เหนือฟากฟ้าที่แม้แสงดาราก็มิอาจส่องถึง มิติหนึ่งดำรงอยู่อย่างเงียบงัน
ความมืดไร้ขอบเขตแผ่ขยายออกไปโดยไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด
ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ภายในนั้น
เปลวเพลิงลุกโชนในดวงตา
สายตาคู่นั้นทะลุผ่านความมืดเบื้องหน้า ราวกับ้ามองเข้าไปยังส่วนลึกของดินแดนอันมืดมิดซึ่งแม้แต่การรับรู้ก็ยังมิอาจััได้
ลมปราณพวยพุ่งเข้าสู่ร่างของเขาอย่างไม่ขาดสาย
อาภรณ์พลิ้วไหว
เส้นผมเคลื่อนตามกระแสพลังที่มิอาจมองเห็น
มือข้างหนึ่งกำแน่น
ข้อนิ้วค่อย ๆ ซีดขาว ตามแรงที่กดลง
เส้นเอ็นนูนขึ้นทีละเส้น
เวลาผ่านไปนานเพียงใด ไม่มีผู้ใดทราบ
เขายังคงยืนอยู่เช่นนั้น
ดั่งรูปสลักซึ่งถูกทิ้งไว้ ณ ปลายสุดของความว่างเปล่า
บนแท่นหินแห่งหนึ่ง
ชายชรานั่งอยู่เพียงลำพัง
โลกทั้งใบอยู่ในสายตาของเขา
ขุนเขา เมืองมนุษย์ ป่าทึบ แม่น้ำ เทือกเขาโบราณ
ทุกสิ่งดำเนินไปตามเส้นทางของมัน
ขบวนพาณิชย์หลายสิบคันกำลังเคลื่อนตัวผ่านป่าด้านตะวันตก
ฝุ่นดินลอยขึ้นเป็สายบาง ๆ ตามแรงล้อไม้
ม้าลากส่งเสียงกระทบพื้นดินเป็จังหวะสม่ำเสมอ
สินค้าถูกมัดแน่นอยู่บนหลังรถ
ข้าวสาร เครื่องมือเหล็ก ผ้าทอ น้ำมันสัตว์ สมุนไพรแห้ง อาวุธสำหรับผู้เดินทาง
ผู้คุ้มกันบางคนกำลังตรวจสายรัดสินค้า
บางคนสนทนากันถึงราคาหนังสัตว์ในเมืองเขตใน
บางคนเอนหลังอยู่บนกระสอบเสบียง ปล่อยให้การเดินทางดำเนินไปตามหน้าที่ของมัน
ภาพธรรมดา
ธรรมดาเสียจนแทบไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่การกล่าวถึง
ชายชราเฝ้ามองอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงหันสายตาออกไปอีกทิศ
ริมตลิ่งแห่งหนึ่ง
ชายวัยกลางคนนั่งถือคันเบ็ดอยู่ตามลำพัง
ผมเพลาขาวโพน
เสื้อผ้าธรรมดา
ข้างกายมีเพียงตะกร้าไม้เก่า กับเหยื่อปลาครึ่งถุง
เบ็ดถูกทอดลงในสายน้ำมานานแล้ว
แม้ปลาไม่กินเหยื่อ
หากเขาไม่สนใจ
สายลมพัดผ่านผิวน้ำเบา ๆ
คลื่นเล็กกระเพื่อมแตกออกเป็วง
ชายวัยกลางคนยกผลไม้ขึ้นมากัดคำหนึ่ง เคี้ยวช้า ๆ พลางทอดสายตามองแม่น้ำเบื้องหน้า
ราวกับมิได้กำลังตกปลา
แต่เพียงกำลังใช้เวลาของวันให้ผ่านไป
ชายชรามองภาพนั้นอยู่พักหนึ่ง
จากนั้นจึงถอนหายใจออกมาแ่เบา "...เห้อ..."
โลกใบนี้กว้างใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะ
เมื่อเทียบกับสัตว์ป่าซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วแผ่นดิน มนุษย์เป็เพียงส่วนน้อย
เขตปลอดภัยของมนุษย์มีอยู่เพียงสองส่วนบนโลกทั้งใบ
เมืองใหญ่ ป้อมปราการ เส้นทางการค้า สำนักฝึกตน พื้นที่เพาะปลูก
ทุกอย่างรวมตัวอยู่ภายในขอบเขตเ่าั้
นอกเหนือจากนั้น
ผืนป่า แม่น้ำ ทะเลทราย หุบเหว เทือกเขาโบราณ
ล้วนมีเ้าของของมันอยู่แล้ว
มนุษย์เพียงอาศัยอยู่ตามรอยแยกเล็ก ๆ ที่โลกยอมเปิดให้
และใช้ชีวิตต่อไปตามวิธีของมนุษย์
ขบวนพาณิชย์ยังคงเคลื่อนผ่านแนวป่า
เด็กผมสีส้มคนหนึ่งนั่งอยู่บนตักมารดา
ดวงตากลมโตหันมองสิ่งต่าง ๆ รอบทางอย่างสนใจ
“อีกไกลไหมขอรับท่านแม่?”
มารดาลูบศีรษะเขาเบา ๆ
“อีกไม่กี่วันก็ถึงแล้วลูก อดทนหน่อยนะ”
“หมู่บ้านไม้ดำมีอสูรไหม?”
คำถามนั้นทำให้ผู้ใหญ่หลายคนบนรถหัวเราะออกมา
ชายร่างกำยำผู้กำลังตรวจเชือกผูกสินค้าเอ่ยขึ้น
“อสูรน่ะมีทุกที่”
“เพียงแต่บางแห่ง…พวกมันมักหิวมากกว่าที่อื่น”
เด็กผมส้มทำตาโตขึ้นเล็กน้อย
มารดารีบส่งผลไม้เข้าปากเขาทันที
“พวกเ้า! เลิกพูดเื่นั้นต่อหน้าเด็กได้แล้ว”
เสียงหัวเราะดังขึ้นบางเบา
ขบวนรถยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
ปลายทางของพวกเขา คือหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวขอบเขตของมนุษย์
หมู่บ้านไม้ดำ
บ้านเรือนของที่นั่นสร้างจากไม้สีดำชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเหนือ
เนื้อไม้แข็ง ทนฝน ทนความชื้น
ทนรอยเขี้ยวเล็บของสัตว์ป่าขนาดเล็กได้ดี
เมื่อผ่านแดดฝนหลายปี สีของมันจะยิ่งเข้มขึ้นจนเกือบดำสนิท
เมื่อมองจากระยะไกล
ทั้งหมู่บ้านคล้ายก้อนเงาเล็ก ๆ เกาะอยู่บนขอบของโลกมนุษย์
ขณะเดียวกัน
ภายในหมู่บ้านไม้ดำ
เด็กผมเทาคนหนึ่งกำลังนั่งยองอยู่บนกิ่งไม้สูง
ผลไม้ครึ่งลูกถืออยู่ในมือ
ดวงตาเฉลียวฉลาดจับจ้องเบื้องล่างอย่างตั้งใจ
ใต้ต้นไม้ หมูป่าตัวหนึ่งกำลังใช้จมูกคุ้ยพื้นดิน
มันเป็หมูป่าขนดำ ตัวใหญ่ ลำตัวหนาแน่นด้วยกล้ามเนื้อ
ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมักเตือนเด็กเสมอว่าอย่าเข้าใกล้มัน
เขี้ยวของมันสามารถแทงทะลุขาคนได้
แต่เด็กผมเทากลับมิได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เขากัดผลไม้คำหนึ่ง
กร๊อบบ
จากนั้นโยนแกนลงไปเบื้องล่าง
แกนผลไม้กระทบหัวหมูป่าพอดี
หมูป่าชะงัก
ก่อนเงยหน้าขึ้นทันที
เด็กผมเทายิ้มกว้าง อย่างพอใจ
“ถ้าคิดว่าเ้าเร็วพอ…”
เขาโยนผลไม้อีกชิ้นลงไป
“…ก็ตามข้าให้ทันหละ เ้าหมู!”
เสียงร้องเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากเบื้องล่าง
หมูป่าพุ่งชนลำต้นไม้เต็มแรงเด็กผมเทาหัวเราะลั่น
ก่อนปีนขึ้นไปอีกกิ่งอย่างคล่องแคล่วราวลิงป่า...