“การ์ดประสบการณ์สั่งหยุด?”
ซูฮ่าวหยุดมองหมายเหตุของการ์ดใบนี้
(การ์ดประสบการณ์สั่งหยุด : วัตถุที่อยู่ใกล้ตัวผู้ใช้ในระยะหนึ่งเมตรจะไม่สามารถขยับได้ โดยเฉพาะพลังที่ใช้หยุดวัตถุจะเพิ่มเป็เท่าตัว ระยะเวลาคือห้าวินาที)
หลังจากที่เข้าใจบทบาทของการ์ดประสบการณ์สั่งหยุดใบนี้แล้วซูฮ่าวก็ตาลุกวาว
การ์ดประสบการณ์สั่งหยุดใบนี้คือของดีหากใช้ในยามคับขัน มันอาจรักษาชีวิตของเขาได้
ปิดแถบข้อมูลบุคคล
ซูฮ่าวกวาดตามองโดยรอบน่าจะจำได้ว่าที่นี่คือที่ไหน เขาหยุดชะงัก และมุ่งไปทางตงเฉิงของฉวนโจว
กล่องแสงจันทร์พาเขาย้อนเวลามาถึงวันนี้ของเมื่อสิบปีก่อนก็คือเดือนที่สามที่เขาถูกขับไล่ออกจากบ้านตระกูลซู เขาในเวลานั้นไม่มีความสามารถใดๆทำได้แค่ระหกระเหินไปอยู่ที่บริษัทของคู่หมั้นในตงเฉิงของฉวนโจวและเริ่มชีวิตที่ไร้ค่า
คู่หมั้นของเขาชื่อ ‘ไป๋เหวินหลิง’ จากตระกูลไป๋ของเมืองไห่เป่ย ซึ่งเป็แค่ตระกูลเล็กๆ ที่ไม่เข้าขั้น เทียบกับตระกูลใหญ่อย่างตระกูลซูแล้วก็ยิ่งต่างกันราวกับแสงอันเรืองรองกับแสงจันทร์
แต่ทำไมตระกูลซูถึงมาเกี่ยวดองกับตระกูลไป๋ก็เพราะหัวหน้าตระกูลไป๋มีบุญคุณต่อหัวหน้าตระกูลซู โดยเฉพาะตอนที่เคยบังะุให้หัวหน้าตระกูลซูดังนั้นความสนิทสนมระหว่างทั้งสองก็เลยลึกซึ้งมาก
แน่นอนว่าการกระทำที่ให้คนรุ่นหลังต้องตอบแทนบุญคุณแทนคนรุ่นก่อนซูฮ่าวก็ไม่เคยชอบมาตลอด
ชีวิตกำหนดเองไม่ได้นี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็เป็เื่ที่น่าเศร้า
บริษัทที่คู่หมั้นอย่างไป๋เหวินหลิงก่อตั้งขึ้นก็อยู่ห่างจากเขาไม่ไกลใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดหมายแล้ว
เพิ่งมาถึงหน้าประตูบริษัทก็มีรถพอร์เชอคันหนึ่งแล่นมาถึง
ประตูรถเปิดออกผู้หญิงคนหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวลงมา
รองเท้าส้นสูงที่ใหม่เงางามกระทบพื้นอย่างมีจังหวะ
ดวงตาที่เปล่งประกายคู่หนึ่งช่างมีเสน่ห์ขนคิ้วที่ยาวสั่นไหวเล็กน้อย ผิวพรรณที่ขาวใสแดงระเรื่อริมฝีปากที่บางมีความสดและอ่อนโยนประดุจดอกกุหลาบ
แสงอาทิตย์สาดส่องต้องใบหน้าของเธอ สะท้อนใบหน้าน้อยๆ ที่งดงามออกมา
ผู้หญิงคนนี้ก็คือคู่หมั้นของเขา ไป๋เหวินหลิง!
ผ่านไปหลายปีพอพบไป๋เหวินหลิงอีกครั้ง ซูฮ่าวก็ได้แต่ทอดถอนใจ นี่คือผู้หญิงผู้ไม่เป็ตัวของตัวเอง เพราะกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองไม่ได้
แม้ในสายตาคนอื่นเธอจะไกลเกินเอื้อมแต่ในใจเธอกลับอ่อนแอมาก เธอบากบั่นเพื่อบริษัท แต่สุดท้ายก็ถูกคู่ต่อสู้หลอก เมื่อวันที่ล้มละลายมาถึง เธอที่สูญเสียอุดมคติและทิศทาง จึงะโตึกจบชีวิตวัยสาวของตัวเอง
“เร่ร่อนอยู่ด้านนอกพอแล้วหรือ?” เมื่อไป๋เหวินหลิงเห็นเสื้อผ้าของซูฮ่าวเปียกชุ่ม สายตาก็มีประกายแสงเ็า ในน้ำเสียงก็ดูเยือกเย็น
สองเดือนมานี้คู่หมั้นที่ว่านี้ของเธอก็ใช้ชีวิตเสเพลอยู่ด้านนอกไม่กลับบ้านหนึ่งหรือสองอาทิตย์ก็คือเื่ปกติ
ส่วนเธอก็ถูกคนหัวเราะเยาะ และตำหนิต่างๆ นานา
สองสามวันมานี้เธอชินกับข่าวซุบซิบพวกนี้แล้ว พูดได้แค่ว่า เกิดอยู่ในตระกูลไป๋คือความโชคไม่ดีของเธอ เพราะเธอเกิดมาในตอนที่ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว
ไม่เกินสามปีหลังจากที่อายุถึงเวลาสมควรสมรสตามกฎหมายแล้วเธอก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีรุ่นที่สองตรงหน้านี้ เพื่อให้เรากลายเป็สามีภรรยาช่วยเหลือสามีสั่งสอนบุตร และรับบทเป็แม่บ้านแม่เรือน
ในฐานะเครื่องมือเกี่ยวดองของวงศ์ตระกูลอนาคตของเธอก็ไร้ซึ่งทางเลือก
เมื่อมองความสิ้นหวังที่หลั่งไหลออกมาจากในดวงตาอันเยือกเย็นของไป๋เหวินหลิงแล้ว ในที่สุดซูฮ่าวที่เงียบอยู่นานก็พูดว่า “ขอโทษ!”
ถึงเขากับไป๋เหวินหลิงชาติก่อนจะรู้จักกันไม่นาน แต่เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสารกว่าเขา เธออยากให้เขาพัฒนาไปในทางที่ดีแต่เพราะเขายอมรับความจริงที่ถูกไล่ออกจากบ้านไม่ได้จึงทำตัวแย่เหมือนมอดที่คอยเกาะอยู่บนตัวเธอ
คนที่เขาทำผิดด้วยมากที่สุดในชาติก่อนคือ ไป๋เหวินหลิง
คำพูดขอโทษนี้ของซูฮ่าวทำให้ไป๋เหวินหลิงหยุดชะงักและขมวดคิ้วแน่น
คู่หมั้นที่เอาแต่หาความสุขไปวันๆวันนี้กลับมาขอโทษตนเองหรือ?
เธอจ้องซูฮ่าวอยู่นานรู้สึกว่าเขาในวันนี้ต่างจากเมื่อก่อนมาก
“อย่ามีครั้งต่อไปอีก” ไป๋เหวินหลิงมองซูฮ่าวอย่างเ็า เธอเงียบสักพักก็พูดว่า “อีกเดี๋ยวก็ต้องไปเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของหวางไป่ว่านนายเองก็ต้องไปเลือกเครื่องประดับกับฉันเพื่อนำไปเป็ของขวัญด้วย”
หากเป็เมื่อก่อนเธอจะไม่พูดอย่างนี้เด็ดขาด และไม่มีทางให้ซูฮ่าวไปเลือกของขวัญด้วย
แต่วันนี้คำพูดขอโทษของซูฮ่าวทำให้เธอเปลี่ยนความคิดแล้ว
“ได้!” ซูฮ่าวพยักหน้า และตามไป๋เหวินหลิงไปขึ้นรถพอร์เชอแล้ว
หวางไป่ว่านคือซีอีโออสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในตงเฉิงของฉวนโจวดูแลงานด้านอสังหาริมทรัพย์ของตงเฉิงมากกว่าครึ่ง เส้นสายและช่องทางกว้างขวางมาก
เขาจำได้ว่าชาติก่อนสาเหตุสำคัญที่ไป๋เหวินหลิงไปเข้าร่วมงานเลี้ยงของหวางไป่ว่านก็เพื่อไปคุยสัญญากับหวางไป่ว่าน
แต่น่าเสียดายมากเพราะถูกคู่ต่อสู้ก่อกวนเสียก่อน จึงทำให้ไป๋เหวินหลิงเซ็นสัญญาไม่สำเร็จ
ชาติก่อนเขาคือตัวถ่วง ชาตินี้ถึงแม้คนที่เขาชอบจะไม่ใช่ไป๋เหวินหลิงแต่อย่างน้อย เขาก็จะมอบอนาคตที่สดใสให้กับเธอ
รถพอร์เชอแล่นไปอย่างรวดเร็วไม่นานก็มาถึงร้านเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของตงเฉิง นั่นคือร้านเครื่องประดับพันชั่ง
ธุรกิจร้านเครื่องประดับในเวลานี้ดีมากมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเลือกเครื่องประดับอยู่ในร้านพนักงานต้อนรับแนะนำเครื่องประดับอย่างไม่หวาดไม่ไหว บรรยากาศคึกคักเป็อย่างมาก
พอทั้งสองคนลงจากรถเข้ามาในร้านเครื่องประดับ ก็มีพนักงานบริการท่านหนึ่งมาต้อนรับ
สนทนากันพักหนึ่งไป๋เหวินหลิงก็ซื้อเครื่องประดับที่แพงที่สุดในร้านเครื่องประดับพันชั่งหนึ่งชิ้น
แต่วินาทีต่อมาหลังจากที่เธอจ่ายเงินแล้วก็เก็บเครื่องประดับใส่กระเป๋า
ทันใดนั้นคนชุดดำที่ปิดหน้าห้าคนก็บุกเข้ามาด้วยท่าทางดุร้าย
“ปัง!”
เสียงปืนดังขึ้นคนในร้านเครื่องประดับทุกคนตัวสั่น และหวีดร้องใกลัว
คนชุดดำร่างใหญ่ที่เป็ผู้นำคนหนึ่งชูปืนพกสีดำขึ้นมาพลางะโว่า “นี่คือการปล้น ทุกคนเอามือกุมหัวและเข้าไปหลบที่มุม ใครไม่ทำตาม ฉันจะฆ่าทิ้ง!”
หลังจากที่พูดจบ เขาก็ยิงปืนไปข้างบนหนึ่งนัด
เพียงฉับพลันนั้นทั้งร้านเครื่องประดับก็เงียบกริบทุกคนกุมหัวหลบอยู่ที่ผนังด้วยสีหน้าซีดเป็ไก่ต้มทั้งสั่นเทาทั้งไม่กล้าส่งเสียง
คนที่กล้าปล้นอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ต้องเคยมือเปื้อนเืมาไม่มากก็น้อย หากอยากมีชีวิตรอดในสถานการณ์อย่างนี้ ก็ทำได้แค่เชื่อฟัง
ซูฮ่าวมองสายตาที่ลนลานของไป๋เหวินหลิงแล้วก็ตบไหล่เธอเบาๆก่อนกระซิบว่า “ไม่ต้องกลัวพวกมันแค่มาปล้น ถ้าเราไม่แหย่พวกมัน ก็ไม่น่าเป็อะไร”
ทันใดนั้นไป๋เหวินหลิงก็มีสีหน้าเหลือเชื่อแล้ว
พูดตามตรง เธอคิดไม่ถึงว่าตอนที่ซูฮ่าวเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้ เขาจะสามารถสงบนิ่งได้อย่างนี้
ซูฮ่าวในวันนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วจริงๆ
ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด พวกโจรก็ทุบตู้กระจกที่เก็บเครื่องประดับแล้วพวกเขาขโมยเครื่องประดับไปไม่หยุด และยังถือปืนขู่พนักงาน บังคับให้พวกเธอหยิบเงินออกมาจากเคาน์เตอร์และใส่เข้าไปในถุงด้วย
ระหว่างนี้มีพนักงานผู้ชายคนหนึ่งใส่เงินไม่ลงถุงหลายครั้ง เพราะกลัวจนมือสั่น
ผู้ชายร่างใหญ่ที่เป็หัวหน้าโจร และมีั์ตาเยือกเย็นพลันยิงจ่อหัวเขาหนึ่งนัด
เืแดงฉานสาดเต็มร้านเครื่องประดับ กลิ่นคาวเืลอยคละคลุ้ง จนทุกคนในร้านช็อกกลัวอย่างขีดสุด ทุกคนล้วนยกมือขึ้นปิดปากสนิท ความรู้สึกหวาดกลัวต่างหลั่งไหลออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
โจรกลุ่มนี้กล้าฆ่าคนจริงๆ !
เห็นผู้คนมากมายนั่งกุมหัวจนหน้าซีดไร้สีเือยู่ที่มุมผนัง หัวหน้าโจรก็แสยะยิ้มออกมา ราวกับกำลังหัวเราะเย้ยหยันความอ่อนแอของพวกเขา
เวลาผ่านไปเรื่อยๆไม่นานโจรกลุ่มนี้ก็กวาดเอาเครื่องประดับและเงินของร้านเครื่องประดับไปจนหมด
อีกไม่นานพวกโจรก็จะออกไปจากร้านเครื่องประดับแล้ว ทุกคนเริ่มโล่งใจ เครื่องประดับและเงินอะไรก็ล้วนไม่สำคัญเท่าชีวิต
แต่แล้วเสียงรถตำรวจก็ดังขึ้นที่ด้านนอกประตูร้าน
“คนด้านในฟังให้ดี พวกนายถูกล้อมไว้แล้ว วางอาวุธ และยอมจำนนซะ!”
เมื่อได้ยินเสียงะโจากด้านนอกพวกโจรที่อยู่ในร้านเครื่องประดับขมวดคิ้ว และมองไปทางหัวหน้าโจร
“สหาย พวกนายอย่าได้กังวลไป พวกเรามีตัวประกันอยู่ในมือตำรวจกลุ่มนี้ไม่กล้าทำตามอำเภอใจหรอก” หัวหน้าโจรเหมือนจะเดาออกนานแล้วสายตาก็อยู่ที่ผู้คนตรงมุมผนัง
“อาชานให้ตำรวจเตรียมรถพร้อมน้ำมันให้พวกเราหนึ่งคัน หากไม่ทำตาม ก็ยิงตัวประกันทิ้ง”
“ครับลูกพี่!” อาชานพยักหน้าแล้วไปเจรจากับตำรวจที่อยู่ด้านนอกพร้อมสหายอีกสองคน
ผู้คนมากมายเห็นอย่างนี้ก็ล้วนหดหู่ใจ
เดิมทีคิดว่าหลังจากที่โจรปล้นเครื่องประดับและเงินออกไปแล้วก็จะไม่ทำอันตรายพวกเขา แต่คราวนี้เมื่อพวกโจรได้ยินเสียงรถตำรวจกลับตึงเครียด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการกระทำที่รุนแรง
เวลาค่อยๆผ่านไป ตำรวจที่อยู่ด้านนอกก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จึงทำให้พวกโจรที่อยู่ในร้านเครื่องประดับยิ่งหงุดหงิด
ผู้คนมากมายอกสั่นขวัญหายคนขี้ขลาดก็ร้องไห้เบาๆ
่เวลานี้ซูฮ่าวกำลังมองพวกโจรอยู่ตลอดความคิดของเขาคือใช้การ์ดประสบการณ์สั่งหยุด เพื่อปราบปรามโจรกลุ่มนี้
แต่เงื่อนไขด้านระยะห่างของการ์ดคือหนึ่งเมตรโจรกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่คนโง่ จากท่าทางที่ระวังตัวของพวกเขาถือว่าเป็มืออาชีพ เป็ไปไม่ได้ที่จะให้เขาเข้าใกล้ได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะหากเขาลงมือโดยพลการก็เป็ไปได้มากที่จะทำให้ไป๋เหวินหลิงกับผู้คนที่อยู่ด้านหลังยิ่งตกอยู่ในอันตราย
ยิ่งไปกว่านั้นในมือของอีกฝ่ายยังมีปืน
หากต้องจัดการโจรกลุ่มนี้ จะต้องคิดแผนการที่รอบคอบ
บรรยากาศยิ่งกดดันขึ้นทุกทีทุกคนไม่กล้าหายใจดัง กลัวว่าพวกโจรจะไม่พอใจ และยิงพวกเขาตาย
“กริ๊งๆ !”
ทันใดนั้นเสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เสียงที่เหมือนฟ้าร้องนี้ ดึงดูดความสนใจของทุกคน
ไป๋เหวินหลิงมีสีหน้าขาวซีดและรีบปิดโทรศัพท์มือถืออย่างสั่นเทา
แต่โชคไม่ดีมากพวกโจรดันสังเกตเห็นเธอแล้ว
“ผู้หญิงคนนั้นออกมา!” ความหื่นกามฉายผ่านแววตาของหัวหน้าโจร และตะคอกออกมาทันที
เขายังไม่เคยพบผู้หญิงที่สวยปานนี้หากได้หาความสุขสักหน่อย ก็คุ้มค่ากับการปล้น
ริมฝีปากของไป๋เหวินหลิงขาวซีดเธอใกลัวสุดขีด
โจรกลุ่มนี้เพิ่งจะฆ่าคนไป ไม่แน่อาจจะฆ่าเธอด้วยก็ได้
เมื่อความตายใกล้มาเยือนใครๆ ก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบใจได้
“ให้ตายสิลูกพี่ฉันให้แกออกมา ทำไมยังนิ่งอยู่? รนหาที่ตายหรือ?!” พอเห็นไป๋เหวินหลิงไม่ขยับตัวสักทีอาชานก็โมโห และยิงปืนขึ้น้าหนึ่งนัด
ทุกคนต่างร้องอย่างใ และมองไปทางไป๋เหวินหลิง
“รีบไปสิเขาเรียกเธอ!”
“ใช่รีบออกไป อย่าทำให้พวกเราต้องตาย!”
“เธอสวยขนาดนี้อย่างมากพวกมันก็แค่ขืนใจเธอ แต่ไม่ถึงตายหรอก”
………………..
เสียงรบเร้าหลายเสียงดังขึ้นในกลุ่มคนทุกคนอยากให้ไป๋เหวินหลิงออกไป เพราะเดี๋ยวจะเป็อันตรายต่อชีวิตของพวกเขา
ความเืเย็นและแล้งน้ำใจของผู้คนมากมายทำให้ไป๋เหวินหลิงโกรธจนตัวสั่น
เพื่อความปลอดภัยของตัวเองจึงเห็นชีวิตของคนอื่นเป็หญ้าแห้ง ธรรมชาติของมนุษย์ยังคงน่ากลัวจริงๆ !
ไป๋เหวินหลิงรู้สึกสิ้นหวังแล้วเธอเตรียมตัวยืนขึ้น ยอมให้พวกโจรย่ำยี
แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัวจู่ๆ กลับมีมือข้างหนึ่งกดตัวเธอไว้ ไม่ให้เธอยืนขึ้น
ไป๋เหวินหลิงตะลึงงันสักครู่ก็หันไปมองซูฮ่าวที่อยู่ข้างๆ
“อย่าขยับฉันจัดการเอง!” ภายใต้สายตาที่ใกลัวของเธอซูฮ่าวกลับยืนขึ้นด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
เขายืนอยู่ตรงหน้าเธออย่างนี้ร่างกายผอมบางราวกับอ่อนแอนั้น
แต่พอยืนขึ้นกลับทำให้ไป๋เหวินหลิงตื้นตันจนน้ำตาไหล
ภายใต้สถานการณ์ที่ทุกคนต่างพากันทอดทิ้งเธอ มีเพียงชายคนนี้ที่เลือกก้าวออกมาปกป้องเธอ
ในเวลาไม่กี่อึดใจนี้… ทั้งความประหลาดใจ ซาบซึ้งใจ และละอายใจก็เติมเต็มหัวใจของไป๋เหวินหลิงแล้ว!