บทที่ 21 มือซ้ายราชันมาร
กลับมาถึงถ้ำพำนัก
“โอสถรวมปราณห้าเม็ดที่ได้มาเป็ค่าชดเชย ตกไปอยู่ในมือของสวี่ซานอินหมดแล้ว ศิลาิญญาที่ชนะมาได้ ก็มอบให้ศิษย์พี่เหลิ่งเยว่ทั้งหมด”
“แม้แต่รางวัลที่สัญญาว่าจะให้เ้า ก็ยกเลิกไปด้วยหรือ?”
“ฝานฝานที่รัก ข้าอยากถามเ้าสักคำ เ้าทุ่มเทแรงกายมากมายเช่นนี้ แล้วได้อะไรกลับมาบ้าง?”
ต้าเฮยโก่วฟังเื่ราวที่ซูฝานเล่าจบแล้วก็รู้สึกหมดคำจะกล่าว
อย่าว่าแต่ผลประโยชน์เลย แม้แต่เื่วิ่งเปลือยที่เ้าหนูผู้นี้คิดหมกมุ่นอยู่ก็ยังไม่ได้เห็น
“ต้องมองการณ์ไกล”
“อย่าไปคำนึงถึงผลประโยชน์เล็กน้อยตรงหน้า”
“ขอเพียงแค่ได้หยั่งรากในสำนักเมฆาเคลื่อน ขอเพียงแค่สวี่ซานอินไม่ทำร้ายข้าอีก ต่อไปจะอยากได้อะไรก็คงไม่ยาก” ซูฝานแยกเขี้ยว
ต้าเฮยโก่วชะงักไป ก่อนจะหัวเราะแปลก ๆ พลางกล่าวว่า “ไม่เลวนี่ กล้าสอนข้าให้ทำอะไรเสียแล้ว”
“ข้าไม่กล้าหรอก ไม่กล้าจริง ๆ”
ซูฝานยิ้มแหย ๆ ก่อนถามว่า “พี่โก่ว ไข่มุกปราณโลหิตยังมีอยู่หรือไม่ขอรับ”
“ไม่มีแล้ว”
“ถึงข้าจะมี ก็ไม่มีทางให้เ้าหรอก หึ! ปล่อยให้เ้าชอบเป็คนดีไร้ค่าไปเถิด” ต้าเฮยโก่วแค่นเสียงหึในลำคอ
ซูฝานเม้มปากพลางกล่าวว่า “ที่ข้ามอบไข่มุกปราณโลหิตให้ศิษย์พี่ใหญ่ ก็เพื่อวางแผนสำหรับอนาคตต่างหาก”
“เ้ากำลังประจบประแจงว่าที่ภรรยาในอนาคตอยู่กระมัง!” ต้าเฮยโก่วกลอกตาขึ้นบน พร่ำสอนด้วยความหวังดี “ไอ้หนู ข้าจะให้คำแนะนำที่จริงใจกับเ้าสักหน่อย สตรีนั้นเป็ต้นเหตุแห่งหายนะ จะทำให้การฝึกฝนของเ้าช้าลงเปล่า ๆ”
“การฝึกฝนเพียงลำพังช่างน่าเบื่อเหลือเกิน” ซูฝานส่ายหน้า หยิบเตาหลอมราชันมารออกมาจากถุงเก็บของ แล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า “พี่โก่ว ข้ารู้สึกว่าการที่ข้าพกเตาหลอมราชันมารติดตัวไว้ มันไม่ค่อยปลอดภัยเท่าใดนัก”
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็บทเรียนอย่างแน่นอน
หากมิใช่เพราะศิษย์พี่ใหญ่ช่วยเหลือไว้ เตาหลอมราชันมารคงมิอาจรักษาเอาไว้ได้
“เ้าพูดถูกแล้ว”
ต้าเฮยโก่วพยักหน้า ครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าขอเก็บรักษาไว้ก่อน รอจนกว่าเ้าจะ้าใช้ เมื่อนั้นข้าจะมอบคืนให้”
“ท่านจะซ่อนมันไว้ที่ใด?”
ซูฝานถามด้วยความสงสัย
“ทะเลปราณ”
ต้าเฮยโก่วเอ่ยขึ้น
ซูฝานชะงักไปครู่หนึ่ง
“ขอบเขตแรกของการบำเพ็ญเซียนคือการหลอมกายา ขอบเขตที่สองคือการขยายเส้นลมปราณ และขอบเขตที่สามคือรวมสมุทร”
“เมื่อถึงขอบเขตรวมสมุทร จะสามารถเปิดทะเลปราณได้ เมื่อถึงตอนนั้นปราณิญญาจะรวมตัวกันในทะเลปราณ ค่อย ๆ ควบแน่นจนกลายเป็พลังิญญา”
“ทะเลปราณอยู่ในท้องน้อยของเ้า เมื่อเปิดออกมาได้แล้ว ก็สามารถเก็บของสำคัญไว้ในทะเลปราณได้”
ต้าเฮยโก่วอธิบาย
ซูฝานยกชายเสื้อขึ้น มองดูท้องที่แบนราบของตน ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หมายความว่า เมื่อเขาเปิดทะเลปราณได้แล้ว ก็จะสามารถซ่อนเตาหลอมราชันมารไว้ข้างในได้อย่างนั้นหรือ?
“พลังิญญานั้นเกิดจากการควบแนน่นของปราณิญญา ดังนั้นอานุภาพการทำลายล้างจึงรุนแรงกว่าปราณิญญา แต่สำหรับเ้าแล้ว การเปิดทะเลปราณยังคงเป็เื่ที่ห่างไกลเกินไป”
ต้าเฮยโก่วแตะเบา ๆ ที่เตาหลอมราชันมาร ทันใดนั้นเตาหลอมราชันมารก็หายวับไปในพริบตา
“สักวันต้องทำได้แน่” ซูฝานวางเสื้อลง ตบท้องน้อยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ด้วยมีเตาหลอมราชันมารอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็ขอบเขตขยายเส้นลมปราณ ขอบเขตรวมสมุทร หรือแม้แต่ขอบเขตที่สูงกว่านั้น ก็ไม่ใช่เื่ยากสำหรับเขา
ทันใดนั้น
ซูฝานก็ตบศีรษะตัวเองแล้วกล่าวว่า “ยังมีอีกเื่หนึ่ง เซวียฉางซานมาหาข้า บอกให้ข้าไปยังยอดเขาที่หนึ่ง ท่านคิดเห็นอย่างไรกับเื่นี้”
ต้าเฮยโก่วครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเสียงแหบพร่า “อย่าหลงกลไปกับสิ่งที่เห็นภายนอก เจตนาของเซวียฉางซานอาจมิได้เรียบง่ายอย่างที่คิด”
“ท่านหมายความว่า เขา้าได้รับความไว้วางใจจากข้า เพื่อสืบหาการมีอยู่ของไข่มุกปราณโลหิตและเตาหลอมราชันมารงั้นหรือ”
ซูฝานขมวดคิ้ว
“ไม่เลวเลย เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว”
ต้าเฮยโก่วพยักหน้าด้วยความชื่นชม
“อย่างไรก็เป็พี่ใหญ่ที่เชื่อถือได้” ซูฝานถอนหายใจ
หากปล่อยให้เซวียฉางซานสืบเื่นี้จนรู้ความจริง เขาก็คงจะเหมือนกับสวี่ซานอิน ที่ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะฆ่าคนเพื่อชิงสมบัติ
จิตใจของมนุษย์ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก
“จากที่เห็นในตอนนี้ นางหนูเหลิ่งเยว่นั่นก็ทำได้ดีทีเดียว”
ต้าเฮยโก่วพูดจบก็ถามว่า “แล้วการประลองกับสวีเจียวเจียวครั้งนี้ เ้าพบปัญหาอะไรบ้างหรือไม่”
“ปัญหาหรือ?”
ซูฝานครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบ “ข้าพบปัญหาบางอย่างจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็พลังทำลายล้างของปราณิญญา หรือแม้แต่อานุภาพของเคล็ดิญญา ล้วนสู้สวีเจียวเจียวมิได้”
“หากมิใช่เพราะพลังบำเพ็ญของข้าสูงกว่าสวีเจียวเจียวอยู่หนึ่งขั้น ก็คงไม่มีทางเอาชนะได้”
“เ้าพูดถูก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับร่างิญญาธาตุ ร่างิญญาไร้ค่าของเ้าจะเอาชนะพวกเขาได้ก็ต่อเมื่อมีพลังบำเพ็ญสูงกว่าหนึ่งขั้นเท่านั้น
หากอยู่ในระดับเดียวกัน เ้าก็ได้แต่ยอมให้ถูกทุบตีเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างิญญาธาตุไม่เพียงแต่สามารถดูดซับปราณิญญาธาตุ แต่ยังสามารถดูดซับปราณิญญาทั่วไปเพื่อบำเพ็ญเพียรได้ด้วย แต่เ้านั้น สามารถดูดซับได้เพียงปราณิญญาทั่วไปเท่านั้น”
ต้าเฮยโก่วถอนหายใจ “นี่แหละคือความแตกต่าง”
“แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง? ไม่ต้องพูดถึงการท้าทายข้ามระดับหรอก แค่ขอให้ต่อไปเมื่อเผชิญหน้ากับิญญาธาตุในระดับเดียวกัน มีกำลังพอจะสู้สักยกก็ยังดี”
ซูฝานมองต้าเฮยโก่วด้วยสีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง
ในสายตาของเขา ต้าเฮยโก่วเป็ผู้ที่ทำได้ทุกอย่าง
“ขอร้องข้าสิ แล้วข้าจะบอกเ้าเอง” ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยว
“ข้าขอร้องท่าน” ซูฝานกล่าว
ต้าเฮยโก่วทำหน้าบึ้งตึง แล้วกล่าวด้วยความโกรธ “ไอ้หนู เ้าไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลยหรือ”
“ข้ามีศักดิ์ศรีแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับว่าต่อหน้าผู้ใด ต่อหน้าท่าน ข้าไม่จำเป็ต้องมี” ซูฝานยิ้มอย่างไร้ยางอาย
ต้าเฮยโก่วถอนหายใจอย่างจนใจแล้วถามว่า “เ้าเคยได้ยินเื่หทัยธาตุหรือไม่”
“ไม่เคย” ซูฝานส่ายหน้า
“ข้าก็รู้อยู่แล้ว”
ต้าเฮยโก่วยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“รู้แล้วยังถาม สมองมีปัญหาหรือไร” ซูฝานพึมพำอย่างไม่พอใจ “มาหาความรู้สึกเหนือกว่าจากข้าอยู่เรื่อย มันมีประโยชน์อันใดกัน”
“หทัยธาตุ คือสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก
ข้าขอกล่าวโดยไม่เกินจริง การปรากฏของหทัยธาตุทุกดวงล้วนก่อให้เกิดการนองเื
เพราะหทัยธาตุสามารถทำให้ผู้คนปลุกร่างิญญาได้”
ต้าเฮยโก่วกล่าว
“เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”
ซูฝานตกตะลึง
“ยกตัวอย่างเช่น หทัยธาตุอัคคี หรือเรียกสั้น ๆ ว่า หทัยอัคคี หากเ้าสามารถค้นพบมันและหลอมรวมเข้าด้วยกัน เมื่อถึงเวลานั้นก็จะสามารถปลุกร่างิญญาอัคคีได้”
“หทัยธาตุอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน มีตำนานเล่าขานว่า หากรวบรวมหทัยธาตุทั้งหมดในใต้หล้าได้ครบถ้วน แล้วนำมาหลอมรวมเป็หนึ่ง จะสามารถปลุกร่างเซียนไร้เทียมทานในตำนานให้ตื่นขึ้นมาได้”
ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยวกล่าว
“ร่างเซียนไร้เทียมทาน...” ซูฝานอดไม่ได้ที่จะปล่อยความคิดล่องลอย
‘นั่นคือร่างที่ทรงพลังเพียงใดกัน?’
ต้าเฮยโก่วหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ในยุคโบราณเคยมีผู้ที่เกิดมาพร้อมร่างเซียนไร้เทียมทาน ใช้เวลาเพียงไม่กี่พันปีก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะ กลายเป็ผู้ยุคสมัยที่ไร้ผู้ใดต้านทานได้”
“ทรงพลังถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ดวงตาของซูฝานสั่นระริก
“แต่น่าเสียดายนัก สุดท้ายเขาล้มเหลวในการฝ่าด่านเคราะห์ ทั้งร่างและจิติญญาถูกทำลาย หทัยธาตุก็กระจัดกระจายสู่โลกมนุษย์ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชะตากรรม”
ต้าเฮยโก่วถอนหายใจ
ซูฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “ท่านหมายความว่า ให้ข้าไปตามหาหทัยธาตุเหล่านี้หรือ?”
“เื่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเ้ามีวาสนาเพียงใด”
เด็กน้อยผู้นี้ตอนนี้มีเตาหลอมราชันมารอยู่ในมือ หากได้หทัยธาตุมาด้วยจริง ๆ ก็เท่ากับพยัคฆ์ติดปีก
แล้วเมื่อถึงยามนั้น ผู้ใดเล่าจะสู้กับเขาได้?
ซูฝานส่ายหน้าพลางกล่าว “วาสนาพวกนี้ เชื่อถือไม่ค่อยได้หรอก”
ต้าเฮยโก่วกล่าว “ข้าแค่อยากบอกเ้าว่า หากวันหน้าเ้าได้พบเจอหทัยธาตุเข้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแย่งชิงมาให้ได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ซูฝานสรวลเสแล้วกล่าวว่า “พี่โก่ว มีของวิเศษที่ไม่ขึ้นกับวาสนาบ้างหรือไม่”
“มีอยู่” ต้าเฮยโก่วพยักหน้า
“สมบัติอะไรหรือ?”
ซูฝานรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันใด
ต้าเฮยโก่วพินิจมองซูฝานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “แต่เดิมข้ามิได้คิดจะมอบให้เ้าเร็วถึงเพียงนี้ แต่ดูจากผลงานของเ้าใน่ที่ผ่านมาก็นับว่าไม่เลว... ได้ ข้าจะมอบของล้ำค่านี้ให้เ้าก่อนกำหนด”
ซูฝานถูมือไปมาด้วยสีหน้าเปี่ยมคาดหวัง
ต้าเฮยโก่วโบกอุ้งเท้า กล่องเหล็กสี่เหลี่ยมใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ทั้งใบมีคราบสนิมเกาะจนด่างดวง ดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลย
“แค่นี้เองรึ?”
ซูฝานตกตะลึง
ต้าเฮยโก่วกลอกตาใส่เขา ก่อนจะเปิดกล่องเหล็ก
ซูฝานขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
ดูเหมือนจะเป็ถุงมือ
เขาหยิบถุงมือขึ้นมา มันนุ่มนิ่มแต่ก็สากมืออยู่บ้าง ดูคล้ายกับ… หนังมนุษย์?
“นี่คือถุงมือที่ทำจากหนังมนุษย์นั่นเอง”
ต้าเฮยโก่วยิ้มกว้าง
ซูฝานใ เมื่อพินิจดูพื้นผิวของถุงมืออย่างละเอียด ก็พบว่ามีรูขุมขนและลายเส้นบนิัจริง ๆ
“สิ่งนี้มีนามว่า ‘มือซ้ายราชันมาร’ เป็สิ่งที่ราชันมารผู้ยิ่งใหญ่ลงมือหลอมสร้างด้วยตนเอง”
“ราชันมารผู้ยิ่งใหญ่องค์ใดหรือ?”
“เ้าของคนก่อนของเตาหลอมราชันมาร”
“เขาเป็เช่นเดียวกับเ้า มีร่างิญญาไร้ค่า ไม่สามารถควบคุมปราณิญญาธาตุได้ ดังนั้นเขาจึงทุ่มเทศึกษาค้นคว้าเป็เวลาหลายร้อยปี จนในที่สุดก็สร้างมือซ้ายราชันมารขึ้นมาได้”
“นับแต่นั้นมา มือซ้ายราชันมารก็กลายเป็ศาสตราที่ทรงพลังที่สุดของเขาในการท่องไปทั่วหล้า”
ต้าเฮยโก่วก้มมองมือซ้ายของราชันมาร หวนนึกถึงเื่ราวในกาลก่อน ดวงตาฉายแววอาลัยอาวรณ์
ซูฝานรู้สึกตื่นเต้นสุดขีด
นั่นหมายความว่า หากเขาสวมใส่มือซ้ายราชันมาร เขาจะสามารถควบคุมปราณิญญาธาตุได้ใช่หรือไม่?
ซูฝานรู้สึกใจร้อนรนจนแทบทนไม่ไหว