กงจักรกลับบ้านในเวลาเกือบเที่ยงคืนหลังปลีกตัวจากพลอยพิมพ์ได้ ซึ่งเขาเจอหล่อนที่ร้านอาหารเมื่อหัวค่ำโดยบังเอิญหญิงสาวมานั่งทานอาหารกับเพื่อนนางแบบหน้าใหม่ที่ได้งานประชาสัมพันธ์เมืองหลวงให้เป็แหล่งชอปปิง
พลอยพิมพ์จึงแต่งตัวสวยเป็พิเศษนั่นเพราะเมื่อ่เย็นหล่อนต้องไปให้ผู้ดูแลโครงการดูตัวนางแบบนายแบบ
หญิงสาวเกาะติดเขาแจแนะนำชายหนุ่มกับเพื่อนนางแบบด้วยกัน ว่าเขาคือคนพิเศษ เขาจึงได้แต่นั่งนิ่งเพราะรู้สึกรำคาญที่ถูกใครสักคนมามัดมือชก
ในสายตาเขาหล่อนเป็เพียง ‘คู่ควง’ มิใช่ ‘คู่ครอง’
กงจักรชะเง้อหาชมพูรักอยู่นานคิดว่าหล่อนคงไปรอที่รถ พอจังหวะดีเขาอ้างกับพลอยพิมพ์ว่าจะไปเอาของที่รถเพื่อเดินกลับมาดูหญิงสาว แต่ไม่ปรากฏร่างคนที่เขาคาดว่ายังคอยอยู่
จะว่ารู้สึกผิดก็ไม่เชิงแต่มันก็ทำให้ตลอดเวลาที่นั่งดื่มเบียร์ต่อกับพลอยพิมพ์มันทำให้ใจเขาระส่ำระสายเป็ระยะ
เขาไม่มีความสุขที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นในเมื่อใจไม่อยู่กับตัว ผู้ชายอย่างเขา ที่ไม่จำเป็ต้องแคร์ใครจึงลุกขึ้นจากโต๊ะและขอตัวกลับทันที
พลอยพิมพ์วิ่งตามมายื้อเขาอีกรอบและขึ้นไปนั่งบนรถ โดยไม่สนใจว่าเขาจะพูดเช่นไร สุดท้ายคืนนี้ระหว่างคนสองคนก็ลงเอยในเื่เดิม
รสสิเน่หาที่เกิดขึ้น จบลงแบบชั่วคราวทั้งเร่งเร้าและเร่งรีบ ดังว่า้าหลุดพ้นจากบ่วงรักตรงหน้าให้เร็วที่สุดเขาอยากปลาสนาการต่อผู้หญิงคนนี้
‘เงิน’ เป็คำตอบสุดท้ายของการแยกจากเขาขอตัวกลับบ้านทันที ที่คิดว่าภารกิจรักนั้นเสร็จสิ้นไม่สนกระทั่งว่าผู้หญิงของเขาจะแต่งตัวเรียบร้อยอย่างเดิมแล้วหรือไม่ชายหนุ่มเดินจากห้องนอนในโรงแรม ซึ่งเป็ชั้นส่วนตัว้าสุดแล้วก็ตรงรี่ไปยังรถยนต์ของตน เพื่อจะกลับบ้าน
กงจักรว้าวุ่นใจมาตลอดทางที่ขับรถั้แ่โรงแรมจนกระทั่งถึงบ้าน เขาเดินเข้าไปยังบ้านหลังใหญ่เพื่อไปดูว่าคุณยายของเขานั้นเป็อย่างไรบ้าง อาการป่วยทางใจนั้นดีขึ้นหรือไม่
แล้วก็พบว่าคุณนงพะงายังคงนั่งเล่นอยู่ที่ตั่งขาคู้ไม้สักเข้มซึ่งวางเบาะผ้าไหมลายทอมือสีน้ำเงินปักดิ้นทอง เรียงกันจนยาวเหมือนเป็ผืนเดียวส่วนด้านหลังก็มีทั้งหมอนอิงสีเขียวมะกอกสองใบและมีหมอนสามเหลี่ยมซึ่งสั่งทำขึ้นมาใหม่สีเดียวกับหมอนอิง วางอยู่ข้างกันโดยที่ผู้สูงวัยกำลังนั่งปักผ้าครอสสติตช์อย่างใจเย็น
หญิงสูงวัยวางมือจากงานปักผ้าแล้วเงยหน้ายิ้มทักทายหลานชาย “ทำไมวันนี้กลับดึกจังล่ะยายสั่งให้แม่แจ่มทำกับข้าวที่จักรโปรดไว้ตั้งหลายอย่าง หิวไหม ทานอะไรมารึยังเดี๋ยวยายจะไปอุ่นให้”
คุณนงพะงาตั้งท่าจะลุกขึ้นไปเข้าครัวอย่างที่พูดแต่กงจักรก็รั้งแขนให้ผู้เป็ยายลงนั่งข้างกัน “ตั้งเที่ยงคืนกว่าแล้วครับคุณยาย ผมทานมาเรียบร้อยแล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ไม่ได้โทรบอกคุณยายก่อน ว่าจะกลับค่ำ แต่กับข้าวมื้อนี้เอาไว้อุ่นทานตอนเช้าก็ได้ครับผมก็คิดถึงฝีมือป้าแจ่ม ทานแต่ข้าวนอกบ้านจนเบื่อ”
คุณนงพะงาลูบตามต้นแขนผู้เป็หลาน“ถึงว่าจักรดูซูบไปนะ ที่แท้คงเบื่ออาหาร”
“ใครว่าล่ะครับ น้ำหนักผมขึ้นตั้งสองกิโลด้วยซ้ำไป มีแต่คุณยายนั่นล่ะ ที่ดูซีด” เขามองหน้าคนพูด
“ยายก็เป็ปกตินะ จักรคิดไปเองน่ะสิ วันนี้ยายก็ทานอาหารได้ตั้งเยอะเห็นไหม ยังมานั่งปักครอสสติตช์ฆ่าเวลาได้เลยแต่สายตาไม่ค่อยชัดเหมือนเมื่อปีก่อนๆแล้วล่ะ สงสัยคงต้องหาแว่นตามาใส่แบบคนอื่นเสียบ้างนึกแล้วก็ไม่อยากใส่เท่าไหร่ เดี๋ยวจะกลายเป็คนแก่”
คุณนงพะงาพูดติดตลกแต่กงจักรฟังดูก็รู้ว่าคนพูดกำลังฝืน “อายุยายปูนนี้แล้ว มันก็ต้องโรยราเป็เื่ธรรมชาติสังขารคนเรามันไม่เที่ยง จะยึดติดให้ตัวเราเองดูดีไปทุกกระเบียดนิ้วเหมือนสมัยยังสาวก็คงยากเต็มที”
“ใครว่าคุณยายแก่ปานนั้นล่ะครับ”คนเป็หลานพูดเอาใจพลางโอบประคองรอบไหล่
“อย่ามาพูดยอกันเองเลย ยายรู้ตัวดี”คนพูดเว้นวรรคก่อนจะสานถ้อยคำที่อึดอัดใจออกมา “ดอกไม้ที่ถูกตัดออกมาจากต้นอย่างไรก็ต้องมีวันเหี่ยวเฉา ต่อให้มีน้ำเลี้ยงอยู่ปลายก้าน แต่ก็คงอยู่ได้ไม่นานมันก็จะเริ่มเน่าจากปลายขึ้นมาทีละนิด แล้วสุดท้ายก็ต้องทิ้ง จะมีสักกี่คนที่รอชื่นชมดอกไม้นั้นเหี่ยวแห้งจนหาความสวยงามไม่ได้”
กงจักรเข้าใจในถ้อยคำของผู้สูงวัยนั้นดีว่ามีความหมายเปรียบดังชีวิตของผู้พูด เขาจึงนึกอยากเปลี่ยนเื่คุย
“ว่าแต่ทำไมคุณยายยังไม่นอนอีกล่ะครับ แล้วป้าแจ่มไปไหนเสียไม่นั่งอยู่เป็เพื่อนคุณยาย”
“ยายนอนมาทั้งวันแล้วล่ะ ตามันก็เลยสว่างคิดว่าหาอะไรทำให้มันเพลินใจเสียดีกว่า ส่วนแม่แจ่มนั่นนอนหลับอุตุั้แ่ละครจบแล้ว รายนั้นคอละคร”
“งั้นเดี๋ยวผมนั่งคุยเป็เพื่อนคุณยายนะครับ จนกว่าคุณยายจะง่วง”
คุณนงพะงาส่ายหน้า“ไม่เป็ไรหรอก จักรกลับมาเหนื่อยๆก็น่าจะไปอาบน้ำอาบท่าซะ ไม่ต้องเสียเวลามานั่งกับยายหรอกเดี๋ยวถึงเวลามันก็ง่วงเองนั่นล่ะ”
ชายหนุ่มจ้องดวงตาผู้พูดเห็นถึงความกังวลซ่อนอยู่ แม้ว่าท่าทีจะดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานที่ต้องรับรู้ถึงเื่ของสามีกับหญิงรับใช้ แต่อย่างไรเสียก็ปิดไม่มิด
เขาชั่งใจเพียงครู่ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่เขาคิดว่าคุณนงพะงาอาจกำลังฝืนตนเองเพื่อรอใครบางคน “คุณยายไม่ได้รอคุณตาใช่ไหมครับ”
“ยายรอตาของหลานมาตั้งครึ่งค่อนชีวิต แม้รู้ว่ามันจะเสียเวลาไปบ้างแต่ขอยายรอต่ออีกสักนิดเถอะ”หน่วยตาของผู้พูดดูเหมือนมีน้ำใสๆซึมโดยรอบ
ที่อยู่จนดึกดื่นก็เพราะคุณนงพะงา หวังลึกๆในใจว่าผู้เป็สามีจะกลับบ้านเหมือนอย่างที่เคยรอมาั้แ่่ยังรักกันใหม่ๆ แม้จะรู้ว่ากาลเวลาเปลี่ยนใจคนนั้นผันแปรตามเวลา และบางส่วนของชีวิต ก็ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้
แต่ตัวคุณนงพะงาเองก็ไม่เคยท้อที่จะรอ...แม้จะดูไร้ความหวัง
“คุณตาไปดูโรงแรมที่หัวหินหลายวันครับ เลขาฯผมแจ้งมาว่าอย่างนั้นคุณยายอย่าเสียเวลารอเลยครับ ไปเข้านอนเถอะ เดี๋ยวผมไปส่งที่ห้องนอน”
เมื่อฟังหลานชายบอกคุณนงพะงาจึงลุกขึ้นโดยง่าย เพราะรู้แล้วว่าอย่างไรเสียคืนนี้ก็คงมีความหมายอยู่ที่การ ‘รอเก้อ’
....................................