เสียงลิฟต์แก้วของตึก T-Group ดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นเช้าวันจันทร์อันแสนสดใส ผมก้าวเท้าออกจากลิฟต์ตรงดิ่งไปยังแผนก Creative Design ที่ตั้งอยู่บนชั้น 3 ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากทุกวันอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเดินก้มหน้าก้มตาเกร็งไหล่ด้วยความตื่นตระหนกกลัวว่าจะไปเดินชนใครเข้า หรือกลัวสายตาดุๆ ของใครบางคน ทว่าเช้านี้หัวใจของผมกลับพองฟูและอบอวลไปด้วยพลังงานบวกแปลกๆ จนตัวแทบจะลอยได้
วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ชะอำเพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ แต่กลิ่นอายสายลมทะเล ลมพัดใบมะพร้าวไหว และสัมผัสอุ่นซ่านของอ้อมกอดแสนรักยามอรุณรุ่งสีพาสเทลยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของผมไม่เสื่อมคลาย ทุกครั้งที่นึกถึงใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มลงมากระซิบคำหวานชิดใบหู หรือสัมผัสแนบชิดใต้ผืนผ้าห่มผืนหนาเมื่อเช้าวันนั้น แก้มของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่จนต้องรีบยกสองมือขึ้นกุมแก้มตัวเองไว้เพื่อดับความร้อน
"สู้ๆ นะพู่กัน ลุยงานออกแบบโมเดลโครงการ T-Forest ต่อให้เสร็จ!"
ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินก้าวเข้าไปในพื้นที่ทำงานของแผนก
บรรยากาศในแผนกยังคงวุ่นวายและคึกคักเหมือนเช่นเคย เสียงรัวคีย์บอร์ดสลับกับเสียงพูดคุยปรึกษาเรื่องงานออกแบบดังคลอเคลียไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศ ผมเดินนำกระเป๋าเป้คู่ใจไปวางลงบนเก้าอี้ทำงานของตัวเอง ทว่ายังไม่ทันจะได้หย่อนก้นลงนั่ง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังใกล้เข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟสด
"อุ๊ยตาย... ดูซิว่าใครกลับมาทำงานด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าเอ่ย?"
พี่ส้ม หัวหน้าแผนกสุดคูลผู้ร่าเริงและเอ็นดูผมเสมอ เดินถือแก้วกาแฟเข้ามาหยุดอยู่ข้างโต๊ะทำงานของผม ดวงตาคู่สวยเบื้องหลังกรอบแว่นหรี่ลงจ้องจับผิดผมอย่างมีเลศนัย ริมฝีปากแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีส้มอิฐคลี่ยิ้มกว้างกวนประสาท
"สวัสดีครับพี่ส้ม" ผมยกมือไหว้ทักทายพลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้
"สวัสดีจ้ะพู่กัน... แหม วันนี้มันยังไงกันน้า พี่รู้สึกเหมือนเห็นผีเสื้อสีชมพูบินว่อนอยู่รอบตัวเราเลยอ่ะ"
พี่ส้มยื่นหน้าเข้ามาใกล้พลางใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มผมเบาๆ
"ดูผิวพรรณสิ เปล่งปลั่งมีออร่าฟรุ้งฟริ้งมาก ราวกับเพิ่งไปอาบน้ำแร่แช่น้ำนม หรือไม่ก็... เพิ่งไปฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่เกาะสวรรค์ส่วนตัวมางั้นแหละ ใช่ไหมเอ่ย?"
"ฮะ? ฮันนีมูนอะไรกันครับพี่ส้ม ไม่มีเลยครับ ผมก็แค่... แค่ไปเที่ยวพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเลเฉยๆ ครับ นอนหลับเต็มอิ่มด้วย ผิวก็เลยดูดีขึ้นมั้งครับ"
ผมรีบแก้ตัวพัลวัน รู้สึกร้อนวาบไปทั่วใบหน้าจนคิดว่าแก้มตัวเองต้องแดงแจ๋เป็นลูกตำลึงสุกแน่ๆ
"จริงเหรออออ?"
เสียงยานคางสุดกวนดังข้ามพาร์ทิชันกั้นโต๊ะทำงานขึ้นมา ทันใดนั้น หัวกลมๆ ของเจ้าเติ้ล เพื่อนร่วมฝึกงานตัวแสบก็โผล่พ้นขอบกั้นขึ้นมาสบตาผม ใบหน้าทะเล้นยิ้มกริ่มอย่างจงใจล้อเลียน
"นอนหลับเต็มอิ่มจริงเหรอเพื่อนพู่กัน? แต่ทำไมตอนเดินเข้ามาฉันแอบเห็นนายกุมสะโพกนิดๆ เดินแปลกๆ เหมือนคนปวดหลังล่ะหืม? หรือว่าเตียงที่รีสอร์ทมันแข็งเกินไป หรือมีกิจกรรมอะไรที่ทำให้ปวดเนื้อเมื่อยตัวกันแน่จ๊ะ?"
เติ้ลขยิบตาให้อย่างล้อเลียนพลางทำท่าเลียนแบบการเดินโยกเยกไปมา
"ไอ้เติ้ล! เงียบไปเลยนะ"
ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทตัวดีทันทีด้วยความขัดเขินขีดสุด
"ก็แค่นั่งรถนานป่ะ หลังมันก็เลยยึดเฉยๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ"
"แหมๆ รีบร้อนปฏิเสธใหญ่เลยนะจ๊ะน้องพู่กัน มีพิรุธสุดๆ เลยอ่ะ"
พี่ส้มหัวเราะคิกคักพลางยกกาแฟขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี
"แต่เอาเถอะ เห็นเรามีความสุขและสดชื่นขนาดนี้ พี่ก็เบาใจ นึกว่าจะเครียดเรื่องโปรเจกต์ T-Forest จนไม่ได้พักผ่อนซะอีก วันนี้ลุยงานต่อไหวใช่ไหม?"
"ไหวแน่นอนครับพี่ส้ม วันนี้ผมเตรียมไอเดียปรับแก้โมเดลโซนสวนป่าชั้นดาดฟ้ามาเพียบเลยครับ สเกตช์งานมาพร้อมแล้ว เดี๋ยวส่งให้พี่ส้มช่วยตรวจดูได้เลยครับ"
ผมรีบเปลี่ยนประเด็นเข้าเรื่องงานทันทีเพื่อความปลอดภัยของหัวใจตัวเอง ก่อนจะรีบหยิบสมุดสเกตช์เล่มหนาขึ้นมาเปิดกางบนโต๊ะลุยงานทันทีเพื่อแสดงความกระตือรือร้นกลบเกลื่อนร่องรอยความเขินอาย
พี่ส้มตบไหล่ผมเบาๆ อย่างเอ็นดูก่อนจะเดินแยกย้ายกลับไปทำงานที่โต๊ะตัวเอง ส่วนเจ้าเติ้ลก็ยอมมุดหัวกลับลงไปทำงานต่อหลังจากทิ้งสายตาวิบวับท้าทายไว้ให้ผมเสียวสันหลังเล่นๆ
เมื่อความเงียบสงบกลับมาสู่อาณาบริเวณโต๊ะทำงานอีกครั้ง ผมก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมาแอบเปิดใต้โต๊ะ นิ้วเรียวกดเปิดโปรแกรมแชตไลน์สีเขียวเพื่อเช็กข้อความล่าสุดด้วยความเคยชิน หัวใจเจ้ากรรมเต้นตุบตับรัวเร็วขึ้นมาดื้อๆ เพียงแค่เห็นชื่อบัญชีผู้ใช้ที่ปักหมุดไว้บนสุด
‘Tee’
สถานภาพของชายผู้เป็นเจ้าของชื่อนี้ช่างน่าทึ่งและสลับขั้วจนผมเองยังรู้สึกเหลือเชื่อ จากบอสใหญ่ผู้เป็น CEO สูงสุดของ T-Group จอมเผด็จการผู้ไร้ความปรานี หน้านิ่งตึงราวกับฉีดโบท็อกซ์มาสามร้อยยูจนพนักงานหวาดกลัวหัวหด ทว่าในแชตส่วนตัวเวลานี้ เขากลับกลายร่างเป็นเจ้าหมาโกลเด้นตัวยักษ์หูตกหางสั่น คอยประจบประแจงและเชื่อฟังคำสั่งของผมทุกประการราวกับสลับร่าง
ผมแอบอมยิ้มกว้างเมื่อเปิดดูข้อความที่คุยกันค้างไว้เมื่อคืนนี้และเช้าตรู่วันนี้
Tee: พี่ถึงออฟฟิศแล้วนะครับพู่กัน คนดีทานมื้อเช้าเรียบร้อยหรือยังครับ?
Tee: อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆ นะครับ ระหว่างทำงานถ้าเหนื่อยก็พักผ่อนบ้างนะ พี่เป็นห่วง
Tee: เย็นนี้อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมครับ เดี๋ยวพี่พากลับบ้านแล้วทำให้ทานดีไหมครับ?
ข้อความที่เต็มไปด้วยคำว่า "ครับคนดี" "พี่เป็นห่วงนะครับ" และความอ่อนโยนสารพัดที่ขัดกับลุคสวมสูทสามชิ้นสีเข้มเดินถือไอแพดนำขบวนบอร์ดบริหารอย่างสิ้นเชิงชวนให้ผมอยากจะทุบโต๊ะทำงานระบายความเขินเสียจริง
แต่อย่าคิดว่าผมจะยอมปล่อยให้ท่านประธานคลั่งรักจนเสียงานเสียการหรือทำให้คนอื่นจับสังเกตได้ง่ายๆ นะครับ! หลังจากทริปชะอำที่ผ่านมา ผมตระหนักได้ว่าถ้าไม่ควบคุมพฤติกรรมสองมาตรฐานของพี่ธีร์ไว้บ้าง มีหวังความลับแตกโพละออฟฟิศแตกตื่นแน่ๆ
ผมจึงตัดสินใจประกาศกฎเหล็ก 3 ข้อ เพื่อดัดนิสัยบอสจอมเผด็จการให้อยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดเวลาอยู่ในที่ทำงาน!
ผมพิมพ์ข้อความเตือนความจำส่งกลับไปในไลน์ทันที
Phukan: พี่ธีร์ครับ ห้ามลืมกฎเหล็กสามข้อของเราเวลาอยู่ที่ทำงานเด็ดขาดเลยนะครับ!
พิมพ์เสร็จไม่ถึงห้าวินาที หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผมยังไม่ทันโหลดโปรแกรมดีด้วยซ้ำ แถบแจ้งเตือนไลน์ก็เด้งขึ้นมารัวๆ ราวกับเขานั่งจ้องโทรศัพท์รอผมอยู่ตลอดเวลา
Tee: พี่จำได้ขึ้นใจทุกตัวอักษรเลยครับคนดี
Tee: กฎเหล็กของพู่กัน พี่ไม่มีทางลืมแน่นอนครับ
Tee: 1. ห้ามลำเอียงหรือทำสองมาตรฐานเด็ดขาดในเวลาทำงาน
Tee: 2. ห้ามเปย์ของเด่นสะดุดตาคนอื่นเด็ดขาด
Tee: 3. ห้ามทำตัวเผด็จการ ดื้อดึง เอาแต่ใจตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพของพี่เอง
Tee: พี่จำได้ถูกต้องครบถ้วนไหมครับพู่กัน?
ผมอ่านข้อความแล้วถึงกับส่ายหน้าขำๆ ปนเอ็นดูในใจ ตอบไลน์กลับไปทันที
Phukan: ถูกต้องที่สุดครับ! ถ้าพี่ธีร์ทำผิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง ผมจะลงโทษพี่จริงๆ ด้วยนะ คอยดูเถอะครับ
Tee: พี่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดที่สุดเลยครับ จะเป็นเด็กดีตามใจพู่กันทุกอย่างเลยครับผม
คำว่า "เป็นเด็กดี" จากผู้ชายวัยสามสิบสี่ปีที่เป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทระดับประเทศทำเอาผมหลุดขำคิกคักหน้าแดงแจ๋ รีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะทำงานทันทีเพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นรอยยิ้มคนมีความรักบ้าบอของตัวเองเข้า
ทว่า... กฎเหล็กก็คือกฎเหล็กครับ แต่ขึ้นชื่อว่า "หมาโกลเด้น" ถึงจะเชื่องและฉลาดขนาดไหน บางทีมันก็มีสัญชาตญาณความซนและชอบแอบแหกกฎเงียบๆ แบบหน้าซื่อตาใสอยู่ดี
ช่วงบ่ายคล้อยของวัน อากาศด้านนอกตึกร้อนระอุจนทำให้ไอแดดสะท้อนผ่านกระจกเข้ามาจนรู้สึกเหนียวตัว ความเหนื่อยล้าจากการนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์และลงรายละเอียดในโปรแกรมออกแบบเริ่มแผ่ซ่านความง่วงเข้าใส่ผมทีละนิด ผมบิดขี้เกียจไปมาพลางทอดสายตามองเพื่อนร่วมงานรอบๆ ที่ต่างมีสภาพหมดพลังไม่ต่างกัน
ด้วยความรู้สึกอยากหาอะไรหวานๆ เย็นๆ มาเติมพลังสมอง ผมจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์แชตส่งหาพี่ธีร์แบบแกล้งๆ ปนงอแงอ้อนแฟนตามประสาโดยไม่ได้คิดอะไรมาก
Phukan: เฮ้ออออ อากาศร้อนจังเลยครับพี่ธีร์ หัวสมองตื้อไปหมดแล้ว อยากกินชานมไข่มุกหวานร้อยเปอร์เซ็นต์จังเลยยยย ????
ส่งเสร็จผมก็วางโทรศัพท์ลง ตั้งใจจะลุกไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำเพื่อดึงสติตัวเองกลับมาลุยงานออกแบบดาดฟ้าของโมเดลต่อ ทว่ายังไม่ทันที่เท้าจะก้าวพ้นขอบโต๊ะ เสียงประตูลิฟต์แก้วฝั่งผู้บริหารที่ตั้งอยู่ใจกลางแผนกก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือน
ติ้ง!
ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจเท่าใดนักในตอนแรก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมากลับทำให้แผนก Creative Design ทั้งแผนกที่เคยมีเสียงพูดคุยคึกคักพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น ราวกับมีคนกดปุ่มปิดเสียงสวิตช์เครื่องเล่นซีดี
ผมหันไปมองตามสายตาของทุกคน ในออฟฟิศที่พากันเบิกตากว้าง หลังตรงแน่ว และก้มหน้ามองจอคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วจนคอแทบเคล็ด และนั่นทำให้ผมเห็นร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดสูทสามชิ้นสี Charcoal Grey สุดเนี้ยบก้าวสับเท้าฉับๆ ออกมาจากลิฟต์
บอสธีร์... ท่านประธานธีร์ผู้เปี่ยมไปด้วยรังสีความน่าเกรงขาม ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งสนิทดุจศิลาสลัก ดวงตาคมกริบจ้องตรงมาข้างหน้า ลุคของเขาในเวลานี้ช่างห่างไกลจากคำว่าหมาโกลเด้นในแชตไลน์ชนิดคนละจักรวาล
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนช็อกตาตั้งและขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกก็คือ... ในมือหนาข้างหนึ่งของท่านประธานผู้มีทรัพย์สินนับพันล้าน กลับกำลังถือแก้วชานมไข่มุกแบรนด์พรีเมียมนำเข้าที่คิวยาวเหยียดเป็นชั่วโมง วางบนถุงกระดาษแบรนด์หรูอย่างประณีตประคองไว้ด้วยท่าทางทะนุถนอมที่สุด!
"เฮ้ย... บอสใหญ่ลงมาทำอะไรที่ชั้นสามวะ?"
เติ้ลกระซิบเสียงสั่นเครือสติแทบหลุด พยายามมุดตัวต่ำลงจนหน้าแทบจะจมลงไปในแป้นพิมพ์
"ไม่รู้แก... ถือชานมมาด้วย หรือว่าจะมาแจกรางวัลพนักงานดีเด่น?"
พี่ส้มกระซิบตอบเสียงแผ่วเบาพลางทำตัวลีบเล็ก
ผมยืนตัวแข็งทื่อสติหลุดลอยไปแล้วเช่นกันเมื่อเห็นทิศทางการเดินของร่างสูงใหญ่ บอสธีร์ก้าวเท้าสับฉับๆ ตรงดิ่งผ่านมายังแถวโต๊ะทำงานของพนักงานแผนกดีไซน์โดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น จนกระทั่งเขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของผมพอดีเป๊ะ!
ผมอ้าปากค้างกะพริบตาปริบๆ มองแก้วชานมไข่มุกสลับกับใบหน้าหล่อเหลาหน้านิ่งของบอสธีร์
"เอ่อ... บอส..." ผมพยายามจะเค้นเสียงทักทายอย่างเป็นทางการเพื่อรักษาภาพพจน์และกฎเหล็กข้อที่หนึ่งและสอง
ทว่าบอสธีร์ไม่ได้สนใจเสียงประท้วงในใจของผมเลยแม้แต่น้อย เขาจัดการวางแก้วชานมไข่มุกพรีเมียมที่หยดน้ำเย็นกำลังเกาะพราวลงบนโต๊ะทำงานของผมอย่างนุ่มนวลเสียงเบาเฉียบ ก่อนที่วินาทีถัดมา มือหนาอุ่นจัดจะเอื้อมออกมากดลงบนกลุ่มผมนุ่มของผมเบาๆ แล้วลูบไปมาสองสามทีอย่างแสนรักและอ่อนโยนที่สุด สายตาคมดุคู่นั้นทอดมองผมด้วยความเอ็นดูเปี่ยมล้นจนปิดไม่มิด
"ตั้งใจทำงานนะครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นสั้นๆ ทว่าชัดถ้อยชัดคำดังพอที่จะทำให้พี่ส้มที่นั่งโต๊ะถัดไปได้ยินเต็มสองรูหู พูดจบปุ๊บ ท่านประธานธีร์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ชักมือกลับ หันหลังก้าวเท้าสับฉับๆ กลับเข้าลิฟต์แก้วฝั่งผู้บริหารไปทันทีอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมผู้ดีราคาแพงและแก้วชานมไข่มุกหวานร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะผม
ความเงียบงันปานป่าช้าปกคลุมแผนก Creative Design อยู่เกือบสิบวินาทีเต็ม
ผมค่อยๆ หันหน้าไปมองทางขวาช้าๆ ทันทีที่สบตากับพี่ส้มและเติ้ล ผมก็แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีลงไปชั้นใต้ดินทันที
พี่ส้มอ้าปากค้างจนปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินหลุดร่วงจากมือลงไปกลิ้งอยู่บนพื้นดัง *แป๊ก* ดวงตาของพี่ส้มเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า แววตาช็อกสุดขีดเหมือนเห็นยูเอฟโอบินมาจอดกลางออฟฟิศ ส่วนเจ้าเติ้ลตัวแข็งทื่อเป็นหิน ศีรษะยังค้างอยู่ครึ่งๆ พาร์ทิชัน อ้าปากหวอจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้สามรอบ
"พู่... พู่กัน..."
พี่ส้มเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ชี้มือที่สั่นระริกมาที่แก้วชานมสลับกับหัวของผมที่เพิ่งโดนลูบไปหมาดๆ
"เมื่อกี้... บอสใหญ่... ท่านประธานธีร์... ถือชานมไข่มุกมาส่งให้แกถึงโต๊ะ... แถมยัง... ลูบหัวแกด้วยใช่ไหม? พี่ไม่ได้ตาฝาดสติหลุดไปเองใช่ไหมพู่กัน?!"
"อ๋อออออ มะ... ไม่ใช่แบบนั้นครับพี่ส้ม! คือ... คือ..."
ผมสมองหมุนติ้วอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้อแก้ตัวโบ๊ะบ๊ะที่สุดในชีวิต
"บอส... บอสคงแค่ร่วมกิจกรรมรณรงค์พลังงานและสวัสดิการเด็กฝึกงานน่ะครับ ใช่ครับ บอสคงสุ่ม... สุ่มมอบโชคชานมไข่มุกคลายร้อนให้เด็กฝึกงานในตึก แล้วบังเอิญแจ็คพอตมาตกที่โต๊ะผมพอดีไงครับ ส่วนลูบหัว... บอสคงแค่สัมผัสดูว่าผมไข้ขึ้นตัวร้อนจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือเปล่าเฉยๆ ครับ ไม่มีอะไรจริงๆ ครับพี่ส้ม"
"สุ่มแจกโชคบ้านแกสิพู่กัน ชานมแก้วนี้ร้านนี้คิวยาวสามชั่วโมง แถมราคาแก้วละตั้งสี่ร้อยบาท แล้วสายตาบอสเมื่อกี้มันไม่ใช่ตรวจไข้แล้วโว้ยยยย นั่นมันสายตามองลูกแมวเชื่องๆ ชัดๆ"
เติ้ลโวยวายเสียงหลงพยายามลดระดับเสียงให้เบาที่สุดแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความช็อกตาตั้ง
"ใช่! พี่ทำงานที่นี่มาเจ็ดปี ไม่เคยเห็นบอสธีร์เฉียดมาแผนกเราด้วยเรื่องอื่นนอกจากเรียกไปด่าและสั่งแก้งานเลยนะ แต่นี่... มาส่งชานมแล้วลูบหัว พู่กัน แกบอกพี่มาตรงๆ เลยนะว่าแกไปทำคุณไสยใส่บอสตอนไหน?!"
พี่ส้มยื่นหน้าเข้ามาถามอย่างตื่นเต้นปนหวาดกลัวอำนาจมืด
"ไม่มีคุณไสยอะไรทั้งนั้นแหละครับพี่ส้ม ทำงานกันต่อเถอะครับ เดี๋ยวบอสกลับลงมาสุ่มตรวจรอบสองจะแย่นะครับ"
ผมรีบตัดบทพลางก้มหน้าก้มตาดูดชานมไข่มุกอึกใหญ่เพื่อดับความเขินอายและกลบเกลื่อนรอยยิ้มหวานหยดที่เกือบจะหลุดออกมา
พู่กันเอ๊ยพู่กัน... บอสธีร์แหกกฎเหล็กข้อที่สองเรื่องเปย์เด่นสะดุดตาคนอื่นไปแบบหน้าตาเฉยเลย! คอยดูเถอะ เย็นนี้ผมจะเทศนาให้หูตูบเลยคอยดู
แต่ดูเหมือนความแสบซนปนดื้อรั้นของหมาโกลเด้นยักษ์ตัวนี้จะยังไม่หมดลงง่ายๆ เพราะวันถัดมา บอสธีร์ก็หาเรื่องแหกกฎเหล็กข้อที่สามเข้าจนได้
วันอังคารช่วงบ่ายโมงครึ่ง... เวลาพักเที่ยงของพนักงานทั่วไปผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่สถานการณ์ที่ชั้นบริหารกลับตึงเครียดสุดขีดเนื่องจากมีการประชุมบอร์ดบริหารร่วมกับผู้ร่วมทุนต่างชาติลากยาวตั้งแต่เก้าโมงเช้า ผมนั่งทำงานสลักรายละเอียดโมเดล T-Forest พลางเหลือบมองโทรศัพท์มือถือเป็นระยะ ทว่ากลับไม่มีการตอบกลับข้อความใดๆ จากพี่ธีร์เลยตั้งแต่เที่ยง
จนกระทั่งพี่เก๋ เลขานุการส่วนตัวของบอสธีร์เดินลงมาที่ชั้น 3 เพื่อนำเอกสารมาส่งให้พี่ส้ม ผมจึงรีบเนียนเดินเข้าไปชวนคุยเพื่อถามไถ่สถานการณ์ข้างบน
"พี่เก๋ครับ... ข้างบนเป็นยังไงบ้างครับ ประชุมเสร็จหรือยังครับ?" ผมกระซิบถามเบาๆ
พี่เก๋ถอนหายใจยาวเหยียด ใบหน้าอิดโรยพลางกุมขมับ
"เพิ่งเลิกประชุมเมื่อกี้เลยค่ะน้องพู่กัน แต่บอสธีร์น่ะสิคะ ดื้อดึงสุดๆ เลยค่ะ ไม่ยอมทานอาหารกลางวันเลย บอกว่ามีงานด่วนต้องรีบเซ็นอนุมัติโครงการอื่นต่อ พี่เตรียมข้าวกล่องออร์แกนิกหรูหราไปประเคนให้ถึงโต๊ะทำงานก็โดนบอสไล่ออกมาหน้านิ่ง บอกไม่หิวๆ ขี้เกียจทานขัดจังหวะทำงาน พี่ล่ะกลัวโรคกระเพาะของบอสจะกำเริบอีกจริงๆ เลยค่ะ หน้าก็ดุจนพี่ไม่กล้าตื๊อแล้วเนี่ย"
ได้ยินคำว่า *โรคกระเพาะจะกำเริบ* หัวใจของผมพลันกระตุกวูบ ภาพในอดีตยามที่พี่ธีร์นอนทรุดปวดท้องอย่างทรมานกลางสายฝนเทกระหน่ำในซอยเปลี่ยวแล่นกลับเข้ามาในหัวทันที ความห่วงใยระคนโกรธกรุ่นแล่นริ้วขึ้นมาในอกจนแก้มร้อนผ่าว
หนอย... พี่ธีร์! สัญญาไว้ดิบดีว่าจะดูแลสุขภาพตัวเองแล้วไม่ทำตัวเผด็จการดื้อรั้น! นี่มันแหกกฎเหล็กข้อที่สามชัดๆ!
"พี่ส้มครับ เอกสารแก้แบบชิ้นนี้ต้องให้บอสเซ็นอนุมัติทันทีเลยใช่ไหมครับ?"
ผมหันไปหาพี่ส้มที่กำลังถือแฟ้มงานออกแบบส่วนดาดฟ้าล่าสุดอยู่
"ใช่จ้ะพู่กัน บอสสั่งไว้ว่าถ้าแก้เสร็จให้เอาขึ้นไปส่งทันทีเลย แต่พี่กลัวสายตาบอสตอนหิวข้าวชะมัด ดุอย่างกับเสือ" พี่ส้มทำหน้าแหยๆ
"งั้นเดี๋ยวผมเอาขึ้นไปส่งให้เองครับพี่ส้ม พอดีมีธุระต้องเคลียร์กับบอส... เอ่อ หมายถึงรายงานความคืบหน้างานของเด็กฝึกงานน่ะครับ"
ผมรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็วก่อนจะคว้าแฟ้มงานออกแบบในมือพี่ส้มมาถือไว้แน่นหนา ดวงตากลมโตฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจนพี่ส้มแอบสะดุ้ง
"อ๋อ... งั้นฝากด้วยนะพู่กัน เดี๋ยวพี่กับเติ้ลจะขึ้นไปส่งเอกสารส่วนงบประมาณตามหลังพอดี งั้นขึ้นลิฟต์ไปด้วยกันเลยไป"
พี่ส้มบอกพลางกวักมือเรียกเติ้ลให้หยิบแฟ้มเอกสารอีกชุดตามมา
พวกเราสามคน (ผม พี่ส้ม เติ้ล) ก้าวเข้าไปในลิฟต์แก้วแล้วกดขึ้นสู่ชั้นบริหารสูงสุด บรรยากาศภายในลิฟต์เงียบสงัด มีเพียงพี่ส้มกับเติ้ลที่ยืนกุมขมับเตรียมใจรับรังสีความโหดของท่านประธานในโหมดทำงานล่วงเวลาหิวข้าว ส่วนผมยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้ามุ่ย ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ คาดโทษหมาใหญ่จอมดื้อไว้เรียบร้อยแล้ว
ติ้ง!
ประตูลิฟต์เปิดออกสู่ชั้นผู้บริหารสูงสุดที่ตกแต่งอย่างหรูหราคลาสสิก แอร์เย็นฉ่ำทว่าให้ความรู้สึกกดดันอย่างประหลาด พวกเราก้าวเท้าตรงไปยังห้องทำงานประธานขนาดใหญ่ที่ประตูแง้มเปิดไว้เล็กน้อยเนื่องจากพี่เก๋เพิ่งเดินเข้าออก
ผมไม่รอช้าก้าวเท้านำพี่ส้มและเติ้ลเดินดิ่งเข้าไปในห้องทำงานประธานทันที ทิ้งให้รุ่นพี่ทั้งสองคนยืนรออยู่บริเวณหน้าประตูเพื่อเตรียมยื่นแฟ้มส่งงานต่อ
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือร่างสูงใหญ่ของบอสธีร์ที่ปลดกระดุมคอเสื้อเม็ดบนออกเล็กน้อย เนคไทเอียงไปด้านข้าง ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้งคิ้วขมวดแน่นจนแทบจะชนกัน มือข้างหนึ่งถือปากการาคาแพงตวัดเซ็นเอกสารอย่างรวดเร็ว ข้างกายมีกล่องอาหารเที่ยงที่ยังไม่ได้แกะฝาตั้งทิ้งไว้จนเย็นชืด
"พี่เก๋ ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเอาเอกสารอื่นเข้ามาแล้วจนกว่าผมจะ..."
บอสธีร์เอ่ยน้ำเสียงดุดันเย็นยะเยือกโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ทว่าทันทีที่เห็นเงาร่างเล็กของผมเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา เสียงเข้มดุดันพลันชะงักค้างกลางคัน ปากกาในมือใหญ่หยุดกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาดุร้ายจอมมารเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความประหลาดใจและประกายความอบอุ่นที่พาดผ่านอย่างรวดเร็ว
"พู่กัน... ขึ้นมาได้ยังไงครับ?"
พี่ธีร์เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นทุ้มนุ่มนวลชวนฝันในทันทีจนพี่ส้มและเติ้ลที่ยืนชะโงกหน้าอยู่ตรงบานประตูที่เปิดแง้มไว้เกือบหลุดสะดุ้งตัวลอย
ผมยืนกอดอกแน่น ใบหน้าน่ารักบูดบึ้ง จ้องมองหน้าท่านประธานใหญ่างดุดันไม่มีหลบตา แววตาของผมฉายแสงความโกรธกรุ่นอย่างจริงจังจนคนตัวใหญ่กว่าเกือบสองเท่าแอบสะดุ้งเบาๆ รีบขยับหลังตรงทันที
"พี่ธีร์ครับ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วทำไมยังไม่กินข้าวเที่ยงอีกครับ?!"
ผมถามเสียงเข้มดุใส่ประธานใหญ่ต่อหน้าพี่ส้มและเติ้ลที่ยืนเกร็งแข็งทื่ออยู่นอกห้องอย่างไม่เกรงกลัวบารมีใดๆ ทั้งสิ้น
"คือ... พี่มีงานด่วนต้องรีบเซ็นอนุมัติโครงการบ่ายนี้ครับคนดี อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว..."
พี่ธีร์พยายามอธิบายเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าหล่อเหลาดูเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นว่าแฟนตัวน้อยกำลังโกรธจริงๆ
"ไม่รู้แหละครับ! งานด่วนแค่ไหนก็ต้องกินข้าว พี่ธีร์ลืมเรื่องโรคกระเพาะของตัวเองแล้วหรือไงครับ?"
ผมก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกหนึ่งก้าว ยืนกอดอกทำหน้ายักษ์ใส่ดุเดือด
"สัญญาแล้วใช่ไหมว่าจะรักษาสุขภาพตัวเองและไม่ดื้อรั้นเอาแต่ใจ นี่พี่ธีร์แหกกฎเหล็กข้อที่สามของผมชัดๆ เลยนะครับ"
"พี่ไม่ได้ตั้งใจจะดื้อนะครับพู่กัน... พี่แค่..."
ท่านประธานผู้โหดเหี้ยมมาดเข้มสะดุ้งตัวโยน รีบวางปากกาลงบนโต๊ะราวกับมันเป็นของร้อนทันที แววตาจอมมารแปรเปลี่ยนเป็นความจ๋อยสนิท หูตูบหางตกเหมือนโกลเด้นตัวใหญ่ยักษ์ที่กำลังโดนเจ้าของดุเพราะแอบไปรื้อถังขยะไม่มีผิด
"ไม่ต้องมาแก้ตัวเลยครับ" ผมขู่เสียงเด็ดขาดลั่นห้อง
"ถ้าพี่ธีร์ยังดื้อดึงไม่ยอมวางปากกาไปกินข้าวเดี๋ยวนี้ คืนนี้ผมจะไม่ยอมกลับไปที่เพนต์เฮาส์กับพี่เด็ดขาด ผมจะหนีกลับไปนอนที่คอนโดสตูดิโอห้องรูหนูของผม ที่มีเตียงแคบๆ ขนาดสามฟุตครึ่งของผมคนเดียว ห้ามพี่ธีร์ตามไปนอนด้วยเด็ดขาด แล้วผมก็จะไม่ยอมให้พี่ธีร์กอด ไม่ให้กอดนอน ไม่จับมือ ไม่คุยด้วยเลยยี่สิบสี่ชั่วโมง คอยดูสิครับ"
สิ้นคำขู่เฉียบขาดของผม ร่างสูงใหญ่ของท่านประธานผู้มีอำนาจล้นพ้นสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีเจื่อนจ๋อยลงไปถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววตื่นตระหนกและอ้อนวอนสุดชีวิตจนน่าเอ็นดูปนขบขันอย่างที่สุด
"ยอมแล้วครับ พี่วางมือแล้วครับพู่กัน อย่าทิ้งพี่ไปนอนคนเดียวเลยนะ... เตียงสามฟุตครึ่งมันแคบมาก พี่นอนกอดพู่กันไม่ได้..."
บอสธีร์ละล่ำละลักบอกเสียงอ่อยงุ้งงิ้งออเซาะต่อหน้าประตูห้องทำงานประธานที่แง้มอยู่ โดยไม่สนใจภาพพจน์ใดๆ อีกต่อไป
"พี่จะไปทานข้าวเดี๋ยวนี้เลยครับ ทานข้าวกล่องตรงนี้เลย หรือจะให้พี่ตามพู่กันไปทานที่ห้องอาหารพนักงานดีครับ? พู่กันเดินไปด้วยกันกับพี่นะ... อย่าโกรธพี่เลยนะครับคนดี"
ผมยังคงยืนกอดอกทำหน้านิ่งแต่แอบอมยิ้มสะใจในอกที่สามารถกำราบหมาใหญ่จอมดื้อได้อยู่หมัด
"เดินไปกินข้าวที่ห้องอาหารพนักงานครับ ผมจะคุมประพฤติพี่เอง ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยครับบอส"
"ครับๆ พี่ลุกแล้วครับพู่กัน"
ท่านประธานธีร์ผู้ยิ่งใหญ่รีบจัดแจงสวมสูทให้เข้าที่ หยิบกระเป๋าเงินและรีบลุกเดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวยักษ์มาหยุดยืนอยู่ข้างกายผมอย่างเชื่องๆ ท่าทางว่าง่ายราวกับเด็กน้อยเดินตามผู้ปกครองไม่มีผิดเพี้ยน
แต่ช็อตเด็ดที่ทำเอาผมแทบหลุดขำแต่ต้องเก๊กหน้านิ่งไว้ก็คือปฏิกิริยาของพี่ส้มกับเติ้ลที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องทำงาน
พี่ส้มยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน แฟ้มเอกสารในมือเกือบจะร่วงหล่นเป็นรอบที่สอง ดวงตาเบิกกว้างปากค้างจนคางแทบจะชนหน้าอก แววตาสั่นระริกสะท้อนความรู้สึกช็อกสติหลุดสลับกับความเอ็นดูระคนหวาดกลัวในพลังทำลายล้างของผม ส่วนเจ้าเติ้ลวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว ยืนตาค้างตัวสั่นระริกอ้าปากค้างจนใบหน้าเหยเกปวดขากรรไกร
"เอ่อ... พี่ส้ม เติ้ล วางแฟ้มเอกสารไว้ที่โต๊ะหน้าห้องเลยนะครับ เดี๋ยวบอสทานข้าวเสร็จแล้วจะกลับมาตรวจเซ็นให้ด่วนที่สุดเลยใช่ไหมครับ... บอส?"
ผมหันไปเลิกคิ้วถามหมาใหญ่ข้างกาย
"ครับ... วางไว้ตรงนั้นเลย เดี๋ยวผมกลับมาเซ็นให้ทันทีหลังจากทานข้าวเสร็จครับ"
บอสธีร์ตอบเสียงนุ่มนวลนอบน้อมกับพู่กันแต่เปลี่ยนโหมดพูดเสียงเรียบขรึมกับพนักงานอื่นแบบรวดเร็ว ก่อนจะก้าวเดินตามหลังผมต้อยๆ ออกจากห้องทำงานไปห้องอาหารพนักงานชั้นล่างโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น
ทิ้งให้พี่ส้มกับเติ้ลยืนช็อกสติหลุดตัวแข็งทื่อราวกับก้อนหินประดับสวนอยู่หน้าห้องทำงานประธานอยู่อย่างนั้นอีกเนิ่นนาน
หลังจากผ่านพ้นสงครามปราบหมาใหญ่จอมดื้อในช่วงเที่ยงไปได้อย่างสวยงามและทิ้งรอยแผลความช็อกสติหลุดไว้ให้พี่ส้มและเติ้ลจนทั้งสองคนไม่กล้าสบตาผมตรงๆ ในช่วงบ่าย ผมก็กลับมานั่งทำงานออกแบบโมเดลโครงการ T-Forest ต่อด้วยความรู้สึกสบายใจและหัวใจพองฟู
ไอเดียการจัดโซนป่าดิบชื้นผสมผสานกับพื้นที่พักผ่อนดาดฟ้าของผมแล่นฉิวราวกับติดปีก ผมรัวนิ้วลงบนเมาส์ปากกาสเกตช์รายละเอียดใบไม้และโครงสร้างทางเดินลอยฟ้าอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา
จนกระทั่งเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานออฟฟิศเริ่มมีอาการหมดแรงรอบสอง ผมตั้งใจจะเอื้อมมือไปหยิบสมุดสเกตช์ภาพอ้างอิงเล่มใหญ่ออกมาเปิดดูเพื่อเก็บรายละเอียดส่วนราวกันตก ทว่าเมื่อผมดึงสมุดเล่มหนาที่วางซ้อนกันอยู่ใต้ชั้นหนังสือเล็กๆ บนโต๊ะออกมา สายตากลับสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่ข้างใต้สมุดสเกตช์ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
มันคือกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินเข้มหรูหรานำเข้า มีโลโก้แบรนด์ช็อกโกแลตชื่อดังระดับโลกสีทองสะท้อนแสงวิบวับ บนฝากล่องเหล็กนั้นมีกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองสดใสลายการ์ตูนหัวสุนัขโกลเด้นหูตกหน้านุ่มนิ่มแปะอยู่
ผมหยิบกล่องช็อกโกแลตขึ้นมาอย่างงงๆ ก่อนจะดึงกระดาษโพสต์อิทแผ่นนั้นมาเพ่งมองลายมือที่เขียนอยู่ด้านบน ลายมือหวัดๆ หนาๆ แต่แฝงไปด้วยความตั้งใจและคุ้นตาของใครบางคนที่ผมจำได้ขึ้นใจ
"สู้ๆ นะครับคนดีของพี่ เย็นนี้รอกลับบ้านพร้อมกันนะ - พี่ธีร์"*
ที่มุมกระดาษโน้ตมีรูปวาดหัวใจดวงกลมโตๆ วาดล้อมรอบชื่อ 'พี่ธีร์' ไว้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู ชวนให้จินตนาการภาพประธานใหญ่สูทเนี้ยบมาดขรึมแอบใช้นิ้วหนาๆ วาดรูปหัวใจการ์ตูนนุ่มนิ่มลงบนโพสต์อิทด้วยความตั้งใจสุดขีด
"บ้าจริง... แอบเอามาวางไว้ตอนไหนเนี่ย"
ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางยกกระดาษโน้ตขึ้นมาบังใบหน้าของตัวเองทันที แก้มทั้งสองข้างร้อนซู่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วระเบิดความร้อนลามไปถึงใบหู แววตากลมอุ่นซ่านเปี่ยมสุขล้นอก อมยิ้มแก้มแทบปริจนรู้สึกตึงหน้าแก้มไปหมด ความรักและความซาบซึ้งใจพวยพุ่งเอ่อล้นเข้ามาเติมเต็มหัวใจดวงน้อยจนรู้สึกจุกอกไปหมด
พี่ธีร์คนบ้า... แอบเอาช็อกโกแลตมาเปย์เงียบๆ ใต้สมุดงานของผมแบบนี้ แถมยังแปะโพสต์อิทอ้อนรักขนาดนี้ ใครจะไปต้านทานไหวกันเล่า!
ผมแอบเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ บรรจงลอกกระดาษโน้ตโพสต์อิทแผ่นนั้นเก็บใส่ไว้ในไดอารี่ส่วนตัวอย่างปลอดภัยและหวงแหนที่สุด ก่อนจะแกะฝากล่องเหล็กหยิบช็อกโกแลตทรัฟเฟิลรสเข้มข้นเข้าปากหนึ่งชิ้น ความหวานปนขมกลมกล่อมละลายในปากเยียวยาความเหนื่อยล้าไปจนหมดสิ้น
ผมลอบมองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ของออฟฟิศ แสงแดดสีทองยามบ่ายแก่ๆ เริ่มทอประกายอ่อนโยน ท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนเฉดสีสวยงามชวนให้นึกถึงความอบอุ่นในยามเย็น
ในลิ้นชักมีโน้ตบอกรักวางอยู่ บนโต๊ะมีชานมไข่มุกแสนอร่อย และในหัวใจของผมเวลานี้ก็อบอวลไปด้วยความสุขจนล้นปรี่ รอคอยเพียงเวลาเลิกงานที่จะได้ก้าวเท้าออกจากตึกออฟฟิศ เดินเคียงคู่กลับบ้านพร้อมกับเจ้าหมาใหญ่โกลเด้นคลั่งรักสุดหล่อของผมเพื่อพักผ่อนในอ้อมกอดอุ่นแสนสุขตลอดค่ำคืนนี้และตลอดไป...