เด็กในหมู่บ้านซานเป่ยวิ่งเล่นอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน มีหญิงชรานั่งจับกลุ่มคุยกันยามว่างเหมือนดังเช่นทุกวันคอยมองบุตรหลาน
รถม้ากำลังวิ่งมาทางหมู่บ้านเด็ก ๆ รีบวิ่งไปยืนข้างถนน จ้าวฉือ
หลานชายคนเล็กของหัวหน้าหมู่บ้านยืนเท้าสะเอวจ้องมองรถม้า ท่านปู่บอกให้เขาคอยจับตาดูว่าใครเข้ามาในหมู่บ้านบ้าง
หยางหนิงจินโผล่หน้าออกมาจากรถม้า “ที่นี่หมู่บ้านซานเป่ยหรือไม่”
“ใช่ ท่านมาหาผู้ใด” จ้าวฉือส่งเสียงถาม
“ข้ามาหาจ้าวกูเหนียง”
“เขาเป็นแขกของท่านพี่ลู่ชิง” จ้าวฉือตะโกนบอกทุกคน
“เจ้าช่วยบอกข้าได้หรือไม่ว่าบ้านของจ้าวกูเหนียงไปทางใด”
“ตามมา” จ้าวฉือวิ่งนำหน้า เด็กคนอื่นก็วิ่งตาม
หยางหนิงจินมองเด็กกลุ่มใหญ่วิ่งอยู่หน้ารถม้า เขาไม่เคยเห็นบรรยากาศเช่นนี้มากก่อน พวกเด็กช่างขยันวิ่งกันเสียจริง
“ท่านพี่ลู่ชิง มีคนมาหาขอรับ” ตะโกนเรียกอยู่หน้าประตูบ้าน
“คุณหนูขึ้นไปบนสวนผลไม้ พวกเจ้ามีอันใด” นายประตูเปิดประตูออกมาพูดคุยกับพวกเด็กน้อย
“มีคนมาหาท่านพี่ลู่ชิงขอรับ” จ้าวฉือและเด็ก ๆ ชี้ไปยังแขกที่อยู่บนรถม้า จากนั้นก็เอ่ยปากกล่าวว่า
“ท่านตามพวกข้ามา พวกข้าจะพาขึ้นเขาไปสวนผลไม้”
หยางหนิงจินตั้งตัวไม่ทัน เด็กในหมู่บ้านซานเป่ยชอบวิ่งกันเสียจริง รีบกลับเข้าไปนั่งในรถม้าดังเดิม บอกให้บ่าวบังคับรถม้าตามเด็กพวกนั้นไป
เด็กในหมู่บ้านต่างวิ่งกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจนมาถึงหน้าทางเข้าสวนผลไม้
“ท่านลุง มีแขกมาหาท่านพี่ลู่ชิงขอรับ” บอกกับเวรยามเฝ้าประตูสวนผลไม้
จ้าวชานกำลังทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยกับอาหารแปลกใหม่รีบเปิดรั้วประตูต้อนรับแขกเจ้าของสวนผลไม้
“คุณหนูอยู่ด้านในขอรับ”
หยางหนิงจินก้าวออกมายืนอยู่นอกรถม้า ถุงผ้าใบใหญ่ในมือมีเงินอยู่จนเต็ม
“เข้าแถว ข้าจะให้ค่าตอบแทนที่พวกเจ้าช่วยนำทาง”
เด็กในหมู่บ้านต่างเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเช้าพวกตนวิ่งนำทางขบวนเกวียนมายังสวนผลไม้ก็ได้ค่าตอบแทนมาคนละหนึ่งเหวิน
จ้าวฉือเด็กน้อยอายุเจ็ดขวบแต่เป็นพี่ใหญ่กว่าเด็กทุกคน เข้าแถวอยู่ด้านหน้า ยื่นมือออกมารับค่าตอบแทน
หยางหนิงจินยื่นพวงเหรียญขนาดเล็กให้
“ท่านให้ข้าจริงหรือ” จ้าวฉืออ้าปากค้าง มองพวงเหรียญในอุ้งมือเล็ก ๆ
“ใช่ เหตุใดต้องตกใจ” หยางหนิงจินผู้ใช้เงินมือเติบไม่รู้เลยว่าเงินแต่ละเหวินมีค่ากับเด็กชาวบ้านมากเพียงใด
“ขอบคุณ คุณชายขอรับ คุณชายคือพระโพธิ์สัตว์อย่างแท้จริง” จ้าวฉือเป็นเด็กฉลาดพูด ประจบเอาใจแล้วรีบถอยออกจากแถวเพื่อมานับเงิน
“อ๊ายหยา! ยี่สิบเหวิน” รีบเก็บเงินซ่อนไว้ในหน้าอก
เด็กคนอื่น ๆ ต่างได้รับเงินเช่นเดียวกัน ทุกคนกระโดดดีใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สรรเสริญคุณชายผู้ใจบุญว่าเป็นพระโพธิสัตว์
หยางหนิงจินยืนอกผายไหล่ผึ่งอยู่บนรถม้า คำเยินยอของเด็กพวกนี้ทำให้เขาแทบลอยขึ้นไปบนอากาศ
“ข้าหาได้เป็นพระโพธิสัตว์อย่างที่พวกเจ้ากล่าว ข้าเป็นเพียงคุณชายอันดับหนึ่งของชิงเหอ”
เด็กน้อยพวกนี้ไม่รู้ว่าชิงเหอคืออำเภอ เพราะพวกเขาไม่เคยออกนอกหมู่บ้านมาก่อน รู้จักเพียงตำบลหลงซี แต่เด็กก็คือเด็กได้รับเงินจำนวนมากจึงเชื่อฟังเยินยอคุณชายตรงหน้า
“ท่านเป็นคุณชายอันดับหนึ่งของชิงเหอ!”
“ท่านเป็นคุณชายอันดับหนึ่งของชิงเหอ!”
“ท่านเป็นคุณชายอันดับหนึ่งของชิงเหอ!”
“พอ ๆ พวกเจ้าไม่ต้องเยินยอข้าให้มากนัก ข้ารู้ตนเองดีว่าเป็นคุณชายอันดับหนึ่ง” ยกมือขึ้นหยุดกลุ่มเด็กพวกนี้
จ้าวชานยืนอึ้งอยู่นาน ไม่รู้ว่าจะตกใจกับอะไรก่อนดีระหว่างคุณชายผู้นี้ให้เงินพวกเด็ก ๆ เป็นพวง กับการกล่าวชมตนเองอย่างไร้ความกระดากอาย
รถม้าวิ่งเข้าไปด้านในสวน เด็กเกือบยี่สิบคนวิ่งลงเขาไปหาผู้ปกครองด้วยฝีเท้าเร็วรี่ บางคนถึงขนาดทำรองเท้าฟางขาดก็ยังไม่สนใจกลับมาเก็บวิ่งเท้าเปล่าตรงกลับบ้าน
“ท่านลุง ท่านน้า ผู้ใดทานข้าวอิ่มแล้วสามารถมารับเจี่ยวจือได้เลยนะเจ้าคะ” ซูเซียงตะโกนบอก
คนงานรีบมาต่อแถว ทุกคนจะได้รับเจี่ยวจือทอดสองตัว เจี่ยวจือ นึ่งสองตัวใส่ในถ้วย จากนั้นฮุ่ยเฟินก็จะราดซอสให้เล็กน้อย
“ทุกคนมารับก้วนทังเปาได้อีกคนละลูกนะเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงเปิดเข่งก้วนทังเปาขนาดใหญ่จนไอความร้อนที่ถูกกักเก็บไว้พุ่งสู่อากาศ
กลิ่นหอมลอยล่องในอากาศทำให้คนงานต่างกลืนน้ำลายทั้งที่ทานข้าวอิ่ม
“เสี่ยวชิง อีกนานไหมกว่าจะเข้างาน” ชายวัยกลางคนถามด้วยท่าทีเกรงใจ
“เหลือเวลาพักอีกสามเค่อ ท่านน้าต้องการไปทำธุระหรือเจ้าคะ”
“ข้าอยากเอาเจี่ยวจือกับก้วนทังเปาไปให้คนที่บ้าน”
จ้าวลู่ชิงมองก้วนทังเปากับเจี่ยวจือในถ้วยของชายผู้นี้ มันยังไม่ถูกแตะเลยสักชิ้น ที่นางทำมาวันนี้เพื่อต้องการฟังผลตอบรับว่าอร่อยหรือไม่แต่บุรุษในหมู่บ้านต่างนึกถึงคนทางบ้านเสียได้
“เหลือเวลาพักอีกสามเค่อ หากผู้ใดต้องการนำอาหารที่ได้รับลงจากเขาไปให้ครอบครัวก็รีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ” เพียงนางพูดจบบุรุษในหมู่บ้านบางส่วนที่ได้รับก้วนทังเปาแล้วก็รีบวิ่งลงจากเขาตรงไปในหมู่บ้าน สองมือประคองถ้วยคนละใบ
คนที่กำลังต่อแถวต่างร้อนรนกลัวว่าจะกลับมาไม่ทัน จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงแจกก้วนทังเปาคนละลูกจนมือเป็นระวิง
รถม้าวิ่งเข้ามาจอดหน้าอาคารทำให้คนที่เหลือต่างหันมอง สงสัยว่ารถม้าหรูหราคันนี้เป็นของผู้ใด
หยางหนิงจินขยับจมูกเมื่อได้กลิ่นหอม เขาเป็นคุณชายอันดับหนึ่งแห่งชิงเหอแน่นอนว่าต้องไม่พลาดลิ้มลองอาหารชื่อดังในอำเภอ ทว่าไม่เคยได้กลิ่นหอมเท่านี้มาก่อน
“ท่านมาทำอะไรที่นี่” จ้าวลู่ชิงเห็นบุตรชายนายอำเภอก้าวเท้าลงจากรถม้าท่าทางราวกับว่าตัวเขาเป็นเทพหาใช่มนุษย์
“ข้ามาผูกมิตรกับเจ้า ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าอยากสนิทกับเจ้า”
“ท่านไม่ไปสำนักศึกษาหรอกหรือ”
“ข้าลาหยุด”
“คุณชายลาหยุดบ่อยเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ข้าเจอท่านครั้งใดลาหยุดตลอด” จิ๊ปากด้วยความสงสารนายอำเภอที่มีบุตรชายรักการเรียนอย่างเขา
“แล้วบ่าวรับใช้ข้างกายท่านไปที่ใด เหตุใดวันนี้ถึงไม่ได้มาด้วย ปกติพวกท่านตัวติดกันตลอดเวลา”
“ข้าให้พวกนั้นคัดตำราแทน” บ่าวทั้งสองคอยรับใช้ผู้เป็นนาย จากที่ไม่รู้อักษรก็แปรเปลี่ยนมาเป็นรู้แจ้ง คอยทำการบ้านแทนผู้เป็นนายอยู่เสมอ
จ้าวลู่ชิงไม่รู้จะกล่าวอันใดกับคุณชายผู้นี้ดี
“นี่คืออะไร ข้าขอสักลูกได้หรือไม่” มือกำลังจะหยิบก้วนทังเปาในเข่งแต่โดนไม้คีบฟาดเข้าให้เสียก่อน
หยางหนิงจินหดมือเข้าหาลำตัว สายตาตัดพ้อความขี้งกของสตรีตรงหน้า
“ท่านไปนั่ง พวกข้ากำลังจะทานมื้อเที่ยงพอดี” เพยิดหน้าไปทางโต๊ะแปดเซียนที่ตอนนี้มีอาหารตั้งรอไว้จนเต็ม
อาหารมากมายวางอยู่บนโต๊ะทำให้หยางหนิงจินตาพร่างพราว รีบมานั่งลงบนเก้าอี้
“น้องสาว คุณชายผู้นี้คือใคร” จ้าวลู่เสียนกระซิบถามน้องสาว
“เขาเป็นบุตรชายนายอำเภอชิงเหอ” นางไม่ได้รู้เรื่องราวของคุณชายผู้นี้มากนัก รู้เพียงว่าเขาเป็นหลานชายท่านหมอหยางและเป็นบุตรชายนายอำเภอ
คิ้วจ้าวลู่เสียนขมวดสงสัยว่าน้องสาวไปรู้จักบุตรชายนายอำเภอได้อย่างไร รีบเดินกลับไปรายงานบิดา “ท่านพ่อ น้องสาวบอกว่าคุณชายผู้นั้นเป็นบุตรชายนายอำเภอชิงเหอ”
จ้าวหนิงเอ๋อเกือบสำลักของที่ทานเข้าไป เหลือบสายตามองบุตรชายนายอำเภอเล็กน้อย จากนั้นก็หันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ
“ท่านลุงหนิงอัน ก้วนทังเปากับเจี่ยวจือที่อยู่ในกล่องนี้ ท่านลุงนำกลับไปให้ท่านย่าและคนในครอบครัวเถิดเจ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงรับรู้ได้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านและบุตรชายนั่งโต๊ะเดียวกับครอบครัวนาง พวกเขาไม่กล้านำของกลับไปให้คนที่บ้านเหมือนคนอื่น ๆ
จ้าวหนิงอันรับกล่องมาด้วยอาการดีใจ “ขอบคุณหลานสาว” รีบประคองกล่องวิ่งกลับบ้านกลัวว่าจะเข้างานสาย
“ชิงเอ๋อร์ บุตรชายนายอำเภอมาทำอันใด” จ้าวเฉิงปรายตามองชายหนุ่มท่าทางไม่เอาไหน
“คุณชายหยางหนิงจินเป็นหลานของหมอเทวดาหยาง เขามาหาข้าด้วยเรื่องสมุนไพรเจ้าค่ะ” นางจำต้องบอกบอกไปแบบนั้น ดูท่าแล้วท่านปู่ของนางจะไม่ประทับใจคุณชายผู้นี้
“หลานตาแก่หยางหรอกรึ”
“ท่านปู่รู้จักท่านหมอหยางด้วยหรือเจ้าคะ”
จ้าวเฉิงไม่ตอบหลานสาว ไล่ให้นางไปทานอาหารกลางวัน
“พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดแอบจ้องมองข้า” หยางหนิงจินถามเด็กสี่คนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน พยายามแอบเหลือบมองหน้าตน
มู่เจียก้มหน้าลงต่ำ เมื่อรู้ว่าคุณชายผู้นี้คือบุตรชายนายอำเภอ พวกตนเป็นแค่บุตรชาวบ้านธรรมดามิกล้าอาจหาญนั่งโต๊ะร่วมกับบุตรขุนนาง แต่พี่สาวลู่ชิงบอกให้นางนั่ง
“ลูกศิษย์ข้ากลัวคุณชายจนพาลให้ทานข้าวไม่ลง”
“เด็กพวกนี้เป็นลูกศิษย์เจ้า?”
“ใช่”
“เจ้าอายุเท่าไหร่กัน รับลูกศิษย์ตั้งแต่เด็กมิกลัวฟ้าผ่าตาย”
“ท่านน่ะสิจะถูกฟ้าผ่าตาย อาจารย์ข้าเก่งกาจกว่าท่านหลายเท่านัก” มู่เจียเงยหน้าโต้เถียงเมื่อคุณชายตรงหน้ามาแช่งอาจารย์ของนาง
“ข้าเชื่อแล้วว่าเป็นลูกศิษย์เจ้า พวกเจ้าช่างปากคอเราะร้ายเหมือนกัน”
ซูเซียงตัดบท “คุณหนูทานข้าวเถิดเจ้าค่ะ”
เพียงแค่ได้ยินคำว่าทานได้ หยางหนิงจินรีบใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก รสชาติไม่คุ้นลิ้นทำให้แววตาเบิกกว้าง
เด็กทั้งสี่ต่างตกใจไม่คิดว่าบุตรขุนนางจะทานมูมมามกว่าพวกตนที่เป็นชาวบ้านเสียอีก อาหารอร่อยมากก็จริงแต่พวกเด็ก ๆ ยังคงรักษามารยาท ละเมียดละไมลิ้มลองความอร่อย
“อืมมม อันนี้เรียกว่าอะไร” ลูกขาว ๆ หน้าตาเหมือนซาลาเปาแต่ด้านในซุ่มฉ่ำด้วยน้ำซุป ช่างอร่อยจนหาที่เปรียบมิได้
“ก้วนทังเปา”
“หมดหรือยัง ข้าอยากนำกลับไปให้ท่านปู่ลิ้มลอง”
“ก่อนท่านกลับข้าจะห่อใส่กล่องให้ท่านนำกลับไปฝากเหล่าหยาง พวกเจ้าก็เหมือนกัน ข้าจะห่อให้พวกเจ้านำกลับไปฝากคนที่บ้าน” เด็กพวกนี้ช่วยงานตนในห้องครัวครึ่งค่อนวัน ควรได้รับของอร่อยกลับไปฝากคนที่บ้าน
เด็กทั้งสี่กล่าวขอบคุณด้วยอาการดีใจ