สมุนไพรห้าชนิดถูกจ้าวลู่ชิงนำมาบดให้เป็นผง สมุนไพรพวกนี้ล้วนเป็นของที่มาจากทุ่งหญ้า ในต้าถังแทบไม่มีพวกมันอยู่เลย สาเหตุที่นางมีก็เพราะท่านอ๋องเป็นคนนำมันมาให้ในครั้งนั้น
เพียงแค่บัวหิมะพันปีก็มีมูลค่าสูง แต่ว่าใช้เพียงน้อยนิดก็เพียงพอแล้ว ระหว่างที่นั่งบดยานางก็คิดค่ารักษาและค่ายาอยู่ในหัว
ซูเซียงกับซูเจินนั่งช่วยงานอยู่ข้าง ๆ เห็นคุณหนูยิ้มอยู่คนเดียวก็มีสีหน้าสงสัย พวกนางสองพี่น้องพยายามมองว่าคุณหนูยิ้มให้กับอะไร
“พวกเจ้าไม่ต้องมองหาหรอก ข้าเพียงคิดถึงเงิน”
“คุณหนูเจ้าคะ แมงป่องสามหางมันเป็นเช่นไร” ซูเซียงสงสัยลักษณะของแมงป่องสามหาง
“ลักษณะมันก็เหมือนแมงป่องทั่วไปแต่หางของมันจะมีสามแฉก บริเวณหางของมันจะมีพิษร้ายแรง”
“พิษร้ายแรงแต่ไม่ทำให้ถึงตายหรือเจ้าคะ คนพวกนั้นถึงได้มีชีวิตอยู่นาน”
“ขึ้นอยู่กับปริมาณพิษที่ได้รับ พวกเขาได้รับพิษในปริมาณที่น้อย จึงส่งผลให้ยังมีชีวิตรอดอยู่ได้นาน แต่ว่าพวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดกับพิษที่แล่นอยู่ในร่างกาย”
“พวกเขาถูกพิษได้อย่างไร ถ้ามีคนปองร้ายวางยาพิษเหตุใดถึงไม่ทำให้ตาย” ซูเซียงเป็นเพียงเด็กสาวยังไม่เข้าใจความซับซ้อนของเรื่องมากพอ
“คนพวกนั้นฉลาด ไม่กล้าวางยาพิษให้ตายเร็วพลัน สาเหตุก็เพราะไม่อยากให้ถูกจับได้อย่างไรล่ะ ผู้ที่ได้รับพิษล้วนไปทำการค้าหากคนพวกนั้นตายเร็วทุกคนก็จะพุ่งเป้าไปยังพวกเขา ดังนั้นจึงให้พิษค่อย ๆ เล่นงาน หมอในแคว้นถังต่างยื่นมือเข้าไปสำรวจพิษจากสัตว์และพืชในทุ่งหญ้ากว้างไม่ถึง”
“แล้วแมงมุมแดงล่ะเจ้าคะ เป็นอย่างไร”
“มันจะมีลักษณะเป็นตัวสีแดง ตามลำตัวจะมีขนสีแดงเช่นเดียวกัน พิษของแมงมุมก็ร้ายกาจเช่นเดียวกับแมงป่อง แต่พิษของแมงมุมจะทำให้เหนื่อยหอบง่าย หากนายท่านรองสกุลหลูมาช้าอีกเพียงอาทิตย์เดียวข้าเกรงว่าเขาคงไม่มีชีวิตรอด”
“ในใต้หล้านี้มีพิษแปลกประหลาดอยู่มากมายเกินไปแล้ว” ซูเจินถอนหายใจกับความร้ายกาจของมนุษย์
“มีมากมายจนพวกเจ้านึกไม่ถึงเชียวล่ะ”
“น่าสงสารพวกเขาเหมือนกันนะเจ้าคะ อยู่แบบทนทุกข์ทรมานทุกวัน พวกเขาทนมาได้ขนาดนี้นับว่ามีความอดทนสูง”
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า พวกเขามีความอดทนสูงจริง ๆ ทรมานกับอาการเจ็บปวดทุกข์วันกว่าจะผ่านไปได้แต่ละวันคงสิ้นหวังน่าดู”
จ้าวลู่ชิงรีบบดยา บอกให้สาวใช้ทั้งสองเตรียมสมุนไพรที่ต้องการออกเป็นชุด ๆ
คลังสมุนไพรในบ้านล้วนมีแต่ของดีและหายากทั้งสิ้น โรงหมอยังไม่มีสมุนไพรที่หลากหลายเทียบเท่า
กว่าจะได้นอนจ้าวลู่ชิงและสาวใช้ก็หาวแล้วหาวอีก พลเงาที่อยู่ใกล้เรือนไม่ได้สงสัยว่าทั้งสามทำอะไรกัน เพราะพวกตนเห็นพวกนางนอนดึกดื่นเช่นนี้จนชิน
จ้าวเฉิงเดินยืดเส้นยืดสายตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อคืนนอนหลับสนิทจนถึงเช้าเหมือนดั่งเคย อากาศยามเช้าของหมู่บ้านกลางหุบเขาช่างบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง
“เจ้าตื่นแล้วหรือ”
เฝิงไห่ออกมายืดเส้นยืดสายเช่นเดียวกัน มาอยู่ที่นี่รู้สึกแข็งแรงยิ่งกว่าเดิมไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด หรือว่าไม่ต้องเครียดกับบุตรหลานกันนะ
“พี่ใหญ่ หลับสบายดีหรือไม่” จ้าวเฉิงเรียกพี่ชายของภรรยาว่าพี่ใหญ่ดังเช่นเคย
“หลับสบายมาก สงสัยเป็นเพราะสุรา ล้มหัวลงนอนก็หลับสนิททั้งคืน”
“ต่อไปนี้พวกเราคงขโมยสุราของนังหนูไม่ได้แล้วล่ะ”
“ทำไมหรือ”
“ถ้านางโกรธขึ้นมาคนแก่อย่างพวกเราก็ไม่ได้ทานของอร่อยน่ะสิ นังหนูคนนี้เป็นเด็กเจ้าคิดเจ้าแค้น” จ้าวเฉิงยกมือขึ้นป้องปากนินทาหลานสาว
“เสี่ยวชิงเป็นเด็กดีและขยันจนข้าอยากให้นางมาเป็นหลานสะใภ้”
“ท่านอย่าริอาจฝัน หลานข้ามีคู่หมั้นหมายอยู่แล้ว ท่านเก็บความคิดของตัวเองกลับไปเถิด”
จ้าวเฉิงเบ้ปากเมื่อได้ยินพี่ชายของภรรยากล่าวว่าอยากได้หลานสาวของตนไปเป็นหลานสะใภ้ คิดอาจเอื้อมเกินไปแล้ว ดูหลานชายของตาเฒ่านี่สิ แต่ละคนไม่เข้าตาเลยสักนิด
“คู่หมั้นของนางคือผู้ใด”
“ท่านอย่ารู้เลย รู้เพียงว่านางมีคู่หมั้นก็พอ”
“เสียดาย” เฝิงไห่รู้สึกเสียดายอย่างที่กล่าวจริง ๆ “เมื่อวานข้าเพิ่งเขียนจดหมายส่งกลับบ้าน เสี่ยวชิงสั่งซื้ออาหารทะเลแห้งจำนวนมาก มิรู้ว่าบุตรชายข้าจะจัดการได้เรียบร้อยหรือไม่”
“นางสั่งซื้อเท่าไหร่” จ้าวเฉิงเพิ่งรู้ว่าหลานสาวสั่งซื้ออาหารทะเลแห้ง
“มีเท่าไหร่ก็เอามาให้หมด มากเท่าไหร่ยิ่งดี” เฝิงไห่ยิ้มกริ่มกับการค้าใหญ่ มาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวเลยสักนิด
“อรุณสวัสดิ์ท่านปู่ทั้งสองเจ้าค่ะ พวกท่านกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่เจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงยอบกายคารวะผู้อาวุโสทั้งสองยามเช้า
“เจ้าให้คนถืออันใดมาน่ะ” จ้าวเฉิงสนใจสิ่งที่บ่าวถืออยู่ด้านหลัง
“นี่คือสุราดองโสมห้าร้อยปีเจ้าค่ะ ข้าดองไว้ให้พวกท่านจิบก่อนทานข้าว”
“ดีๆๆ หลานรักเจ้านำมันเข้าไปไว้ที่ห้องของปู่เลย” จ้าวเฉิงยิ้มหน้าบ้านตั้งแต่ยามเช้า
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าจะนำมันไปวางไว้ที่โถงอาหาร”
“เอาไปไว้ที่โถงอาหารเกรงว่าจะมีคนขโมย พวกเจ้าเอาไปเก็บไว้ในเรือนของข้า” หันไปออกคำสั่งกับบ่าว
“พวกเจ้านำไปวางไว้ที่โถงอาหาร”
บ่าวทั้งสองทำตามที่คุณหนูบอก รีบยกสุราดองโสมห้าร้อยปีมุ่งตรงไปยังห้องอาหาร
“นังหนูคนนี้ เจ้าคิดจะขึ้นเป็นใหญ่แทนข้ารึ” จ้าวเฉิงเห็นบ่าวเชื่อฟังนางมากกว่าตนก็หรี่ตามอง
“แน่นอนเจ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงวิ่งหนีหลังจากกล่าวจบ ไม่ยอมอยู่ฟังท่านปู่บ่น
“เจ้าเด็กตัวแสบ” จ้าวเฉิงตะโกนไล่หลัง “ข้าทำอันใดเจ้าไม่ได้ ข้าจะไปลงกับพ่อเจ้าแทน”
เด็ก ๆ ในหมู่บ้านแต่งกายด้วยเครื่องแบบเหมือนกันเดินเป็นกลุ่มไปยังสถานศึกษาเป็นภาพชินตาของบรรดาผู้ปกครองในหมู่บ้านซานเป่ย
แต่ก่อนเด็กพวกนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ ดูตอนนี้สิอยู่ในเครื่องแบบที่ทางสถานศึกษากำหนดช่างดูน่ารักน่าเอ็นดู เสียงหัวเราะสดใสทำให้บรรดาผู้ปกครองที่คอยมองบุตรตนเองต่างมีแรงฮึดสู้ในการทำงาน
ความเปลี่ยนแปลงนับวันยิ่งเห็นมากขึ้น กลับไปถึงบ้านทุกคนต่างช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง พอมีเวลาว่างก็หยิบตำราขึ้นมาท่อง
เสียงท่องตำราของบรรดาบุตรหลานทำให้ผู้ปกครองที่นั่งฟังต่างเพลิดเพลินไปกับมัน บางคนถึงกับต้องหลั่งน้ำตาที่บุตรหลานอ่านตัวอักษรออก ถึงแม้ตอนนี้ตัวอักษรที่เขียนจะดูไม่สบายสักเท่าไหร่แต่อีกไม่นานต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
ชีวิตครอบครัวเกษตรกรในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขากลายเป็นหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยปัญญาชน หมู่บ้านอื่น ๆ ต่างอยากส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่นี่
“เด็กน้อย ขยันกันมากเลย” จ้าวลู่ชิงเปิดผ้าม่านทักทาย
“พี่สาวลู่ชิง” เด็ก ๆ ต่างส่งเสียงทักทายกลับ บางคนก็กระโดดโบกมือให้ เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวตั้งแต่ยามเช้า
จ้าวลู่ชิงกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านไท่ นางพูดคุยกับบิดา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดบิดาถึงไม่ตอบคำถามของนาง
“ท่านพ่อเจ้าคะ” เรียกอีกครั้ง
“ท่านพ่อ!”
“เจ้ามีอันใดหรือ” จ้าวหยางหันหน้ามาส่งยิ้มให้กับบุตรสาว
“เหตุใดท่านพ่อถึงไม่พูดกับข้า”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
จ้าวลู่ชิงเลิกคิ้วกับอาการของบิดา “ท่านพ่อไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือเจ้าคะ” นางพูดเสียงดัง
“วันนี้หูพ่อไม่ค่อยได้ยิน ท่านปู่ของเจ้ามาบ่นใส่หูพ่อตั้งแต่เช้า จนหูอื้อไปหมด”
จ้าวหยางตะโกนคุยกับบุตรสาวจนโม่เอินที่กำลังบังคับรถม้ายกมือขึ้นอุดหู ขนาดโม่เอินยังยกมือขึ้นอุดหูแล้วซูเซียงที่นั่งอยู่ใกล้กันล่ะจะไม่ยกมือขึ้นอุดหูอย่างไรไหว
“ท่านพ่อหูอื้อหรือ” มิน่าล่ะนางสนทนากับท่านบางครั้งก็ได้คำตอบที่ไม่ตรงคำถาม
จ้าวหยางยิ้มให้บุตรสาว ไม่รู้ว่าบุตรสาวพูดอันใดรู้เพียงแค่ปากนางขยับ ฝ่ามือเคาะหูที่อื้ออึง เมื่อเช้าบิดาเข้ามาบ่นใส่หูเขา ขุดเรื่องตั้งแต่เขายังเป็นเด็กจนโตมาบ่น
จะมีบิดาบ้านใดที่ความจำดีเช่นนี้ จำได้แม้กระทั่งว่าเขาแกล้งน้องสาวทั้งสองกี่ครั้ง จากนั้นเรื่องเก่า ๆ ก็ถูกขุดขึ้นมาต่อว่า
จ้าวลู่ชิงรู้สึกสงสารบิดาจึงช่วยบอกวิธีการทำให้หูหายอื้อแก่ท่าน แต่กว่าจะพูดคุยกันรู้เรื่องก็เล่นเอาปวดหัวไม่น้อย
รถม้าที่ซูเจินนั่งเดินทางมาถึงโรงหมอฮุ่ยหลิงตั้งแต่เช้า วันนี้คุณหนูให้นางนำยาสำคัญมาส่งให้กับท่านหมอสวี
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านหมอสวี” ซูเจินทักทายผู้อาวุโส
“เป็นอย่างไรบ้าง เสี่ยวชิงทำสำเร็จหรือไม่”
“สำเร็จเจ้าค่ะ”
พนักงานรีบมาช่วยยกกล่องใบใหญ่ลงจากรถม้า
“มีทั้งแบบดื่มและอาบเพื่อขับพิษด้วยนะเจ้าคะ” ซูเจินยื่นจดหมายที่จ้าวลู่ชิงเขียนให้กับท่านหมอสวี
“เจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อหรือว่ากลับเลย”
“ข้าจะกลับเลยเจ้าค่ะ ที่บ้านยังมีงานที่ต้องทำ” ซูเจินตรวจสอบของที่นำมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าครบถ้วนจึงขอตัวลากลับ
หมอสวีจัดเตรียมยา ยาถอนพิษพวกนี้ไม่ใช่ดื่มแค่เพียงครั้งเดียวแล้วจะขับพิษออกจากร่างกายจนหมด
คนป่วยต้องพักทำการรักษาอยู่ที่โรงหมออีกประมาณสองวันถึงจะสามารถขับพิษออกจนหมด
“พวกเจ้าเตรียมน้ำอุ่นให้ผู้ป่วยทุกห้องสำหรับแช่ตัวขับพิษ”
พนักงานรีบทำตามคำสั่ง