โอโลฟครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ในเมื่อคดีเผาศพเกิดขึ้นในทิศทางที่มุ่งหน้าไปยังชายขอบของเขตปลอดภัย ห่างจากที่นี่ไปสองป้ายรถประจำทาง งั้นก็เริ่มการสืบสวนจากบริเวณชายขอบเขตปลอดภัยก่อนเลย ดูว่าใครที่พกถุงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยวัตถุที่ไม่ทราบชนิดกลับบ้าน เราน่าจะเจอตัวเขาได้ไม่ยาก”
เขามองถังขยะที่ว่างเปล่าอีกครั้ง “ซากศพเทพเ้าในถังขยะทั้งสามใบหายไป นี่ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยเลย ถ้าเขาเอาไปทั้งหมด เขาจะต้องสะพายกระเป๋าใบใหญ่มาก ซึ่งมันยากที่จะไม่มีใครสังเกตเห็น”
“ค่ะ ฉันจะไปรายงานทันที”
“อืม ขอบใจมาก”
“แต่สารวัตรคะ ถ้าเราหาคนที่พกวัตถุจำนวนมากกลับไปที่บ้านในบริเวณชายขอบเขตปลอดภัยไม่เจอละคะ?”
โอโลฟโยนก้นซิการ์ทิ้ง แล้วยิ้มเล็กน้อย “ถ้าหาไม่เจอ เื่ก็จะยิ่งน่าสนใจขึ้น”
จากนั้น เขาก็ใช้เท้าเหยียบก้นซิการ์ให้ดับ แล้วพึมพำกับตัวเองด้วยว่า “ไม่แน่ว่าความหวังของมนุษย์ อาจกำลังจะมาถึงแล้วก็ได้”
ฉินซือหยางกลับถึงบ้านก็เป็เวลาสองทุ่มแล้ว
เขากลับบ้านช้าเพราะได้หาที่ที่ไม่มีผู้คน เพื่อกินซากศพเทพเ้าที่เหลืออยู่ในกระเป๋านักเรียนจนหมด เอาข้าวกล่องข้างในออกมา จากนั้นก็จุดไฟเผากระเป๋านักเรียนและเสื้อนอกตัวที่สองทิ้ง
การจัดการหลักฐานในขั้นตอนสุดท้ายเหล่านี้ทำให้เขาใช้เวลาพอสมควร
แต่ก็โชคดีที่ตอนกลับถึงบ้าน เขาไม่พบว่ามีใครสะกดรอยตาม
ฉินซือหยางนั่งลงบนโซฟาที่ทำจากกล่องกระดาษแข็ง ๆ ในบ้าน และรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว
แม้ว่าตอนนี้สมรรถภาพทางกายของเขาจะแข็งแกร่งมาก แต่เขาก็ยังทนความเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีและจัดการเื่การฆ่าคนไม่ได้
“วันนี้มันช่าง… สุดโต่งจริง ๆ”
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแมงป่องตัวหนึ่งที่มองไม่เห็นหางกำลังไต่ผ่านหน้าต่างของเขาไป
ฉินซือหยางยิ้มอย่างขมขื่นและถอนหายใจ “อยากลองชิมรสชาติของมันดูจัง… แต่การกินมั่วซั่วก็มีความเสี่ยงนะ
แต่ก็นะ ความเสี่ยงและผลตอบแทนเป็เพื่อนที่ดีที่ไปด้วยกันเสมอ! ยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่าไร ผลตอบแทนก็จะมากเท่านั้น!”
ฉินซือหยางมองไปที่พลังลำดับ ‘จะกละคลั่ง’ ในสมองของเขาอีกครั้ง และเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
วันนี้เป็วันเสาร์ซึ่งควรจะเป็วันพักผ่อน แต่กลับเป็วันที่เหนื่อยล้าที่สุดั้แ่เขาเกิดใหม่
ฉินซือหยางปล่อยสมองให้ว่างเปล่าเพื่อให้ตัวเองสงบลงประมาณสิบกว่านาที จากนั้นเขาก็ไปอาบน้ำเย็นและเข้านอน
คืนนี้ ฉินซือหยางหลับลึกมากโดยไม่มีอะไรมารบกวน
พอเขาตื่นขึ้นมาก็เป็เวลาสิบโมงเช้าของวันอาทิตย์แล้ว
“ฉันหลับนานขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”
ฉินซือหยางพลิกตัวลุกจากเตียง เตรียมอุ่นข้าวที่ห่อมาจากโรงอาหารของโรงเรียนเพื่อกินรองท้อง
เขาเปิดเตา “ชีวิตไม่มีเงินมันก็ลำบากแบบนี้แหละ… อืม?”
ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเขาได้ปล้นเงินมาจากนักเลงสามคนนั้น แต่ตอนนั้นเขาจากไปอย่างรีบร้อน เลยไม่ได้ดูว่ามีจำนวนเท่าไร
เขาพลิกกางเกงที่ใส่เมื่อวานออกมาและล้วงเงินในกระเป๋ากางเกง แล้วก็ต้องตะลึง
ท่ามกลางเหรียญทองแดงกองใหญ่ มีเหรียญสีเงินที่ส่องประกายอยู่หนึ่งเหรียญ!
“เฮ้ย… มีเหรียญเงินด้วยเหรอเนี่ย?! พวกนักเลงสามคนนั้นรวยเกินไปแล้ว!”
โดยปกติแล้ว เหรียญทองแดงหนึ่งหมื่นเหรียญจะมีค่าเท่ากับเหรียญเงินหนึ่งเหรียญ แต่เนื่องจากส่วนประกอบของเหรียญทองแดงนั้นมีําตุโลหะอื่นผสมอยู่มาก จึงต้องใช้เหรียญทองแดงถึงหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญจึงจะแลกเหรียญเงินได้หนึ่งเหรียญ
ฉินซือหยางคิดว่านักเลงสามคนในคราบคนจรจัดคงจะยากจนไม่ต่างจากเขามากนัก และในกระเป๋าคงมีเหรียญทองแดงไม่กี่ร้อยเหรียญเท่านั้น
เขาไม่คิดเลยว่าจะมีเงินก้อนโตขนาดนี้!
“พวกเขารวยขนาดนี้แล้วทำไมถึงมาปล้นฉันล่ะ?”
ฉินซือหยางรู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจทันทีว่า ตอนนั้นพวกนั้นกำลังเล็งกระเป๋านักเรียนของเขาอยู่ คิดว่าในกระเป๋ามีของมีค่ามาก ๆ
นักเลงสามคนนั้นคงไม่คิดเลยว่า นอกจากเงินที่พวกเขาสะสมมาอย่างยากลำบากจะตกไปอยู่ในมือคนอื่นแล้ว ชีวิตของพวกเขาก็ยังต้องมาจบลงด้วย
นักเลงจรจัดสามคนพกเงินก้อนโตแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเงินนั้นต้องได้มาอย่างผิดกฎหมายแน่นอน
ทันใดนั้น อารมณ์ของฉินซือหยางก็ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด
นักเลงสามคนนั้นพกเงินก้อนโตขนาดนี้ ทำไมถึงกล้าไปแจ้งตำรวจจับเขา? นี่มันก็เหมือนกับการฆ่าตัวตายชัด ๆ!
บัดซบ! ถ้าเขารู้ว่าพวกเขามีเงินเยอะขนาดนี้ เขาแค่ปล้นพวกนั้นเสร็จแล้วก็รีบไปจากที่นั่นเลยก็สิ้นเื่แล้ว ไม่ต้องมาเจอเื่ยุ่งยากที่ตามมาแบบนี้
ตอนนี้ก็ดีเลย นอกจากคดีขโมยซากศพเทพเ้าแล้ว ยังมีคดีฆาตกรรมเพิ่มเข้ามาอีก
“พวกลูกหมาสามตัวนี่ ตัวเองทำชั่วแล้วยังทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อนไปด้วย!”
ฉินซือหยางถือเหรียญเงินนี้ไว้ในมือ รู้สึกว่ามันร้อนจนแทบจะเผาเขาได้
เหตุผลก็ง่าย ๆ คือเขาไม่มีที่ใช้เงินนั่นเอง
ถ้าเขาเอาเหรียญเงินนี้ไปใช้ใกล้ ๆ บ้าน คงจะทำให้คนอื่นสงสัยแน่นอน
เด็กกำพร้าที่ไม่ได้ทำงานเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน?!
ถ้ามีใครอิจฉาแล้วไปแจ้งรัฐบาลสหภาพ พวกเขาก็จะมาถาม และเขาจะหาเหตุผลมาอธิบายที่มาของเหรียญเงินนี้ไม่ได้เลย
มีเงินมากมายแต่ใช้ไม่ได้ ทำให้ฉินซือหยางหงุดหงิดใจมาก
หลังจากกินข้าวที่ห่อมาจากโรงเรียนเสร็จ เขาก็นำเหรียญทองแดง 40 เหรียญจากหลายร้อยเหรียญออกมาเพื่อไปเช่าคอมพิวเตอร์ที่ร้านอินเทอร์เน็ต
แต่คิดไปคิดมาแล้ว เหรียญทองแดง 40 เหรียญก็เป็เงินก้อนโตสำหรับสถานะของเขาเหมือนกัน มันคงจะอธิบายยาก
เขาเลยเอาเหรียญทองแดงวางลงไป 20 เหรียญ
เอาแค่เหรียญทองแดง 20 เหรียญไปเช่าคอมพิวเตอร์สักชั่วโมง ดูจะสมเหตุสมผลกว่า
“ให้ตายสิ! แค่จะใช้เงินยังต้องมาทำตัวเป็คนขี้ขลาดอีก! น่าอับอายจริง ๆ!”
ฉินซือหยางบ่นอุบอิบแล้วก็เดินออกจากบ้านไป
เขาก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองในตอนนี้
ในฐานะนักเรียนกำพร้าที่ยากจน เขาไม่สามารถใช้เงินได้อย่างอิสระ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องคิดเป็อันดับแรก เงินเป็เื่รองไปก่อน
สิ่งที่เขา้าในตอนนี้คือการหาตัวตนที่เหมาะสมให้กับตัวเอง เพื่อจะได้มีเหตุผลที่ดีพอในการรับรายได้ก้อนใหญ่
ตัวตนที่เหมาะสมซึ่งเป็ผู้มีพลังลำดับที่สามารถออกสู่สังคมได้อย่างเปิดเผย
“ไม่ว่าจะยังไงก็ห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาดว่าฉันเป็ ‘ผู้กลืนกินเทพเ้า’ ฉันต้องหาพลังลำดับอื่นที่สามารถใช้เป็ข้ออ้างเพื่อบอกกับคนทั่วไปได้ จากนั้นก็เข้าร่วมทีมของผู้มีพลังลำดับเพื่อออกไปล่าเทพเ้าที่นอกเขตปลอดภัยและพัฒนาตัวเองต่อไป!”
เขาเชื่อว่าตราบใดที่เขายังซ่อนตัวอยู่ได้ เขาก็จะค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อถึงจุดที่เขาแข็งแกร่งพอที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาแล้ว ค่อยเปิดเผยพลังลำดับและความสามารถของตัวเอง
ถึงตอนนั้นก็คงไม่มีใครสามารถเป็ภัยคุกคามกับเขาได้แล้ว
ถึงแม้จะซ่อนตัวอยู่ตลอดไม่ได้ ก็ต้องซ่อนใน่แรกให้ได้ก่อน จนกว่าจะมีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองได้ แล้วค่อยเปิดเผยตัว
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฉินซือหยางก็มาถึงร้านอินเทอร์เน็ตและจ่ายเหรียญทองแดง 20 เหรียญ
ผู้ดูแลร้านวันนี้ยังคงเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมคนเดิม
“หนึ่งชั่วโมงครับ”
ผู้ดูแลร้านชี้ไปที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดิมที่เขาเคยใช้เมื่อครั้งที่แล้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เครื่องนั้น ไปเลย”
ฉินซือหยางสังเกตเห็นโฆษณาใหม่ที่อยู่ด้านหลังผู้ดูแลร้าน [เติมเงิน 500 เหรียญทองแดง รับฟรีทันที 500 เหรียญทองแดง! รีบมาเติมกันเถอะ!]
เมื่อเห็นโปรโมชั่นร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่คล้ายกับความทรงจำในชาติที่แล้วของเขา เขาก็ถอนหายใจออกมา
เขามีความสามารถที่จะเติมเงินได้ แต่เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจู่ ๆ เขาถึงมีเงินมากมายขนาดนั้น
ฉินซือหยางหันหลังกลับด้วยความเสียดายและเดินไปนั่งที่คอมพิวเตอร์ที่มีกลิ่นบุหรี่อบอวล
เหมือนกับครั้งที่แล้ว การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เวลานานมาก พอ ๆ กับเวลาที่เขาจะใช้แปรงฟันล้างหน้าเลย
เมื่อเข้าสู่หน้าจอหลัก ฉินซือหยางก็เปิดเบราว์เซอร์และเข้าไปที่ฟอรั่มค่ายสังหารเทพอีกครั้ง
เขาเห็นกระทู้ปักหมุดหลายกระทู้ที่ดูจะเป็ประโยชน์กับเขามาก
นอกจากข้อมูลพลังลำดับทั้งหมดที่เขาเคยดูไปแล้ว ยังมีกระทู้แนะนำสำหรับผู้ที่เพิ่งปลุกพลังลำดับได้ ว่าจะรายงานตัวกับรัฐบาลสหภาพยังไง และวิธีเข้าร่วมทีมล่าเทพเ้า
ฉินซือหยางคลิกเข้าไปดูกระทู้แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นและอ่านมันอย่างละเอียด
[คนคนหนึ่งอาจจะปลุกพลังลำดับได้ทุกที่ทุกเวลาและในทุกสภาพ ตอนที่คุณปลุกพลังลำดับแล้ว ในสมองจะมีหน้าต่างข้อมูลบอกชื่อลำดับ เลเวลของลำดับ และทักษะที่ใช้ได้]
ฉินซือหยางก็มองไปที่หน้าต่างข้อมูลในสมองของเขา
[พลังลำดับ ‘ผู้กลืนกินเทพเ้า’]
[ยิ่งกลืนกินเทพเ้า ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น]
[ระดับ: เลเวล 2 'จะกละคลั่ง']
[ทักษะ: 'ดื่มโลหิต' สามารถย่อยเทพเ้าแม้กระทั่งจะกินเนื้อเทพเ้าสด ๆ]
[ทักษะ: 'ความรุนแรง' สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้เป็เวลาสิบนาที โดยพละกำลัง ความว่องไว และความแข็งแกร่งทางกายภาพจะเพิ่มขึ้นสามเท่า และจะไม่รู้สึกถึงาแใด ๆ]
ดูเหมือนหน้าต่างข้อมูลของเขาจะมีบรรทัดเพิ่มขึ้นมาจากที่กระทู้พูดถึง
[ยิ่งกลืนกินเทพเ้า ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น]
ข้อมูลบรรทัดนี้เองที่เป็ตัวชี้นำให้ฉินซือหยางไปที่ทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 114514 เมื่อวันก่อนเพื่อลองเสี่ยงโชคกับซากศพเทพเ้า
เมื่อเขาดูข้อมูลหน้าต่างของผู้มีพลังลำดับคนอื่น ๆ ดูเหมือนว่าจะไม่มีข้อความบรรทัดนี้
‘ถ้าพวกเขามีวิธีแข็งแกร่งขึ้นแบบไม่บอกไว้ แล้วพวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นยังไง?’
ฉินซือหยางอ่านกระทู้นั้นต่อไปพร้อมกับตั้งคำถามในใจ
[หลังจากปลุกพลังลำดับแล้ว คุณสามารถไปรายงานตัวที่สำนักงานผู้มีพลังลำดับใกล้ ๆ บ้านได้เลย และรายงานพลังลำดับกับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากคนอื่นไม่สามารถดูหน้าต่างข้อมูลในสมองของคุณได้ ดังนั้นเนื้อหาที่คุณรายงานก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง
แต่เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณรายงานตามความเป็จริง ไม่ต้องปิดบังและไม่ต้องโกหก เพราะหลังจากที่คุณรายงานแล้ว สำนักงานผู้มีพลังลำดับจะจัดทีมให้คุณตามพลังลำดับและทักษะของคุณ
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลของคุณจะถูกเผยแพร่ในโถงผู้มีพลังลำดับ และจะมีคนที่สนใจคุณชวนคุณเข้าร่วมทีมเพื่อไปล่าเทพเ้าที่นอกเขตปลอดภัย ถ้าข้อมูลของคุณไม่ถูกต้อง อาจทำให้ตัวคุณเองตายหรือทำให้ทีมล่มได้]
ฉินซือหยางใมากเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้
เขาไม่คิดเลยว่าหลังจากรายงานตัวแล้ว ผู้มีพลังลำดับคนอื่น ๆ จะรู้พลังลำดับและทักษะของเขาได้!
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องไม่เปิดเผยพลังลำดับของตัวเองเป็อันขาด! ไม่อย่างนั้น ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
[เมื่อคุณลงทะเบียนที่สำนักงานผู้มีพลังลำดับแล้ว คุณจะได้รับรางวัลแรกที่ทางสำนักงานมอบให้ หรืออาจจะเรียกว่าของขวัญสำหรับมือใหม่ ซึ่งนั่นก็คือ ‘โพชั่นพลังลำดับ’
โพชั่นพลังลำดับ เป็ยาที่รัฐบาลสหภาพพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับผู้มีพลังลำดับ สูตรของโพชั่นยังคงเป็ความลับขั้นสูงสุดของรัฐบาลสหภาพและถูกควบคุมโดยผู้นำสูงสุดของแต่ละเขตปลอดภัย
การดื่มโพชั่นพลังลำดับ เป็วิธีเดียวที่ผู้มีพลังลำดับทุกคนรู้ว่าจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร และเมื่อดื่มโพชั่นแล้ว ผู้มีพลังลำดับก็จะสามารถแข็งแกร่งและเลื่อนขั้นได้อย่างต่อเนื่อง
แต่ก็ไม่สามารถดื่มโพชั่นได้ตลอดเวลา เพราะหลังจากที่ดื่มโพชั่นแล้ว คุณจะต้องย่อยยาให้หมดก่อน ความสามารถของคุณถึงจะเพิ่มขึ้น และวิธีการย่อยยาก็มีวิธีเดียวคือการใช้ทักษะของคุณในการต่อสู้กับเทพเ้า ยิ่งคุณใช้ทักษะมากเท่าไร โพชั่นก็จะถูกย่อยได้เร็วขึ้นเท่านั้น
อย่าคิดที่จะใช้ทักษะของคุณมั่ว ๆ นอกเขตปลอดภัยเพื่อย่อยโพชั่น เพราะสำนักงานจะให้โพชั่นกับคุณตามเลเวลและจำนวนซากศพเทพเ้าที่คุณนำมาส่ง
ถ้าคุณใช้ทักษะไปหลายครั้งและย่อยยาหมดแล้ว แต่กลับเอาซากศพเทพเ้าที่น่าสงสารกลับมาแค่หนึ่งชิ้น หรือไม่มีซากศพเทพเ้ามาส่งเลย สำนักงานก็จะคิดว่าความสามารถในการต่อสู้ของคุณมีปัญหาและจะลดปริมาณโพชั่นที่ให้คุณ หรืออาจจะยกเลิกการให้ไปเลยก็ได้
หลังจากล่าเทพเ้าแล้ว นอกจากสำนักงานจะให้ โพชั่นกับคุณแล้ว ยังจะให้เกียรติและรางวัลมากมายอีกด้วย ดังนั้นการออกไปล่าเทพเ้าจึงเป็วิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้มีพลังลำดับที่จะรวยและเพิ่มความสามารถของตัวเอง]
ฉินซือหยางครุ่นคิด
ผู้มีพลังลำดับทุกคนจำเป็ต้องใช้โพชั่นพลังลำดับในการเพิ่มความแข็งแกร่ง และยังต้องใช้ทักษะระหว่างการต่อสู้กับเทพเ้าเพื่อย่อยยาด้วย
แต่เขาแค่ต้องกินเทพเ้าแล้วย่อยมัน เขาก็สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างนี้มันไม่เหมือนกับโกงเลยเหรอ?!
ไม่สิ เขาไม่ได้มีระบบนอกเหนือกฎเกณฑ์อะไรแบบนั้น นี่คือพลังลำดับที่เขาปลุกขึ้นมาเอง จะเรียกว่าโกงได้ยังไง?
“ฉัน ฉินซือหยาง ไม่ได้โกง!”