ราเชลรู้สึกแสบๆร้อนๆ ขึ้นมาตามเนื้อตามตัวทันที เหลือบตามองตั๋วที่ถืออยู่ในมือแล้วก็หันไปมองหน้าเขาอีก
“มันก็ชื่อฉันนี่คะมิสซิส การ์ดเนอร์ แม็คคินเล่ย์ ฉันไม่เห็นมันจะมีอะไรน่าขันตรงไหนเลย”
เธอเถียงเสียงแข็ง
“เอ.......เท่าที่ผมทบทวนความทรงจำของตัวเองดูแล้วนะบางทีคุณคงไม่รังเกียจละมังที่จะช่วยบอกให้ผมรู้ทีเถอะว่าเราแต่งงานกันมาั้แ่เมื่อไหร่”
ริมฝีปากของเขาเหยียดออกเป็รอยยิ้มเมื่อพูดจบ
ราเชลนิ่งอึ้งตะลึงตะไลพูดไม่ออกไปชั่วครู่
“ฉันไม่เคยแต่งงานกับคุณนะคะ”
เธอร้องปฏิเสธออกไปด้วยความใอย่างแท้จริง
“อย่างน้อยเราก็มีความเห็นพ้องต้องกันตรงประเด็นนี้นะ”
เขายกแก้วชูขึ้นทางเธอก่อนจะดื่มเข้าไปอึกใหญ่
“แล้วคุณไปได้ความคิดนี้มาจากไหนล่ะ”
เธอจ้องหน้าเขาด้วยสายตาราวจะกินเืกินเนื้อ
เขายันร่างไว้ด้วยท่อนแขนที่เท้าอยู่กับผนังเหนือศีรษะเธอทำให้เธอตกอยู่ในสภาพชิดใกล้กับเขายิ่งนักราเชลรู้สึกตื้นตันขึ้นมาในลำคอเมื่อตระหนักถึงเรือนกายของผู้ชายคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเธอในเวลานี้กลิ่นน้ำยาโกนหนวดกรุ่นอยู่ใต้จมูก มันทำให้เธอหายใจหายคอไม่ออกขึ้นมาทันที
“ก็ทั้งชื่อและที่อยู่บนตั๋วใบนั้นน่ะ....”
เขาเหลือบตามองดูมันอีกครั้งและแล้วก็เลื่อนขึ้นมาสบกับเธออยู่สำรวจจากความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายทั้งปวงของเธอในยามนี้อย่างละเอียด
“ผมหมายความว่าถ้าคุณตัดไอ้คำว่า ‘มิสซิส’ ออกไปละก็ มันเป็ชื่อผมน่ะสิ”
เธอต้องใช้เวลาอยู่เป็ครู่กว่าจะซึมซับเอาสิ่งที่เขากำลังบอกเล่าอยู่เข้าไปในสมองได้
“ชื่อคุณ....งั้นหรือคะ....คุณหมายความว่าคุณชื่อ....”
เธอไม่อาจพูดต่อไปได้เพราะมันเป็สิ่งที่เหลือจะทำใจให้เชื่อได้จริงๆ
“ครับผมชื่อ การ์ดเนอร์ แม็คคินเล่ย์”
เขายืนยันพร้อมกับพยักหน้ารับน้อยๆ
“ใครๆเขาก็เรียกผมว่าการ์ด กันทั้งนั้น”
ราเชลแทบจะทรุดตัวลงกองลงข้างผนังห้องนั่นเองทั้งความโกรธความเกรี้ยวกราดที่เห็นเขาเข้ามาอยู่ในห้องของเธอโดยมิได้รับอนุญาตเลือนหายไปในทันทีมันเป็เื่เหลือที่จะทำใจให้เชื่อได้ มันไม่มีทางเป็ไปได้เลยจริงๆในสมองของเธอเต็มไปด้วยความคิดต่างๆ ที่จับต้นชนปลายไม่ถูก
“แล้วเลขที่อยู่นั่น....ก็เป็ของคุณด้วยหรือคะ”
เธอเหลือบตาขึ้นมองหน้าเขา้าจะให้เขายืนยันในคำพูดที่ได้กล่าวมาแล้ว
“ก็ใช่น่ะสิครับ”
เขาจ้องมองหน้าเธออยู่ราวกับจะซึมซับอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่ปรากฏอยู่บนใบหน้านั่น
“ถ้าอย่างนั้นเื่มันก็....เป็อย่างนี้นี่เอง”
ราเชลเอ่ยขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
“อะไรล่ะครับเื่ที่คุณบอกว่าเกิดขึ้นนั่นน่ะ”
การ์ดแม็คคินเล่ย์ เอ่ยถามมองจ้องหน้าอย่างใคร่รู้
“คือเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมานี่เองเพื่อนฉันไปที่สำนักงานของสายการเดินเรือนี้ว่าทำไมฉันถึงไม่ได้รับตั๋วเสียทีแต่ทางสำนักงานยืนยันว่าได้ส่งตั๋วมาให้เรียบร้อยแล้วแต่ฉันก็ยังไม่ได้รับอยู่นั่นเอง เขาก็เลยออกมาให้ใหม่อีกใบหนึ่ง”
เธออธิบายเื่ราวซึ่งตัวเองก็เพิ่งจะเข้าใจเช่นกัน
“ฉันสังเกตเห็นอยู่เหมือนกันว่าตำบลที่อยู่ที่เขาจ่าหน้าซองไว้มันผิด แต่ฉันก็คิดเอาเองว่ามันเป็เหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงไม่ได้รับตั๋วใบแรกก็เพราะมันส่งไปที่คุณนั่นเอง”
“นั่นสิผมก็เพิ่งจะรู้ว่ามีเื่อย่างนี้เกิดขึ้น”
เขายกแก้วเครื่องดื่มดื่มจนหมด
“มันเป็เื่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดขึ้นอย่างนี้”
ถึงอย่างไรราเชลก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ
“ถือเสียกว่าเป็เหตุบังเอิญดีกว่ามังครับ”
การ์ดออกความเห็น
“ยิ่งกว่านั้นคุณก็เห็นแล้วว่าในสมุดโทรศัพท์ก็มีคนที่ชื่อเหมือนๆ กันเต็มไปหมดก็ลองคิดดูก็แล้วกันว่า ถ้าคุณใช้ชื่อสมิธ โจนส์ หรือจอห์นสัน แล้วจะเป็ยังไง”
“ค่ะที่คุณพูดมาก็ถูก”
ราเชลคล้อยตามเพราะเขาอ้างเหตุผลที่เหมาะสมอยู่
เขาจับตามองก้อนน้ำแข็งในถ้วยแก้วที่กำลังละลายอยู่เป็ครู่ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองเธอ
“แล้วสามีคุณไปไหนเสียล่ะครับ”
มันช่างเป็คำถามที่ยากแก่การตอบเสียเหลือเกินแม้ว่าจะผ่านมาถึงป่านนี้แล้วก็ตาม
“ฉันเป็แม่หม้ายค่ะ”
ราเชลตอบสั้นๆอาการระแวดระวังตนเองปรากฏขึ้นมาอีกขณะที่เธอบอกเขาอย่างระแวงด้วยเกรงว่ามันจะเป็คำตอบที่ทำให้เขาเกิดฉวยโอกาสขึ้นมา
แต่สีหน้าเขามิได้แปรเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อยมิได้มีวี่แววว่าเขาปรารถนาจะสร้างความสัมพันธ์ในเชิงเสน่หาแต่ประการใดประกายในดวงตาคู่นั้นยังเปี่ยมด้วยความอบอุ่นบอกถึงความเป็มิตรอยู่
“อันที่จริงผมคิดว่าคุณคงต้องมีชื่ออื่น นอกจากมิสซิส การ์ดเนอร์ แม็คคินเล่ย์ นะครับหรือว่าชื่อแรกของคุณคือการ์ดเนอร์”
รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“ไม่ใช่หรอกค่ะฉันชื่อราเชล”
เธอบอกไปตามตรงรู้สึกคล้ายมีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจอยู่ แม้จะมองเห็นอยู่ว่าทัศนคติที่เขามีต่อเธอนั้นมิได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเขายืดร่างขึ้นและผละเดินไปยังบาร์นั้น ราเชลรู้สึกแปลกใจอยู่มาก
“ผมคิดว่ามันจะต้องมีความผิดพลาดเกิดขึ้นตอนที่การจองห้องบนเรือของเราถูกใส่เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์”
เขาเปลี่ยนเื่พูดให้ไกลจากเื่ส่วนตัว
“เนื่องจากว่าชื่อของเราสองคนไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากกันเลยเพราะฉะนั้นมันก็กลายเป็เครื่องเชื่อมโยงเอาเราสองคนเข้ามาไว้ด้วยกัน”
ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นหันกลับมาจรดจ้องหน้าเธออีกครั้งรอยยิ้มอย่างเห็นขันปรากฏอยู่บนริมฝีปาก
“และไอ้สิ่งที่คอมพิวเตอร์มันจับมาบวกเข้าด้วยกันก็ไม่มีมนุษย์หน้าไหนไปแก้ความผิดพลาดให้เสียด้วยสิ”
คำพูดของเขาที่คล้ายจะโยงไปถึงเื่การแต่งงานนั้นทำให้ราเชลหายใจหายคอไม่ออกขึ้นมาอีก อึดอัดตันใจด้วยความรู้สึกภายในของตัวเองมันคล้ายกับเขาจะพูดว่าการผูกพันที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในครั้งนี้จะต้องเป็การผูกพันอันถาวรสืบไปและเมื่อความเข้าใจกระจ่างขึ้นมันก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวแรงขึ้นกว่าเดิม
ราเชลยืดร่างขึ้นจากผนังที่เธอเอนร่างพิงอยู่เมินหน้าไปเสียทางหนึ่งเพื่อมิให้ตนเองต้องประสานสายตาอยู่กับเขาตลอดไปแต่นั่นมิได้ช่วยให้อาการสั่นะเืของประสาทในเรือนกายสงบลงได้ง่ายๆ เลยเธอเอาตั๋วใส่กลับลงในกระเป๋าเดินทางด้วยท่าทางไว้ตัว
“รู้สึกว่ามันออกจะเป็เื่ที่น่าขันอยู่นะคะมิสเตอร์ แม็คคินเล่ย์”
แต่น้ำเสียงของเธอทำให้เธอแปลกๆอย่างไรพิกล
“เรียกผมว่าการ์ดดีกว่า”
เขายืนยะนและยังคงรบกวนเธอต่อไปด้วยรอยยิ้มนั้นเพราะดูเหมือนเขาจะมีเจตนายิ้มใส่ในดวงตาเธอจริงๆ
แต่ราเชลเมินเฉยต่อคำอนุญาตที่เขาออกปากให้เพื่อความคุ้นเคยเสีย
“เอาละค่ะเราก็เห็นแล้วว่าเราทั้งสองถูกจับใส่เข้ามาในห้องเดียวกันด้วยความผิดพลาดบางประการแต่มันเป็ความผิดพลาดที่เราแก้ไขได้นะคะ”
เธอตอบเขาด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความวางตัวแววในดวงตาคู่สีเทาเป็ประกายวาววับ
“ฉันคิดว่าสิ่งที่ง่ายที่สุดซึ่งคุณสมควรจะต้องทำก็คือย้ายไปอยู่ห้องอื่นเสีย”
“เื่นี้ผมไม่เห็นด้วยหรอก”
เขาสั่นศีรษะปฏิเสธทันที
“ผมคิดว่าวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือปล่อยให้เื่มันเป็ไปอย่างที่เขาจัดการมาให้นั่นแหละดีแล้วในห้องชุดนี่มันก็มีเตียงอยู่ถึง 2 เตียง มีที่ว่างพอสำหรับเราสองคนนะครับ”
มุมปากของเขากดลึกลงดวงตาเปล่งแววขบขันอย่างแท้จริง
ภาพต่างๆสว่างวาบขึ้นมาในดวงความคิดของราเชลทันทีเธอมองเห็นภาพตัวเองที่นอนอยู่ในเตียงหนึ่งในขณะที่มีเขานอนอยู่อีกเตียงหนึ่งใช้ห้องน้ำร่วมกัน ตื่นนอนในตอนเช้าขณะที่เขากำลังแต่งตัว และอีกมากมายหลายประการแต่เมื่อวาดภาพมาเพียงแค่นี้ราเชลก็รู้สึกใกลัวเสียแล้วและมันก็ทำให้การปฏิเสธของเธอรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
“ฉันคิดว่าอย่าดีกว่าค่ะ”
“ทำไมล่ะ”
เื้ัคำถามน้ำเสียงสงบของเขานั้นเธอมองเห็นว่าเขารู้สึกขบขันท่าทางที่เธอปฏิเสธความคิดของเขาอยู่“มันน่าสนใจออกนะครับ”
“ฉันไม่คิดว่านั่นเป็คำพูดที่ฉันจะนำมาใช้กับสภาพการณ์อย่างนี้หรอกค่ะ”
เธอตอบเสียงแข็ง
“มันเป็เื่สำคัญมากเพราะฉันไม่้าอยู่ร่วมห้องกับคุณ”
“ผมคิดว่าผมรู้คำตอบของคุณอยู่แล้วละ”
การ์ดพูดเสียงแห้งวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์และเดินตรงไปยังเครื่องโทรศัพท์เธอจ้องหน้ามองอยู่ตอนที่เขายกหูขึ้นและหมุนหมายเลข
“นี่ผมแม็คคินเล่ย์ ห้อง 347 ชั้นพร็อมมินาดพูดนะ”
เขากรอกเสียงลงไปในกระบอกโทรศัพท์ชำเลืองมองราเชลแวบหนึ่ง
“เวลานี้มันสถานการณ์ที่มันค่อนข้างยุ่งเกิดขึ้นให้เพอร์เซอร์ขึ้นมาบนห้องนี้หน่อยนะครับ”
คำตอบจากปลายสายคงจะเป็ที่น่าพอใจเพราะครู่ต่อมาเขาก็วางหูลง
“เอาละจนกว่าจะมีผู้มาตัดสินว่าห้องนี้เป็ของใคร ดื่มอะไรสักแก้วไหมครับ”
การ์ดชี้ไปทางบาร์เครื่องดื่มเพื่อให้เธอเลือกเอาเองตามใจชอบว่าจะดื่มอะไร
“ไม่ละค่ะขอบคุณ”
เธออยากจะเดินใช้ความคิดไปรอบๆห้องมากกว่า เพอร์เซอร์คงจะไม่ขึ้นมาเร็วนักแต่ราเชลจำต้องระงับความกระวนกระวายใจของตนเองไว้
การ์ดดึงซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อท่าทางของเขาคล้ายจะลังเลอยู่
“สูบบุหรี่ไหมครับ”
เขาเขย่าซองให้มวนหนึ่งเลื่อนออกมาเกือบครึ่งแล้วยื่นให้เธอ
“ไม่ละค่ะฉันไม่สูบบุหรี่ เชิญคุณตามสบาย”
มันเป็คำอนุญาตคล้ายๆให้เขาสูบได้ถ้า้าซึ่งเขาก็มองเธอด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความชื่นชมอยู่
“คุณไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ ไม่ยอมอยู่ร่วมห้องกับผู้ชายคนอื่นนั่นแสดงว่าคุณเป็คนที่ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและค่อนข้างจะบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียด้วยสิ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
“ค่ะใครๆ เขาก็บอกฉันอย่างนั้นเหมือนกัน”
ราเชลตอบเสียงเครียดๆและรู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าอารมณ์ขันของตัวเองหายไปไหนหมด การที่ การ์ดแม็คคินเล่ย์ พูดเป็เชิงล้อเลียนได้เช่นนี้เธอจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างแย่มากและเธอไม่ใคร่พอใจในตนเองเท่าใดนัก