ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ดูสะอาดสะอ้าน ร่างสูงยืนนิ่งมองภูตน้อยที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียงด้วยสายตาสมเพช
นี่ก็ล่วงเข้ายามอู่[1]แล้ว หลังกลับจากตำหนักจูเชว่ก็พบว่าเรือนเฟิ่งินั้นว่างเปล่าบนโต๊ะไม่มีสำรับอาหารหรือแม้แต่ร่องรอยการปัดกวาดเช็ดถู
ก่อนหน้าอี้ฉางเฟิงกลับเข้าไปที่เรือนเพื่อเปลี่ยนเสื้อคลุมทางการเป็เสื้อคลุมลำลองโดยมีเฟยฉีเป็ผู้ช่วยหยิบจับคอยประคองแขนเสื้อตามปกติ แต่ครั้นถามหาภูตน้อยจอมเกียจคร้านเฟยฉีกลับส่ายหน้าไม่รู้เขาเองก็ยังไม่เห็นเยว่ซินั้แ่เช้า ร่างสูงจำได้ว่าเมื่อคืนนางดื่มหนักจึงได้ตามมาดูที่เรือนเฟิ่งหย่าที่แท้นางก็ยังนอนอุตุอยู่ที่นี่ตามคาด
“ตื่นได้แล้ว!” เสียงนั้นดังกังวานไปทั่วห้อง ดังพอจะทำให้คนที่กำลังหลับอยู่รู้สึกะเืหู
“ผู้ใดกัน ผู้ใดมาส่งเสียงรบกวนข้าแต่เช้า?”
สิ้นคำพูดงัวเงียของภูตน้อยอี้ฉางเฟิงก็สะบัดมือหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นประตูหน้าต่างทุกบานก็เปิดอ้ารับแสงสว่างเข้ามาจากด้านนอกเต็มๆ
“ลืมตาดู นี่มันยามใดแล้ว?”
แสงแดดที่ส่องเข้ามาถึงเตียงนอนทำให้เยว่ซินต้องเอามือปิดหน้าก่อนจะค่อยๆ แย้มแล้วเผยอเปลือกตาขึ้นมอง ขยี้ตาสองสามรอบถึงเห็นว่าอี้ฉางเฟิงยืนอยู่หน้าเตียง
“ท่านมาได้ยังไง?!” อารมณ์ใรีบคว้าผ้าห่มคลุมทับชุดนอนตัวบาง เวลานั้นเฟยฉีก็อยู่ด้วยแต่รายนั้นยืนห่างออกไปราวสามก้าว ไม่กล้าพูดไม่กล้าขยับ ได้แต่ทำสีหน้าท่าทางเหมือนลุ้นเอาใจช่วยนางอยู่
อี้ฉางเฟิงให้เวลานางหนึ่งก้านธูปจากนั้นให้ไปพบเขาที่เรือนเฟิ่งิ ทว่าเยว่ซินอิดออด อ้างว่ารู้สึกไม่สบายจึงขอลาหยุดงานหนึ่งวันแต่อี้ฉางเฟิงรู้ทันว่านางแค่ไม่อยากทำอาหารจึงได้ใช้วิธีการข่มขู่
“ถ้าหากเ้าเกียจคร้านไร้ประโยชน์เช่นนี้ข้าคงต้องจับเ้าไปฝังดินไว้หน้าเรือนเฟิ่งหย่า อย่างน้อยร่างจริงของเ้ายังพอจะให้ผลอิงเถาไว้เป็ประโยชน์แก่นกแก่กระรอกได้บ้าง”
“นี่ท่านกล้าหรือ?!”
“แล้วเหตุใดข้าจะไม่กล้า!” เขาย้อน เห็นทีคงยังไม่สร่างดีจึงได้ก้าวร้าวเฉกเช่นนี้
“ข้ารู้ว่าท่านไม่กล้าถูกตัวข้า ท่านพ่ายให้กับพลังไข่มุกของข้า”
เมื่อนางพูดเช่นนั้นอี้ฉางเฟิงถึงหันมองหน้าเฟยฉีทันที นี่คงเป็อีกเื่ที่ปีศาจปักษาปากมากตนนี้เผยไปขณะดื่มสุรารายนั้นเห็นสายตาพิฆาตของผู้เป็นายก็ได้แต่กลืนน้ำลายเอือก
ทว่าเมื่อถูกท้าทายเช่นนี้ มีหรือประมุขน้อยเช่นเขาจะไม่ตอบโต้
“เช่นนั้นก็ลองดู”
ว่าแล้วคนพูดก็หันไปสั่งเฟยฉีให้ขุดดินที่สวนของเรือนเฟิ่งหย่าซึ่งปีศาจปักษาหนุ่มก็ได้แต่รับคำสั้นๆ จากนั้นอี้ฉางเฟิงก็ร่ายอาคมใช้ผ้าห่มม้วนตัวเยว่ซินไว้แล้วจับนางตั้งขึ้นเป็ท่อนตรงก่อนยกขึ้นพาดบ่าแล้วเดินออกมาด้านนอกประตู ท่ามกลางเสียงโวยวายลั่นของคนที่ถูกพันธนาการอยู่ในผ้าผืนใหญ่
“นี่ปล่อยข้านะ! ท่านจะทำอะไรของท่าน อี้ฉางเฟิง!”
ด้วยพละกำลังของบุรุษที่แม้ไม่ต้องออกแรงก็สามารถแบกร่างบอบบางของภูตน้อยนี่ได้อย่างสบายร่างสูงไม่โต้ตอบด้วยคำพูด แต่หันไปถามเฟยฉีที่วิ่งกลับมารอหน้าประตูเรือน
“เรียบร้อยหรือยัง?”
“ขอรับ” ด้านเฟยฉีก็ได้แต่พยักหน้ารับเงยหน้ามองสหายน้อยอย่างนึกสงสาร แต่ก็ไม่รู้จะช่วยประการใดดีเมื่อคืนก็เตือนแล้วว่าอย่ายั่วโทสะประมุขน้อย
ด้านเยว่ซินพอเห็นเฟยฉีร่วมมือด้วยก็โวยวายต่อว่า“เฟยฉี นี่เ้า! ข้าเป็สหายเ้านะ”
แต่แทนที่ปีศาจปักษาหนุ่มจะเห็นแก่ไมตรีกลับพูดตอบมาแค่เพียงคำว่า “เยว่ซิน ข้าขอโทษ”
เพราะแบบนี้ภูตน้อยจึงอับจนหนทางต้องหันไปลำเลิกบุญคุณกับคนที่กำลังจะจับนางไปฝังลงดิน
“อี้ฉางเฟิง ท่านทำแบบนี้กับข้าไม่ได้นะข้าช่วยไม่ให้ท่านต้องแต่งงานกับแม่นางอวี้ ท่านควรตอบแทนข้าถึงจะถูกมิใช่หรือ?”
สิ้นคำพูดนี้ อี้ฉางเฟิงหันไปมองหน้าเอาเื่เฟยฉีอีกครั้งทว่าเขาส่ายหน้าปฏิเสธ
“มิใช่ข้าน้อยนะขอรับข้าน้อยไม่ได้พูดอะไรเื่ท่านกับแม่นางอวี้เลยสักคำเดียว”เพราะเื่นี้ดูเหมือนลู่เสียนจะเป็คนเล่าให้นางฟัง ไม่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด
อี้ฉางเฟิงจึงหันกลับมายังคนที่ทวงบุญคุณ“เช่นนั้นข้าก็กำลังตอบแทนเ้าอยู่นี่ ช่วยให้เ้าไม่ต้องลำบากเป็ภูตรับใช้ข้าอีก”
“แต่ข้ายังติดค้างแท่นหมึกท่านอยู่นะมิฉะนั้นปล่อยข้า ปล่อยข้า!”
“เ้าคงไม่มีทางหามาคืนข้าได้แน่เช่นนั้นบำเพ็ญประโยชน์อยู่นี่เถอะ”
ร่างสูงไม่สนใจคำพูดโวยวายของเยว่ซิน จับนางโยนลงไปในหลุมแล้วใช้พลังเคลื่อนย้ายดินรอบๆขึ้นมากลบฝัง ภูตน้อยที่บัดนี้โผล่พ้นพื้นดินมาแค่ลำตัว่บนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ก็ได้ๆ ข้ายอมแล้ว ถ้าท่านปล่อยข้าข้ารับปากว่าจะหาแท่นหมึกล้ำค่าอันใหม่มาคืนท่าน...ข้ารับปากแล้ว เช่นนั้นก็ปล่อยข้าเถอะนะปล่อยข้าเถอะ” เยว่ซินสีหน้าอ้อนวอน แววตาไหวระริกเหมือนลูกกวางน้อยก็มิปาน
อี้ฉางเฟิงยืนนิ่งทำท่าเหมือนครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะยื่นข้อเสนอออกไป “ข้าปล่อยเ้าก็ได้เ้าแค่รับปากว่าจะไม่ก้าวร้าวใส่ข้าอีก ส่วนเื่แท่นหมึกข้าไม่ถือสา จากนี้เ้าแค่ไปทำอาหารให้ข้าก็พอแล้ว”
“ตกลงๆ ข้ารับปากท่านแต่ท่านช่วยเอาข้าออกไปจากตรงนี้ก่อนได้หรือไม่”
เมื่อตกลงกันได้แล้วอี้ฉางเฟิงก็ใช้พลังของเขาย้ายดินที่กลบฝังท่อนล่างของนางออก แล้วใช้พลังยกร่างนางขึ้นมาจากหลุมลึกจากนั้นก็รอฟังว่านางจะพูดอะไรต่อ
“ท่านไม่ต้องห่วง ข้าเยว่ซินเมื่อรับปากแล้วก็จะทำให้ได้ เช่นนั้นข้าจะไปทำอาหารให้ท่าน”พูดจบก็สะบัดหน้าเดินผ่านเฟยฉีไปอย่างบึ้งตึง
ด้านปีศาจปักษาหนุ่มได้แต่มองอย่างงงงันชี้นิ้วหันใส่หน้าตัวเองแล้วหันไปพูดกับประมุขน้อย
“นางมิพอใจข้าน้อยขอรับ”
ทว่าผู้เป็นายสวนกลับเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย“นั่นมันปัญหาของเ้า”
คล้อยหลังเยว่ซิน อี้ฉางเฟิงได้แต่ถอนใจเฮือกอยากดูเช่นกันว่านางจะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่
ด้านภูตน้อยที่ถูกกำราบก็เดินหน้าคว่ำมุ่งหน้าเข้าสู่ครัวในใจก็นึกตำหนิอี้ฉางเฟิงว่าคงโมโหหิวถึงได้พลุ่งพล่านใส่นางเช่นนี้ ถ้าไม่เพราะติดค้างเื่ศิลาหยกน้ำค้างกับสำนึกเสียใจที่เป็ต้นเหตุให้การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์สองเผ่าต้องล้มเลิกนางคงตั้งหน้าตั้งตาสืบหาที่อยู่ของเหยียนโม่โฉวและกลับสำนักเฉินคุนไปแล้ว
สวนด้านหลังเรือนเฟิ่งิ...
ในระหว่างที่รอมื้ออาหาร เฟยฉีก็รายงานเื่ที่ประมุขน้อยให้เขาไปสืบผลปรากฏว่าเยว่ซินนั้นไม่ได้รู้หรือเกี่ยวข้องอะไรกับดินแดนบุปผาเลย นางเป็ภูตต้นอิงเถาที่เหยียนชงเก็บมาเลี้ยงแล้วรับเป็ศิษย์ให้อยู่ในสำนักเฉินคุนโดยมีไป๋ซูศิษย์พี่ใหญ่และเหยียนโม่โฉวช่วยอบรมสั่งสอนวิชา
“ข้าคงจะคิดมากไปที่จริงนางก็แค่ภูตต้นไม้ธรรมดา” อี้ฉางเฟิงพึมพำซึ่งขณะนั้นเยว่ซินก็โผล่หน้ามาพอดี เขาจึงเรียกนางเข้ามาตั้งสำรับอาหารที่โต๊ะส่วนเฟยฉีเมื่อเห็นดังนั้นก็ถอยออกไปยืนห่างๆ ไม่ให้เป็ที่เกะกะ
อี้ฉางเฟิงสังเกตว่าเฟยฉีเพียรมองไปที่สหายภูตน้อยทำนองขอความเห็นใจแต่ปรากฏว่านางก็ยังเชิดใส่เฟยฉีตามเดิม อี้ฉางเฟิงอดคิดไม่ได้ว่าความจริงนางคงอยากเชิดใส่เขาแต่ก็ทำไม่ได้ดังนั้นจึงต้องไปลงกับคนข้างกายแทน
ยิ่งนานวันเข้าความใกล้ชิดของอี้ฉางเฟิงกับเยว่ซินเริ่มเป็ที่พูดถึงกันมากในป่าเทียนสุ่ย และยิ่งเข้าหูอวี้หนิงเหอซึ่งแน่นอนว่านางย่อมต้องไม่พอใจอย่างยิ่งดังนั้นเมื่อสบโอกาสจึงได้แจ้งเื่นี้กับผู้าุโของเผ่านางให้เร่งรัดจัดการเื่แต่งงานและขับไล่เยว่ซินออกจากหุบเขา
ภายในโถงอินเหิงซึ่งเป็ที่ประทับและประชุมหารือกันระหว่างประมุขเผ่าและเหล่าผู้าุโแดนปีศาจหลังจากที่จบสิ้นการหารือเื่ความขัดแย้งระหว่างเผ่าปีศาจและเผ่ามาร ผู้าุโเผ่าจิ้งจอกแดงจึงยกเื่นี้ขึ้นมาเป็ประเด็น
ผู้เฒ่าผมขาวรุงรังแต่งกายด้วยอาภรณ์สีตุ่นถือไม้เท้าก้าวออกมายืนด้านหน้าเอ่ยทวงถามเื่การแต่งงานระหว่างอี้ฉางเฟิงและอวี้หนิงเหอต่อหน้าาาปีศาจที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ศิลาโดยมีเหล่าผู้าุโจากเผ่าต่างๆ เป็พยาน และให้เหตุผลว่าประชากรเผ่าจิ้งจอกแดงล้วนอยากเห็นความเป็ปึกแผ่นด้านาาอี้เฟิ่งจำต้องวางตัวเป็กลางและเอ่ยถามบุตรชายในฐานะผู้ปกครองของเผ่าปีศาจ
“เื่งานมงคลที่เผ่าจิ้งจอกแดงอยากให้แล้วเสร็จในเดือนหน้านี้ฉางเฟิง เ้าเห็นว่าอย่างไร?”
แน่นอนว่าอี้ฉางเฟิงยังคงสีหน้านิ่งเรียบนับั้แ่วันที่เขาหาข้ออ้างเลื่อนงานแต่งงานก็คิดอยู่แล้วว่าสักวันเผ่าจิ้งจอกแดงจะต้องทวงถามถึงเื่นี้
“เรียนท่านพ่อและเหล่าผู้าุโข้าเห็นว่าในตอนนี้เราควรให้ความสำคัญกับเผ่ามารก่อน เื่การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่าไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องเกิดขึ้นแน่มิสู้รอให้ดินแดนเขตตะวันออกสงบก่อนแล้วค่อยหาฤกษ์มงคลไม่ดีกว่าหรือ?”
ดูเหมือนคำกล่าวอ้างของประมุขน้อยจะทำให้เหล่าปีศาจในห้องต่างพากันถกเถียง หนึ่งในนั้นคืออวี้หนิงเหอ นางเอ่ยถึงเื่ความไม่เหมาะสมที่อี้ฉางเฟิงนำภูตน้อยต่ำต้อยมาอยู่รับใช้ใกล้ชิดที่เรือนเฟิ่งิ
“เช่นนั้นระหว่างนี้ข้าเห็นว่าท่านควรให้ภูตต้นไม้นั่นออกไปจากป่าเทียนสุ่ยเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าเป็เพราะนางทำให้ท่านเจตนาเพิกเฉยต่อสัญญาเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่า”
“แล้วผู้ใดกันที่จะครหาข้า?” เมื่อเขาเอ่ยถามเช่นนั้นเสียงปีศาจทุกตนในห้องโถงต่างเงียบกริบ อี้ฉางเฟิงเห็นว่าไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรอีกจึงชี้แจงต่อ“เื่ของเยว่ซิน ข้าเพียงแค่ลงโทษที่นางล่วงเกินข้าด้วยการให้นางเป็ภูตรับใช้ เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้วนางย่อมจากไปแน่พวกท่านคงไม่คิดใช่หรือไม่ว่าแค่เพราะภูตธรรมดาตนหนึ่งจะมีความสามารถถึงขั้นยุยงให้ข้าเพิกเฉยต่อหน้าที่ได้”
แม้อี้ฉางเฟิงจะพูดเช่นนั้น แต่อวี้หนิงเหอก็ยังไม่มั่นใจ
“แต่ถ้านางอยู่ใกล้ชิดท่านทุกวันเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำติฉินว่าท่านปฏิบัติละเลยต่อข้า”
“แล้วต้องให้ข้าปฏิบัติต่อเ้าเช่นไรในเมื่อข้าและเ้าต่างก็ยังไม่ได้เข้าพิธีกัน ดังนั้นระหว่างข้ากับเ้าก็ล้วนปฏิบัติต่อกันด้วยมิตรไมตรีทุกสิ่งก็เพื่อประโยชน์ของสองเผ่า เพียงแค่นั้นมิใช่หรือ ไยเ้าต้องกังวลถึงเพียงนี้”
อี้ฉางเฟิงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาท่ามกลางเสียงวิพากวิจารณ์ของเหล่าปีศาจที่เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง อวี้หนิงเหอรู้สึกอับอายเกินกว่าที่จะพูดเื่นี้ต่อกลางที่ประชุมนางจึงสงบปากแล้วหันหน้าไปทางอื่น าาอี้เฟิ่งจึงตัดบทเพื่อจบสิ้นการหารือเื่นี้
“เช่นนั้นถ้าไม่มีข้อเสนอแนะใดก็ขอให้ทุกท่านตกลงตามนี้รอให้เสร็จสิ้นการเจรจาระหว่างเผ่าปีศาจกับเผ่ามาร ถึงเวลานั้นก็ให้ผู้าุโจัดแจงหาฤกษ์ยามใหม่เพื่อเตรียมพิธีมงคล”
สิ้นเสียงของาาอี้เฟิ่งก็ไม่มีผู้ใดคัดค้านทุกคนต่างเห็นด้วยกับแนวทางนี้และถึงแม้จะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแย้ง เมื่อเสร็จสิ้นการหารือทุกคนต่างก็แยกย้ายกันออกไปจากห้องโถง เหลือก็แต่าาปีศาจและประมุขน้อยพร้อมด้วยผู้ติดตามของพวกเขาหลังจากที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบสักพักอี้เฟิ่งก็ลงมาจากบัลลังก์แล้วเอ่ยกับบุตรชายในฐานะบิดาคนหนึ่ง
“ฉางเฟิง อย่าลืมว่าเ้าเป็ผู้รับปากเื่จะแต่งงานกับอวี้หนิงเหอเช่นนั้นเื่ของเยว่ซิน หากว่านางบรรลุเป้าหมายแล้วก็รีบให้นางไปจากที่นี่ซะ”
“ท่านพ่อรู้ถึงวัตถุประสงค์ของนางงั้นหรือ?”
อี้เฟิ่งพยักหน้า เฉลยว่าก่อนหน้านี้เขาได้ให้หยวนเลี่ยงไปตรวจสอบภูตน้อยตนนั้นแล้ว สิ่งที่ผู้ติดตามรู้และมารายงานก็พอๆกับที่เฟยฉีรู้ เช่นนั้นอี้ฉางเฟิงจึงไม่อาจปิดบังต่อไปได้จึงได้แต่เอ่ยปากรับคำกับบิดา
“ขอรับ เช่นนั้นลูกก็จะช่วยนางตามหาศิษย์พี่ของนาง”
“นั่นก็แล้วแต่เ้า” ผู้เป็บิดาไม่ขัด ไม่ซักถามถึงเจตนาของบุตรชายด้วยว่าที่ทำเช่นนั้นเพื่อตัดปัญหาให้นางไปจากหุบเขาปีศาจเร็วขึ้นหรือเพื่อปกป้องนางด้วยจุดมุ่งหมายอื่นกันแน่
อี้เฟิ่งเดินออกไปจากห้องโถง ในใจนั้นคิดว่าด้วยนิสัยดื้อรั้นเด็ดเดี่ยวของอี้ฉางเฟิงสุดท้ายแล้วเขาจะต้องคิดและดำเนินการตามวิธีของตนเองจนได้
ระหว่างนั้นอวี้หนิงเหอที่ยืนแอบอยู่ระหว่างหลืบหินด้านนอกกับประตูรีบสะบัดตัวหนีไปด้านในจึงเหลือเพียงแค่ประมุขน้อยที่ยืนทำหน้าหนักใจกับปีศาจปักษาผู้ช่วยของเขา
แน่นอนว่าเฟยฉีย่อมรับรู้ถึงความลำบากใจของประมุขน้อยแต่ถ้าถามเขา เขาเองก็ไม่ได้อยากให้เยว่ซินไปจากป่าเทียนสุ่ย ต้องยอมรับว่าเมื่อมีนางอยู่ต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้ทุกดอกทั่วหุบเขาล้วนสดชื่นบานสะพรั่ง เช่นเดียวกับที่รู้สึกว่าสีหน้าของประมุขน้อยก็ดูจะแจ่มใสขึ้นถึงนางจะสร้างปัญหาไปบ้างแต่นางก็ร่าเริงจริงใจทั้งยังทำให้เรือนเฟิ่งิที่เงียบเหงามานานนั้นกลับมีชีวิตชีวา
ภายใต้หอชมจันทร์เขตตำหนักเลี่ยงเฟิ่งร่างสง่างามของาาปีศาจอย่างอี้เฟิ่งกำลังมีสีหน้าวิตกกังวล บนท้องฟ้าล้วนเต็มไปด้วยเหล่าดาราดาษดื่นแต่มีอยู่แค่สามดวงเท่านั้นที่ผลัดกันริบหรี่ผลัดกันฉายแสงวิบวับมานับพันปี
กลุ่มดาราพิฆาต...
กลุ่มดาวสามดวงที่เมื่อเชื่อมต่อกันแล้วจะมีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยมมุมกลับที่โย้ไปทางด้านขวาดวงล่างสุดริบหรี่ลงจนแทบมองไม่เห็นแสง หากอีกสองดวงซ้ายขวา้าที่เคยส่องประกายกลับดูริบหรี่อ่อนกำลังนั่นกำลังสะท้อนให้เห็นถึงพลังและอำนาจของผู้ที่ถูกลิขิตให้ชะตาแห่งดาวพิฆาต์...ซึ่งนี่คือชะตากรรมของอี้ฉางเฟิง
เมื่อฟ้าลิขิตให้วิหคอัคคีผู้นี้เกิดมาเพื่อชำระแดน์และกวาดล้างสามพิภพผู้เป็พ่อย่อมทำได้แค่ปิดบังและผนึกพลังที่แท้จริงของเขาไว้ เพื่อไม่ให้ถูกเทียนจวินและแดน์ตามไล่ล่าแต่ก็ไม่รู้ว่าจะหลบซ่อนได้ถึงเมื่อไหร่ อี้ฉางเฟิงแข็งแกร่งขึ้นทุกวันจะมีก็แต่่นี้ที่เขาดูอ่อนกำลังลง
“เสวี่ยเซิน ถ้าเ้าเป็ข้าเ้าจะทำเช่นไร?”
อี้เฟิ่งเอ่ยขึ้นลำพังแล้วแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าในห้วงจักรวาลนี้ไม่มีผู้ใดที่เขาจะคะนึงหาสุดหัวใจเช่นนางอีกแล้ว นางก็คือมหาเทพเสวี่ยเซินผู้เป็ชายาและมารดาของอี้ฉางเฟิง
“ลูกชายเ้ากับข้าเริ่มกำหนดชะตาชีวิตตนเองแล้วข้าเกรงว่าวิถีทางที่เขาเลือกนั้นจะนำพาให้ข้าต้องสูญเสียเขาไปอีกคน” อดีตพญาหงส์เพลิงกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าหมองหากนั่นเป็ความเศร้าที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้
สิ่งที่เรียกว่าชะตากรรมทำให้อี้เฟิ่งต้องทนทุกข์ทรมานใจมาตลอดจนถึงทุกวันนี้หลายพันปีแล้วที่เขาต้องทนเดียวดายเพราะคิดถึงนาง หากไม่ใช่เพราะโศกนาฏกรรมเมื่อครั้งนั้นจิติญญาของเสวี่ยเซินคงไม่ถึงกาลต้องแตกสลาย
แต่สัจจเทพล้วนไม่เหมือนเทพเซียนธรรมดาทั่วไปเมื่อแตกสลายแล้วปฐมิญญาจะกลับคืนสู่ห้วงจักรวาล และไม่รู้เลยว่าอีกกี่หมื่นกี่พันปีนางถึงจะหวนกลับมาจุติใหม่แต่ไม่ว่าเนิ่นนานเท่าใดเขาก็จะเฝ้ารอนาง
บัดนี้ แดน์เก้าชั้นฟ้าเป็สถานที่เดียวที่ไม่คิดจะเหยียบย่างเข้าไปแม้เพียงครึ่งก้าวกาลเดียวที่จะทำให้อี้เฟิ่งก้าวเข้าตำหนักฟ้าก็คือเมื่อถึงคราวที่ต้องต่อสู้แต่นั่นก็เพื่อการดำรงอยู่และทวงคืนเกียรติยศของเผ่าหงส์
[1] ยามอู่ คือ ่เวลา 11.00 – 12.59 น.