นับั้แ่วันนั้นมาเงาของขันทีผู้หนึ่งก็มักปรากฏอยู่ในใจของหลี่เยว่ แต่ทว่าตลอดเวลาหนึ่งเดือนพวกเขาได้พบกันเพียงสามครั้ง และก็ไม่ใช่เป็การพบกันส่วนตัว
ขันทีหนุ่มเป็ผู้แจ้งกำหนดการส่งผลทำให้สินค้าอย่างพวกนางได้รับการทะนุถนอมมากขึ้น ครั้งที่สองเขาปรากฏตัวขึ้นยามที่นางข้าหลวงคนหนึ่งทำการลงโทษเกินควรและครั้งสุดท้าย เขาเดินตรวจตราตำหนักฝึกสอน
หลี่เยว่ไม่สามารถอดทนกับความสงสัยได้อีกนางเอ่ยถามนางข้าหลวงที่ใจดีที่สุด
“ท่านพี่ ขันทีผู้นั้นเป็ใครงั้นหรือ??”
นางข้าหลวงมองไปยังชุดขันทีสีกรมก่อนจะกระซิบตอบ “ข้ารู้แค่ว่า ทุกคนเรียกเขาว่า เซียวกงกงได้ยินว่าเป็คนใกล้ชิดเบื้องสูง”
หลี่เยว่ได้แต่ฟังและเก็บความสงสัยไว้ในใจจนกระทั่ง่เย็นของวัน หลี่เยว่ได้รับคำสั่งจากข้าหลวงหมี่ให้ไปตามหมอหลวงหวังมาที่ตำหนักฝึกสอนขณะเดินทางไปยังสำนักหมอหลวง ท้องฟ้าก็มืดลงโดยฉับพลัน สายฝนตกลงมาราวกับฟ้ารั่ว
หลี่เยว่พยายามวิ่งไปสำนักหมอหลวงให้เร็วที่สุดมิได้ระวังพื้นที่ลื่น และล้มลงตรงทางเดินหินอ่อน เสื้อผ้าเปื้อนโคลน ใบหน้ามอมแมมโชคดีที่นางไม่ได้ล้มลงผิดท่ามีเพียงมือขวาที่ใช้ค้ำยันร่างกายเท่านั้นที่เกิดถลอกและเป็แผลขึ้นมา
ขณะที่หลี่เยว่กำลังปัดคาบสกปรกออกจากตัวขันทีผู้นั้นกลับมายืนอยู่ตรงหน้า เขาถือร่มไม้ไผ่ไว้เหนือศีรษะของหญิงสาวป้องกันสายฝนที่โปรยปรายลงมา
ขันทีหนุ่มคุกเข่าลงใช้ผ้าเช็ดเืจากฝ่ามือของหลี่เยว่อย่างระมัดระวัง
“เ้าไม่รู้หรือว่า หญิงสาวที่ต้องถวายตัว เพียงแค่แผลเป็เล็กน้อยก็มิอาจปล่อยให้เกิดขึ้นกับร่างกายได้”
ได้ยินเช่นนั้นหลี่เยว่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งร่าง มันไม่ใช่เพราะาแหรืออาการเ็ป แต่เป็เพราะมือของนางถูกกุมมือโดยบุรุษต่างเพศ แม้ว่าเขาคนนั้นจะเป็ขันทีก็ตาม มันเป็ความใกล้ชิดครั้งแรกในชีวิตของนางและเป็ความใกล้ชิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น
“เหตุใด...ท่านถึงได้ช่วยข้าทุกครั้ง”
ขันทีหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อยสายตามองตรงไปข้างหน้า ราวกับกำลังเลือกถ้อยคำ
“เ้าเหมือนคนที่ข้าเคยรู้จัก”เขาตอบในที่สุด
หลี่เยว่หันไปมองสีหน้าฉายแววสงสัย
“คนผู้นั้น...สำคัญกับท่านมากหรือ”
เขาแย้มรอยยิ้มจางๆเป็รอยยิ้มที่ไม่เคยปรากฏต่อใครในวังหลวง “นางอ่อนโยน แต่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาแม้โลกจะโหดร้ายเพียงใด”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจหลี่เยว่สั่นไหวนางก้มหน้าลงเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้น ที่ทำให้ท่านนึกถึงคนผู้นั้นออกมา”
ขันทีหนุ่มจ้องมองเข้าไปั์ตาของอีกฝ่ายสายตานุ่มลงกว่าทุกครั้ง “ไม่ใช่โชคดี...แต่เป็ความคล้ายที่ทำให้ข้าไม่อาจเมินเฉย”
จากนั้นเขาส่งขวดยาสมานแผลและร่มไม้ให้อีกฝ่ายรับเอาไว้พร้อมกับลุกขึ้นยืนและถอยห่างราวกับต้องตัดใจ พร้อมกับหันหลังและเดินฝ่าสายฝนหายลับไป
หลี่เยว่ยืนนิ่งอยู่กลางเม็ดฝนที่พรำลงมานางรู้ดีว่า นับั้แ่นี้ไป ชะตาของนางได้เดินออกจากเส้นทางที่ควรจะเป็ไป และเงาของขันทีผู้นั้นได้มาปรากฏลึกอยู่ในหัวใจของตน
หลังจากวันนั้นหลี่เยว่พยายามหลีกเลี่ยงอีกฝ่ายพยายามไม่สบตากับเงาในชุดขันทีสีเข้มที่มักปรากฏโดยไม่ส่งเสียง นางรู้ดีว่าความรู้สึกในใจเป็สิ่งที่มิควรบังเกิดขึ้น จึงพยายามถอยห่างให้ได้มากที่สุด แต่ทว่าโชคชะตาและความสัมพันธ์ในวังหลวงเปรียบเสมือนวังวน ไม่ปล่อยให้ผู้ใดหลบหนีไปจากความวุ่นวายไปได้
การฝึกฝนใน่สุดท้ายหนักขึ้นกว่าเดิมมากราวกับว่านางข้าหลวงหมี่จงใจทดสอบขีดจำกัดของหญิงสาวทั้งหมด หลายคนเริ่มล้มป่วยบางคนถูกส่งออกจากตำหนักโดยไร้คำอธิบายและบางคนถึงกับถอดใจที่จะยอมแพ้
หลี่เยว่ฝืนร่างกายที่อ่อนล้ายืนค้างท่าคำนับจนขาแทบหมดแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนนางเองก็เกือบที่จะทนไม่ไหว โชคดีที่เสียงของนางข้าหลวงดังขึ้นทำให้นางอดทนฝืนขีดจำกัดให้ร่างไม่ล้มลงได้
“วันนี้พอแค่นี้ คนที่ยังทนไหว ทำได้ดีมาก”
ระหว่างที่หลี่เยว่กำลังเดินทางกลับที่พักนางได้พบกับเขาอีกครั้ง ในครั้งนี้ที่พวกเขาพบกัน สายตาของขันทีหนุ่มแปลกไปจากทุกทีจากที่เคยเงียบสงบเหมือนสายน้ำกลับมีความลังเลปรากฏอยู่ในแววตา
ขันทีหนุ่มรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดเขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวเดินสวนกับหลี่เยว่ที่กำลังผ่านไป
“ระวังทาง”เขาเอ่ยเสียงเรียบ คล้ายคำเตือนทั่วไป
หลี่เยว่ชะงักหันมามองเขาเล็กน้อย ในชั่วขณะที่หลี่เยว่ก้าวผ่านร่างของขันทีหนุ่มไปแขนเสื้อของทั้งสองเฉียดกันเพียงแ่เบา จังหวะนั้นเอง ขันทีหนุ่มก็ได้สอดจดหมายแผ่นเล็กเข้าไปในมือของอีกฝ่ายอย่างแเี
หลี่เยว่รู้สึกถึงัับางอย่างนางชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย นางกำแผ่นกระดาษไว้แน่น พร้อมกับเดินต่อไปราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้น
หากแต่ทุกจังหวะที่ก้าวเดินหัวใจของนางกลับเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน