สิ่งที่ส่งมาพร้อมจดหมายคือกระจกสี่เหลี่ยมจำนวนสี่บานที่ความสูงเท่าคน
กระจกถูกฝังอยู่ในกรอบไม้หนาห่อหุ้มด้วยหญ้าแห้งและผ้าฝ้ายหนาแน่น ไม่มีรอยเสียหายแม้แต่น้อย
เมื่อหวาชิงเสวี่ยแกะออกมาดูนางก็หัวเราะออกมาเสียงดังทันที
ซูเส้าเหวินทำออกมาได้จริงๆด้วย! นี่คือกระจกบิดเบี้ยวสี่แบบที่ให้ทำเป็นรูปร่างสูง เตี้ย อ้วน ผอม!
นางดึงตัวฟู่ถิงเย่มาส่องกระจกเมื่อฟู่ถิงเย่เห็นตัวเองในกระจก ใบหน้าที่เคร่งขรึมจริงจังก็แข็งค้างไปชั่วขณะ เบิกตากว้างเป็นนานไม่ตอบสนองอะไร
หวาชิงเสวี่ยกุมท้องย่อตัวลงนั่งยองหัวเราะจนแทบจะขาดใจ! ไม่ว่าจะเป็นคนงามราวเทพธิดาหรือคนหล่อเหลาองอาจ เมื่อกระจกสะท้อนกลับมาก็จะกลายเป็นคนประหลาดที่น่าขบขันทั้งหมด!
ฟู่ถิงเย่ก้มลงมองสตรีที่หัวเราะจนน้ำตาไหลเริ่มรู้สึกมันเขี้ยวหน่อยๆ อยากจะจับตัวนางมาลงโทษตีก้นให้เข็ดหลาบสักที...
หวาชิงเสวี่ยปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นถามเหล่าทหารที่ยืนอยู่ข้างหลังฟู่ถิงเย่ “มีแค่นี้หรือ?”
อีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะก่อนจะค้อมกายตอบว่า “ข้าน้อยตรวจสอบด้วยตนเองแล้ว ในรถมีของเพียงเท่านี้ขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยยังคงยิ้มอยู่แต่รอยยิ้มนั้นดูจางลงเล็กน้อย “ลำบากเจ้าแล้ว”
“มีอะไรหรือ?”ฟู่ถิงเย่ถาม “หรือว่าเหลียงเหวินเฉิงลืมอะไรไป?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มบางๆก่อนจะส่ายหน้า “คงจะไม่ได้ลืมหรอกเจ้าค่ะ พวกเขาอาจจะเจอปัญหาอะไรบางอย่าง...”
นางชูจดหมายที่ยังไม่ได้แกะในมือขึ้นมาแกว่งเบาๆแล้วพูดว่า “ข้าอ่านจดหมายก่อนดีกว่า ในนี้น่าจะมีเขียนไว้”
หวาชิงเสวี่ยกลับเข้าไปในห้องเปิดซองจดหมาย และหยิบเนื้อหาด้านในออกมา
จดหมายนั้นยาวมาก เขียนเต็มทั้งสามหน้ากระดาษแถมยังมีภาพวาดสองแผ่นที่วาดภาพประกอบอยู่ด้วย
หวาชิงเสวี่ยอ่านอย่างละเอียดจนจบแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “สุดท้ายก็ยังทำไม่ได้สินะ...”
ฟู่ถิงเย่หยิบจดหมายบนโต๊ะมาอ่านอย่างคร่าวๆเมื่อเจอกับคำศัพท์เฉพาะทาง เขาอ่านไม่เข้าใจ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าการทำกล้องส่องทางไกลกำลังเจอปัญหา
“หากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนหรอก”ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วมองนาง “บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องดันทุรัง อย่าลืมคำพูดของหมอหลวงหลู”
ฟู่ถิงเย่ยังจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้หวาชิงเสวี่ยสลบไปก็เพราะการพัฒนากล้องส่องทางไกลนี่แหละ
หวาชิงเสวี่ยยิ้มออกมาก่อนจะกล่าวว่า “ข้ารู้ ถ้าหากเป็นเรื่องที่ยากเกินไปข้าจะไม่ฝืนตัวเอง แต่กล้องส่องทางไกลไม่ว่าจะเป็นในเชิงทฤษฎีหรือด้วยเงื่อนไขที่มีอยู่ในตอนนี้ เราสามารถทำมันออกมาได้จริงๆ นะเจ้าคะ เพียงแต่ตอนนี้การติดต่อสื่อสารทางจดหมายไม่ค่อยสะดวกนักปัญหาหลายอย่าง หากไม่ได้สอนกันต่อหน้า ก็ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้”
นางหยิบภาพร่างบนโต๊ะขึ้นมาเส้นหมึกบรรจงวาดเค้าโครงกล้องส่องทางไกลไว้อย่างสวยงาม ฝีแปรงที่อ่อนช้อยเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของซูเส้าเหวิน
“ปัญหาตอนนี้ คือมุมของกระจกเว้าและกระจกนูนไม่ถูกต้อง...”หวาชิงเสวี่ยมองภาพร่างแล้วพึมพำ
เนื่องจากไม่มีเครื่องมือสมัยใหม่การทำมุมด้วยมือเปล่าจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความคลาดเคลื่อน ยิ่งไปกว่านั้นซูเส้าเหวินเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้เรื่องแก้วได้ไม่นานแม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์มากเพียงใด แต่ก็ขาดประสบการณ์ที่ต้องสั่งสม
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจว่านางคงใจร้อนเกินไปแล้ว...
อีกอย่างทั้งสองคนนั้นก็ซื่อจริงๆเมื่อทำไม่สำเร็จก็รู้สึกอายจนไม่มีหน้ามาพบนาง ถึงขั้นเขียนจดหมายตำหนิตัวเองเสียยืดยาว
อย่างน้อยก็ควรจะส่งของที่ทำไม่สำเร็จมาให้นางดูบ้าง!จะได้รู้ชัดเจนว่ากล้องส่องทางไกลมีปัญหาที่ตรงไหน
“ในเมื่อจดหมายสื่อสารไม่เข้าใจก็เรียกตัวพวกเขามา แล้วพูดคุยให้เข้าใจกันต่อหน้า” ฟู่ถิงเย่เสนอความคิดที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาตามเคย
“ไม่ได้หรอก” หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้า“ค่ายอาวุธไฟมีเหลียงเหวินเฉิงคอยดูแลมาโดยตลอด การสกัดและกลั่นดินปืนขาดเขาไปไม่ได้ซูเส้าเหวินต้องช่วยข้าทำเครื่องกลั่น ต้องฝึกฝนทุกวัน เพื่อให้เชี่ยวชาญวิธีการทำแก้วแบบต่างๆจึงไม่สามารถออกจากค่ายอาวุธไฟได้”
ในมือของหวาชิงเสวี่ยมีเพียงสองคนนี้ที่ใช้งานได้
ในค่ายชิงโจวไม่ขาดแคลนคนแต่คนที่ไว้ใจได้จริงๆ กลับหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะไม่ว่าจะเป็นเหลียงเหวินเฉิงหรือซูเส้าเหวินสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ในมือนั้น ล้วนแต่เป็นความลับสุดยอด
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ฝ่าบาทกำลังสร้างโรงงานกระจกมิใช่หรือ?ในโรงงานย่อมต้องมีวัตถุดิบและเตาหลอมสำหรับทำแก้ว อีกไม่นานก็คงต้องให้ซูเส้าเหวินมาสอนคนงานทำกระจกอยู่แล้วในเมื่ออย่างไรก็ต้องมาอยู่ดี สู้ให้มาตอนนี้เลยไม่ดีกว่าหรือ? กล้องส่องทางไกลทำที่ค่ายอาวุธไฟได้ ที่เมืองหลวงก็ย่อมทำได้เช่นกัน”
“ก็จริง...” หวาชิงเสวี่ยคิดตามอย่างละเอียดก็เป็นดังที่เขาว่า
ตราบใดที่มีสถานที่และวัตถุดิบไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถทำแก้วได้ และนางก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่เมืองหลวงอีกนานเท่าไหร่ดังนั้น...สู้เรียกตัวซูเส้าเหวินมาน่าจะดีกว่า หากมีปัญหาอะไร การแก้ไขก็จะสะดวกกว่า
หวาชิงเสวี่ยตัดสินใจได้แล้ว“ข้าจะเขียนจดหมายไปหาเส้าเหวินเดี๋ยวนี้”
การส่งจดหมายไปต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนกว่าซูเส้าเหวินจะจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วเดินทางมาเมืองหลวง คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนกว่าจะได้พบหน้ากัน การเขียนจดหมายจึงต้องทำโดยเร็วที่สุด
ฟู่ถิงเย่ประคองใบหน้าของนางขึ้นมาด้วยความรักใคร่สงสาร“ถ้าอย่างไรก็รับศิษย์เพิ่มอีกสักสองสามคนสิ จะได้ไม่ต้องปวดหัวคิดเรื่องพวกนี้”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ“ท่านแม่ทัพ การสอนศิษย์ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เปลืองสมองและปวดหัวเช่นกัน”
อีกทั้งการรับศิษย์ของคนโบราณไม่ใช่เรื่องเล่นๆแต่เป็นเรื่องที่จริงจังและรอบคอบมาก อาจารย์เปรียบเสมือนพ่อและแม่ เหลียงเหวินเฉิงก็เหมือนกันความจริงแล้วอายุมากกว่านางถึงสองปี แต่ตั้งแต่มาเป็นศิษย์ของนาง ทุกครั้งที่เหลียงเหวินเฉิงมองนางก็เหมือนมองแม่ มีแต่ความเคารพศรัทธาเต็มเปี่ยม...
ฟู่ถิงเย่ก็รู้ว่าการรับศิษย์เพิ่มก็ใช่ว่าจะช่วยแก้ปัญหาเขาไม่ได้พูดอะไร แค่ประคองศีรษะของนางไว้ ลูบแล้วลูบอีก ดวงตาของเขาอ่อนโยนอย่างยิ่งจนทำให้หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนว่าหัวของนางกลายเป็นสิ่งของมีค่าอะไรสักอย่าง
“ต่อไปก็คิดเรื่องยากๆพวกนี้ให้น้อยลง เจ้าแค่ตั้งใจกินข้าวให้ดีๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลร่างกายให้ดี”ฟู่ถิงเย่ลูบหัวนางพลางกล่าว
หวาชิงเสวี่ยหลุดหัวเราะออกมา“กินๆ นอนๆ ข้าไม่ใช่หมูนะเจ้าคะ”
ฟู่ถิงเย่ก็หัวเราะเช่นกันแต่ไม่ได้พูดอะไร ดวงตาอบอุ่นมองนางด้วยความอ่อนโยน ราวกับจะหลอมละลายนางให้จมดิ่งไปกับความรัก...
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้เลยว่าในขณะที่นางกำลังส่งจดหมายออกไปอีกด้านหนึ่งก็มีจดหมายลับจากแม่ทัพฟู่ส่งไปยังค่ายชิงโจวอย่างรวดเร็ว
ในจดหมายลับฉบับนี้ฟู่ถิงเย่ได้อธิบายถึงอาการป่วยทางสมองของหวาชิงเสวี่ย ให้เหลียงเหวินเฉิงกับซูเส้าเหวินพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเองลดการพึ่งพาหวาชิงเสวี่ยให้น้อยลง
หากพบปัญหาที่แก้ไขไม่ได้จริงๆให้รายงานโดยตรงมายังแม่ทัพฟู่ แล้วแม่ทัพจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าควรจะบอกหวาชิงเสวี่ยหรือไม่
ฟู่ถิงเย่หวังว่าการทำเช่นนี้จะสามารถแบ่งเบาภาระของหวาชิงเสวี่ยได้บ้าง
สตรีนางนี้ ปรากฏตัวขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้อย่างกะทันหันแล้วก็สร้างสิ่งที่ไม่น่าเชื่อขึ้นมามากมาย ราวกับเป็นไปดังคำทำนายของฮ่องเต้พระองค์ก่อนเป็นดั่งอาวุธอันทรงอานุภาพ
และเขาเอง ก็ยินดีที่จะเป็นฝักดาบให้อาวุธนั้นคอยปกป้องและดูแล
ก่อนที่จะพบหวาชิงเสวี่ยเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนก็สามารถเป็นคนอ่อนโยนได้เช่นกัน
...
ค่ำคืนนั้น ความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ร่วงคืบคลานเข้ามา
ฟู่ถิงเย่กลับมาจากจวนของหวาชิงเสวี่ยแล้วตรงไปยังห้องหนังสือที่เรือนชั้นนอกของจวนโหวตามปกติ
ค่ำคืนนี้แสงจันทร์สว่างไสวเป็นพิเศษที่ทางเดินตรงหน้าร่างกายที่งดงามของสตรีดูโดดเด่นท่ามกลางแสงจันทร์ ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยมองไปทางนั้นด้วยความสงสัย
เฉิงหว่านเมี่ยวสวมเสื้อคลุมไหมสีชมพูอ่อนปักลายงดงาม คอเสื้อประดับด้วยขนกระต่ายสีขาวโพลน ขับเน้นให้ใบหน้าเล็กๆ ดูงดงามสดใส เมื่อนางเห็นฟู่ถิงเย่เดินเข้ามานางก็มีท่าทีร่าเริงขึ้นมาทันที
ฟู่ถิงเย่เดินไปถึงตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
เฉิงหว่านเมี่ยวที่เพิ่งหายจากอาการป่วยดูซูบผอมมากกว่าเดิมคางของนางเรียวแหลมขึ้น ดูบอบบางน่าทะนุถนอม นางถือกล่องอาหารไม้สีแดงยืนอยู่ข้างทางดูเหมือนกับหญิงงามป่วยไข้ที่เดินออกมาจากบทกวี
แต่น่าเสียดายที่ฟู่ถิงเย่ไม่ใช่คนรักหยกถนอมบุปผา
“ได้ยินว่าญาติผู้พี่ทำงานหนักจนดึกทุกวันข้าจึงทำน้ำแกงถั่วแดงใส่เม็ดบัวมาให้ ญาติผู้พี่ ทานสักหน่อยเถิด...” เฉิงหว่านเมี่ยวกล่าวด้วยความเขินอายเสียงของนางอ่อนหวานและไพเราะ
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อฟู่ถิงเย่ได้ยินนางเรียกว่า‘ญาติผู้พี่’ ก็รู้สึกขนลุก ไม่สบายใจเอาเสียเลย
เขาเหลือบมองกล่องอาหารในมือของเฉิงหว่านเมี่ยวด้วยความไม่พอใจก่อนจะตำหนิว่า “อากาศยามค่ำคืนหนาวเหน็บ เจ้าเพิ่งหายป่วย ทำไมต้องทำอะไรพวกนี้ด้วย?ท่านแม่เป็นห่วงเจ้ามาก หากเจ้าเกิดล้มป่วยไปอีก จะไม่เป็นการอกตัญญูหรอกหรือ?รีบกลับไปเสีย!”
เมื่อพูดจบ ก็หันไปมองสาวใช้ที่อยู่ข้างๆนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดมากขึ้น “คุณหนูเฉิงอายุยังน้อย ไม่รู้ขอบเขต พวกเจ้าก็ไม่รู้จักห้ามปรามยังจะเหลวไหลไปด้วยกันอีก!”
สีหน้าของเฉิงหว่านเมี่ยวซีดเผือด
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองนางอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินจากไป
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานเหล่าทหารองครักษ์หน้าประตูก็รายงานว่า “ท่านแม่ทัพ คุณหนูเฉิงมาหาท่านเมื่อครู่ แต่ข้าน้อยไม่ได้ให้เข้ามา”
ในห้องทำงานของฟู่ถิงเย่มีเอกสารลับมากมายตามข้อกำหนดแล้ว ห้ามไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ แต่เมื่อมีใครมา ก็ต้องรายงานให้ทราบด้วย
หากผู้ที่มาเป็นคนสำคัญของท่านแม่ทัพการกระทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการล่วงเกินอีกฝ่าย โดยทหารองครักษ์ประเมินนิสัยใจคอของท่านแม่ทัพแล้วคิดว่าคุณหนูเฉิงผู้นั้นคงไม่ได้สำคัญอะไรนักในสายตาของท่านแม่ทัพ
เป็นดังคาด ฟู่ถิงเย่ไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงาน
อีกด้านหนึ่ง เฉิงหว่านเมี่ยวก็กลับไปที่ห้องพักของตน
น้ำแกงถั่วแดงใส่เม็ดบัวที่นำออกมาจากกล่องอาหารเย็นชืดเฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกเสียใจ จนน้ำตาไหลออกมา
สาวใช้ข้างๆ นำน้ำชาร้อนมาให้แล้วกล่าวปลอบว่า “คุณหนูดื่มเถิดเจ้าค่ะ ท่านยืนอยู่ข้างนอกนานมาก ระวังจะหนาวจนป่วยไข้”
เมื่อเฉิงหว่านเมี่ยวได้ยินคำพูดของสาวใช้ภายในใจก็ยิ่งขมขื่น น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมา
ใช่ นางรอเขาอยู่ตรงทางที่มืดมิดและหนาวเย็นนานมากแต่เขากลับไม่มีคำพูดอ่อนหวานให้สักคำ! มีแต่จะตำหนินางว่าไม่รู้ความ!
ช่างเป็นคนหยาบกระด้างเสียจริง!เขาไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาเอาเสียเลย!
แต่...แต่ในใจของนางกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจมีแต่ความน้อยใจและเสียใจ...
เฉิงหว่านเมี่ยวเช็ดน้ำตาปลอบใจตนเองว่า เขามักจะอยู่ในค่ายทหาร นิสัยก็ตรงไปตรงมา แม้แต่เวลาที่แสดงความเป็นห่วงก็ยังเป็นน้ำเสียงและท่าทีที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้...
เฉิงหว่านเมี่ยวไม่รู้ตัวว่าหากรูปลักษณ์ของฟู่ถิงเย่ยังคงเป็นอย่างเมื่อก่อนที่ไม่ได้ดูแลตัวเอง คำพูดของนางในตอนนี้ก็คงจะกลายเป็น– หยาบคายป่าเถื่อน ไม่เห็นอกเห็นใจคน
เช่นนี้แล้วก็แสดงว่าเฉิงหว่านเมี่ยวคงจะเป็นคนที่คลั่งไคล้ในรูปลักษณ์ผู้หนึ่ง
...
เฉิงหว่านเมี่ยวพักฟื้นอยู่หลายวันอาการป่วยดีขึ้นมากแล้ว แต่กลับไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ฟู่ถิงเย่ ทำให้เกิดความร้อนรนภายในใจ
และช่วงหลายวันที่ผ่านมาจวนตระกูลสวีกลับไม่มีใครส่งคนมาสู่ขอ นอกจากนี้ฮูหยินสวีก็ไม่มาเยือน ทั้งสวีชิ่งเสวี่ยก็ไม่มานัดพบเฉิงหว่านเมี่ยวอีกเลย
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติจึงส่งคนไปสืบดู ก็ได้ความว่าคุณชายใหญ่แห่งตระกูลสวีออกเดินทางไปทัศนาจรแล้ว
ถึงแม้ว่าจะไม่มีความตั้งใจแต่งงานกับตระกูลสวีแต่การที่สวีชิ่งหรานช่วยเฉิงหว่านเมี่ยวขึ้นมาจากน้ำก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนถือเป็นการทำให้เฉิงหว่านเมี่ยวเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีท่าทีอะไรเลยฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จึงรู้สึกขุ่นเคือง!
แต่กลับไม่มีสิทธิ์ที่จะไปคาดคั้นอะไรได้
บังคับให้สวีชิ่งหรานรับผิดชอบต่อเฉิงหว่านเมี่ยวอย่างนั้นหรือ?
ไม่ได้ เฉิงหว่านเมี่ยวจะต้องแต่งงานกับฟู่ถิงเย่!