เฉินซีรู้สึกงุนงงและหัวสมองว่างเปล่า
สตรีที่ปรากฏแก่สายตาของเขาขณะนี้เรียกตัวเองว่าเป็แม่ของเขา...
เฉินซีรู้สึกตื่นเต้นจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ไม่มีคำพูดใด ๆ ที่สามารถอธิบายอารมณ์ที่กำลังพรั่งพรูในใจของเขาในตอนนี้ได้อย่างถูกต้อง
แม่ของเขาได้หายตัวไปั้แ่เมื่อตอนที่เขาอายุสองขวบ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับนางมากนัก ควบคู่ไปกับที่เขาได้ยินเกี่ยวกับข่าวลือบางอย่างและคำนินทาเกี่ยวกับแม่ของเขาเมื่อตอนที่เขายังเด็ก เมื่อรวมกับการที่ปู่ของเขาเมินเฉยเกี่ยวกับทุกเื่ของแม่อย่างสิ้นเชิง มันทำให้แม้เฉินซีอยากจะรู้เื่ราวของแม่เขาสักเท่าไร ชายหนุ่มก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากที่จะซ่อนความรู้สึกทั้งหลายเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจตัวเอง
ใช่แล้ว ซ่อนมันเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจเขา…
เพราะเขากลัวว่าแม่ของเขาจะเป็เช่นที่ข่าวลือว่านางเกลียดชังตระกูลเฉิน ทิ้งพ่อ ตัวเขาและน้องชายของเขา และหนีไปอยู่กับนายน้อยของตระกูลที่ร่ำรวย
เขากลัวว่าความจริงมันจะเป็ไปตามที่ผู้คนร่ำลือ หากเป็เช่นนั้นเขารู้ตัวว่าจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และต้องกลายเป็คนบ้าไปอย่างแน่นอน
ตลอด่ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เฉินซีคิดถึงแม่ของเขามากเกินกว่าจะนับได้และพยายามควบคุมตนเองให้ลืมนางให้ได้ ความทรมานและความย้อนแย้งนี้ไม่สามารถอธิบายให้ผู้อื่นรับรู้ได้
"ลูกที่รักของข้า เ้าประหลาดใจที่เห็นแม่ของเ้างดงามและยังดูสาวอยู่ใช่หรือไม่?" สตรีในชุดขาวหัวเราะและกะพริบตาคู่งาม "เอาเถอะ หากเป็ข้า ข้าก็คงงุนงงอย่างที่สุดเช่นกัน เอาเป็ว่าแม่ของเ้าผู้นี้จะบอกความลับให้ว่าแม่มีเคล็ดวิชาบางอย่างที่สามารถคงรูปลักษณ์ให้เยาว์วัยได้ตลอดไป…”
"เอาล่ะ หยุดทักทายกันเพียงเท่านี้เรามีเวลาเหลือไม่มากแล้ว" สตรีชุดขาวยิ้มให้กับเขาก่อนที่จะเอ่ยต่ออีก "ฟังให้ดีลูกรักของข้า เ้าจะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้ หรือไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก"
หัวใจของเฉินซีสั่นสะท้านเมื่อได้ยินประโยคที่นางเพิ่งเอ่ยออกมา เขารีบทำใจสงบนิ่งอย่างรวดเร็วและขจัดความคิดที่ฟุ้งซ่านออกไป
ดวงตาของสตรีชุดขาวแสดงให้เห็นถึงความคิดถึง และจากนั้นใบหน้าที่งดงามของนางก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็หลากหลายอารมณ์ ซึ่งมีทั้งโกรธแค้น ขมขื่น ไม่ยินยอม… และเศร้าโศก…
ในที่สุดนางก็กล่าว "ข้าถูกพาตัวไปโดยลุงของเ้าเพราะว่าตระกูลของข้าไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของข้ากับพ่อของเ้า เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลจั่วพวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะทำลายตระกูลเฉินเพียงเพราะความอัปยศนี้"
“ดังนั้นแม่ของเ้าจึงไม่ได้หนีไปกับผู้ใด แต่ได้ถูกนำตัวไปโดยลุงของเ้า…”
เฉินซีรู้สึกโล่งใจสุดขีด ราวกับเขาเพิ่งปลดปล่อยตนเองจากโซ่ตรวนที่คร่ากุมเขามาเป็เวลายาวนานนับสิบปี ทว่าท้ายประโยคที่แม่ของเขากล่าวมาทำให้อารมณ์ของเขาราวกับตกลงไปในเหวที่ไร้ก้น
มันเป็ตระกูลจั่วของแม่ที่ทำลายล้างตระกูลเฉินของข้า?
เฉินซีหายใจถี่รัว ร่างของเขาหนักอึ้งราวกับมีหินหนักหมื่นจินกดทับ การเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกอย่างรุนแรงทำให้เขาเกือบจะหมดสติไป
เขาใช้ทุก่เวลาที่ผ่านมาเป็เวลายาวนานกว่าสิบปีเพื่อที่จะหาว่าผู้ใดเป็คนทำลายล้างตระกูลเฉิน และเขาสาบานกับตัวเองอยู่นับหมื่นครั้งว่าจะฆ่าพวกมันทุกคนที่เป็สาเหตุทำให้ตระกูลของเขาล่มสลายไม่ว่าพวกมันเ่าั้จะเป็ผู้ใดก็ตาม แต่ทว่าโดยไม่คาดคิด ความเป็จริงที่เขาได้ล่วงรู้กลับน่าเหลือเชื่อและเลวร้ายยิ่งกว่าที่เขาจะสามารถจินตนาการได้เสียอีก!
"ลูกรัก เ้ารู้สึกโกรธใช่หรือไม่? แม่ก็โกรธเช่นกัน! แม่ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลจั่วทั้งหมดเมื่อนานมาแล้ว และกระทั่งยอมสละบางสิ่งให้กับพวกเขาไปแต่สุดท้ายพวกเขากลับยังคงไม่ยอมปล่อยแม่!"
เสียงของจั่วชิวเสวี่ยต่ำลงและต่ำลงเรื่อย ๆ "เหตุผลนั้นเรียบง่าย มันเป็เพราะแม่และพ่อของเ้าได้พบเจอกับสมบัติล้ำค่าหนึ่งเข้าในระหว่างที่เราออกเดินทางเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต"
"ของล้ำค่าชิ้นนั้นก็คือสิ่งที่เ้าเคยห้อยคอมาตลอดั้แ่แรกเกิด" นางชี้ไปที่จี้หยกซึ่งลอยอยู่กลางอากาศด้วยมือที่เรียบเนียนเปล่งประกาย ทว่าสีหน้าของนางขณะนี้กลับเต็มไปด้วยความเ็ปและความเกลียดชังอันไร้ที่สิ้นสุด
เฉินซีเบนสายตาไปมองที่จี้หยก สายตาของเขาพร่ามัว ขณะนี้ภายในจิตใจของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง แต่ก็พยายามครองสติอย่างดีที่สุดเพื่อฟังมารดาตน
"เ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับแผนภาพวารีหลากหรือไม่? มันเป็สิ่งที่ลึกลับที่สุดในยุคแรกเริ่ม เทพและมารแห่งยุคแรกเริ่มใช้มันเพื่อจะรู้แจ้งในเส้นทางแห่งเต๋าของตนเอง ในความลี้ลับของมันนั้นซ่อนความลับแห่ง์ ซึ่งสามารถทำให้ผู้คนบรรลุเต๋าอันยิ่งใหญ่และไปถึงจุดสูงสุดแห่งเต๋า ด้วยเหตุนี้แผนภาพวารีหลากจึงเป็บ่อเกิดแห่งการฆ่าฟัน การฆ่าฟันที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั้งสามโลกและรบกวนมรรคาแห่งการเกิดใหม่ทั้งหก ในตอนนั้นการฆ่าฟันกันรุนแรงราวกับวันสิ้นโลก ตัวตนยิ่งใหญ่สูงสุดทั้งหลายรบรากันอย่างเอาเป็เอาตายเพื่อแผนภาพวารีหลาก"
"ทว่าโชคดีที่ต่อมาแผนภาพวารีหลากได้หายไปหลังจากจุดจบของยุคแรก และจากนั้นฉากการต่อสู้ของเหล่าทวยเทพและหมู่มารก็ไม่เคยปรากฏขึ้นอีกเลย ซึ่งเวลาก็ผ่านมาราวหนึ่งล้านปีแล้วนับั้แ่ตอนนั้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่แม่อ่านมาจากตำราโบราณของตระกูลจั่วเมื่อตอนที่แม่ยังเล็ก ๆ ไม่เช่นนั้นแม่คงจะไม่รู้จักชื่อของแผนภาพวารีหลาก” จั่วชิวเสวี่ยกล่าวอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยด้วยเสียงที่ต่ำและจริงจัง
ส่วนเฉินซีที่ได้ยินเื่นี้ทั้งหมด หัวใจของเขายังคงสงบนิ่ง ในความคิดของชายหนุ่ม เื่นี้มันเกิดขึ้นมานับล้านปีแล้วและมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเขา เขาเพียงรู้สึกเหมือนนั่งฟังเื่เล่าในตำนานหนึ่งก็เท่านั้น และมันก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เขาเกิดความสนใจใด ๆ ได้เลย
ทั้งหมดที่เขารู้คือแผนภาพวารีหลากนั้นคือสมบัติล้ำค่าที่ทำให้ทุกคนฆ่ากันอย่างบ้าคลั่ง
"ภายในจี้หยกนี้มีสำเนาคัดลอกของแผนภาพวารีหลาก ทว่าเ้าอย่าได้ดูถูกมันเพียงเพราะมันเป็แค่สำเนาคัดลอก ระหว่างกระบวนการที่คัดลอกมา เศษเสี้ยวหนึ่งของอำนาจแห่งแผ่นภาพวารีหลากได้ผสานเข้ากับสำเนาคัดลอกนี้ซึ่งเราสามารถใช้มันตามหาสถานที่ซ่อนแผนภาพวารีหลากที่แท้จริงได้ และแน่นอนมันคือหนึ่งในเหตุผลที่แม่ถูกนำตัวกลับไปและตระกูลเฉินถูกทำลายก็เป็เพราะว่าจี้หยกอันนี้!"
คำพูดของจั่วชิวเสวี่ยประหนึ่งเหมือนะเิปะทุขึ้นในจิตใจของเฉินซี มันทำให้เฉินซีสับสนโดยสมบูรณ์ สายตาของเขามองไปที่จี้หยกด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มไม่นึกเลยว่าเื่เล่าในตำนานที่เกี่ยวกับแผนภาพวารีหลากซึ่งเขาได้ฟังเมื่อครู่ ทำให้เขาได้รับโชคดีอย่างใหญ่หลวงที่มีชะตาชีวิตเกี่ยวข้องกับมันโดยตรง!
เฉินซีไม่รู้ว่าเขานั้นควรจะดีใจหรือเสียใจดีแต่ตอนนี้เขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว การถูกฆ่าล้างโคตรของตระกูลเฉิน… เื่ที่แม่ของเขาจากไปและทอดทิ้งพ่อของเขา… แม้แต่ชื่อตัวซวย… ทุกอย่างเป็เพราะจี้หยกอันนี้ ถ้าไม่มีมันหายนะต่าง ๆ จะเกิดขึ้นกับตระกูลของเขาได้อย่างไร?
นี่เรียกได้ว่าทุกข์ลาภอย่างแท้จริง!
เฉินซีถอนหายใจยาว ทว่าภายในหัวใจของเขากลับเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
"ตามที่แม่คาดเดา น่าจะมีเคหาฝึกตนของตัวตนจากยุคแรกเริ่มอยู่ภายในจี้หยกนี้ ภายในจี้หยกนั้นมีมิติของตัวมันเองซึ่งภายในมีสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของต่าง ๆ เก็บซ่อนเอาไว้อยู่และแน่นอนว่าสำเนาคัดลอกแผนภาพวารีหลากก็อยู่ข้างในเช่นกัน น่าเสียดายที่แม่ไม่เคยลองเข้าไปสำรวจดูเลยสักครั้งจึงเพียงรู้แต่ข้อมูลคร่าว ๆ "
"แม่คิดว่าการที่เ้าสามารถกระตุ้นให้เศษเสี้ยวิญญาของแม่ที่ประทับอยู่ในจี้หยกออกมาได้เช่นนี้ทั้ง ๆ ที่เ้ามีระดับการบ่มเพาะเพียงขอบเขตก่อกำเนิด ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเ้ามีคุณสมบัติมากพอจะเป็เ้าของจี้หยกนี้แล้ว จงเก็บมันไว้! และพยายามให้หนัก!"
ขณะนี้ร่างเงาของสตรีในชุดขาวค่อย ๆ เลือนราง ราวกับว่าสามารถสลายหายไปได้ทุกเมื่อ คำพูดของนางดูเร่งรีบมากกว่าเดิม "ลูกรัก เ้าต้องจำขึ้นใจไว้อย่างหนึ่งว่าเ้าไม่ควรบอกผู้ใดเกี่ยวกับจี้หยกนี้ก่อนที่เ้าจะกลายเป็ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานรวมไปถึงน้องชายของเ้าด้วย ไม่เช่นนั้นมันจะเป็การทำลายความหวังของทั้งตระกูลเฉินเรา!"
"และเ้าไม่ต้องกังวัลเกี่ยวกับความปลอดภัยของแม่ เมื่อใดที่ความแข็งแกร่งของเ้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียน์ เวลานั้นเ้าจะสามารถมาพบแม่ได้
จากนั้นร่างเงาของสตรีชุดขาวก็ค่อย ๆ สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนจี้หยกก็กลับมาเป็สภาพปกติเช่นเดิม
ภายในห้องของเฉินซีกลับมามืดมิดอีกครั้งและรู้สึกราวกับว่าเมื่อครู่เขาอยู่ในความฝัน แต่เสียงนั้นยังคงฝังลึกอยู่ภายในหัวใจของชายหนุ่ม และจี้หยกที่แขวนอยู่ที่หน้าอกของเขาบอกเขาว่ามันไม่ได้เป็แค่เพียงความฝัน แต่มันคือเื่จริง!
เขานั่งอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดมิดและหลังจากนั้นครู่ใหญ่ริมฝีปากของเขาสั่น ขณะที่เขาพึมพำเสียงเบา "ไม่ต้องกังวลท่านแม่ ลูกของท่านจะไปหาท่านอย่างแน่นอน!"
...
เฉินซีสูญเสียความ้าที่จะนอนทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงไปล้างหน้าของตัวเองด้วยน้ำเย็น หลังจากที่เขารู้สึกหัวโล่งอีกครั้ง ชายหนุ่มก็จ้องมองตรงไปที่จี้หยกที่อยู่บนหน้าอกของเขา
หลังจากผ่านประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ก่อนหน้านี้ เขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดระดับการบ่มเพาะของเขาถึงหยุดนิ่งอยู่ที่ขอบเขตก่อกำเนิดขั้นที่สามเป็เวลายาวนานถึงห้าปี มันเป็เพราะจี้หยกนี้นั่นเอง!
จี้หยกได้ดูดกลืนปราณแท้ของเขาไปอย่างเงียบ ๆ และในวันนี้เมื่อพลังงานภายในของมันถึงจุดสูงสุดแล้ว มันจึงสามารถกระตุ้นเศษเสี้ยวิญญาของแม่ของเขาให้แสดงออกมาได้ จากการฟังเื่ราวทั้งหมดที่แม่ของเขาได้กล่าวมา ทุกเื่ที่เขาไม่เข้าใจและอยากจะรู้ได้กระจ่างแจ้งแทบทั้งหมด
ในที่สุดชายหนุ่มก็พบว่าเขาไม่ใช่ตัวซวยใด ๆ ทั้งนั้นและพร์ด้านการบ่มเพาะของเขาก็ไม่ได้มีปัญหาและที่สำคัญที่สุดเขาพบว่าแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ เฉินซีนั้นเต็มไปด้วยแรงกระตุ้นเพราะว่าตราบใดที่เขากลายเป็คนที่แข็งแกร่ง เขาก็สามารถไปหาแม่ของเขาได้!
ขอบเขตเซียน์?
เมื่อใดที่ข้ายังคงมีชีวิตอยู่ ข้ามั่นใจว่าจะสามารถสร้างตำหนักอินทนิลของข้าได้ และเปลี่ยนมันเป็เคหาทองคำควบแน่นแก่นแท้หยินหยางทองคำ ทะลวงขอบเขตจุติต้านด่านเคราะห์์กลายเป็เซียนปฐีและรู้แจ้งมหาเต๋าเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็เซียน และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็เซียน์!
ตราบใดเท่าที่ข้ายังคงมีชีวิตอยู่ ข้าสาบานว่าจะฆ่าศัตรูที่สังหารท่านปู่และตัดแขนขวาของน้องชายของข้าทั้งหมด จะไม่มีผู้ใดสามารถหนีไปได้!
เฉินซีสูดลมหายใจเข้าลึก สายตาแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง
"เคหาบ่มเพาะของตัวตนจากยุคแรกเริ่มและสำเนาคัดลอกแผนภาพวารีหลากก็อยู่ภายในจี้หยก ไม่รู้เลยว่าภายในมันจะมีสิ่งของน่าอัศจรรย์ถูกเก็บซ่อนไว้อีกมากเท่าใด? จากสิ่งที่ท่านแม่กล่าวผนึกบนจี้หยกได้ถูกปลดออกแล้วและข้าก็ได้เป็เ้าของมันแล้ว ทว่ามันเป็ไปตามที่แม่ของข้าพูดจริง ๆ หรือ...?"
เฉินซีจำคำที่แม่ของเขากล่าวได้และลังเลชั่วครู่ จากนั้นเขาจึงกัดฟันโคจรปราณแท้ภายในร่างกายของเขาถ่ายเทลงไปในจี้หยก
แสงประกายวับเปล่งออกจากพื้นผิวของจี้หยกทันทีก่อนจะแปรสภาพเป็วังวนหลุมดำลึกอันเงียบสงัด
เกือบจะในเวลาเดียวกัน แรงดึงดูดที่ไม่อาจต่อต้านได้ก็ปะทุขึ้นจากภายในหลุมดำ เฉินซีไม่ทันระวังและมันก็สายเกินไปที่จะขัดขืน ดังนั้นร่างกายของเขาจึงถูกดูดเข้าไปภายในพริบตา
วูบ!
หลุมดำปิดลงและหายไปไล่หลัง
ห้องของเฉินซีกลับเข้าสู่ความมืดมิดและเงียบงันอีกครั้ง ส่วนเฉินซีนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไปอยู่ที่ใดไม่มีใครสามารถรู้ได้
...
ขณะนี้เฉินซีได้ยืนอยู่บนพื้นที่โล่งอันกว้างใหญ่และงดงาม บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวมากมายอยู่เหนือเขาราวกับว่าเป็หิ่งห้อยที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ แสงสีเงินทอดยาวจากดาราจักรประหนึ่งสายธาร์ซึ่งงดงามเลิศล้ำเสียจนแทบให้ความรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่ความจริง
ใต้เท้าของเขานั้นอ่อนนุ่มด้วยหญ้าสีเขียวเข้มซึ่งปกคลุมไปสุดลูกหูลูกตาราวกับว่ามันไร้ที่สิ้นสุด
ที่นี่คือเคหาบ่มเพาะของตัวตนจากยุคแรกเริ่มใช่หรือไม่?
เฉินซีตรวจสอบสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเขา แต่เขาก็ไม่เห็นสิ่งก่อสร้างที่ดูควรจะเป็บ้านเรือนหรือคฤหาสน์ได้เลย เมื่อเห็นเช่นนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มระแวดระวังเล็กน้อย
มนุษย์มักกลัวสิ่งที่ตนเองไม่รู้จัก ดังนั้นเฉินซีจึงไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวอย่างบุ่มบ่ามและตั้งสมาธิให้แน่วแน่ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างละเอียด
หลังจากยืนนิ่งเป็เวลายาวนาน ขาของเฉินซีเริ่มรู้สึกล้าแต่ทว่ารอบด้านก็ยังคงเงียบสงัด ปราศจากแม้กระทั่งเสียงแมลงที่ควรมีราวกับว่าไม่มีชีวิตอื่นใดนอกจากตัวเขาอยู่ในสถานที่แห่งนี้
"เป็ไปได้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วเคหาบ่มเพาะไม่มีอยู่จริง?" เฉินซีเอ่ยขึ้นก่อนจะล้มตัวลงราบไปกับผืนหญ้า ขณะที่เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเชยชมหมู่ดาวที่เปล่งประกายระยิบระยับ เขาไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่สักเท่าไร
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
ไม่ใช่ทุกสิ่งภายในพื้นที่นี้ไม่มีชีวิต… ดวงดาวข้างบนนั้น... ไม่ใช่ว่ามันกำลังหมุนวนอย่างไร้ที่สิ้นสุดราวกับว่าพวกมันมีชีวิตหรอกหรือ? ดวงดาวที่โลกด้านนอกไม่ได้หมุนแบบนี้สักหน่อย!
ดวงตาของเฉินซีเบิกกว้างขึ้นเมื่อเขาตระหนักถึงสิ่งนี้ และเขาก็เพ่งมองไปที่ดวงดาวบนท้องฟ้าเ่าั้อย่างเคร่งเครียดและละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าเดิม
ท้องฟ้านั้นเต็มไปด้วยดวงดาวที่เปล่งประกายมากมายเหลือคณานับ ดวงดาวหมุนวนเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ อย่างไร้ที่สิ้นสุดในเส้นทางการโคจรที่เป็เอกลักษณ์ของตนและด้วยความเร็วที่แตกต่างกันไป พวกมันเคลื่อนที่ไปมาอย่างซับซ้อนและเป็วิถีที่ลึกซึ้งขณะที่มันส่งเสียงหวือและหมุนวนอยู่ในอากาศ
ถ้าเป็คนธรรมดาเห็นภาพเช่นนี้ พวกเขาอาจจะรู้สึกประหลาดใจและไม่เข้าใจ แต่เฉินซีเมื่อเห็นภาพนี้เขากลับรู้สึกหลงใหลอย่างแปลกประหลาดและตกอยู่ในภวังค์
ใช้ดวงดาวมากมายเป็ปลายพู่กัน… ใช้ท้องฟ้ายามค่ำคืนประหนึ่งกระดาษ… การเคลื่อนวาดดูเหมือนจะยุ่งเหยิงแต่แท้จริงเป็ระเบียบแบบแผน ไม่เพียงแต่สอดรับกับการโคจรของดวงดาวแต่ละดวงเท่านั้น มันยังมีความเป็อันหนึ่งอันเดียวกันเต็มไปด้วยพลังชีวิตช่างมหัศจรรย์อย่างแท้จริง... เฉินซียังคงอยู่ในภวังค์ของความหลงใหลจนเขาไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าขณะนี้มีแสงของดวงดาวสาดส่องลงมาจาก้าและค่อย ๆ ควบแน่นรวมกันเป็แผนภาพอย่างช้า ๆ...