“เฮ้ย! นายจะทำอะไร” ทีปกรกระซิบกระซาบถามเกียกกาย
“กลับ” เกียกกายพูดด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ตอบกลับ
ดูท่าเกียกกายจะเอาจริงเสียแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่ทีปกรเป็ผู้ถูกกระทำเช่นนี้บ้าง ซึ่งปกติตนจะเป็ผู้กระทำใส่เกียกกายเสียมากกว่า ทีปกรไม่อยากผิดใจกับเพื่อนรักไปมากกว่านี้จึงรีบพูดกับเ้าหน้าที่ เพื่อหวังว่าจะได้กลับบ้านดั่งที่เกียกกาย้า อีกอย่างกกธูปก็ปลอดภัยดีแล้ว เื่คดีก็คงต้องปล่อยให้เ้าหน้าที่ตำรวจเป็ผู้จัดการ
“เด็กคนนี้ถูกทำร้ายร่างกาย และโดนขโมยรถมอเตอร์ไซค์ครับ ผมผ่านมาเจอเข้าก็เลยช่วยน้องเอาไว้”
“ผมว่าคุณควรไปให้การกับตำรวจเองจะดีกว่านะครับ” เ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดขึ้น
“พวกผมเป็แค่พลเมืองดีที่ผ่านมาเจอ และพวกผมต้องรีบกลับบ้านครับ บ้าน…” น้ำเสียงของเกียกกายในตอนนี้เริ่มดังขึ้น แต่เป็อันต้องหยุดชะงักเพราะสายตาของเพื่อนรักที่ส่งออกมาทำให้ใจอ่อนทุกครั้งที่เห็น
“เอาน่าไอ้กาย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วช่วยน้องเขาอีกหน่อยนะ” ทีปกรกระตุกแขนเสื้อเบา ๆ ให้เกียกกายหยุดพูด และทำสายตาอ้อนวอนเหมือนลูกแมวตัวน้อย ๆ ใส่เกียกกายดังเคย แต่ที่ไม่เหมือนเคยก็เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วยนี่แหละ ชายหนุ่มภายในรถกู้ชีพสองคนต่างเหลือบตามองเพื่อนรักทั้งสองและซุบซิบกันอย่างสนุกสนาน
“อ้อนกันซะขนาดนั้น เป็แฟนกันแน่ ๆ”
“พอแล้วไอ้ที…” เกียกกายเห็นทีท่าของเ้าหน้าที่ที่มีต่อตนและเพื่อนรักที่ดูแปลกไป จึงรีบขึ้นรถไปทันที
“ไปก็ได้ครับ แต่ผมมีเวลาไม่นานนะครับ” ทีปกรพูดก่อนที่จะรีบวิ่งตามเกียกกายไป
ผลการตรวจจากโรงพยาบาลทำให้รู้ว่ากกธูปไม่ได้รับาเ็อะไรรุนแรง มีแค่รอยฟกช้ำบนหน้าผากเท่านั้น แต่หมอได้กำชับว่าถ้ามีอาการปวดหัวต้องกลับมาให้หมอตรวจอีกครั้ง หมอจึงอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ หลังจากนั้นทางเ้าหน้าที่กู้ภัยจึงอาสาพาคนต่างถิ่นและกกธูปไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ
วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 18.46 น.
เพื่อนรักทั้งสองขับรถตามรถตู้สีขาวเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ แสงแดดอ่อน ๆ ในยามเย็นที่เคยมี ตอนนี้เริ่มจางหายไปอีกครั้ง จากท้องฟ้าที่เคยสดใสกลายเป็สีครามตัดกับแสงสีส้มจาง ๆ บรรยากาศแบบนี้ทำให้รู้ทันทีว่าอีกไม่นานความมืดมิดจะเข้ามาแทนที่
“ทำไงล่ะทีนี้ กว่าจะเสร็จเื่ก็น่าจะมืด กลับบ้านไม่ทันแล้วแน่ ๆ ต้องนอนที่นี่อีกสักคืนแล้วล่ะมั้ง” เกียกกายเริ่มพูดขึ้นหลังจากที่เงียบมานาน
“ก็คงต้องเป็อย่างนั้นแหละ” ทีปกรยักไหล่ทั้งสองข้าง พร้อมทั้งพ่นลมหายใจออกมา
“เฮ้อ… พอก่อนเถอะนะท่านผมอยากกลับบ้าน ผมรู้ว่าต่อจากนี้ไปจะมีเื่ไม่คาดคิดแบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่คืนนี้ผมขอหลับสบายสักคืนเถอะนะท่าน จบเื่นี้แล้วอย่าเพิ่งมีเื่อื่นมาเพิ่มอีกนะครับท่าน” จู่ ๆ เกียกกายก็พูดออกมาลอย ๆ พร้อมแสดงท่าทางอันแปลกประหลาด ทำเอาคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลุดขำออกมา จากบรรยากาศที่เคยเงียบสงบกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ข้าจะให้อย่างที่เพื่อนเ้าปรารถนา” เสียงกระซิบจากเขมทัตมีแค่ทีปกรเท่านั้นที่ได้ยิน ทำให้ชายร่างบางเผยรอยยิ้มอันแสนเอียงอายบนใบหน้า
มีบางสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตา ััลูบไล้จากหัวไหล่ทั้งสองข้างค่อย ๆ ไล่ไปยังหน้าอกของทีปกร ััที่ได้รับเหมือนจะเป็การกอดจากด้านหลัง ชายร่างบางใช้มือแตะไปยังหน้าอกของตนเพื่อเป็การตอบรับ
“เ้าเองก็คงเหนื่อยมาก ข้าก็อยากให้เ้าได้พักเช่นกันเด็กน้อยของข้า” ริมฝีปากโปร่งใสประทับลงบนแก้มด้านขวาของชายร่างบาง เืที่ไหลเวียนภายในร่างกายเริ่มสูบฉีดแรงขึ้น เผยสีหน้าอันแดงก่ำออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เกียกกายละสายตาจากรถตู้คันสีขาวที่ขับอยู่ด้านหน้า หันมามองเพื่อนรักที่จู่ ๆ เสียงหัวเราะก็ขาดหายไป เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของทีปกรที่เปลี่ยนไป ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเขมทัตต้องอยู่แถวนี้แน่ ๆ
“เอาอีกแล้ว เอาอีกแล้ว เพื่อนผมเอาอีกแล้ว เขินอีกแล้ว”
“หันหน้ากลับไปเลย” ทีปกรใช้มือดันหน้าของเกียกกายให้มองไปยังด้านหน้าดังเดิม รอยยิ้มแห่งความสุขเริ่มเผยขึ้นบนใบหน้าของเพื่อนรักทั้งสองอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเจอเื่ราวต่าง ๆ มามากมายภายในระยะเวลาแค่สามวัน