ยามสองของคืนถัดจากวันเผชิญหน้าศาลว่าการลมเหนือพัดเสาธงขาวดำให้เอียงต่ำแล้วคืนรูป แสงไฟวงแรกในลานใต้สว่างตามเวลาเงายามบนแนวเชือกขึงขาววาวเป็เส้นตรงเหมือนคนลากไม้บรรทัดทาบพื้นเหม่ยหลิงเปิดสมุด วาดซ้ำ “ผังทางลมป้ะวันตก” ที่คัดมาจากคำให้การของเซิ่งอวิ้นใต้แผนเขียนตัวเล็ก “ห้ามปะทะเอาหลักฐานก่อน” เสมียนกลางวางถ่านแท่ง กระดาษฝ้ายและแผ่นไม้ไผ่ไว้ครบถ้วน
หลี่เฟิงเข้ามาคำนับเขาเอ่ยเบานักจนเหมือนกลืนเสียงไว้กับลม “เงาที่ตามข้าเมื่อคืนแอบเลี้ยวไปทางท่าน้ำเหนือหลังคลังเสียบ เข้าตรอกเดียวกัน 2 คืนซ้อนข้างนั้นมีทางขึ้นลงเฉพาะเกวียนและเรือท้องแบน ไม่ติดแผนที่เมือง”
เถ้าเรือกวงยิ้มบางแววตาเขาเหมือนได้ยินเสียงไม้กระทบไม้จากที่ไกล“ท่าน้ำเหนือ…มีร่องไม้สำหรับเข็นภาชนะหนัก เสียงเกวียนหลบหินได้เงียบกว่าทางใหญ่ถ้าเขาจะลอบขนของ ไม่ใช่ที่อื่น”
ลู่หานกวาดตามองทุกคนพูดเพียงสั้น “ไป”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจหลัก:เปิดเส้นลำเลียงลับโดยไม่ปะทะ]
[เงื่อนไข: (1) พบจุดรับ–ส่ง มากกว่า 1แห่ง, (2) คัดสำเนาตรา/รอยสลักบนลัง มากกว่า 2 ชิ้น, (3) จับพยานเป็ ๆ มากกว่า 1คน โดยไม่ใช้เื, (4) วาง “บันทึกต่อหน้า” ณ จุดเกิดเหตุ]
[รางวัล: “ผังเส้นลำเลียงท่าน้ำเหนือ” +“แบบตั้งด่านเงียบ 3 ชั้น”]
[คำเตือน:จะถูกซุ่มด้วยหินหนังสติ๊กและหน้าไม้ห้ามแตกแถว ให้ใช้ “กฎฝึกสามส่วน”]
ขบวนเล็กมี7 คน: ลู่หาน เหม่ยหลิง อาหยิน หลี่เฟิง เถ้าเรือกวง ชายชรากระดิ่ง และยามหนึ่งนายเด็กส่งสารอยู่ค่ายควบคุม “สัญญาณไฟสามวงฉุกเฉิน”หากเห็นควันสีแดงที่ขอบทิศเหนือให้จุดไฟดวงที่สองทันที เถ้าเรือกวงแบกเชือกแบน 2ม้วน ยามสะพายโล่ไม้เงาสลัวเดินท้าย เหม่ยหลิงถือพู่กัน ถ่าน กระดาษฝ้ายและถ้วยครั่งเล็กในย่าม
ทางไปท่าน้ำเหนือผ่านตรอกที่แม้ตอนกลางวันก็เงียบยิ่งพอเป็ยามสองจึงเหมือนกลืนเสียงทุกอย่างลงดินกลิ่นโคลนแฉะกับสาหร่ายขึ้นจมูกเมื่อก้าวถึงแนวแม่น้ำก้อนหินก่อตลิ่งเรียงเป็ฟันปลาแบน ยกเกวียนลงได้โดยไม่กระแทกเกินเสียงลมเหม่ยหลิงชี้เงาดำเตี้ยที่ฝังอยู่ข้างตลิ่งเป็รางไม้ตกแต่งให้แนบกับพื้นจนเนียนตาลู่หานพยักหน้าให้เถ้าเรือกวงคุกเข่าลูบ เขากดนิ้วลงรอยขรุขระที่ไม่ใช่ของธรรมชาติ
“เข็นของหนักผ่านบ่อยรอยลื่นเป็เส้นยาว มีครั่งตกอยู่ด้วย”
อาหยินหยิบเศษครั่งสีน้ำตาลจากขอบรางห่อด้วยกระดาษฝ้ายอย่างระวัง เสมียนกลางจด “เศษครั่งจากรางไม้ท่าน้ำเหนือยามสอง”แล้วเว้นช่องพยานไว้ “ชายชรากระดิ่ง” กับ “ยามผลัดดึก”แตะนิ้วครั่งเป็พยานตรงนั้น
ท่าน้ำเหมือนกลั้นหายใจอยู่ทว่าแม่น้ำไม่เคยหยุดลื่นไหล เสียงน้ำถูท้องเรือท้องแบนดังแ่จากท้ายโค้งลู่หานยกมือ “เวรเงียบ” กระจายเป็ 3 จุดตามคำเตือนของระบบเถ้าเรือกวงกับยามก้มตัวแฝงในเงาไม้พุ่ม เหม่ยหลิงหลบอยู่หลังเสารางไม้หลี่เฟิงกับอาหยินยืนลึกในเงาสะพานไม้คร่อมตลิ่ง ชายชรากระดิ่งซ่อนระฆังในอกผ่อนลมหายใจยาว
เรือท้องแบนลำแรกโผล่หัวชาย 2 คนพายช้า ๆ อีกคนยืนหัวเรือนับจังหวะน้ำหนักในเรือซัดแ่เหมือนมีลังไม้หนักหลายใบ คลุมฟางไว้้า พอหัวเรือแตะรางชายหัวเรือส่งสัญญาณมือเรียกเงาคนบนฝั่ง 3 เงาให้มาช่วยเข็นขึ้น เสียงกระซิบแ่“ไวหน่อย ยามจะเปลี่ยน” และ “ส่งตรงไปโรงชั่งเก่า” เล็ดลอดตามลม
“โรงชั่งเก่า”คำนี้ทำให้แววตาเหม่ยหลิงวาบเธอจดทันที ลู่หานยกมืออีกครั้ง สั่งทุกคน “มองนับจำ” ก่อนจะลงมือหลังจากนั้นครั้นลังใบแรกไถขึ้นราง ไม้แหลมสองท่อนด้านข้างทะลักพ้นฟางพวกเงาข้างฝั่งรีบหมอบให้ฟางทับหน้าลังปิดท่อนไม้พอดีคนหัวเรือหัวเราะในคออย่างคนชำนาญ
“อย่าสะเพร่าไฟเถลิงเมื่อวานเพิ่งดับ”
ลู่หานเห็นชัดท่อนไม้ที่โผล่นั้นไม่ใช่ไม้แต่คือด้ามเหล็กของ “ตะขอใหญ่” ใช้เกี่ยวบ่วงหรือเกวียน ไม่ใช่ของชาวบ้านธรรมดาเขาพยักหน้าให้เหม่ยหลิงเริ่ม “บันทึกต่อหน้า” ณจุดเกิดเหตุแม้ผู้เกี่ยวข้องจะยังไม่เห็นก็ตาม เหม่ยหลิงถอนแผ่นไม้เล็กจากย่ามขีดหัว “การขนย้ายยามสองท่าน้ำเหนือจะขอตรวจต่อหน้าเช้า”แล้วฝังปลายไม้ไว้ตรงโคนเสา
เสียงดัง“ปึ่ก!” เหนือหัวก้อนหินจากหนังสติ๊กกระแทกเสาไม้จนสะเก็ดปลิวอีกก้อนเฉียดหูเถ้าเรือกวง ลู่หานที่กำลังจะขยับให้สัญญาณต้องกดตัวลงทันแสงเงาฝั่งตรงข้ามะเืสองจุดคนซุ่มยิงหนังสติ๊กสลับกันซ้ายขวา
“กฎฝึกสามส่วน!”ลู่หานกระซิบหนักแน่น
หนึ่งกำบัง:ยามกดโล่ไม้แนบพื้น เถ้าเรือกวงครองมุมเสา เหม่ยหลิงพิงรางไม้ปิด่ลำตัว
สองหนีบ:หลี่เฟิงกับอาหยินขยับออกจากเงาสะพานทำมุมหนีบทางยิงทั้งสอง
สามสวน:ชายชรากระดิ่งตวัดเชือกผูกหินปากถุง ปล่อยให้วงแกว่งฟาดจุดยิงฝั่งตรง
เสียงหนังสติ๊กเงียบไปชั่วอึดใจง่ามไม้ร่วงกระทบตลิ่งดัง “กึก” เงาคู่หนึ่งถอยกรูดพวกเขาคงไม่คิดว่าคนของลานใต้จะตั้งสติได้รวดเร็วโดยไม่ “แตกแถว” เถ้าเรือกวงไม่รอเขาสาดเชือกแบนคล้องข้อเท้าชายที่กำลังเข็นลังขึ้นรางจากเรือแล้วดึงกระตุกอย่างพอดีจนล้มคะมำแต่ไม่ให้หัวฟาด เสมียนกลางโผล่จากเงาไม้ กดไหล่คนล้มแล้วประกาศชัด ๆ
“ขอชื่อสังกัด และเหตุผลต่อหน้า!”
ชายคนนั้นสบถคำหยาบแต่ไม่ยอมหลุดชื่อเขาพยายามบิดหนี หลี่เฟิงรีบคว้าแขนอีกข้าง โยกข้อมือให้ฝ่ามือเขาหงายเหม่ยหลิงยื่นถ้วยครั่ง “ถ้าทำตามหน้าที่จริง โปรดลงนิ้วครั่งว่า ‘ปฏิบัติหน้าที่’ถ้าไม่เราจะบันทึกว่า ‘ปฏิเสธต่อหน้า’ แล้วติดชื่อ ‘ชายไม่ยอมบอก’ ไว้ 7 วัน”
เขากัดฟันไม่แตะครั่ง ลู่หานพยักหน้าให้เสมียนกลางจด “ผู้ลำเลียง 1ไม่มีชื่อปฏิเสธต่อหน้ายามสอง ท่าน้ำเหนือ” จากนั้นลู่หานเงยหน้ามองเงาอีก 2เงาที่เตรียมจะกระโจนลงเรือ เขาเอ่ยเสียงต่ำพอดีลม
“อย่าเสี่ยง…เก็บเรือของเ้าไว้ถ้าเรือล่ม ของเสีย จะถูกอ่านชื่อ ‘ทำของหลวงเสียหาย’ ต่อหน้า”
คำว่า“ของหลวง” ทำให้คนบนเรือชะงักพวกเขายังไม่รู้ว่าลังนี้ถูกตีตราแบบใดลู่หานใช้ช่องว่างนั้นก้มชะโงกพอดี เห็นข้างลังใต้ฟางมีตราปั๊มเล็ก ๆ สองตำแหน่งตำแหน่งหนึ่งเป็วงกลมลายคลื่นตราของท่าราชการเมืองอีกตำแหน่งเป็สัญลักษณ์ที่เขายังไม่เคยเห็น“คมดาบคู่ในครึ่งวง” สลักจาง ๆติดดินโคลนอยู่ เหม่ยหลิงรีบกดถ่านบนกระดาษฝ้าย ทำ “สำเนาตรา” จากผิวไม้ที่นูนพอเธอลูบได้เสี้ยวเดียว เสียงหน้าไม้ “ฟิ่ว”ตวัดผ่านเชือกบนมือเถ้าเรือกวงจนสะดุ้ง
“ลง!”ลู่หานกดมือสั่งทันที ลูกดอกหน้าไม้ปักรางไม้ดัง “ปึ่ก” เสี้ยวเดียวต่อมาชายชรากระดิ่งกระทบระฆังในอก “กริ่ง” สั้น ๆ เป็สัญญาณ “จุดไฟวงที่สองฉุกเฉิน”เด็กส่งสารซึ่งเฝ้าดูขอบฟ้าทิศเหนือจากลานใต้เห็นควันแดงเล็ก ๆ ผุดขึ้นตามสัญญาณก็จุดไฟดวงที่สองในลาน ประชาชนที่เห็นไฟสองวงกลางดึกจะไม่แตกตื่น แต่รู้ว่า“มีเหตุไม่ปะทะ”
ฝ่ายซุ่มยิงหน้าไม้เงียบไปชั่วอึดใจตามคาดพวกเขารู้ว่าไฟสัญญาณทำให้คนไม่หลุดข่าวลวง ฝูงชนจะไม่หลั่งไหลมาตรงนี้ลอบทำอะไรยากขึ้น ลู่หานใช้จังหวะนั้นยกมือ “สามสวน” อีกครั้งยามสามคนยกโล่ปิดทางยิง แล้วถอยเป็รูปครึ่งวง ล้อม “ผู้ลำเลียง 1”ไว้โดยไม่รุกล้ำไปถึงเรือเถ้าเรือกวงตะล่อมเชือกคล้องข้อมือชายคนนั้นอย่างสุภาพแต่แน่นพอจะป้องกันการหนี
“เราไม่ปล้นของเราไม่แตะของในแต่เราจะคัดตราต่อหน้า”
เหม่ยหลิงดึงฟางแค่พอให้เห็นตราปั๊มชัดขึ้นเธอกดถ่านบนกระดาษฝ้ายแผ่นที่สอง คราวนี้ได้เส้นดาบคู่ในครึ่งวงชัดเต็มลู่หานสังเกตริมด้ามตะขอเหล็กที่โผล่จากฟาง ด้ามนั้นมีรอยขีดเล็บสองขีดไขว้กับจุด1 จุด เป็เครื่องหมายเดินทางของกองโจรเร่ร่อนทางเหนือที่เขาเคยเห็นในบันทึกของทหารผ่านเมืองเมื่อปีก่อน“สัญลักษณ์คมดาบคู่ในครึ่งวง”อาจเป็ตราหนึ่งของพวกโจรเร่ร่อนกลุ่มใหญ่
อาหยินวางฝ่ามือบนท้องเรือท้องแบนลมหายใจเธอช้าสม่ำเสมอ เธอกระซิบ “ในเรือมีกลิ่นน้ำมันยางและเชือกชุบเหมือนใช้ทำไฟลวงหรือธนูเพลิง”
ลู่หานพยักหน้า“คัดกลิ่นไว้ในบันทึก” เสมียนกลางเขียนบรรทัด “กลิ่นน้ำมันยาง–เชือกชุบ” เสร็จก็วางถ้วยครั่งให้พยานในกลุ่มแตะยืนยัน
เสียงโกลาหลระลอกใหม่ดังจากท้ายโค้งเรืออีกลำกำลังมาคนซุ่มยิงคงเลี่ยงไม่ก่อเหตุเพิ่ม เพราะเห็นไฟวงที่สองแล้ว ลู่หานไม่เสี่ยงเขาออกคำสั่งรวดเร็ว
“ถอนแต่ทิ้ง‘บันทึกต่อหน้า’ ติดเสาไว้”
เหม่ยหลิงฝังแผ่นไม้เล็กให้แน่นขึ้นเขียนบรรทัดท้าย “พรุ่งนี้ยามสายขอตรวจต่อหน้า ณ ที่นี่”แล้วบังคับปากกว้างไว้ตรงลมให้คนที่มาเห็นต้องก้มอ่านยามยกโล่ตั้งกำบังเป็ครึ่งดวงจันทร์ถอยหลังคุมแนว เถ้าเรือกวงดึงเชือกจูง“ผู้ลำเลียง 1” อย่างไม่กระชาก มืออีกข้างของเขาช่วยประคองไม่ให้ชายผู้นั้นสะดุดหิน
เมื่อถึงตรอกแคบที่พ้นแนวซุ่มลู่หานจึงปล่อยให้เสมียนกลางอ่านบันทึกฉบับย่อแก่ผู้ถูกจับ “จะพาท่านไปลานใต้เขียนชื่อ สังกัด และเหตุผล ต่อหน้า หากท่านไม่ยอม ระบุว่า ‘ปฏิเสธต่อหน้า’เราจะอ่านชื่อ ‘ชายปฏิเสธ’ แทน และคืนตัวท่านเมื่อยามเช้า ต่อหน้าพยาน 3 คน”
ชายผู้นั้นเม้มปากไม่เอ่ยสักคำ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: พบจุดรับ–ส่งท่าน้ำเหนือ •คัดสำเนาตรา 2 ชิ้น • ได้ผู้ลำเลียง 1 คน แบบไม่ใช้เื]
[รางวัล: “ผังเส้นลำเลียงท่าน้ำเหนือ” +“แบบตั้งด่านเงียบ 3 ชั้น”]
[คำแนะนำ: ใช้ “ด่านเงียบ 3 ชั้น”ที่โรงชั่งเก่าคืนนี้ยามสี่ อาจมีขบวนเล็กเคลื่อนของไปที่นั่น]
[ฮุก: เครื่องหมายคมดาบคู่ในครึ่งวง =ตราของกองเร่ร่อนสายเหนือ (กลุ่มเสี้ยวจันทร์) มีคนในเมืองร่วมมือ]
กลับถึงลานใต้ไฟวงที่สองยังสว่าง เงายามเคลื่อนไปตามแนวเชือกอย่างไม่แตกจังหวะ เหม่ยหลิงปลดถ่านกระดาษฝ้าย และเศษครั่งวางลงโต๊ะเล็ก เสมียนกลางเปิดหน้าบันทึกใหม่ หัวข้อ“ท่าน้ำเหนือเส้นลำเลียง” ลู่หานพาผู้ลำเลียงนั่งบนม้าตัวเตี้ย ตรงหน้าป้าย“ผู้้ากล่าวโปรดลงชื่อ” อาหยินยกน้ำอุ่นให้ เขาก้มหน้ารับ แต่ยังไม่พูด
ลู่หานไม่เร่งเขาอ่าน “ผังเส้นลำเลียงท่าน้ำเหนือ” ที่ระบบเพิ่งมอบให้ เส้นบาง ๆลากจากท่าน้ำไปยัง “โรงชั่งเก่า” ผ่านตรอกที่น้อยคนใช้และลอดใต้สะพานไม้เก่าที่สึกจนคนธรรมดาเห็นเป็ทางตัน เถ้าเรือกวงพึมพำ “จริงสินะทางนั้นไม่มีคนคุมมานาน แค่รองไม้ใหม่แผ่นเดียวก็เข็นได้”
เหม่ยหลิงเขียน“แบบตั้งด่านเงียบ 3 ชั้น” ตามรางวัล ชี้จุดวางยามแบบไม่บีบคอทางเดินคนชั้นที่ 1อยู่ก่อนถึงสะพานเก่า ชั้นที่ 2 ติดลานหน้าคลังโรงชั่งเก่า ชั้นที่ 3 เป็“โต๊ะเล็ก” แทนประตูใครผ่านต้องลงชื่อว่า “ขนอะไร–จากไหน–ไปไหน” ถ้าไม่ลง ถือว่า“ปฏิเสธต่อหน้า” แล้วให้ยามนำกลับไปทางเดิม
ยามผลัดดึกเข้ามารายงาน“ยามสี่อีกไม่นาน” ลู่หานให้สัญญาณ จัดกำลังตาม “ด่านเงียบ 3 ชั้น”เถ้าเรือกวงไปชั้นที่ 1 พร้อมชายชรากระดิ่ง ยาม 2 นายประจำชั้นที่ 2เหม่ยหลิงกับเสมียนกลางตั้ง “โต๊ะเล็ก” เป็ชั้นที่ 3 หลี่เฟิงขอไปชั้นที่ 1เพราะคุ้นทาง ชายผู้ลำเลียงถูกเชิญให้นั่งที่มุมโต๊ะเล็ก ผูกเชือกหลวม ๆไม่ถึงกับพันแขน เขายังคงเงียบ แต่สายตาเริ่มอยู่นิ่งกว่าเดิม
เสียงล้อเกวียนทึมๆ มาแต่ไกลก่อนยามสี่ตามคำแนะนำของระบบ ขบวนเล็ก 2เล่มไถผ่านตรอกลึกเงียบของเมืองเหมือนเงาปลาเคลื่อนในลำน้ำล้อหน้าเรือเกวียนเอียงเข้าทางสะพานเก่า เถ้าเรือกวงโยนสัญญาณมือให้หลี่เฟิง“วูบ–วาบ” สองครั้ง เป็ “หยุด–ถาม” หลี่เฟิงออกไปขวางอย่างสุภาพยกแผ่นไม้เล็กหัวข้อ “ตรวจผ่านทางต่อหน้า”
“ขอชื่อ–สังกัด–ของในเกวียน”
คนคุมเกวียนคนแรกพรูลมหายใจวางแส้ลง แล้วพูด “ถ่านสุมเตาและฟางไปโรงชั่งเก่า” หลี่เฟิงชี้ “ลงนิ้วครั่งรับคำ”เขาแตะนิ้วอย่างไม่กังขา ผ่านชั้นที่ 1 ไปอย่างเรียบร้อย
เกวียนคันที่สองคุมโดยชายร่างสันทัดใบหน้ามีรอยแผลเก่าตรงคาง เขาชะงักครู่เหลือบมองสะพานไม้เก่าคงกลัวคนนับของจึงตอบช้ากว่า “ไม้ท่อนกับตอก…ส่งซ่อมคาน”
“ลงนิ้วครั่ง”หลี่เฟิงเลื่อนถ้วยครั่งให้ ชายคนนั้นทำทีคุ้ยหา “ตราร้าน” ในอกเสื้อก่อนง้างแขนออกแรงเฆี่ยนแส้หวังให้ม้าโกยเสี้ยวเดียวของความคิดนั้นไม่เร็วกว่าสัญญาณมือของเถ้าเรือกวงเขาตวัดเชือกแบนฟาดข้างล้อให้ม้าใเฉียงเข้า “คานหยุด” ที่เตรียมไว้ เกวียนหยุดอย่างไม่ชุลมุนยามสองนายเข้าหนุนจากด้านหลังอย่างใจเย็น
“ไม่ลงนิ้วครั่งถือว่า‘ปฏิเสธต่อหน้า’” ชายชรากระดิ่งกล่าว แล้วชี้ป้ายที่ปักอยู่ข้างสะพานเก่าชายร่างสันทัดขบกราม แต่เห็นแนวโล่เรียงเฉียง กับชาวบ้าน 3–4 คนที่ยืนเป็พยานอยู่จึงยอมแตะนิ้วแบบขว้างคางหมึกครั่งเลอะเป็รอยพอให้จดชื่อไม่เต็มเหม่ยหลิงที่รออยู่ชั้นที่ 3 เห็นชื่อขาดหายก็เตรียม “แบบตรวจกระดาษปลอม” ทาบวัดแรงกดนิ้วเป็รอย “หลบตัวอักษร” สันนิษฐานว่าจงใจเขียนให้คลุมชื่อจริง
ชั้นที่2 ยามตรวจของบนเกวียนตามแผ่นไม้ระบุฟาง้าชั้นบางผิดธรรมดา เมื่อแหวกนิดเดียวเห็น “ห่อผ้า” ปิดหัวลูกธนูยาว 3 มัด กับ “หม้อดินปากเล็ก” 2 ใบยามยกหม้อดินเทียบหู ฟังเสียงมีของเหลวข้างใน เสียงหนักคล้าย “น้ำมันยาง”เหม่ยหลิงยืนขึ้น ใส่ถุงมือผ้าลอกเปิดผ้าปิดหัวลูกธนูบางส่วนเผยหัวเหล็กที่มีร่องสำหรับชุบเชือกใช่ “หัวธนูเพลิง” ที่อาหยินดมกลิ่นได้เมื่อคืนเธอกดถ่านลงกระดาษฝ้าย คัดตราสลักเล็ก ๆที่ใกล้โคนหัวธนูตราเดียวกับข้างลังที่ท่าน้ำ “คมดาบคู่ในครึ่งวง”
ชายร่างสันทัดหน้าซีดเถ้าเรือกวงพูดเรียบ “เราจะไม่ยึดของ แต่จะติดป้าย ‘ต้องตรวจต่อหน้า’ ที่คันเกวียนและจะให้คนของคลังมาดูด้วยยามสาย” เขาติดผ้าแถบเล็กลงที่ท่อนซุงด้านข้างเกวียนเขียนสองคำ “ตรวจต่อหน้า” สีหมึกเข้มจนเห็นได้แม้ในแสงยามใกล้เช้า
ชายคนนั้นเม้มปาก“ถ้าข้าถูกเ้านายลงโทษ”
“ให้เ้านายมาลงนิ้วครั่งโต้แย้งต่อหน้า”เหม่ยหลิงตอบแทน “เราจะยืนรอที่โรงชั่งเก่าเช้านี้”
เกวียนผ่านชั้นที่3 ไปอย่างจำยอม ขบวนด่านเงียบถอดระวังชั้นที่ 1, 2, 3 ทีละชั้น ไม่สร้างภาพข่มขวัญแต่มองเห็นทุกสิ่ง ยามสว่างขอบฟ้าแรกจับเชือกที่โรงชั่งเก่า เห็นเงาเครื่องชั่งผุๆ ยืนโดดเดี่ยวกลางลาน เหม่ยหลิงตั้ง “โต๊ะเล็ก” ด้วยแผ่นไม้เตี้ยและถ้วยครั่ง เสมียนกลางตอกหัวป้าย“ตรวจของอันตรายต่อหน้าโรงชั่งเก่า” ลู่หานยืนกลางวงยามตั้งรูปโล่ครึ่งวงบนพื้นชื้นเงานายท่านผู้เฒ่าเ้าของลานและหญิงขายฟางถูกเชิญมาเป็พยานคนในตรอกแถวนั้นเริ่มมุงอย่างสงบ
ไม่นานเกวียนสองคันเมื่อครู่ก็มาถึงตรงเวลา เดินช้าเหมือนคนฝันร้ายกำลังจะถูกพาไปปลุกให้ตื่นกลางลาน คนของศาลว่าการ 3 คนปรากฏตัวโดยมิได้ส่งเสียงก้าวเข้ามาดู “ป้ายตรวจต่อหน้า” ที่ติดกับเกวียน ชายร่างสันทัดทำท่าจะหลบข้างเสมียนกลางเรียกเสียงนิ่ง
“ชื่อของท่าน”
เขากัดฟันตอบในที่สุด “ฮั่วเฟยคนโรงชั่งเก่า”
“สังกัด”
“ขึ้นกับผู้ช่วยคลังที่2”
“เหตุที่ขนหัวธนูเพลิงกับน้ำมันยางโดยบอกว่าไม้ตอกกับตอกซ่อมคาน”
คำถามสุดท้ายแทงตรงฮั่วเฟยหลุบตา “ข้า…ข้าแค่รับคำสั่งให้ส่งของไป ‘ทุ่งใต้สะพาน’”
“ทุ่งใต้สะพานไหน”เหม่ยหลิงจี้ต่อ
“ใต้สะพานเก่าทางเหนือ…ตรงที่รางไม้ติดพื้น”คำหลุดของเขาทำให้คนรอบวงสบตากันตรงกับเมื่อคืนทุกถ้อย
เสมียนกลางเขียนบันทึกลงแผ่นไม้ไผ่แล้วขอให้นายท่านผู้เฒ่าและหญิงขายฟางแตะนิ้วครั่งเป็พยานฮั่วเฟยลังเลอยู่แว้บหนึ่ง ท้ายสุดกดนิ้วของตนลงถ้วยครั่งเช่นคนที่ไม่อยากหนีไปในเงามืดยาวกว่านี้อีก
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ด่านเงียบ 3 ชั้น ทำงานยึด“กระบวนการ” ไม่แตะของ]
[รางวัล:“สิทธิ์ตั้งกระดานชื่อที่โรงชั่งเก่า 3 วัน” + “แบบโต้แย้งต่อหน้าของอันตราย”]
[คำเตือน: จะมีคำสั่งจากผู้ว่าฯให้สลายป้ายอย่าปะทะ ให้บันทึก “ทำลายป้ายต่อหน้า”]
ขณะกำลังจะอ่าน“แบบโต้แย้งต่อหน้าของอันตราย” ชายสวมปลอกแขนลายฟันปลา 4 คนเดินแหวกวงมาหัวหน้าเป็คนหน้าแคบตาเรียว เขาเคยยืนเงาตามเสาโรงชั่งเมื่อวาน เสียงเขาเย็นชัด
“ป้ายนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้สลายเดี๋ยวนี้”
ลู่หานไม่ยกเสียงเขายกแผ่นไม้ไผ่สิทธิ์ขึ้น “สิทธิ์ตั้งกระดานชื่อ 3 วัน ณโรงชั่งเก่าได้รับต่อหน้า มีพยาน ลงนิ้วครั่งแล้ว”เสมียนกลางชูแผ่นพยานนิ้วครั่งของนายท่านผู้เฒ่าและหญิงขายฟางให้เห็นหัวหน้าปลอกแขนฟันปลาชะงักเล็กน้อย สายตาเขาชั่งวัดระหว่างคำสั่งที่ได้มากับ“ต่อหน้า” ที่วางอยู่เบื้องหน้า
เหม่ยหลิงตั้งพู่กัน“ถ้าท่านยังคงจะฉีกป้าย โปรดลงชื่อ ระบุสังกัด และเขียนว่า ‘ฉีกป้ายต่อหน้า’ข้าจะบันทึก” ชายตาเรียวเม้มปาก สายตากะพริบหนึ่งครั้งแล้วถอยครึ่งก้าวเขาไม่ลงนิ้วครั่ง ไม่ฉีกป้าย ทว่ากระซิบกับคนของเขาสั้น ๆ ก่อนหมุนตัวออกจากวงคนทั้งสี่ถอยไปเหมือนเงาเลื่อนพ้นแสง
“พอแล้ว”ลู่หานเอ่ย “วันนี้ เราไม่ต้องทำให้ศัตรูอับอายเราเพียงต้องทำให้คนทั้งตรอกเห็นว่า ‘ต่อหน้า’ ใช้ได้จริง”
เหม่ยหลิงยก“สำเนาตรา” สองแผ่นขึ้นอ่านให้คนดู “ตราคลื่นตราท่าเมือง •ตราคมดาบคู่ในครึ่งวงตราที่พบในของอันตราย” เธอไม่กล่าวโทษใครเธอเพียงชี้รอยสลักบนหัวธนูให้เห็นชัด หลายคนนิ่งงันบางคนสูดลมหายใจลึกอย่างรับรู้ว่าลมเย็นจากชายแดนเริ่มพัดเข้าท้องเมืองแล้ว
หลี่เฟิงหลุบตาแล้วยกขึ้นอย่างแน่วแน่ “ต่อไปนี้ข้าจะไม่ซื้อผ่านคนกลางที่ไม่มีนิ้วครั่งต่อหน้า” เสียงเขาไม่ดังแต่เด้งไกลเหมือนลูกข่างหมุนบนไม้เรียบ
อาหยินจัดถ้วยชาให้คนเฒ่าคนแก่ที่ยืนดูตั้งกาน้ำร้อนมุมหนึ่งของ “โต๊ะเล็ก” ชายชรากระดิ่งเดินตรวจ “ด่านเงียบ 3 ชั้น”อีกรอบ พูดให้ลู่หานได้ยินพอดี “เชือกตึง ไม้เรียบคนยืนเป็หูเป็ตาแค่นี้ก็หายใจได้อีกหนึ่งวัน”
ยามสายคืบผ่านป้าย “ตรวจของอันตรายต่อหน้าโรงชั่งเก่า” ตั้งอยู่ไม่ถูกแตะต้อง บันทึกชื่อ“ฮั่วเฟย” พร้อมนิ้วครั่งและคำว่า “ส่งของไปทุ่งใต้สะพานเก่า” ติดอยู่ใต้กระดานแผ่นสำเนาตรา 2 แผ่นอยู่ข้างกัน คนทยอยเดินมาอ่านทีละคน ชี้ให้ลูกหลานดู“นี่แหละรอยคัดตราแบบถ่าน” เด็กบางคนเอานิ้วแตะหมึกแล้วหัวเราะ แม่ตีกลับมือเบา ๆแต่รอยยิ้มยังอยู่
เมื่อเงาเสาศาลเ้าลาดยาวลู่หานจึงสั่งเก็บ “ด่านเงียบ 3 ชั้น” เหลือเพียงยามยืนหย่อมละ 1 คนเพื่อเฝ้าป้ายเขาให้หลี่เฟิงกลับไปย่านร้านค้าบอกข่าวว่า“ของอันตรายจะต้องประกาศเส้นทาง–จำนวน–ผู้รับผิดชอบ ต่อหน้า” เหม่ยหลิงเตรียม“แบบโต้แย้งต่อหน้าของอันตราย” สำหรับพรุ่งนี้ หากผู้ช่วยคลังที่ 2 จะมาชี้แจง
พอกลับถึงลานใต้แสงบ่ายประสานกับเงาธงขาวดำ ลู่หานเขียนบันทึกลงแผ่นไม้:
“ยามสองท่าน้ำเหนือพบเรือท้องแบน • ลังมีตราคลื่น + คมดาบคู่ในครึ่งวง
คัดสำเนาตรา 2 แผ่น • จับผู้ลำเลียง 1โดยไม่ใช้เืปฏิเสธต่อหน้า
ยามสี่ด่านเงียบ 3 ชั้นที่โรงชั่งเก่า
พบหัวธนูเพลิง + หม้อดินน้ำมันยาง
ฮั่วเฟย ลงนิ้วต่อหน้า •ชี้ไปทุ่งใต้สะพานเก่า
ปลอกแขนฟันปลาไม่กล้าฉีกป้ายต่อหน้า”
เขาวางพู่กันเหม่ยหลิงย้ำเบา ๆ เหมือนสรุปให้ตนเอง“ตราคมดาบคู่ในครึ่งวงคนเร่ร่อนสายเหนือ…และตราคลื่นของเมืองคนในเมือง”เธอลูบปลายกระดาษฝ้ายที่มีผงถ่านติดอยู่เป็เงาเทา“ความจริงกำลังโผล่ขึ้นรางเดียวกัน”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[สรุปภารกิจ:เปิดเส้นลำเลียงลับพบจุดรับ–ส่ง • คัดตรา 2 ชิ้น • ได้พยานเป็ ๆ 1 •ตั้งด่านเงียบ 3 ชั้นโดยไม่ปะทะ]
[รางวัล: “ผังเส้นลำเลียงท่าน้ำเหนือ”ถูกบันทึกในคลังกลยุทธ์ • “สิทธิ์ตั้งกระดานชื่อที่โรงชั่งเก่า 3 วัน”]
ลมบ่ายลากเงาเชือกบนพื้นให้ยาวขึ้นทีละคืบคนในตลาดยังเดินวนตามจังหวะของตน แต่ดวงตาหลายคู่ที่ผ่าน “กระดานชื่อ”ของโรงชั่งเก่าเหมือนจะมีประกายแข็งขึ้นอีกนิดไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะเข้าใจว่าเมืองนี้มีที่ให้ยืน “ต่อหน้า” แล้วจริง ๆ…