ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 34 เส้นขีดจำกัดลดลง

                ตกเย็น หลังจากเจินเจินอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็กอดหมอนที่กู่ซื่อปักให้วิ่งไปยังห้องของกู้อวี้

                “พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าเจ้าจะนอนคนเดียว”กู้อวี้ต้องอธิบายเหตุผลให้ฟังอยู่นานกว่าเด็กหญิงจะยอมนอนคนเดียวแต่ปรากฏว่าเพิ่งจะผ่านไปเพียงหนึ่งคืนนางก็โยนเรื่องนี้ทิ้งไปแล้ววิ่งมานอนกับเขาอีกแล้ว

                “ข้าจะมาท่องหนังสือกับพี่ชายเมื่อตอนกลางวันยังท่องไม่เสร็จเลย”

                กู้อวี้อยากจะบอกออกไปเหลือเกินว่าไว้ท่องพรุ่งนี้ไม่ก็มะรืนนี้ก็ได้ ทว่าเขาไม่อยากทำลายความกระตือรือร้นของนางอีกทั้งมีคำกล่าวว่า บอกว่าเอาไว้ค่อยทำพรุ่งนี้ แล้วพรุ่งนี้ที่ว่าคือเมื่อใด

                ขณะที่กู้อวี้กำลังลุกลงจากเตียงมานั่งบนรถเข็นเพื่อไปยังโต๊ะหนังสือเจินเจินกลับหยิบตำราสามอักษรมาจากบนโต๊ะหนังสือ จากนั้นกระโดดขึ้นไปบนเตียงแล้วซุกตัวซ่อนใต้ผ้าห่ม

                “ลงไป”กู้อวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ

                เจินเจินสั่นศีรษะ “ไม่ ข้าหนาว”

                กู้อวี้เม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวคำใดออกมาอีกเขาเขยิบไปอีกด้านของเตียงเพื่อเว้นระยะห่างไหนเลยจะรู้ว่าเจินเจินกลับเบียดเข้ามาใกล้ก่อนจะเอาใบหน้านุ่มนิ่มซบมาที่อกของเขา

                “นอนแบบนี้จึงจะมองเห็นชัด”

                กู้อวี้ระบายลมหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจก้มมองคนที่ซุกอยู่ที่อกเขา พยายามใช้มือผลักตัวเจินเจินออกแต่ไม่ว่าจะผลักอย่างไรอีกฝ่ายกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยเขาจึงได้แต่ต้องจำยอมปล่อยไป จากนั้นจึงนอนตัวแข็งทื่อเริ่มต้นท้องหนังสือ

                ขีดจำกัดของคนเรามักจะผ่อนลงโดยที่ไม่รู้ตัวหากเป็นตอนที่เจินเจินเพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านสกุลกู้ใหม่ๆ กู้อวี้ผู้เคร่งครัดในขนมธรรมเนียมไม่มีทางยอมให้นางมานอนซบอกเช่นนี้แน่ทว่านี่ก็เพิ่งจะผ่านไปแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง...

                “สั่งสอนบุตรไม่ดีเป็นความผิดของบิดามารดาสั่งสอนแต่ไม่เข้มงวด นับว่าอาจารย์ขี้เกียจเด็กที่ไม่ขยันเรียนเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม หากตอนเด็กไม่ขยันเรียนแก่ไปจะทำมาหากินใด…”น้ำเสียงกู้อวี้ยามท่องตำราเรียบเรื่อยประหนึ่งสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆฟังแล้วให้ความรู้สึกสบายหูเหลือเกิน ทำให้ไม่นานต่อมาเจินเจินก็อ้าปากหาว

                “หากง่วงแล้วก็นอนเถิด”กู้อวี้วางตำราลง

                เจินเจินเอามือปิดปากหาวพร้อมกับส่ายหน้า“ข้าไม่ง่วง พี่ชายพูดต่อเถอะ สั่งสอนบุตรไม่ดีอันใดต่อนะ…” ทว่าเพิ่งจะพูดจบดวงตาก็ปิดสนิทผล็อยหลับไป ทั้งยังมีน้ำลายไหลออกมาอีกต่างหาก

                รุ่งเช้าวันต่อมาเจินเจินลืมตาตื่นขึ้น นางมองไปด้านข้าง พี่ชายไม่อยู่แล้ว หากตำราสามอักษรยังคงวางไว้บนหมอน“แย่แล้ว เมื่อคืนข้าเผลอหลับไป!”

                นางกระโดดลงจากเตียงรีบหยิบเสื้อคลุมมาสวม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่จ้าวซื่อเดินเข้ามาในห้อง

                “เจ้าลูกคนนี้นี่เมื่อคืนวิ่งมานอนกับพี่ชายของเจ้าอีกแล้วหรือ” จ้าวซื่อช่วยสวมถุงเท้าและรองเท้าให้บุตรสาวก่อนจะอุ้มออกจากห้องพากลับไปยังห้องเอ่อร์ฝางซึ่งเป็นห้องนอนของเจินเจิน

                ภายในห้องมีถังน้ำอุ่นตั้งรอเอาไว้แล้วจ้าวซื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้บุตรสาว ก่อนจะเกล้ามวยผมเป็นทรงกลมดังลูกซาลาเปาสองก้อนซ้ายขวาทั้งยังผูกเชือกประดับผมแขวนกระดิ่งห้อยทำให้เวลาเจินเจินขยับตัวจะมีเสียงกรุ๊งกริ๊งอันไพเราะดังขึ้น

                “ท่านแม่ พี่ชายเล่าเจ้าคะ”เจินเจินเอียงคอถามอย่างฉงน

                จ้าวซื่อยิ้มก่อนจะใช้มือเขกที่ศีรษะบุตรสาวไม่แรงนักในสมองของบุตรสาวนางมีแต่กู้อวี้หรืออย่างไรไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย “ตอนที่แม่มาก็ไม่เห็นพี่ชายของเจ้าแล้วพอถามแม่บุญธรรมของเจ้า นางบอกว่าเขาออกไปตั้งแต่ฟ้าเพิ่งจะสว่าง”

                สีหน้าเจินเจินแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดทันทีต้องเป็นเพราะเมื่อคืนนางไม่ตั้งใจท่องหนังสือเป็นแน่วันนี้พี่ชายถึงได้ไม่ไปเที่ยวเล่นกับนาง

                “เป็นอันใดไปเมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลยแท้ๆ” จ้าวซื่อเห็นท่าทางของบุตรสาวเลยเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

                เจินเจินถอนหายใจกล่าวตอบว่า “ท่านไม่เข้าใจ”

                จ้าวซื่อหลุดหัวเราะพรืดออกมา“เจ้าเพิ่งจะอายุเท่าใด ไฉนถึงได้พูดเหมือนคนแก่เช่นนี้”

                เจินเจินไม่อยากจะกล่าวคำใดอีกจึงเลือกที่จะเงียบ

                จ้าวซื่ออุ้มบุตรสาวขึ้นมา“พวกเราไปกินข้าวกันเถิด เช้านี้มีซาลาเปาให้กิน”

                เจินเจินเอาหน้าซุกกับไหล่ของมารดา เมื่อพี่ชายไม่อยู่เล่นกับนางนางจึงหมดความอยากอาหารในทันใด แม้แต่ซาลาเปาก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจได้เช่นทุกครั้งทว่าพอถึงเวลาเจินเจินผู้ที่บอกว่าไม่อยากอาหารกลับกินซาลาเปาเข้าไปถึงห้าลูกด้วยกัน

                กินข้าวเสร็จจ้าวซื่อก็กลับบ้านบ้านหลังนี้ทั้งเก่าและทรุดโทรมอย่างมาก นางจึงมีงานที่ต้องทำมากมายส่วนหยวนเหล่าเอ้อร์เข้าไปซื้อของในตำบล เขาและภรรยาออกจากสกุลหยวนมาตัวเปล่าแม้แต่หม้อที่จะใช้ทำกับข้าวก็ยังไม่มี

                กู้ซิ่วไฉนำโสมที่ซื้อมาจากหยวนเหล่าเอ้อร์ซ่อนไว้ในอกเสื้อกำลังจะเดินทางไปขายให้กับคหบดีจางที่หมู่บ้านข้างๆ ระหว่างกินข้าว เขาได้ถามหยวนเหล่าเอ้อร์ว่าหากตนสามารถพูดคุยกับคหบดีจางให้ช่วยหางานดีๆ ให้ได้ อีกฝ่ายจะยินดีทำหรือไม่

                เขาต้องถามเรื่องนี้กับหยวนเหล่าเอ้อร์เสียก่อนมิฉะนั้นเกิดไปแล้ว ปรากฏว่าหยวนเหล่าเอ้อร์ไม่อยากทำขึ้นมา อาจทำให้เขาผิดใจกับคหบดีจางได้ยามที่ถามหัวใจเขาเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่ตลอดเวลา กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยินดีอย่างไรเสียหยวนเหล่าเอ้อร์ก็อยู่บ้านว่างๆ มาหลายปี ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กลับยิ้มแย้มอย่างยินดีทำให้เขาลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ในใจคิดว่า เขาดูคนไม่ผิดจริงๆ

                กู้ซิ่วไฉไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเหตุที่หยวนเหล่าเอ้อร์ยินยอมเป็นเพราะคำว่างานดีๆ ที่เอ่ยออกมา งานดีๆที่ว่าคงจะเพียงพอทำให้เขาพูดโอ้อวดคนในหมู่บ้านได้หลายวัน อีกอย่างสำหรับเขาแล้ว งานดีๆที่ว่านี้คงไม่น่าจะเหนื่อยสักเท่าใด หากเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยแล้วจะเรียกว่างานดีๆได้อย่างไร

                กู่ซื่อไปหาภรรยาของผู้ใหญ่บ้านเพื่อพูดคุยธุระในขณะที่สามพี่น้องกู้สะพายตะกร้าที่หลังแล้วออกจากบ้านไป ไม่รู้ที่หมายว่าจะไปที่ใดบ้านสกุลกู้ในเวลานี้จึงเหลือเจินเจินเพียงผู้เดียวนางนั่งเอามือเท้าคางอยู่หน้าประตู เหม่อมองออกไปข้างหน้าไกลๆ

                เพลานี้เจินเจินไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะไปวิ่งเล่นกับสหายต่อมาสายตานางก้มลงไปเห็นมดที่เดินเรียงแถวกันบนพื้น เด็กหญิงหยิบใบไม้ขึ้นมาขวางทางมันไม่ให้มันเดินต่อไปได้มันจึงแถวแตก มดบางตัววิ่งไปทางซ้ายทีวิ่งไปทางขวาทีอย่างไม่รู้จะวิ่งไปทางใดดีกระนั้นพวกมันก็ยังเก่งมากอยู่ดี แถวแตกได้ไม่นานก็กลับมาตั้งแถวได้ใหม่อีกครา

                กู้อวี้มองเห็นจากไกลๆว่าเจินเจินกำลังนั่งหงอยเหงาอยู่หน้าประตูบ้าน ท่าทางแลดูน่าสงสารอย่างยิ่ง

                “พี่ชาย!”

                ทันทีที่นางเห็นเขาท่าทีเปลี่ยนกลับมาสดใสร่าเริง ในแววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความยินดีและประหลาดใจ

                “พี่ชาย ท่านกลับมาแล้วหรือท่านไปที่ใดมา” นางเดินเข้ามาจับมือเขาพร้อมเอ่ยถาม

                “วันนี้เจ้าไม่ได้บอกว่าจะออกไปเที่ยวเล่นหรือ”เขาไม่ตอบแต่ถามกลับ ทั้งยังพยายามจะดึงมือออก แต่ไม่ว่าจะดึงอย่างไรก็ไม่เป็นผลจึงได้แต่ล้มเลิกความคิดไป ช่างเถอะ อย่างไรนางก็ยังเป็นแค่เด็ก

                “แต่เมื่อคืนข้าเผลอหลับไปก่อนที่จะท่องตำราเสร็จ…”เจินเจินคอตกอย่างเศร้าสลด

                “เช่นนั้นวันนี้เจ้าก็ท่องให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปเที่ยวเล่น”กู้อวี้มีสีหน้าเรียบเฉยขณะกล่าวคำ

                “ดีเจ้าค่ะ”เจินเจินพยักหน้าอย่างแรง ก่อนจะเข็นรถเข็นพากู้อวี้เข้าไปในบ้าน จากนั้นท่องตำรากับชายหนุ่มอย่างสงบเสงี่ยม

                เจินเจินตั้งใจท่องตำราเพียงไม่นานก็สามารถจดจำความรู้ที่ท่องได้ทั้งหมด ทันทีที่กู้อวี้ปิดตำรานางวิ่งไปหยิบตะกร้ามาสะพายที่หลัง ก่อนจะหยิบมีดใส่ลงไป “พี่ชาย พวกเราไปกันเถิด”เจินเจินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากู้อวี้ด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมกับมองอีกฝ่ายอย่างรอคอย

    คล้ายกับเรื่องไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ] ที่คุณอ่าน