หลังจากที่สังหารชายหัวโล้นพร้อมกลืนกินมันเข้าไปทั้งหมด ทันย่าก็ได้เร่งรีบไปหาซากร่างของเ้าหมาป่าจันทราโลหิต
เนื่องจากคำพูดของดาวาลที่ยังคงดังกึกก้องอยู่ในหัว ต่อให้หมาป่าจันทราโลหิตจะโดนโจมตีจุดสำคัญหลายแห่งเลยก็ตาม ทว่าถ้ายีนส์กลายพันธุ์ที่ไหลเวียนภายในร่างกายยังไม่หมดสิ้นพลังลง พวกเขาก็ย่อมมีหนทางในการทำให้เ้าหมาโง่นี้ฟื้นคืนชีพขึ้น
[เืของเ้ามีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาทันย่า รีบเอาเืของเบฮีมอทให้กับเ้าหมาโง่นี้ดื่มกินซะ]
[เพราะยีนส์พันธุกรรมของเ้าเต็มไปด้วยพลังในการฟื้นคืนชั้นสูง เพียงแค่ให้เหล่ามอนเตอร์กลืนกินลงไปอยู่เล็กน้อย มันก็ทำให้ยีนส์พันธุกรรมภายในร่างต้องถูกกระตุ้นการทำงาน เริ่มซ่อมแซมตนเองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต่างไปจากทรัพยากรชั้นยอดของจักรวาลเลยซักนิด]
เมื่อรู้ว่าเืของเบฮีมอทมีคุณสมบัติในการฟื้นคืนสภาพ ทันย่าก็ไม่รอช้าและนำเืของตนเองให้กับเ้าหมาโง่นี้ดื่มกิน
โลหิตสีทองที่อัดแน่นไปด้วยยีนส์พันธุกรรมชั้นยอดได้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหมาป่าจันทราโลหิต
เซลล์ที่ใกล้ตายแล้วเริ่มถูกกระตุ้นโดยยีนส์พันธุกรรมอันยิ่งใหญ่ พลังของมันฟื้นตื่นและเริ่มซ่อมแซมอวัยวะภายในที่เสียหาย าแหลายแห่งได้เริ่มเชื่อมต่อกันประหนึ่งบังเกิดปาฏิหาริย์ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถึงความเร็วในการฟื้นคืนสภาพที่น่าเหลือเชื่อ
[เอาเถอะ ถือว่าเป็ความโชคดีในคราวเคราะห์ของเ้าหมาป่าโง่นี้แล้ว]
ดาวาลเห็นเช่นนั้นก็พ่นลมหายใจออกมาอยู่เล็กน้อย ขณะที่ดวงตาก็กำลังจ้องมองการเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างไม่ลดละ
หลังจากที่หมาป่าจันทราโลหิตได้รับพลังส่วนนึงของเบฮีมอทเข้าไป ยีนส์ของมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นครั้งใหญ่
เส้นขนสีน้ำตาลที่ปกคลุมทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็สีดำสนิท ร่างกายและกล้ามเนื้อเริ่มขยายใหญ่โตขึ้นไปอีกหลายเท่า ขณะที่หน้าผากอันเป็สัญลักษณ์เสี้ยวจันทรา บริเวณดังกล่าวได้เริ่มงอกเขาขนาดใหญ่ออกมาแท่งนึง เขานี้มีสีทองและแหลมคม รูปลักษณ์เหมือนกับเขาของทันย่า
“นี่มันกำลังเกิดการกลายพันธุ์อยู่เหรอท่านอาจารย์?”
ทันย่าเบิกตากว้างและตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ราวกับว่าเื่นี้มันอยู่เหนือความคิดของเขาไปไกลลิบ
[ถูกต้องแล้ว เืของเบฮีมอทนั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้มอนเตอร์ทุกตัวเกิดการกลายพันธุ์และวิวัฒนาการขึ้นได้อย่างก้าวะโ]
[ไม่ต้องพูดถึงเหล่ามอนเตอร์ที่เพิ่งได้รับสสารแห่งดวงดาวมา ถ้าเกิดพวกสัตว์อวกาศมากมายต่างรู้ถึงคุณสมบัตินี้ ร่างกายของเ้าคงไม่ต่างไปจากขุมสมบัติขนาดใหญ่ สัตว์อวกาศทุกเผ่าพันธุ์จะออกมาตามล่าตัวของเ้าเพื่อกลืนกิน ไม่ต่างไปจากอาหารอันโอชะเลยด้วยซ้ำ]
คำพูดของดาวาลได้ทำให้ทันย่าต้องเสียวสันหลังวาบ เขารู้สึกว่าตนเองไม่ต่างไปจากอาหารที่เดินได้เลยซักนิด
“บะ..แบบนี้จะไม่เป็อันตรายหรอท่านอาจารย์?”
ไม่นึกเลยว่าพลังของเบฮีมอทจะร้ายกาจกว่าที่ตนเองคิดอยู่ไม่น้อย ด้วยคุณสมบัตินี้เพียงแค่อย่างเดียว มันคงทำให้สัตว์อวกาศในจักรวาลมากมายต่างเกิดความคลุ้มคลั่งขึ้น พวกมันจะออกมาตามล่าตัวของเขาเพื่อกลืนกิน และวิวัฒนาการสายพันธุ์ของตนเองให้แข็งแกร่ง
[ไม่เป็ไรหรอก ยังไงก็ไม่มีใครรับรู้ถึงคุณสมบัติดังกล่าว ไม่มีใครรับรู้เื่นี้และมันก็จะเป็เช่นนี้ไปอยู่ตลอดกาล]
[แต่ถ้าเกิดในอนาคตมีสัตว์อวกาศได้ดื่มเืของเ้าเข้าไปโดยบังเอิญ ไม่ว่ายังไงพวกเราก็จะต้องสังหารมันทิ้งซะ!]
เมื่อพูดจบใบหน้าของเด็กสาวก็เต็มไปด้วยเฉยชา นางจะไม่ยอมให้ทันย่าต้องกลายมาเป็เป้าหมายสังหารของสัตว์อวกาศทุกชนิดอย่างแน่นอน เพื่อการนั้น ตัวของเธอจะต้องวิจัยและป้องกัน ให้มั่นใจว่าเืของทันย่าจะต้องไม่หลุดเข้าไปในร่างกายของสัตว์ตัวอื่นๆ
ขณะที่ทันย่ากำลังเกิดความวิตกกังวล อยู่ดีๆในหัวสมองของเขาก็เต็มไปด้วยข้อมูลพันธุกรรมมากมาย มันหลั่งไหลออกมาจากยีนส์พันธุกรรมที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่าง เหมือนมันกำลังจะบอกกับทันย่าว่าไม่ต้องกังวลถึงเื่นี้ ซึ่งมันก็ทำให้ทันย่าได้เข้าใจอะไรหลายๆสิ่ง
“ท่านอาจารย์ ฉันว่าในเื่นี้ไม่ใช่ปัญหานะ”
ตอนนั้นเสียงของทันย่าก็ได้ดังขึ้น ทำให้ดาวาลที่ยังคงโกรธเกรี้ยวอยู่กลับมามีสติ
“ดูเหมือนร่างกายของเบฮีมอทจะแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตตนอื่นๆอยู่นะท่านอาจารย์”
“ในความทรงจำที่กำลังไหลเวียนอยู่ในยีนส์พันธุกรรมได้มีข้อมูลมากมายที่ผุดขึ้นมา”
“เห็นว่าถ้าฉันวิวัฒนาการไปเป็ระดับขั้นเติบโตได้ เืที่ไหลออกมาจากร่างกายเมื่อไม่ได้รับการปกป้องจากสสารพิเศษ พวกมันจะละเหยกลายเป็ฝุ่นละอองไปโดยอัตโนมัติ เหมือนถูกแผดเผาจนสลายหายไปหมดสิ้น สามารถป้องกันเืของเบฮีมอทจากการถูกกักเก็บได้ในทันที”
“ขณะเดียวกันเมื่อตัวของฉันเลื่อนระดับไปเป็นักสู้แห่งดาวเคราะห์ ยีนส์พันธุกรรมจะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นอีกครั้ง”
“ภายในร่างกายจะสร้างยีนส์รูปแบบพิเศษออกมา ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ต่อให้จะเป็เบฮีมอทก็ตาม แต่ถ้าร่างกายยังอยู่ในรูปแบบของมนุษย์ ยีนส์ก็จะแปรเปลี่ยนไปคุณลักษณะนั้น สามารถปกปิดรากฐาน แล้วฉันเองก็สามารถสลับไปมาได้อย่างอิสระอีกด้วย”
คำพูดทันย่าได้ทำให้เด็กสาวดวงตาเบิกกว้างขึ้น เพราะข้อมูลนี้ไม่มีอยู่ในฐานพันธุกรรมที่เธอและเลโกลัสได้วิจัยกันมาเลยซักนิด
[นี่มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ ถ้าเป็แบบนี้ในอนาคตพวกเราก็ไม่ต้องมาเป็กังวลอะไรอีกต่อไปแล้วละเ้าศิษย์รัก]
[แต่ดูเหมือนโอกาสวิวัฒนาการครั้งใหญ่จะหายไปแล้ว ถูกขัดขวางทำให้กระบวนการทั้งหมดต่างหยุดนิ่งลง]
เมื่อพูดจบเื่นี้ ใบหน้าของเด็กสาวก็บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ ทันย่าเองก็มีสภาพที่ไม่แตกต่างกันซักเท่าไหร่นัก
“พอดีเลยท่านอาจารย์ ฉันก็อยากรู้เช่นเดียวกันว่าพวกมันเหล่ามนุษย์มาทำอะไรในสถานที่แห่งนี้”
ทันย่าพูดออกมาพร้อมกับจ้องมองไปยังกำไลข้อมือของนักสู้พันธุกรรมที่ตกตายไป แต่แววตายังคงแค้นเคืองขึ้นอยู่ลึกๆ
สิ่งนี้คือกำไลข้อมือและยังเป็เทคโนโลยีชั้นสูงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มีคุณสมบัติหลายอย่าง ไม่ต่างไปจากอุปกรณ์ที่ล้ำค่า
นับจากที่ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไป อะไรหลายๆสิ่งก็แปรเปลี่ยนไปตามเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นคืออุปกรณ์อเนกประสงค์ กำไลข้อมือยืนยันตัวตน พวกมันไม่ต่างไปจากบัตรประจำตัวของยุคก่อน ทว่าเ้านี่มีคุณสมบัติที่มากมายยิ่งกว่า ติดต่อสื่อสาร ยืนยันตัวตน หรือเปิดใช้เครือข่าย
ทั้งหมดสามารถทำได้ผ่านกำไลข้อมืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่จะถูกใช้ยืนยันนักสู้พันธุกรรม เป็กำไลที่จะขาดหายไปไม่ได้
[คิกคิกคิก ขอเวลาแปปนึงนะศิษย์รัก คงใช้เวลาไม่นานหรอก]
[อุปกรณ์ระดับต่ำเช่นนี้เราสามารถเข้าควบคุมได้อย่างสบายๆ]
เด็กสาวหัวเราะอย่างคึกคัก พลางใช้พลังของตนในการแทรกแซงเข้าไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก
ด้วยการที่ดาวาลเป็ถึงสุดยอดปัญญาประดิษฐ์ที่มีเทคโนโลยีอันแข็งแกร่งนับล้านล้านปี ตัวเธอจึงสามารถแทรกแซงเข้าไปในอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีเป็รากฐานได้แทบทุกรูปแบบ ยิ่งเป็อุปกรณ์ในดาวเคราะห์โลกแห่งนี้ เผลอๆเธออาจเข้าไปแทรกแซงได้ทุกสิ่งทุกอย่างเลยทีเดียว
ขณะเดียวกันที่ฐานบัญชาการของสมาพันธ์โลก สถานที่แห่งนี้ถือเป็ศูนย์รวมจิตใจของเหล่ามนุษย์ และยังเต็มไปด้วยรากฐานเทคโนโลยีล้ำสมัยและลึกลับอยู่มากมาย ทว่าในเวลานี้กำลังมีบางสิ่งได้เกิดขึ้น เสียงสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ได้ดังก้องขึ้นไปทั่วทั้งสมาพันธ์โลก
[ปิ๊บ! ปิ๊บ! คำเตือน! คำเตือน! ตรวจพบการแทรกแซงเครือข่ายข้อมูลจากโลกภายนอก]
สัญญาณเตือนภัยภายในระบบป้องกันข้อมูลได้ดังขึ้น ทำให้ผู้เชียวชาญมากมายต่างตื่นตระหนกกันเป็อย่างมาก
“เกิดอะไรขึ้น? ใครมันกล้าแทรกแซงเข้ามาในเครือข่ายของโลกกัน!”
“เปิดใช้ระบบป้องกันและเริ่มตรวจสอบปลายทางที่แฮกเข้ามาซะ!!”
ชายชราคนนึงที่สวมใส่ชุดกาวสีขาวะโขึ้นเสียงดัง รีบสั่งการให้เหล่าผู้เชียวชาญและปัญญาประดิษฐ์ของตนดำเนินการป้องกัน
[ปิ๊บ! ปิ๊บ! การป้องกันระดับสามถูกทำลาย การป้องกันระดับสองถูกทำลาย การป้องกันระดับหนึ่งถูกทำลาย]
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หัวใจของชายชราและคนอื่นๆต่างต้องหยุดเต้น ยังไม่ทันได้ทำอะไรการป้องกันระบบก็ถูกทำลายไปจนสิ้น
[ปิ๊บ! ปิ๊บ! ฐานข้อมูลทั้งหมดกำลังโดนเจาะ]
[นายท่านโปรดเปิดใช้มาตรการขั้นสุดท้าย ดำเนินการตัดไฟและปิดเครือข่ายข้อมูลทั้งหมด]
คำพูดของปัญญาประดิษฐ์ได้ทำให้ชายชราพลันได้สติ สีหน้าของเขาซีดเผือดและรีบวิ่งตรงไปยังแผงควบคุมที่ตั้งอยู่ด้านหลัง เขาพยายามจะพุ่งตัวเข้าไปด้วยพลังทั้งหมด เพื่อทำการตัดการเชื่อมต่อของข้อมูลทิ้ง ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงการแจ้งเตือนก็ได้ดังขึ้นอีกครั้งนึง
[ข้อมูลทั้งหมดในเครือข่ายทั้งหมดได้ถูกดาวน์โหลดออกไปอย่างสมบูรณ์]
คำพูดของเธอได้ทำให้ั์ตาของทุกคนต้องเบิกกว้างขึ้น ร่างกายเกิดการแข็งทื่อ ประหนึ่งมีบางสิ่งกระแทกเข้าใส่อย่างรุนแรง
[เสียใจด้วยค่ะ ตอนนี้เป้าหมายได้รู้ถึงข้อมูลเบื้องลึกเื้ัที่พวกเรามีทั้งหมดแล้ว]
[ดิฉันเองก็ไม่อาจตามหาปลายทางในการเชื่อมต่อได้ เหมือนมีบางสิ่งได้ปิดกั้นเอาไว้]
เสียงอันเย็นเยียบทำให้หลายคนกลับมามีสติ โดยเฉพาะกับชายชราที่เหมือนเป็หัวหน้า
“ปะ..เป็ไปไม่ได้! เ้าคืออาซาเลีย สุดยอดปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำหน้ามากที่สุดของโลกเลยนะ”
“ต่อให้จะเป็เทคโนโลยีใด มันก็ไม่อาจแฮกเข้ามาในฐานปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราได้”
ชายชราถึงขั้นะโออกมาเสียงดัง ทำสีหน้าท่าทางเหมือนกำลังไม่เชื่อกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
[ถูกต้องค่ะ ถ้าจะดาวน์โหลดข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้ในเครือข่ายทั้งหมดของดิฉัน ต่อให้พวกเขาจะมีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่องก็ต้องใช้เวลากว่าหลายปีในการดาวน์โหลดข้อมูลออกไปทั้งหมด เพราะข้อมูลในฐานของดิฉันมีเยอะมากซะจนประมวลผลไม่หมด]
[แต่นี่เป็อะไรที่แม้แต่ดิฉันก็ยังเทียบไม่ได้ ผู้บุกรุกใช้เวลาไม่ถึง 5 วินาทีในการแฮกข้อมูลทั้งหมดของดิฉันไป]
[เทคโนโลยีของคนร้ายในรอบนี้อยู่เหนือยิ่งกว่าพวกเราไปหลายแสนปี เผลอๆอาจหลายล้านปีเลยด้วยเ้าค่ะ]
...
สมแล้วที่เป็ท่านอาจารย์ 5555+