ความทรงจำสีจาง

    ความเจ็บปวด

    6
    ครืดดด
    ประตูเหล็กถูกเลื่อนปิดลงมา เป็นเวลาเดิมในช่วงสี่ทุ่มที่เจ้าของร้านอย่างเทมป์จะทำหน้าที่ปิดร้าน เขาล็อคกุญแจและตรวจเช็คทุกอย่างจนแน่ใจดีแล้ว
    ขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินไปยังรถเพื่อขับกลับบ้าน ใครบางคนมาดักรอเขาอยู่ก่อนหน้า 
    " นาย.." เทมป์ตกใจเล็กน้อย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าชายคนนั้นคือเพื่อนของหมอก
    " วินด์ใช่มั้ย? "
    " ขอโทษที่รบกวน ฉันแค่อยากรู้ที่อยู่ของหมอกน่ะ ฉันติดต่อเขาไม่ได้ นายพอบอกฉันได้มั้ย? "
    " แล้วทำไมถึงติดต่อไม่ได้ล่ะ? "
    " คือว่า .. "
    วินด์ครุ่นคิดหาคำตอบ ทว่า กลับโดนเทมป์ขัดขึ้นเสียก่อน
    " ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันคงบอกที่อยู่ของหมอนั่นสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอกนะ โทษที "
    น้ำเสียงของเทมป์บ่งบอกว่าไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย นั่นเพราะจริงๆ เขารู้ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจึงไม่คิดที่จะช่วยอะไรวินด์เด็ดขาด
    " ฉันมีเรื่องต้องคุยกับหมอก "
    " เรื่องอะไรหรอ? " เทมป์ถามเสียงเรียบ พลางจับจ้องไปยังคนตรงหน้าที่กำลังครุ่นคิดหาคำตอบ " ถ้าแม้กระทั่งเรื่องที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ ฉันว่าอย่าเสียเวลามารบกวนหมอกอีกเลย กลับไปเถอะ "
    " ฉันอยากจะขอโทษเขา ขอโทษที่ทำให้เขาเสียใจ ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา ฉันอยากจะบอกในสิ่งที่ฉันไม่กล้าบอกเขา เพราะบางที ฉันอาจไม่มีโอกาสได้บอกเขาอีกแล้ว "
    คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของวินด์นั้น ทำให้เทมป์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่จริงใจ สายตาคู่นั้นที่กำลังอ้อนวอนขอร้องส่งผ่านจนทำให้เขาเองก็อดที่จะรู้สึกสั่นไหวในใจไม่ได้
    นี่ไม่ใช่การเสแสร้ง ผู้ชายคนนี้กำลังบอกให้เขารับรู้ความต้องการได้อย่างชัดเจนที่สุด


    ควันสีขาวลอยคละคลุ้งขึ้นสู่เพดาน แสงไฟจากนอกหน้าต่างสาดส่องผ่านเข้ามาในห้องที่มืดสลัว พอเห็นภาพบรรยากาศเลือนลาง
    หมอกทิ้งตัวนั่งอยู่บนโซฟาตัวโปรด พร้อมเหม่อมองออกไปยังภาพเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับปลดปล่อยให้จิตวิญญาณได้ล่องลอยออกไปไกล ความคิดต่างๆ มากมายฟุ้งซ่านตีกันอยู่ในหัวยุ่งเหยิงไปหมด
    ก๊อก ก๊อก
    เสียงเคาะประตูจากการมาของใครบางคนดังขึ้น แต่หมอกกลับไม่ได้มีทีท่าสนใจแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม พร้อมสูบบุหรี่ที่คีบอยู่ที่นิ้วเรียวของเขาต่อไป
    ก๊อก ก๊อก
    เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง บ่งบอกว่าผู้มาเยือนยังคงไม่ไปไหน หมอกถอนหายใจก่อนพยายามดันร่างแสนหนักอึ้งโผล่พ้นจากโซฟา แล้วลากขายาวนี้ไปยังจุดหมายอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก
    ทันทีที่หมอกเปิดประตูเผยให้เห็นใบหน้าของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ หมอกถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
    " วินด์? " เขาเอ่ยชื่ออย่างแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก่อนเสริมต่อ " นายมาทำอะไรที่นี่? "
    " ฉันมีเรื่องอยากคุยด้วย ขอฉันเข้าไปข้างในได้มั้ย? "
    หมอกรู้สึกลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจเปิดประตูให้คนตรงหน้าเข้ามาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
    วินด์เดินเข้ามาในห้องพร้อมกวาดสายตาสำรวจภายในห้อง คอนโดเล็กๆ ที่มีขนาดไม่กว้างมาก พออยู่ได้สำหรับสองคน ถูกตกแต่งด้วยสไตล์มินิมอลที่มีเพียงแค่ของใช้จำเป็นและอุปกรณ์ทำงานเท่านั้น ภายในห้องที่มืดสลัวมีเพียงแค่แสงไฟนีออนด้านนอก และกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ที่ยังคงติดอยู่ให้ได้สัมผัส
    มันคงเป็นภาพคุ้นชินสำหรับเจ้าของห้อง แต่สำหรับวินด์ที่ไม่คุ้นเอาเสียเลย ทำให้เขาต้องหรี่ตาเพื่อให้ดวงตาได้ปรับแสงรับกับแสงสลัวนี้เสียก่อน ขณะเดียวกันสายตาของเขาเหลือบไปเห็นนาฬิกาทรายที่แสนคุ้นตาวางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง
    วินด์กำลังจะเอื้อมมือไปแตะ แต่ดันถูกหมอกพูดขัดขึ้นเสียก่อน
    " มีเรื่องอะไรจะพูดกับฉันว่ามาสิ "
    " เอ่อ .. คือว่า ฉันพยายามโทรหานาย แต่ก็ติดต่อไม่ได้ ฉันก็เลยมาหานายที่นี่ ฉันอยากมาขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลยนะ แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าหมิวอยู่ที่นั่นด้วย ไม่งั้นมันคงไม่บานปลายมาขนาดนี้ ฉันขอโทษ "
    " ฉันไม่ใช่พวกชอบหยิบเรื่องหยุมหยิมมาใส่หัวอยู่แล้ว แล้วฉันก็ลืมมันไปแล้วด้วย เพราะงั้นไม่ต้องรู้สึกผิดขนาดนั้นหรอกนะ ถ้าจบเรื่องแล้วละก็ กลับไปเถอะ "
    " นายเลิกทำตัวเย็นชากับฉันแบบนี้ได้มั้ย เลิกหลบหน้า เลิกทำเหมือนว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะที "
    " แล้วฉันต้องพูดอะไรละ นายถึงจะพอใจ " หมอกย้อนถาม " อ๊ะ นายมาหาฉันแล้ว ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย เดี๋ยวเราไปกินข้าวกันนะ เอ๊ะ หรือว่าจะชวนหมิวออกไปด้วยกันเลย สามคนก็สนุกดีนะ ครื้นเครงดี หรือว่ากินข้าวเสร็จแล้วจะไปดูหนังกันต่อ อะไรแบบนี้หรอ? "
    " เลิกประชดได้มั้ย? " วินด์เริ่มหัวเสีย
    " นายต้องการอะไร? "
    " ให้เรากลับมาเหมือนเดิม "
    หมอกถึงกับหัวเราะในทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากวินด์ น่าตลกสิ้นดี หมอกคิดในใจ
    " หัวเราะอะไร มีอะไรน่าขำงั้นหรอ? "
    " มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมได้หรอกนะ นายเองก็รู้ดี ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งความรู้สึก "
    " รวมทั้งเรื่องในคืนนั้นด้วยงั้นหรอ? "
    " ใช่ และฉันก็ลืมมันไปหมดแล้ว "
    หมอกตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวและจริงจัง จนทำให้คนฟังรู้สึกสะอึก เจ็บแปลบขึ้นในใจ วินด์นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนสบตากับคนตรงหน้าด้วยแววตาแสนเศร้า
    " ฉันไม่เคยลืม และมันยังคงรู้สึกอยู่ แม้กระทั่งตอนนี้ "
    " งั้นก็พิสูจน์สิ " หมอกยื่นโทรศัพท์ให้คนตรงหน้า พร้อมท้าทาย " โทรไปหาหมิวสิ กล้าโทรไปบอกเลิกหมิวมั้ยละ บอกว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน บอกความจริงกับหมิว นายทำได้มั้ย? " 
    วินด์ยืนนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ ก่อนจะแสดงสีหน้าสับสนจนเห็นได้ชัด หมอกที่เห็นอาการของวินด์ที่มีทีท่าลังเล พลันหัวเราะในลำคอเบาๆ 
    " หึ สุดท้ายนายก็เป็นเหมือนเดิม เอาแต่หนีปัญหามาตลอด ขี้ขลาดแล้วก็เห็นแก่ตัว นายเหมือนจะพยายามรักษาทุกอย่างในชีวิตเอาไว้ให้ได้ แต่รู้มั้ยว่าสิ่งที่นายทำอยู่น่ะ มันคือการทำลายโดยที่นายเองก็ไม่รู้ตัว เพราะงั้นเชิญกลับไปเถอะ แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก กลับไปใช้ชีวิตที่มีความสุขของนายซะ อย่ามายุ่งกับฉันอีกเลย ปล่อยให้ทุกอย่างมันค่อยๆ เลือนหายเป็นความทรงจำแบบนี้ดีแล้ว "
    น้ำเสียงที่แสดงถึงความเจ็บปวดและรวดร้าว น้ำเสียงของคนที่สิ้นหวังและหมดหนทางจะเดินหน้าต่อ นี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้ใครต้องทุกข์ทรมานไปมากกว่านี้
    การเป็นผู้ถอยหลังออกมา แม้ว่าอาจจะฟังดูเหมือนผู้แพ้ก็ตาม แต่ยังดีกว่าที่จะดันทุรังพาตัวเองเดินไปในเส้นทางที่ไม่มีทางออก ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกมืดมิดและอ้างว้างเหลือเกิน
    ก่อนที่จะถลำลึกมากไปกว่านี้ ควรจะพอได้แล้ว
    หมอกที่กำลังเดินหันหลังปลีกตัวออกไป เพียงแค่ครึ่งก้าวเขาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นวินด์หยิบโทรศัพท์พร้อมกดเบอร์โทรหาให้สักคน
    " นายจะทำอะไรน่ะ? " หมอกถามขึ้น
    " ทำในสิ่งที่ควรทำไงล่ะ ฉันจะโทรไปบอกความจริงทั้งหมดกับหมิวว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน "
    " อย่าทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นนะ "
    หมอกแผดเสียงดังลั่น ก่อนจะเข้าไปแย่งโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของวินด์ ทั้งสองคนยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ครู่นึง ก่อนที่หมอกจะคว้าไว้แล้วรีบกดตัดสายทิ้งในทันที
    " ทำบ้าอะไรของแกวะ ประสาทเสียไปแล้วรึไง!!? " หมอกบันดาลโทสะอย่างฉุนเฉียวอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมา
    " นายต้องการแบบนี้ไม่ใช่หรอ อยากให้ฉันบอกเลิกหมิว ฉันก็จะทำให้แล้วไง อยากให้ฉันพูดความจริง ฉันก็จะพูดอยู่นี่ไง แล้วยังไม่พอใจอีกหรอ!!? "
    หมอกตะบันหมัดไปที่ใบหน้าของวินด์อย่างสุดแรง ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ทำให้วินด์ถึงกับล้มหงายหลังกลิ้งลงไปกองกับพื้นในทันที ข้าวของที่อยู่บนโต๊ะต่างพากันล้มระเนระนาดจนเกิดเสียงดังโครมใหญ่
    " เลิกทำบ้าๆ ซะที! แค่นี้ฉันยังเลวไม่พออีกรึไง! แค่นี้ยังทรมานกันไม่พออีกหรอ ขอร้องล่ะ เลิกยุ่งกับฉันซะทีเถอะ ฉันไม่ไหวอีกแล้ว ฉันเหนื่อยแล้วพอได้แล้ว ขอร้อง ปล่อยฉันไปซะที ฉันขอร้อง .. "
    หมอกทรุดตัวลงฮวบที่พื้นอย่างหมดแรง ร่างกายและจิตใจของเขามันชาและแสนเจ็บปวดจนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะหายใจ ไม่มีเหลือแม้กระทั่งน้ำเสียงจะเอื้อนเอ่ยคำพูดใดอีกแล้ว
    วินด์เหมือนถูกดึงสติให้กลับมาอีกครั้ง เขามองเห็นคนตรงหน้าที่กำลังทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เขาได้ทำเอาไว้ ความชอกช้ำที่กำลังกลืนกินความรู้สึกนี้ ราวกับคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำพัดพาทุกสิ่งให้พังทลายจางหายไปในพริบตา เหลือเพียงเศษซากที่พังทลายทิ้งเอาไว้เท่านั้น
    ทุกสิ่งทุกอย่างพลันเงียบสนิทลง เงียบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง วินด์ค่อยๆ ยันกายให้ลุกขึ้นยืน แม้ว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินในตอนนี้ เพราะร่างกายของเขามันหนักอึ้งเกินกว่าที่เคยเป็น
    วินด์ก้มลงเก็บของบางอย่างที่นอนกลิ้งอยู่ตรงพื้นห้อง ก่อนจะหยิบมันมาวางไว้ยังที่เดิมที่ที่เคยอยู่
    " ความรู้สึกของฉันเองก็ไม่ต่างกัน ขอโทษนะ .. "
    พูดจบวินด์เดินจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงนาฬิกาทรายที่ถูกทิ้งรอยบิ่นอยู่บนโต๊ะตรงที่เดิม 


    " จบแล้วสินะ " เทมป์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความห่วงใย
    " อืม … "
    หมอกที่นั่งอยู่บนเตียงตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ตอนนี้เขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เพราะความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีมันได้แตกสลายไปจนหมดสิ้น
    เทมป์เดินเข้าไปใกล้ พร้อมเอื้อมมือข้างนึงลูบไปที่ศรีษะของวินด์อย่างอ่อนโยน
    " ถ้าไม่ไหว ปล่อยมันออกมาเถอะ .. "
    ความรู้สึกภายในใจราวกับน้ำที่เริ่มเต็มแก้ว อีกเพียงแค่หยดเดียวที่น้ำจะเอ่อจนล้นปรี่ สิ้นสุดคำพูดของเทมป์เพียงคำเดียว เสียงสะอื้นไห้ของหมอกพลันดังขึ้น ไหล่บางค่อยๆ สั่นสะท้าน มือของเขาทั้งสองโอบกอดไปที่เอวของเทมป์เอาไว้แน่น และซุกหน้าร้องไห้อยู่ตรงนั้นอย่างไม่อายใคร
    หมอก ผู้ที่เงียบขรึมและเย็นชา
    หมอก ผู้ที่ไม่เคยแสดงความรู้สึกให้ใครได้รับรู้
    หมอก ผู้ที่เข้มแข็งมาตลอด
    ทว่า ตอนนี้กลับร้องไห้ออกมาราวกับเด็กน้อยคนนึง เด็กคนนึงที่หัวใจชอกช้ำและแตกสลาย ความอดทนอดกลั้นมาตลอดที่ซ่อนเก็บไว้อยู่ลึกๆ ภายในใจมานานนับปี บัดนี้ไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว หัวใจและความรู้สึกทั้งหมดที่มีราวกับถูกกรีดจนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ ตอนนี้มันได้แตกสลายไปเสียแล้ว
    ไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไปแล้ว ...