซ่ออี้เข้าครัวเองเพราะถ้ารอเนื้อกระต่ายจากน้องสาว เช้านี้เขาคงไม่ได้กินข้าว
หานซีหนิงตามกลิ่นอาหารเข้ามาข้างในห้องโถงครั้นมองเห็นอาหารบนโต๊ะแล้วกระต่ายในมือก็ไม่จำเป็อีก เธอจึงโยนมันทิ้งอย่างไม่แยแสหากมันพูดได้ก็คงเอ่ยตัดพ้อหานซีหนิงที่เห็นอาหารดีกว่าสัตว์อสูรอย่างมัน...เห็นของกินดีกว่าข้า!
หานเซ่ออี้ยกชามน้ำแกงไก่ใบใหญ่ที่เขาเคี่ยวไว้ั้แ่เย็นเมื่อวานเข้ามาตักให้หานซีหนิงหนึ่งชามเล็ก และให้ตัวเองด้วยอีกชามยังมีหมั่นโถวอีกสามลูกที่เขาอุ่นไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
ของหานซีหนิงกินสองลูกของเขากินลูกเดียวก็พอ
แม้จะแบ่งสันปันส่วนเช่นนี้แต่หานซีหนิงก็ยังแบ่งลูกที่สามออกเป็สองชิ้นเท่ากัน แล้วยื่นให้พี่ชาย
เด็กหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธมันเข้ารับมาเคี้ยวตุ้ยๆ สายตาเหลือบมองกระต่ายขาวตัวอ้วนที่เดินวนเวียนอยู่ข้างเท้าของหานซีหนิง
"มันเป็สัตว์อสูรผูกพันธสัญญากับเ้าแล้วต่อไปก็คงจะฆ่าไม่ได้"
หานซีหนิงไม่ได้ตั้งใจฟังที่พี่ชายพูดเธอสนใจแค่น้ำแกงไก่แสนอร่อยตรงหน้ากินเสร็จแล้วพวกเขาสองพี่น้องก็ต่างแยกย้ายไปทำงานของตน
ถึงกระต่ายตัวนี้จะค่อนข้างกินจุมันเลือกกินเฉพาะพืชที่มีละอองหมอกสีต่างๆ วนรอบแต่โชคดีที่ในป่าด้านหลังเรือนมีพืชและหญ้าที่มีละอองหมอกอยู่มากมายหานซีหนิงจึงเลิกกังวลว่าจะเลี้ยงกระต่ายตัวนี้ไม่ได้
ทุกเช้าเธอจะอุ้มมันไปกินหญ้าในป่าฝั่งนั้นเมื่อมันอิ่มแล้วเธอถึงออกไปทำงาน โดยมีกระต่ายเดินตามหลังไปติดๆ
คนในหมู่บ้านมักจะเห็นภาพกระต่ายตัวขาววิ่งตามหลังหานซีหนิงอยู่บ่อยๆจนกลายเป็ภาพที่ชินตาพวกเขาไปแล้ว
กระต่ายขาวมักจะวิ่งตามหานซีหนิงเข้าไปให้อาหารแพะขาวและกวางทองในป่าเขียวขจีจากนั้นก็ตามไปตัดหญ้าบนเขาเป็เพื่อนเธอ
เธอตัด…มันกินเธอเดิน...มันนอนสบายบนตะกร้า
"..."
หานซีหนิงชอบที่กระต่ายขาวเชื่อฟังและติดเธอแจขนาดนี้แม้แต่แมวขาวในโลกก่อนของพี่ชายข้างห้องยังมองเธอไม่เป็มิตรเท่ากระต่ายอสูรดังนั้นใช้เวลาไม่นานเธอก็เริ่มคุ้นชินและชอบมันอย่างมาก
ทว่าบางครั้งหานซีหนิงก็ใช้สายตาอยากกินเนื้อย่างมองกระต่ายมองจนน้ำลายไหล
กระต่ายอสูรถึงกับขนลุกพลางมองจิก...เ้าฝันเอาเถอะเด็กตะกละ!
เข้าฤดูใบไม้ร่วง
หานเซ่ออี้ยื่นมือไปแตะศีรษะน้องสาวเพื่อวัดขนาดความสูงของนางจากนั้นก็ขีดไว้บนต้นเสา ั้แ่ต้นฤดูใบไม้ผลิกว่าครึ่งปีมานี้หานซีหนิงตัวสูงขึ้นมาก ส่วนตัวเขานั้นก็สูงขึ้นไม่น้อยเช่นกัน
"ท่านพี่วันนี้ข้าอยากเข้าเมือง"
เส้นผมของหานซีหนิงไม่ได้สั้นกุดเหมือนเจ็ดเดือนก่อนอีกแล้วแต่ยาวถึงไหล่เล็ก หน้าตาก็งดงามสดใสกว่าเมื่อก่อน ผิวพรรณขาวผ่องและนุ่มนิ่มนับวันใบหน้าของหานซีหนิงยิ่งเหมือนมารดาเข้าไปทุกทีท่านแม่ของพวกเขาเป็หญิงงามที่สุดในแคว้นตี้เสียดายก็แต่ความงามนี้ทำให้ตระกูลหานถึงคราวสิ้น
"ไว้ไปวันอื่นเถอะวันนี้พี่ต้องทำงาน ไปเป็เพื่อนเ้าไม่ได้"
"ข้าจะเข้าไปพร้อมกับลุงฉีเ้าค่ะ"หานซีหนิงเดินตามพี่ชายลงจากเรือน พูดเสียงเจื้อยแจ้วว่า"วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านเกณฑ์คนไปเคลื่อนย้ายสัตว์อสูรมิใช่หรือเ้าคะ ท่านพี่ข้าจะเข้าเมืองไปพร้อมกับพวกเขา"
เมื่อเอ่ยถึงเหตุผลแล้วก็คล้ายว่าหานเซ่ออี้จะยังไม่วางใจ เธอจึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อคลี่ให้พี่ชายดู "ข้าไปขอใบอนุญาตมาจากหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ท่านพี่ดูในนี้ระบุว่าข้าสามารถออกจากหมู่บ้านเชียงหยุนได้เป็เวลาสองวันข้าไปวันเดียวก็เกินพอแล้ว ข้าสัญญาว่าจะกลับก่อนฟ้ามืด นะ...นะท่านพี่นะ"
ท่าทางออดอ้อนของหานซีหนิงทำให้หานเซ่ออี้มองน้องสาวด้วยสายตาตำหนิทว่านางก็ยังทำให้เขาใจอ่อน "หากฟ้ามืดแล้วเ้ายังไม่กลับมาข้าจะออกตามหาเ้า"
"ขอบคุณเ้าค่ะท่านพี่!"หานซีหนิงวิ่งออกจากลานเรือน ส่วนเสี่ยวทู่ก็วิ่งตามหลังเธอสวมอาภรณ์ของเด็กผู้ชาย อีกทั้งยังมีสัตว์อสูรคู่พันธะคอยคุ้มครองทำให้หานเซ่ออี้วางใจลงได้ไม่น้อย
วันนี้ตระกูลเจียงเคลื่อนย้ายสัตว์อสูรจำนวนมากยังมีทาสเด็กอีกจำนวนไม่น้อย
หานซีหนิงยืนมองบรรดาเด็กๆในหมู่บ้านที่ถูกขาย ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว ถึงเมื่อนั้นทั่วทั้งแผ่นดินแคว้นเทียนจะเต็มไปด้วยหิมะชาวนาชาวไร่ไม่อาจเพาะปลูกพืชผลได้อีก หลายครอบครัวจึงประสบปัญหาปากท้อง
ดังนั้นพวกเขาจำเป็ต้องลดจำนวนคนในบ้านลงด้วยการแจ้งต่อหัวหน้าหมู่บ้านว่า้าขายจากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็จะส่งต่อเด็กเ่าั้ให้พ่อบ้านใหญ่ตระกูลเจียง
ระบบซื้อขายแรงงานของตระกูลเจียงนั้นคนนอกจะซื้อขายโดยพลการไม่ได้ ต้องมีหนังสือยินยอมจากคนในบ้านใบอนุญาตจากหัวหน้าหมู่บ้าน จากนั้นตระกูลเจียงจะเป็คนกลางในการซื้อขายมอบเงินให้บ้านนั้นแล้วพ่อบ้านใหญ่จะจัดการต่อว่าจะส่งเด็กเหล่านี้ขายออกไปที่ใด
เมื่อมีการซื้อขายสถานะของพวกเขาจึงเป็ได้แค่ทาสเท่านั้น เว้นแต่ว่าจะมีผู้ซื้อที่จะให้ฐานะอื่นๆแก่พวกเขาขณะเดียวกันการจะซื้อใบรับรองฐานะจากตระกูลเจียงก็ต้องใช้ราคาที่มากโขเช่นกัน
ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะซื้อเด็กเ่าั้ออกไปในฐานะทาสเพราะให้ราคาถูกกว่า ประทับตราด้วยเหล็กร้อนนาบเนื้อระบุอักษรตัวเดียวบนหลังคอว่านี่คือ 'ทาส' ต่อไปก็เป็ได้แค่ทาสเท่านั้นต่อให้คนภาพนอกจะยกย่องอย่างไร แต่สุดท้ายก็ยังเป็ได้แค่ทาส...
หานซีหนิงรู้สึกเศร้าสลดในใจหันหลังแล้วไม่มองเด็กเ่าั้อีก เธอะโขึ้นไปนั่งบนคานลากกรงสัตว์อสูรกอดเสี่ยวทู่ไว้บนตัก จากนั้นก็ออกจากหมู่บ้านไปพร้อมกับขบวน
"เ้าสงสารพวกนางหรือ"
หานซีหนิงเงยหน้ามองลุงฉีที่นั่งกอดขวดน้ำเต้าเก็บสุราอยู่ข้างๆเขากำลังกระตุกเชือกบังคับอสูรหมาป่าให้เดินลากกรงสัตว์อสูรด้านหลังหานซีหนิงหลุบตาลงแล้วส่ายศีรษะ "ข้าไม่ได้สงสารพวกเขาเ้าค่ะ"...ข้าสงสารตัวเอง
การซื้อขายสามารถทำได้ง่ายเช่นนี้เธอสงสารตัวเองที่อนาคตจะถูกขายให้ตระกูลเจียง อาจจะดีที่ไม่ต้องเป็ทาสแต่เป็อนุคนที่สี่สิบห้าของนายท่านที่แก่คราวปู่ขนาดนั้น
มันน่าปวดใจเ้าค่ะ
การที่หานเซ่ออี้ดีต่อเธอนั้นไม่ได้แปลว่าอนาคตเขาจะไม่ขายน้องสาว ตราบใดที่เป้าหมายของพระเอกยังไม่สำเร็จเื่นี้ก็จะต้องเกิดขึ้นอยู่ดี ...ในนิยายยังเขียนไว้ เพราะขายน้องสาวหานเซ่ออี้ถึงได้เงินได้อำนาจที่มีน้องสาวเป็หนึ่งในอนุที่นายท่านตระกูลเจียงลุ่มหลงได้หนังสือรับรองให้เข้าสำนักของราชวงศ์แคว้นเทียนการกำจัดตระกูลอวิ๋นก็เป็เื่ที่ง่ายแค่เพียงเอื้อมมือแล้วยังไม่นับอุปสรรคที่เขาต้องพบในนิยายอีก
ตั้งมากมายขนาดนั้นเธอจะหามาให้พระเอกได้อย่างไรเงินก็ไม่มี อำนาจก็เท่าอึกระต่าย ยิ่งหนังสือรับรอง หึๆ ...สุดท้ายก็ไม่พ้นเขาต้องขายเธออยู่ดี
นึกแล้วหานซีหนิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจมือลูบขนกระต่ายอย่างเหม่อลอย เฮ่อ...ตระกูลว่าที่สามีเธอก็ร่ำรวยเกินไปแล้วจริงๆร่ำรวยจนเธอชักจะเริ่มหวั่นไหว
ฉีชวนเหลือบสังเกตสีหน้าของหานซีหนิงจากนั้นก็เอ่ยถาม "ไม่สงสารแล้วเหตุใดเ้าถึงเศร้าเล่า ในจำนวนเด็กพวกนั้นหากมีใบหน้างดงามหน่อย ชีวิตนี้ก็นับว่าไม่ทุกข์ยากแล้วพวกนางจะถูกรับเลี้ยงในตระกูลที่ดี โตไปเป็สาวใช้หากถูกใจเ้านายคนใดของตระกูลก็อาจจะกลายเป็อนุ มีชีวิตสุขสบาย"
หานซีหนิงยังก้มหน้ามองหญ้าข้างทางที่เคลื่อนผ่านไปตามการเคลื่อนที่ของรถลากหูก็ฟังลุงฉีพูดไปด้วย
"เดิมทีพวกนางเกิดมาก็เป็แค่ชนชั้นแรงงานรับสืบทอดสายเืไร้ประโยชน์ หากอนาคตพวกนางให้กำเนิดทายาทแก่ตระกูลใดทายาทตระกูลนั้นก็มักจะปลุกพลังสายเืไร้ประโยชน์ออกมาฉะนั้นแล้วพวกนางจึงมีสิทธิ์เป็ได้แค่ฐานะนั้น ไม่ได้รับการยกย่องเหมือนภรรยาเอกที่มีสายเืตระกูลศักดิ์สิทธิ์"
"..."
"หนิงเอ๋อร์เ้าเองก็มีใบหน้างดงามรู้หรือไม่ หากเข้าเมืองไปแล้วก็ระมัดระวังตัวสักหน่อยพบคนแปลกหน้าอย่าได้พูดคุยกับพวกเขานานคนบางพวกไม่สนว่าหรอกนะว่าเ้าจะเป็แรงงานของตระกูลใด ตราบใดที่พวกเขาเห็นว่าเ้าทำเงินได้พวกเขาพร้อมจะเสนอราคาที่สูงลิ่ว พร้อมกับยัดเยียดความผิดให้เ้าเพื่อที่จะซื้อเ้ามาจากตระกูลเจียง ความผิดที่ใช้เป็หลักฐานนั้นแม้แต่ตระกูลเจียงก็คงรั้งตัวเ้าไว้ไม่ได้"
หานซีหนิงพยักหน้า"ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านลุง"
"อืม...ดีแล้ว ดี"ลุงฉีตบแผ่นหลังหานซีหนิงปลอบ
ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันลอยสูงขบวนรถลากก็มาถึงชานเมืองเทียนชิงเมืองนี้เป็เมืองที่มีขนาดใหญ่และคึกคักเทียบเท่ากับเมืองหลวงแคว้นเทียนอย่างเมืองเทียนอันเศรษฐกิจและการค้ารุ่งเรืองเป็อันดับต้นๆ ของแคว้นเทียน หมู่บ้านเชียงหยุนก็นับว่าอยู่ห่างจากเมืองเทียนชิงไม่มากใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็มาถึง
หานซีหนิงะโลงจากรถลากจากนั้นก็โบกมือให้ลุงฉี ฉีชวนะโว่า "หนิงเอ๋อร์ก่อนยามเซินให้เ้ามารอที่หน้าประตูเมืองตะวันตก อย่าลืมเสียเล่า"
หานซีหนิงะโตอบ"ข้ารู้แล้วเ้าค่ะ"
ขบวนรถลากแยกออกเป็สองสายสายหนึ่งส่งทาสเด็กเข้าคฤหาสน์ตระกูลเจียงอีกสายคือขบวนสัตว์อสูรซึ่งหานซีหนิงไม่รู้ว่าพวกเขาส่งไปที่ใดเธอหันหลังแล้ววิ่งปะปนไปกับผู้คนบนถนน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หานซีหนิงเข้ามาในเมืองเทียนชิงหลายเดือนก่อนหานเซ่ออี้ก็เคยพาเธอเข้ามาแล้ว ก่อนหน้านั้นก็ติดตามลุงฉีเข้ามาอยู่หลายครั้งเด็กหญิงจึงชำนาญเส้นทางเป็อย่างดี เมื่อคลำที่แขนเสื้อแล้วพบว่าใบอนุญาตยังอยู่หานซีหนิงก็อุ่นใจ ทำตัวเป็ขอทานน้อยเพื่อแทรกซึมไปทุกซอกทุกมุมของเมืองพบเจอขอทานด้วยกันก็ทักทายแสดงไมตรี
"พี่ชาย ไม่กี่วันก่อนภรรยาเถ้าแก่ร้านซาลาเปาฝั่งประตูตะวันตกเพิ่งคลอดบุตรชายตัวอ้วนจ้ำม่ำวันนี้เถ้าแก่ร้านจึงแจกซาลาเปาลูกโตไม่คิดเงิน ข้าเอามาแล้วลูกหนึ่งข้างในคือไส้เนื้อรสเผ็ด ท่านก็ไปเอากับเขาสิ ข่าวนี้ข้าไม่ได้จำกัดผู้รับนะนับดูแล้วก่อนมาถึงท่านก็บอกไปหลายคนเชียวละ ไปช้าอาจหมดก่อนก็ได้"
ขอทานเห็นซาลาเปาลูกโตในมือหานซีหนิงส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจึงอดใจไม่ไหว ในเมื่อหานซีหนิงก็เป็ขอทานยังได้ซาลาเปา เขาเองก็ต้องได้เหมือนกันขอทานหนุ่มร่างผอมวิ่งไปที่ร้านซาลาเปาทิศประตูตะวันตกเมื่อกลับมาก็เห็นหานซีหนิงนั่งเฝ้ากะลาเงินให้เขาอยู่ เงินทุกเหรียญทองแดงล้วนอยู่ครบมิหนำซ้ำยังได้เพิ่ม จึงเอ่ยขอบคุณเธอ
หานซีหนิงโบกมือ"พี่ชายไม่ต้องเกรงใจ พวกเราคนกันเอง"
หลังจากนั้นหานซีหนิงก็เริ่มพูดไปเรื่อยเปื่อยแต่ละเื่ที่พูดไม่พ้นดึงเข้าประเด็นที่เธออยากรู้ เลียบเคียงถามอย่างเป็กันเอง
ขอทานหนุ่มใหญ่ชอบหานซีหนิงที่เป็มิตรและมีน้ำใจเขาจึงตอบทุกอย่างที่เธออยากรู้ อีกอย่างพวกเขาก็คุยกันสนุกไม่ใช่หรือไม่ถือว่าหานซีหนิงกำลังล้วงความลับอะไรจากเขา
เมื่อรู้ในสิ่งที่อยากรู้แล้วหานซีหนิงก็เอ่ยลา
ด้วยนิสัยของเธอที่ค่อนข้างเป็มิตรและไม่คิดอะไรมากเพียงเวลาไม่กี่เดือนขอทานทั้งเมืองเทียนชิงต่างก็รู้จักเธอบางคนไม่เคยพบหน้าหานซีหนิงแต่รับรู้ผ่านการบอกเล่าของขอทานด้วยกันหากเจอขอทานน้อยพร้อมกระต่ายสกปรกคู่กาย นั่นละคือหานซีหนิง
เทียบกันแล้วในใจของพวกเขาหานซีหนิงคือแหล่งข่าวเคลื่อนที่ที่รู้จักทุกซองทุกมุมของเมืองเทียนชิงเป็อย่างดีไม่ว่ามุมใดมีงานเลี้ยง มีอาหารแจก มีเื่ลับตระกูลใหญ่ที่บอกใครไม่ได้แต่เธอกลับรู้หมด
อีกทั้งยังแบ่งปันข่าวให้พวกเขารู้ขอทานทั้งหลายจึงดีและปกป้องเธอไม่ให้ถูกขอทานด้วยกันรังแก
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า...หานซีหนิงหรือจะถูกรังแกง่ายๆ
โลกก่อนตอนอายุน้อยเท่านี้หานซีหนิงก็เคยเป็ขอทานจิตใจคนในโลกนั้นร้ายลึกยิ่งกว่าโลกใบนี้มากหานซีหนิงจึงรู้จักวิธีเอาตัวรอดมากมาย อีกทั้งเธอยังพูดจาน่าฟังผูกมิตรกับผู้คนไปทั่วั้แ่ขอทานยันเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
ดังนั้นการได้รู้จักและพูดคุยกับพวกเขาทำให้หานซีหนิงรู้เื่ต่างๆ มากมายไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดว่าเธอคือแหล่งข่าวเคลื่อนที่
เดิมทีเธอไม่ใช่คนที่ชอบแก้ไขสิ่งต่างๆเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดในอนาคตเพราะด้วยความสามารถของเธอมันยากที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ดังนั้นเธอจึงชอบที่จะรับมือกับปัญหาแทน อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดเธอแค่เตรียมตัวล่วงหน้าและรับมือมันให้ดีก็พอ
"ข้าได้ยินว่าในตรอกปู้รื่อมีการค้าใต้ดินอยู่เยอะเชียวละตอนเช้าเงียบเหมือนป่าช้า กลางคืนกลับคึกคักเหมือนเมืองผีคนที่ผ่านไปมาแถวนั้นชอบพกของมีค่ามากมายติดตัว" ขอทานเอ่ยพลางมองซ้ายขวาลดเสียงให้เบาลงแล้วล้วงกำไลหยกออกมาให้หานซีหนิงดู จากนั้นก็รีบเก็บอย่างเร็วไว"วันนั้นข้าเก็บเ้านี่ได้ ในตรอกปู้รื่อ"
หานซีหนิงดวงตาเป็ประกายขยับเข้าไปใกล้ขอทานหนุ่มใหญ่อีก เอียงหูอยากรู้
"เ้ากับกระต่ายของเ้าก็ลองเข้าไปเดินดูที่นั่นสักครั้งบางทีอาจพบอะไรติดมือกลับมา แล้วอย่าหาว่าข้าไม่ตอบแทนน้ำใจเ้าเล่า"ขอทานหนุ่มใหญ่เอ่ยด้วยความภาคภูมิระคนโอ้อวด
หัวขโมยอย่างหานซีหนิงชอบของฟรีเกินบรรยายจึงบอกกับพี่ชายขอทานตรงหน้าว่าตนจะแวะไปเยี่ยมชมแถวนั้นดูสักหน่อย
จากนั้นหานซีหนิงก็พาเสี่ยวทู่กระต่ายมอมแมมจนขนกลายเป็สีน้ำตาลวิ่งหย็อยๆ ไปยังตรอกปู้รื่อ