“ข้าต้องการไม้สนห้าหมื่นปีที่มีแก่นสีทอง ข้าอยากได้เหล็กจารเพื่อสลักอักขระ ให้เจ้าจัดหาไม้สนห้าหมื่นปีชนิดนั้นให้ข้าสักสองต้น ข้าจะให้เจ้าเด็กฟงจิวหัดสร้างหุ่นพยนต์” หานยี่กอดอกพร้อมกับมองเหวลึกเบื้องล่าง หยุนยี่เชิ่งเดินไปทางหน้าผา จากนั้นเขาก็เอ่ยบอกด้วยเสียงสุภาพ
“ทางเชื่อมระหว่างหุบเขาเหลียนฉีชั้นแรกกับชั้นกลางมีป่าแสนสน ทางเข้าป่านั้นลึกลับ อีกทั้งยังถูกผนึกด้วยข่ายอาคมเวท แต่ข้าคิดว่าหากเป็นท่านเหรินชิงเต้อย่อมเข้าไปด้านในได้ ข้างในนั้นมีทั้งสนพันปี สนหมื่นปีและสนห้าหมื่นปี หากให้ฟงจิวไปตัดไม้สนเองก็จะดีไม่น้อย การจัดการกับแก่นไม้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีจะทำให้ไอวิเศษคงอยู่ในเนื้อไม้อย่างเต็มเปี่ยม”
หยุนยี่เชิ่งไม่เพียงไม่ขัด เขาส่งเสริมให้ฟงจิวหัดสร้างหุ่นไม้ ปรมาจารย์แพทย์เทวะคิดว่าความทรงจำโบราณคงถูกใจเด็กชายผู้มากความสามารถ ไม่เช่นนั้นหานยี่คงไม่ถ่ายทอดความรู้ให้
หานยี่เอ่ยปากขอทรัพยากรจากหยุนยี่เชิ่ง ซึ่งปรมาจารย์แพทย์เทวะก็มอบถุงวิเศษถุงหนึ่งให้ เมื่อรับเอาถุงนั้นมาแล้ว หานยี่โยนก็โยนถุงวิเศษไปให้จิวฟงอย่างไม่แยแส
หยุนยี่เชิ่งเหาะนำทาง ส่วนจิวฟงควบรวมกับเจ้าไก่ขาวใยไหมแล้วบินขึ้นไปบนท้องนภา ทว่าเขาก็ต้องให้หานยี่เกาะหลัง ส่วนเจ้าแมวดำก็เหยียบบ่าของเขาไว้
“นับวันภาระเริ่มจะมากขึ้นทุกที” จิวฟงบ่นเบาๆ
โป๊ก! หงับ!
“อย่าเขกหัวกับกัดข้าตอนบินสิ! เดี๋ยวเหวี่ยงให้ตกลงไปด้านล่างเลยนี่!”
คนทั้งสามมายืนอยู่ที่หน้าซอกหลืบแคบๆที่ซ่อนตัวอยู่ในแนวป่า ปรมาจารย์แพทย์เทวะพาจิวฟงและหานยี่เดินเข้าไปในเส้นทางอันคับแคบและคดเคี้ยว เดินผ่านแยกน้อยแยกใหญ่ไม่ต่ำกว่าห้าสิบครั้ง ผ่านไปหนึ่งชั่วยามทั้งสามก็มาหยุดอยู่หน้าต้นไม้ยักษ์ซึ่งขึ้นโดดๆอยู่ที่กลางสามแยก
จิวฟงมองซ้ายมองขวาเพื่อจดจำเส้นทาง เขาไม่รู้ว่าหยุนยี่เชิ่งจะพาเดินต่อไปยังทิศทางใด ทว่าชายชราผู้ไว้เครายาวกลับไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนกาย ปรมาจารย์แพทย์เทวะยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาจนทำให้บริเวณสามแยกมืดครึ้ม
“ทางเข้าป่าแสนสนอยู่ตรงนี้” หานยี่ชี้บอกเด็กชาย เขาไม่จำเป็นต้องให้หยุนยี่เชิ่งเปิดเผยถึงทางเข้า เขาที่มีประสาทสัมผัสอันคมกริบรับรู้ถึงอักขระโบราณที่ซ่อนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
เจ้าเปี๊ยกเงยคอมองต้นไม้ใหญ่ ราวกับว่าต้นไม้นี้จะทะลุไปถึงขอบฟ้า ลำต้นของมันก็ใหญ่เกินกว่าต้นไม้ใดที่เขาเคยพบเห็น ขณะนั้นหยุนยี่เชิ่งก็ขอตัวลา
“ข้ามีภารกิจติดพัน ไม่อาจเข้าไปข้างในได้ อักขระกางกั้นเพียงแค่นี้คิดว่าคงไม่สร้างปัญหาให้ท่านเหรินชิงเต้อ” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่ปรมาจารย์แพทย์เทวะก็ไม่จากไปไหน หยุนยี่เชิ่งสอดประสานสองมือไว้ สายตาของปรมาจารย์แพทย์เทวะจับจ้องไปทางความทรงจำโบราณอยู่ทุกขณะ
เมื่อว่าเห็นชายชราเครายาวยังคงยืนมองเขา ความทรงจำโบราณก็พ่นลมแรงๆออกทางจมูก หานยี่ขยับนิ้วชี้ไปมา แสงสีทองพุ่งสู่ต้นไม้ยักษ์ ตัวอักขระสีทองร้อยเรียงเป็นถ้อยคำ ชุดอักขระนั้นยังให้อักขระกางกั้นที่ถูกซ่อนอย่างมิดชิดผุดขึ้นมา
“อา...สมเป็นท่านหานยี่ สามารถเค้นเอาอักขระที่ซ่อนลึกลงไปในไม้ศักดิ์สิทธิ์ให้ปรากฏขึ้นภายในเสี้ยวลมหายใจ”
ปรมาจารย์แพทย์เทวะพยักหน้าอยู่หลายๆครั้ง ขณะที่เขากำลังรอดูว่าหานยี่จะจัดการอย่างไรกับข่ายอาคม ความทรงจำโบราณก็เอ่ยกับเด็กชายตัวเปี๊ยก
“อาคมกางกั้นจะคงอยู่ไปชั่วนิจนิรันดร์ ไอวิเศษของต้นไม้ยักษ์ทำให้อาคมไม่มีวันเสื่อมสลาย แม้จะลบหรือทำลายอักขระเวท แต่พริบตาเดียวอักขระเหล่านี้ก็จะถูกฟื้นฟู ถ้าเป็นเจ้าเจ้าจะเข้าไปยังป่าแสนสนอย่างไร”
จิวฟงเพ่งมองตัวอักขระ เขาเข้าใจอักษรโบราณเหล่านั้นได้เพียงแค่สามส่วน แต่เด็กชายก็สัมผัสได้ว่าอักขระในเนื้อไม้มีความเกี่ยวพันกับไอวิเศษของต้นไม้ยักษ์ จิวฟงรวบรวมสมาธิไปยังจักขุประสาท เขามองสำรวจต้นไม้ใหญ่อย่างไม่กะพริบตา
เจ้าเปี๊ยกมองตั้งแต่ยอดต้นไม้ไล่ลงมาถึงส่วนโคน มองกิ่งก้านสาขาที่ให้ร่มเงา มองเปลือกไม้ มองตุ่มตา มองกระทั่งแม้แต่ใบที่กำลังจะร่วงหล่น ขณะเดียวกันสัตว์อสูรทั้งสองตัวและสองบุรุษก็ยืนมองเด็กชายอีกที
จิวฟงลูบคลำโคนไม้ใหญ่ เขาล้วงเข้าไปในถุงวิเศษแล้วหยิบมีดสั้นสีเหลืองเข้มออกมา เขารวบลมปราณแล้วใช้มีดฟันฉับเข้าไปที่ลำต้น ทว่าก็เกิดรอยขีดข่วนที่เปลือกไม้เพียงจางๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในชั่วพริบตาเดียว รอยขีดบางๆก็อันตรธานหาย จิวฟงรู้ซึ้งแล้วว่าต้นไม้นี้ยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าเปี๊ยกตัดสินใจปีนป่ายขึ้นไปสำรวจบนกิ่งต่างๆของต้นไม้ยักษ์
ใช้เวลากว่าสองก้านธูป จิวฟงก็ลงมาอยู่บนพื้นดิน เด็กชายพยักหน้าหลายๆหน หยุนยี่เชิ่งซึ่งไม่ยอมจากไปไหนถึงกับใจเต้นตึกๆ ดูเหมือนว่าจิวฟงจะเข้าใจความลับของต้นไม้ใหญ่แล้ว ปรมาจารย์แพทย์เทวะรอดูเด็กชายที่เขาตั้งความหวังไว้ทำการเปิดประตูเข้าไปสู่ป่าแสนสน
“ดูท่าฟงจิวคงเชี่ยวชาญในการใช้อักระเวทไม่น้อย” หยุนยี่เชิ่งมองดูเด็กชายแล้วพึมพำ
นอกจากการใช้อักขระเวทเพื่อลบข่ายอาคมแล้ว ฟงจิวยังต้องกระทำการอย่างหนึ่งเพื่อให้สามารถเข้าไปด้านใน ซึ่งชายชราเครายาวก็มั่นใจว่าเด็กชายต้องรู้วิธี
“เจ้าเด็กนี่จะหยุดการไหลเวียนของไอวิเศษได้หรือไม่...” หุ่นพยนต์ทอดสายตามองเด็กชาย ฝ่ายเจ้าหางเพลิงและเจ้าไก่ขาวต่างก็มองมาที่จิวฟงอย่างลุ้นระทึก
จิวฟงหลับตาแล้วตั้งสมาธิ สองมือกำศาสตราเวทสีเหลืองอันคมกริบ ทั้งหานยี่และหยุนยี่เชิ่งมีรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้า ขณะที่ทั้งสองรอดูว่าเด็กชายจะตัดกิ่งไม้ใดเพื่อเบี่ยงเบนไอวิเศษ จิวฟงก็จ้วงศาสตราเวทลงไปในพื้นดินอย่างไม่ยั้ง
ตูมๆๆๆ ตูมๆๆๆๆ ตูม!!!!
พริบตาเดียวพื้นดินรอบต้นไม้ก็ถูกขุดเป็นแอ่งใหญ่ หยุนยี่เชิ่งอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก หานยี่ถึงกับหน้าเหวอ ความทรงจำโบราณสูดลมหายใจเข้าแรง แล้วเขาก็เอ่ยถามเด็กชายด้วยเสียงดังลั่น
“ฟงจิว เจ้าไม่เห็นการไหลเวียนของไอวิเศษเรอะ!”
“เห็น! แต่ท่านเหรินชิงเต้อคิดว่าการหยุดไอวิเศษเป็นเรื่องง่ายอย่างนั้นรึ ไอวิเศษของต้นไม้ยักษ์มีพลังมากกว่าปราณของข้าอย่างน้อยๆก็หมื่นเท่า กิ่งที่อ่อนที่สุดมีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกปราณขั้นที่สาม และถึงแม้ข้าจะฟันกิ่งนั้นให้ขาดได้ แต่ไอวิเศษก็จะไหลไปฟื้นฟูกิ่งของมันในชั่วเวลาไม่นานนัก แม้จะรีบลบข่ายอาคม แต่ทันทีที่กิ่งของมันงอกออกมาใหม่ ข่ายอาคมก็จะปรากฏดังเดิม”
“ก็...ก็ถูกแล้วนี่ ฟันกิ่งที่อ่อนที่สุดให้ขาด รีบลบข่ายอาคมแล้วเข้าไปด้านใน ใครๆก็ทำกันเช่นนั้น แล้ว...แล้วนี่เจ้ากำลังจะทำอะไร” ปรมาจารย์แพทย์เทวะถามด้วยเสียงสั่น
“ต้นไม้ทุกต้นย่อมมีราก ไม่ว่าจะลึกสักเพียงใด แต่รากก็ต้องเชื่อมต่อกับพื้นดิน แม้ข้าไม่อาจทำลายต้นไม้นี้ แต่ข้าสามารถขุดรากของมันได้ เมื่อถอนรากถอนโคนต้นไม้ยักษ์นี่แล้วไอวิเศษก็น่าจะหายไป” เจ้าเปี๊ยกตะโกนแข่งกับเสียงขุดดินที่ดังสนั่นหวั่นไหว
หยุนยี่เชิ่งถึงกับอ้าปากค้าง ต้นไม้โบราณอยู่เคียงคู่สำนักแพทย์เชิ่งหัวมาอย่างยาวนาน ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มีมาก่อนที่สำนักแพทย์จะก่อตั้งเสียด้วยซ้ำ แต่ในเวลานี้เจ้าเปี๊ยกกำลังขุดต้นไม้ยักษ์ทิ้ง!
แม้ปรมาจารย์แพทย์เทวะมั่นใจว่ารากของต้นไม้ใหญ่จะชอนไชลึกลงไปในดินเป็นหลายร้อยลี้ แต่หากไม่ทำอะไร เด็กชายก็จะทำลายต้นไม้นี้ในที่สุด ปรมาจารย์แพทย์เทวะรีบตั้งสติ เขาสะบัดมือแล้วกระชากตัวฟงจิวมา หยุนยี่เชิ่งกล่าวกับเด็กชายอย่างโมโห
“เจ้ากำลังจะทำลายต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์!”
“ท่านเหรินชิงเต้อสั่งข้า!”
“ความหมายของข้าคือให้เจ้าเปลี่ยนทิศการไหลของไอวิเศษแล้วรีบลบอักขระ!ไม่ได้ให้เจ้าขุดรากถอนโคนต้นไม้นี้โว้ยไอ้เด็กเวร!”
ปรมาจารย์แพทย์เทวะกลบหลุมใหญ่ที่เจ้าเปี๊ยกขุดไว้ด้วยตัวเขาเอง หยุนยี่เชิ่งรู้สึกปวดหัวอย่างไรก็ไม่รู้ แพทย์แซ่หยุนถอนหายใจหนักๆ เขาบอกว่าทางออกจากป่าแสนสนจะอยู่อีกด้าน เขาเตือนหานยี่และจิวฟงอีกสองสามประโยค จากนั้นเขาก็สะบั้นกิ่งของต้นไม้ยักษ์กิ่งหนึ่งแล้วทำการลบอักขระเวทให้คนทั้งสอง
“ฟงจิว บางส่วนของป่าแสนสนไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไรนัก ก่อนที่ความทรงจำของท่านเหรินชิงเต้อจะออกจากร่างหุ่น ให้เจ้าออกมายังโลกภายนอก ที่สำคัญอย่าลืมว่าการทดสอบเพื่อเป็นศิษย์ฝ่ายในใกล้เข้ามาทุกที อย่าเถลไถลจนลืมอ่านตำราแพทย์เสียล่ะ”
เจ้าเปี๊ยกประสานมือคารวะปรมาจารย์แพทย์เทวะ จากนั้นเขาก็มองไปยังลำต้นของไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกแหวกออก ด้านในของต้นไม้ขนาดมหึมาราวกับเป็นอีกโลก หานยี่ตบไหล่เด็กชายแล้วบอกให้จิวฟงรีบเข้าไปในป่าแสนสน ก่อนที่ลำต้นของไม้ยักษ์จะประสานตัวอีกครั้ง
หนึ่งหุ่นพยนต์ หนึ่งมนุษย์และสองสัตว์อสูรมาโผล่อยู่ที่ข้างลำธารใหญ่ ต้นไม้ยักษ์อันตรธานหายไป ทั้งหมดมาอยู่ในโลกใหม่ในฉับพลัน หานยี่มองหาสถานที่ฝึกฝนให้เจ้าเปี๊ยก ใช้สัมผัสรู้ทุกส่วนก็รับรู้ว่าโลกนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หากจะทำการใดที่เป็นความลับ เขาก็แค่ต้องระวังใครหรืออะไรก็ตามที่อยู่ในป่าแสนสน
หานยี่เดินย่ำไปในน้ำลำห้วย ทันใดนั้นเขาก็ดีดตัวข้ามไปยังอีกฝั่ง เจ้าเปี๊ยกขี้เกียจผสานร่างกับเจ้าไก่ขาวใยไหม สุดท้ายเจ้าไก่ขาวขนฟูก็ต้องใช้กรงเล็บคีบคู่พันธสัญญาและเจ้าแมวดำแล้วบินข้ามลำธารไป
“ช่วยกันหาต้นสนวิเศษ พวกแกก็ด้วย...” หานยี่ชี้นิ้วสั่งสัตว์อสูรทั้งสอง เจ้าแมวดำเชิดหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนเจ้าไก่ขาวใยไหมก็ไม่สนใจในคำสั่ง มันโบยบินไปบนท้องฟ้าอย่างอารมณ์ดี
กลายเป็นว่าหานยี่กับเด็กชายต้องช่วยกันตามหาต้นสนวิเศษกันตามลำพัง ทั้งคู่เดินมาสักพักก็มาถึงป่าที่เต็มไปด้วยต้นสน หานยี่ไม่รอช้า เขาสั่งให้จิวฟงโค่นไม้สนห้าหมื่นปีที่อยู่ตรงหน้า
“เปลือกไม้สีน้ำตาลเป็นเงาเช่นนี้คือไม้สนห้าหมื่นปี แต่แก่นของมันจะเป็นสีทองหรือไม่จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อตัดโค่นมันลง”
ในบรรดาแก่นของสนวิเศษ แก่นสีทองถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดทว่าก็หายากที่สุด ด้ามมีดสั้นของจิวฟงก็ทำมาจากสนวิเศษที่มีอายุหมื่นปี แต่แก่นของมันเป็นแค่สีแดงเลือดหมู
จิวฟงโค่นต้นสนห้าหมื่นปีต้นแรกก็พบว่าแก่นของมันเป็นสีเทา เจ้าเปี๊ยกหันไปมองหน้าหานยี่แทนคำถาม หุ่นพยนต์บุ้ยปากไปยังป่าอันอุดมสมบูรณ์เพื่อให้เด็กชายโค่นต้นไม้ต้นถัดไป เจ้าเปี๊ยกพยักหน้า จากนั้นเด็กชายก็เริ่มขั้นตอนการทำลายป่าตามที่ถนัด
ตูมๆๆๆ โครมๆๆๆ ตูม ตึง!!!
จิวฟงวาดมีดสั้นออกไปอย่างไม่มียั้ง หานยี่ปรี่เข้าไปคว้าชายเสื้อเจ้าเปี๊ยกแทบไม่ทัน อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้อาศัยในสำนักแพทย์เชิ่งหัว แม้จะเป็นถึงความทรงจำขั้นสูง แต่เขาก็ยังต้องให้ความเกรงใจแก่หยุนยี่เชิ่งบ้าง
“โค่นทีละต้นสิโว้ย!ดูก่อนว่าต้นที่ล้มมีแก่นเป็นสีทองหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ค่อยตัดต้นต่อไป ใครให้แกตัดต้นไม้ทีละร้อยต้น!”
“ก็ไม่พูดล่ะ เห็นบุ้ยปากก็นึกว่าให้โค่นทีเดียวทั้งหมด!”
โป๊กๆๆ “โอ๊ยๆๆ ทีเดียวก็พอแล้ว!”
ตัดต้นสนไปได้เกือบห้าร้อยต้น จิวฟงก็พบต้นสนวิเศษที่มีแก่นเป็นสีทอง หานยี่ปรี่เข้าไปหาตามเสียงเรียกของเด็กชาย พอเห็นว่าแกนกลางของต้นสนห้าหมื่นปีต้นนี้เป็นสีทองอร่าม ความทรงจำโบราณก็สั่งให้จิวฟงทำการตัดเปลือกและกระพี้ออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไอวิเศษของต้นสนจะสลายผ่านทางเปลือกและกระพี้ บั่นส่วนอื่นๆออกให้เหลือเพียงแค่แก่น ตัดไม้ให้เป็นท่อนๆตามความยาวเพื่อจะสลักเป็นรูปคน ต้นใหญ่ขนาดนี้น่าจะสร้างหุ่นได้ถึงแปดตัว”
หานยี่เร่งเร้าให้เจ้าเปี๊ยกเฉือนเปลือกและกระพี้ออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งคงสภาพแก่นสีทองได้เร็วเท่าไร ไอวิเศษก็จะยิ่งอัดแน่นอยู่ในไม้วิเศษนั้น หุ่นที่สร้างก็จะยิ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับมนุษย์ หากผู้สร้างหุ่นมีความสามารถทางอักขระเวทด้วยแล้ว การจะสร้างหุ่นพยนต์ที่มีปราณขั้นสี่จากต้นสนห้าหมื่นปีแก่นสีทองก็พอจะเป็นไปได้
เจ้าเปี๊ยกพยักหน้า ตัวเขาก็อยากจะสร้างหุ่นที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน จิวฟงตบถุงวิเศษหนึ่งที ถุงนั้นก็พลันอ้าเผยอ และทันทีที่แสงสีฟ้าใสเปล่งประกายเจิดจ้า มีดสีเหลืองเข้มกว่าห้าร้อยเล่มสะบั้นเปลือกและกระพี้ของไม้ใหญ่ให้สลายไปในเสี้ยวพริบตา
“อา...”
หานยี่อุทานเบาอยู่ในลำคอ เด็กชายร่ายอักขระควบคุมมีดสั้นได้ประหนึ่งควบคุมอวัยวะ ความสามารถเช่นนี้อาจมีให้เห็นได้ในหมู่ผู้ใช้อักขระเวททั้งหลาย แต่การที่เด็กชายที่มีอายุเพียงเท่านี้สามารถทำเรื่องดังกล่าวได้นับว่าน่าทึ่ง
ความทรงจำโบราณมองดูเด็กชายด้วยแววตาเป็นประกาย เขาพยายามสงบระงับอารมณ์ที่ตื่นเต้น เมื่อจังหวะหัวใจกลับมาเต้นอย่างราบเรียบ หานยี่ก็ออกคำสั่งกับเด็กชายด้วยเสียงเข้ม
“รออะไรล่ะ ตัดแบ่งเป็นท่อนๆสิ!”
เจ้าเปี๊ยกพยักหน้า เขาคำนวณความยาวของท่อนไม้ใหญ่ พริบตาเดียวมีดสั้นอันคมกริบเก้าเล่มก็พุ่งออกไปอีกคำรบ มีดสั้นทั้งเก้าตัดสะบั้นสนวิเศษที่ทอดยาวอยู่กับพื้น ท่อนไม้ยาวใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสิบท่อนในบัดดล
หานยี่อ้าปากค้าง เขาค่อยๆเดินเข้าไปที่ท่อนไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ความทรงจำโบราณคว้าท่อนไม้สีทองแล้วจับวางในแนวตั้ง เขามองท่อนไม้แล้วเหล่มองเจ้าเตี้ย แล้วเขาก็พบว่าท่อนไม้นี้มีความสูงเท่ากับจิวฟงไม่ผิดเพี้ยน!
“ข้าบอกให้แบ่งไม้เป็นแปดท่อน เล่นซอยออกขนาดนี้ร่างใหม่ของข้าก็เตี้ยเท่าเจ้าพอดี!”
...แล้วเสียงเขกหัวก็ดังขึ้นอีกครา
ระหว่างที่เด็กชายกำลังโค่นต้นไม้ หานยี่ก็จดอักขระโบราณใส่สมุด ทุกตัวอักษรทุกถ้อยคำของอักขระเหล่านั้น หานยี่ได้เขียนคำอธิบายไว้หมดสิ้น เขาพยายามถ่ายทอดความหมายของอักขระให้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ความทรงจำโบราณร่างภาพหุ่นพยนต์ วาดภาพหุ่นพยนต์ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง เขาบันทึกภาพทั้งส่วนหัว ส่วนตัว และส่วนปลาย จากนั้นเขาก็ชี้บอกถึงตำแหน่งที่ต้องสลักอักษรโบราณ
เวลาผ่านไปนานกว่าเด็กชายจะหยุดตัดต้นไม้วิเศษ กลายเป็นว่าจิวฟงโค่นต้นสนเกือบพันต้นกว่าจะเจอต้นสนห้าหมื่นปีแก่นสีทองอีกครั้ง หานยี่โยนตำราที่เพิ่งเขียนเสร็จสดๆร้อนๆให้เด็กชาย จากนั้นเขาก็เอ่ยบอกจิวฟง
“อ่านตำรานี้ซะ ข้าตั้งใจเขียนแบบสุดๆ เดี๋ยวข้าจะไปสำรวจป่า เจ้าลงมือได้อย่างเต็มที่ เจ้ามีไม้สนแก่นสีทองถึงแปดท่อน แปลว่าเจ้ามีโอกาสทำเสียถึงเจ็ดครั้ง จงศึกษาตำรา แกะหุ่น แล้วจึงสลักอักขระเวท อ้อ...ข้าอยากได้ใบหน้าที่หล่อเหลา ตอนแกะสลักส่วนหัวกับตอนจารอักขระที่ใบหน้าก็ตั้งใจหน่อยล่ะ” ว่าแล้วหานยี่ก็มองไปยังเขตป่าลึก บริเวณนั้นมืดกว่าส่วนป่าที่เขายืนอยู่มาก ความทรงจำโบราณเหลือบมองเด็กชายอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ออกวิ่งเข้าไปในดงป่าอันมืดทึบในทันที...