ตายแล้วไปไหน…
ไป…์
ไป…นรก
ไป…ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้วไปเกิดใหม่
ไป…ในที่ที่ชอบ ที่ชอบ
ทุกคนคิดว่าคำตอบคือข้อไหน แต่สำหรับ ‘พัชรี’ คนนี้ ตายแล้วได้เกิดใหม่ ที่ไม่ใช่ในอีก 1,000 ปี ข้างหน้า หรือ 2,000 ปี ข้างหน้า แต่เป็ยุคโบราณที่ไม่มีในหน้าประวัติศาสตร์!
พัชรีได้เกิดใหม่ในยุคโบราณ เอ๊ะหรือจะบอกว่าย้อนเวลามาดีนะ เกิดใหม่ หรือ ย้อนเวลา โอ๊ย ช่างเื่เกิดใหม่ หรือย้อนเวลาไว้ก่อนแล้วกัน เพราะไม่ว่าจะเกิดใหม่ หรือย้อนเวลา ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ตอนนี้ทำได้แค่ยอมรับชะตา ที่ฟ้าลิขิต? ใช้ชีวิตใหม่ที่ได้นี้ให้ดีที่สุด
ชาติก่อนดวงซวยเดินอยู่ดีๆ ก็ถูกลูกหลงจากกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังยกพวกตีกัน โดนปังเดียว ตื่นอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว คนจะตายต่อให้เอาอะไรมาฉุดก็ตายอยู่ดี
“อาอิน เดี๋ยวพี่ใหญ่จะเข้าป่าไปหาผักป่า และเก็บฟืน เ้าจะไปกับพี่ใหญ่หรือไม่” เด็กหญิงวัย 5 หนาว นามว่า ‘หนิงลี่อิน’ ที่ตอนนี้กำลังนั่งแกว่งขาบนเคร่หน้าบ้าน หันมาตามเสียงเรียกของพี่สาวตน
“อาอินจะไปกับพี่ใหญ่เ้าค่ะ” ไม่รอช้าเด็กสาวตัวน้อยก็ะโลงจากแคร่แล้ววิ่งเข้าไปในบ้านหลังน้อย ไม่นานก็ออกมาพร้อมชุดที่ดูทะมัดทะแมงขึ้นและยังมีตะกร้าสะพายหลังใบเล็กๆ ที่ท่านพ่อทำให้สะพายอยู่ข้างหลังด้วย
“ไปกัน” หญิงสาวต่างวัยเดินจูงมือกันขึ้นเขา ระหว่างทางก็พบเจอชาวบ้านอยู่บ้าง เพราะเขาลูกนี้อยู่หลังหมู่บ้าน ชาวบ้านจะพากันขึ้นมาเก็บผักป่า เก็บฟืน ล่าสัตว์ แต่พวกนางก็ไม่ได้ทักทายใคร เพราะครอบครัวของนางเพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน เลยไม่ค่อยสนิทกับใครนัก
หมู่บ้านนี้ชื่อว่า ‘ซาน’ เป็บ้านเดิมของมารดา เป็หนึ่งในหมู่บ้านของเมือง ‘ต้าจิน’ ตั้งอยู่ทางทิศบูรพา เมืองต้าจินเป็เมืองที่จัดว่าอุดมสมบูรณ์เมืองหนึ่งเลยทีเดียว
เหตุผลที่ต้องย้ายกลับมาที่นี่นั้น เพราะหลังจากท่านแม่ขึ้นเขาก็ได้ไปเก็บพืชมีพิษชนิดหนึ่ง ทำให้พิษเข้าสู่ร่างกาย จนร่างกายอ่อนแอ จึงได้ขอร้องท่านพ่อว่าอยากกลับบ้านเดิม มาตายที่บ้านเดิม ท่านพ่อก็ทำตามความประสงค์ของท่านแม่ โชคดีที่กลับมาแล้วบ้านเดิมและที่ดินยังอยู่ แต่โชคร้ายที่ย้ายมาได้ไม่นานท่านแม่ก็จากไป ถึงแม้ท่านพ่อจะเป็หมอแต่ก็เป็แค่หมอชาวบ้านเท่านั้นไหนเลยจะรักษาได้ทุกโรค บิดาที่ทำใจไม่ได้ก็ตรอมใจตายตามไป ทิ้งลูกสาวให้อยู่เพียงลำพัง 2 คน
เมื่ออยู่กันเพียง 2 คน นางที่เป็พี่ใหญ่จึงต้องกลายมาเป็เสาหลักของบ้าน หาเลี้ยงน้องสาวเพียงคนเดียว จึงขึ้นเขาเก็บผักป่า หาของป่า จนเป็ไข้ป่าและจากไปในที่สุด ทำให้ พัชรี ต้องมาอยู่ในร่างนี้แทน
“อาอินเหนื่อยหรือไม่”
“อาอินไม่เหนื่อนเ้าค่ะ” เด็กน้อยที่เดินอยู่ข้างๆหันมาตอบพี่สาวตน พร้อมด้วยรอยยิ้ม ที่ยิ้มจนตาหยีคล้ายพระจันทร์เสี้ยว
“ต่อไปนี้ พี่สาวจะดูแลอาอินเอง ไม่ทำให้อาอินต้องลำบากขึ้นเขาแบบนี้อีก” ไม่ใช่แค่พูดเพื่อให้เด็กน้อยรู้สึกดี แต่นางจะทำแบบนั้นจริงๆ
“อาอินไม่ลำบากเ้าค่ะ” เด็กน้อยยิ้มตอบด้วยความซื่อให้กับพี่สาว
“เด็กดี” หนิงลู่ซือยื่นมือไปลูบหัวน้องสาวที่ดูแล้วตัวเล็กยิ่งนัก ไม่ได้การแล้ว! ต่อไปนี้นางต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วพาน้องสาวของนางไปกินของอร่อยๆ ทำของอร่อยๆ ให้นางกิน นางจะได้มีเนื้อมีหนังมากกว่านี้
“เราไปกันเถอะ วันนี้พี่ใหญ่คิดว่าพวกเราจะมีโชคก้อนใหญ่หล่นทับแน่ๆ”
“เ้าค่ะ เราไปกันเลย!” ว่าแล้วสองพี่น้องก็เดินไปอีกทาง เป็ทางที่ชาวบ้านไม่ค่อยมากันนัก เพราะมีสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่
“พี่ใหญ่”
“หืม อาอินมีอะไรเหรอ”
“ทำไมเราไม่ไปทางเดียวกับชาวบ้านเ้าคะ”
“พี่ใหญ่ว่า ทางโน้นชาวบ้านคงเก็บผักป่าหมดแล้วแหละ เราลองไปทางนี้กันดีกว่า”
“แต่มันมีสัตว์ดุร้ายนะเ้าค่ะ” อาอินน้อยกำมือพี่สาวแน่นเพราะกลัว
“มีพี่ใหญ่อยู่ อาอินไม่ต้องกลัวนะ พี่ใหญ่ไม่ให้ใครหรืออะไรมาทำร้ายอาอินได้” หนิงลู่ซือนั่งยองๆ ให้อยู่ในระดับเดียวกับหนิงลี่อินจ้องตาเด็กน้อยและยื่นมือลูบศีรษะเพื่อให้น้องสาวมั่นใจในตัวนาง
“ก็ได้เ้าค่ะ”
เดินมานานแล้วก็ไม่มีโชคใหญ่หล่นทับเลย นอกจากผักป่าที่เก็บได้ไม่มากนัก
“พี่ใหญ่ว่าเรากลับกันเถอะ แดดแรงมากแล้ว” พระอาทิตย์อยู่ตรงกลางกบาลแบบนี้คงจะยามอู่ (11.00-12.59 น.) แล้ว
“แต่เราได้แค่ผักป่าเองนะเ้าคะ ไหนพี่ใหญ่บอกเราจะมีโชคใหญ่หล่นทับไงเ้าคะ” เด็กน้อยชูผักกำน้อยๆในมือให้หนิงลู่ซือดูแค่นั้นยังไม่พอ ยังเอียงคออย่างสงสัยให้อีกด้วย แล้วนางจะตอบยังไงละเนี่ย
“สงสัยวันนี้โชคจะไม่เข้าข้าง…” พูดไม่ทันจบประโยค หนิงลู่ซือก็เดินดุ่มๆ ไปยังเป้าหมายที่เห็นทางหางตาเมื่อครู่นี้
ถ้าคนทั่วไปเห็นคงคิดว่ามันเป็หญ้า เนื่องจากต้นของมันเลื้อยยาวเป็ข้อๆ ขึ้นอยู่บนพื้นดิน มีใบเรียวเล็กตรงข้ามกัน ตรงกลางออกดอกเป็ช่อ ช่อหนึ่งจะมี 2-5 ดอก ใครจะมองเป็หญ้าก็มองไป แต่ไม่ใช่กับ หนิงลู่ซือคนนี้! เพราะนี่มันคือ ‘จัวจิเช่า’ หรือ ‘หญ้าลิ้นงู’
“อาอิน มาช่วยพี่ใหญ่หน่อย” หนิงลู่ซือกวักมือเรียกน้องสาว
“ช่วยอะไรหรือเ้าคะ” หนิงลี่อินเดินไปหาพี่สาวก่อนจะนั่งลงข้างๆ
“นี่ไง เก็บไปให้หมดเลยนะ” หนิงลู่ซือชี้นิ้วไปยังหญ้าลิ้นงู และเริ่มลงมือเก็บใส่ตะกร้าของตน
“พี่ใหญ่ ท่านจะเก็บหญ้าไปทำไมเ้าคะ” เด็กน้อยมองพี่ใหญ่ด้วยสายตาไม่เข้าใจ พี่ใหญ่ของนางจะเก็บหญ้าไปทำไม
หนิงลู่ซือเห็นน้องสาวคิ้วผูกโบว์ด้วยความสงสัยก็ได้แต่หัวเราะ
“นี่ไม่ใช่หญ้า แต่มันคือสมุนไพร ชื่อว่า ‘จัวจิเช่า’ หรือ หญ้าลิ้นงู มันมีสรรพคุณหลายอย่างเลยนะ ทั้งแก้ร้อนใน ดับพิษ ช่วยให้เืและลำไส้เย็น ลำไส้อักเสบ ปวดร้อน ปวดฟัน บำบัดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารต่างๆ เช่น โรคบิด ท้ออืด ท้องเฟ้อ”
หนิงลี่อินที่ได้คำตอบจากพี่ใหญ่ก็ได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองพี่ใหญ่อย่างโง่งม เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่ใหญ่บอก รู้แค่ว่ามันคือสมุนไพร
หนิงลู่ซือที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่หัวเราะ เหอะๆ น้องสาวนางเพิ่งอายุ 5 หนาว ถ้านางไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เื่แปลก
“สิ่งนี้เอาไปขายได้ใช่หรือไหมเ้าคะ”
“ได้สิ เดี๋ยวพี่ใหญ่จะเข้าไปขายที่ร้านขายสมุนไพรในตัวเมือง เรามาช่วยกันเก็บดีกว่า ถ้าขายได้เงินพี่ใหญ่จะซื้อขนมให้เ้า”
“ข้าขอถังหูลู่ได้หรือไหม” เด็กน้อยเม้มปาก ทำตาปริบๆ มองพี่ใหญ่อย่างมีความหวัง
“ได้สิ พี่ใหญ่ให้ 2 ไม้เลย” และสองพี่น้องก็ช่วยกันเก็บ จัวจิเช่า สมุนไพรตัวนี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกส่วน หนิงลูซื่อเลยเก็บไปทั้งหมด ส่วนเมล็ด นางจะเก็บไว้ปลูกเอง!
“ไหนดูสิ เหงื่อออกเต็มหน้าเลย” เก็บเสร็จทั้งสองก็มานั่งพักใต้ต้นไม้ หนิงลู่ซือยกแขนเสื้อซับเหงื่อที่ออกเต็มใบหน้าให้เด็กหญิงตัวน้อย
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
เมื่อกลับถึงบ้านสองพี่น้องก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน หนิงลี่อินโดนไล่ให้ไปอาบน้ำ ส่วนหนิงลู่ซือเข้าครัวทำอาหาร อาหารมือเย็นก็คงไม่พ้น ข้าวต้มที่ไม่ค่อยเห็นเม็ดข้าวกับผัดผักป่าที่เก็บได้วันนี้
บ้านที่ทั้งสองอาศัยอยู่ตอนนี้เป็บ้านเดิมของมารดา ที่เคยอาศัยอยู่กับท่านตา ท่านยายก่อนออกเรือน มีพื้นที่เพียง 2 หมู่ ลักษณะของบ้านเป็บ้านดินหลังเล็ก มี 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว 1 ห้องโถงเล็กๆ มีบริเวณรอบๆ บ้าน ที่สามารถปลูกผักสวนครัวไว้กินอีก 1 หมู่กว่าๆ
ถ้านางหาเงินได้เยอะๆ นางจะปลูกบ้านหลังใหญ่ๆ ซื้อที่ดินไว้เยอะๆ ไว้ปลูกผักสวนครัว ผลไม้ และมีอีกหนึ่งอย่างที่นางเพิ่งคิดได้ก็คือ สวนสมุนไพร! นางจะทำสวนสมุนไพร อ่า แต่ตอนนี้ทำได้แค่ฝันไปก่อน
“มาแล้วเ้าค่าา” เสียงมาแล้ว แต่ตัวยังไม่มา
“มาแล้วก็มานั่งเร็ว” นางกวักมือเรียกให้เด็กน้อยมานั่งบนแคร่หน้าบ้านเพื่อกินอาหารมื้อเย็นกัน
“เ้าค่ะ” เด็กน้อยพยายามจะปืนขึ้นไปนั่งบนแคร่ แต่ก็ยังปืนไม่ได้สักที จนหนิงลู่ซือต้องอุ้มขึ้นมา น้องของนางตัวเบาไปหรือไม่ น้องของนางตัวแค่นี้ทำให้นางไม่สบายใจเลยจริงๆ
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่ใหญ่” เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็หยิบถ้วยข้าวต้มที่มองไม่เห็นเม็ดข้าว หยิบตะเกียบ เตรียมพร้อมจะคีบกับข้าวที่มีเพียงแค่อย่างเดียว รอพี่ใหญ่คีบผัดผักเมื่อไหร่หนิงลี่อินก็จะได้คีบทันที
เห็นท่าทางเตรียมพร้อมของน้องสาวแล้ว หนิงลู่ซือก็รีบคีบผัดผักเข้าปาก
เด็กน้อยเห็นพี่ใหญ่ของตนคีบผัดผักใส่ปากแล้ว นางก็ไม่รอช้ารีบคีบผัดผักเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
หนิงลู่ซือไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแค่ผัดผักแค่นี้หนิงลี่อินถึงกินอย่างกับว่ามันอร่อยนักหนา
“เดี๋ยวอาอินล้างจานเองนะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไรพี่ล้างเอง อาอินไปล้างหน้า ล้างตา แล้วเข้านอนเถอะ”
“ไม่เอา อาอินจะล้าง” เด็กน้อยเริ่มงอแง มันมีด้วยหรือคนที่งอแงจะล้างจาน
“งั้นก็ไปล้างด้วยกันจะได้เสร็จเร็วขึ้นดีไหม”
“ดีเ้าค่ะ” เด็กน้อยยิ้มแป้น ถือถ้วยเดินไปข้างหลังบ้าน ถือว่าโชคดีทีเดียวที่บ้านหลังนี้ มีลำธารไหลอยู่ด้านหลังบ้าน ทำให้ไม่ต้องไปตักน้ำจากที่ไกลๆ มาไว้ใช้ในบ้าน
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ทั้งคู่ก็เดินเข้าห้องนอนถึงแม้จะมีห้องนอน 2 ห้อง แต่สองพี่น้องก็เลือกที่จะนอนด้วยกัน โดยเด็กน้อยหนิงลี่อินนอนด้านไหน และหนิงลู่ซือนอนด้านนอก
ยามอิ๋น (03.00-04.59 น.)
หนิงลู่ซือตื่นขึ้นมาในยามอิ๋น ชาติก่อนนางไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้หรอก ปกติเวลานี้คือเวลาทำงานของนาง ยิ่งถ้าวันไหนได้หยุดตื่นอีกทีก็เข้า่บ่ายแล้ว แต่ั้แ่ที่ได้มาอยู่ในร่างนี้ ตื่นเวลานี้ถือเป็เื่ปกติไปเสียแล้ว
ปกติถ้าตื่นแล้วก็ต้องทำอาหาร แต่วันนี้นางจะพาอาอินน้อยเข้าเมืองไปขายหญ้าลิ้นงูที่เก็บได้เมื่อวาน จากนั้นจะพาไปหาของอร่อยๆ กิน ตอนนี้นางก็เลยมาแผ้วถางหญ้ารอบๆบ้าน เพื่อจะปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพรอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่พื้นที่ที่เหลือจากปลูกบ้านแล้วเหลือประมาณ 1 หมู่กว่า พื้นที่เท่านี้คงปลูกอะไรได้ไม่เยอะ นางจึงตั้งใจจะปลูกผักก่อน เข้าเมืองวันนี้จะไปดูร้านขายเมล็ดผักสักหน่อยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
เมื่อแผ้วถางหญ้าที่ขึ้นรอบๆ บ้านเสร็จ ขั้นตอนต่อไปก็คือการยกร่องดิน และตากดินไว้เป็เวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนด นางจะไปหาซื้อมูลสัตว์จากชาวบ้านมาผสมกับดินและขุดเป็หลุมเล็กๆ เพื่อหยอดเมล็ดผัก ถึงตอนนั้นค่อยหยอดเมล็ดผักที่จะปลูกลงหลุม
กว่าจะเสร็จก็ปลายยามเหม่า (05.00-06.59 น.) เสร็จในที่นี้คือเสร็จแค่ฝั่งเดียว แต่อีกฝั่งหนึ่งยังไม่เสร็จ ไว้ค่อยทำต่อก็แล้วกัน
หนิงลี่อินตื่นนอนก็จัดการแต่งตัวพร้อมเข้าไปในเมือง เมื่อทั้งสองเตรียมพร้อมแล้วก็สะพายตะกร้าขึ้นหลัง ปิดประตูบ้าน ออกเดินทางเข้าเมือง
ทั้งสองพี่น้องเลือกที่จะเดินเท้าเข้าเมือง ถ้าเดินจะใช้เวลาประมาณ 2 เค่อ แต่ถ้านั่งเกวียนจะใช้เวลาไม่ถึง 1 เค่อ ซึ่งหมู่บ้านนางก็มีชาวบ้านที่มีเกวียนรับจ้างอยู่เช่นกัน แต่จะต้องเสียเงินคนละ 5 อีแปะ
เมื่อมาถึงประตูเข้าเมืองต้องต่อแถวจ่ายค่าเข้าคนละ 2 อีแปะ มีชาวบ้านหลายคนจากหลายหมู่บ้านเข้าเมืองเช่นเดียวกับพวกนาง บางคนมาขายของ บางคนมาซื้อของ บางคนมาขายสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ เมื่อแถวขยับจนมาถึงหนิงลู่ซือ นางก็หยิบเงิน 4 อีแปะ มาจ่ายให้กับทหารเฝ้าประตู
เมื่อจ่ายเงินค่าเข้าเมืองแล้วก็จูงมือหนิงลี่อินเข้าไปในเมือง จุดมุ่งหมายแรกวันนี้คือร้านขายยา
“อาอินหิวหรือไม่ เดี๋ยวขายสมุนไพรเสร็จพี่ใหญ่จะพาเ้าไปกินบะหมี่” หันมองเด็กน้อยที่จับมือนางอยู่ด้านข้าง
“เ้าค่ะ” เดินเข้ามาในตรอกแห่งหนึ่ง ตรอกแห่งนี้มีร้านค้ามากมาย ทั้งร้านขายยา โรงหมอ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายเครื่องประดับ โรงเตี๊ยม ร้านขายสมุนไพรที่หนิงลู่ซือเลือก เป็ร้านขนาดกลางที่ตั้งอยู่กลางตรอก
“ร้านเฮงเฮงยินดีต้อนรับขอรับ” ลูกจ้างร้านเห็นมีลูกค้าเข้ามาก็ออกมากล่าวต้อนรับ
“สวัสดีเ้าค่ะ ข้ามีสมุนไพรมาขาย ไม่ทราบว่าที่นี่รับซื้อหรือไม่เ้าคะ”
“รับขอรับ เชิญแม่นางเข้าไปรอในห้องรับรองสักครู่นะขอรับ” หนิงลู่ซือกับหนิงลี่อินเดินตามเสี่ยวเอ้อร์เข้าไปในห้องที่ใช้รับรองแขกที่มาติดต่อ
ผ่านไปไม่นาน เสี่ยวเอ้อร์ก็กลับมาพร้อมชายคนหนึ่งที่มีอายุประมาณ 40 ปลายๆ
“ข้าเจาเจ๋อ เป็เถ้าแก่ร้านนี้ เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าเ้าเอาสมุนไพรมาขายรึ” นั่งลงเรียบร้อยแล้วชายาุโก็ถามเข้าประเด็น
“คารวะท่านเถ้าแก่เจาเ้าค่ะ ข้าน้อยชื่อหนิงลู่ซือ ส่วนนี้น้องสาวข้าน้อยชื่อหนิงลี่อินเ้าค่ะ” ผายมือไปทางน้องสาวที่อยู่ด้านข้าง เด็กน้อยก็รู้ความค้อมตัวคาราวะผู้าุโพร้อมกับกล่าวคำว่า ‘คารวะท่านเถ้าแก่เจาเ้าค่ะ’
“ไม่ต้องมากพิธี ไหนๆ เอาสมุนไพรของเ้ามาให้ข้าดูหน่อยสิ”
“เ้าค่ะ” หนิงลู่ซือหยิบตะกร้าขึ้นมาตั้งบนโต๊ะมีทั้งหมด 2 ตะกร้า 1 ตะกร้าใหญ่ของนาง 1 ตะกร้าเล็กของน้องสาว
เจาเจ๋อเมื่อเห็นว่าในตะกร้าคือสมุนไพรชนิดใดก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมากนัก เนื่องจากมันไม่ได้หายากแต่เพราะชาวบ้านไม่รู้ว่ามันคือสมุนไพรจึงเข้าใจว่าคือหญ้า จึงไม่ค่อยมีใครนำมาขายบ่อยนัก
“สมุนไพรชนิดนี้ไม่ได้หายากแต่ก็ไม่ได้มีคนนำมาขายมากนัก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่ามันคือหญ้าจึงไม่ได้สนใจ”
“เ้าค่ะ ด้วยลักษณะของจัวจิเช่าไม่แปลกที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่ามันคือหญ้าเ้าค่ะ”
“ใช่ ข้าให้เ้าเหลี่ยงละ 1 ตำลึง เ้าพอใจหรือไหม” จะว่าน้อยก็น้อย จะว่ามากก็มาก เพราะอย่างที่เถ้าแก่เจาบอก สมุนไพรนี้หาไม่ยาก
“พอใจเ้าค่ะ” มันมากกว่าที่คิดด้วยซ้ำ
“ได้ เดี๋ยวข้าจะให้เด็กเอาไปชั่ง” เด็กของร้านนำตะกร้าไปชั่ง ไม่นานก็กลับเข้ามาแจ้งน้ำหนักของจัวจิเช่า
“ทั้งหมด 20 เหลี่ยงขอรับ”
“20 เหลี่ยง เหลี่ยงละ 1 ตำลึง เป็เงินทั้งสิ้น 20 ตำลึง เ้าจะรับเป็ตั๋วแลกเงินหรือเหรียญตำลึง”
“ข้าขอรับเป็เหรียญตำลึงทั้งหมดเ้าค่ะ” การเริ่มต้นวันนี้ถือว่าไม่เลวเลย ขายสมุนไพรครั้งแรกได้ตั้ง 20 ตำลึงแหนะ
“ถ้าเ้ามีสมุนไพรอีก ก็มาขายที่ร้านข้าได้นะ ขอให้ราคายุติธรรมแน่นอน” เถ้าแก่เจายื่นเงินให้
“ได้เลยเ้าค่ะ” หนิงลู่ซือยื่นมือไปรับเงิน ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางนำเงินเก็บใส่อกเสื้อ อ่า ความรู้สึกของการมีเงินมันดีแบบนี้นี่เอง
“เอ้านี้ขนม ข้าให้นังหนูตัวเล็ก” หนิงลี่อินหันมามองพี่ใหญ่ของตน เหมือน้าดูว่าพี่สาวจะอนุญาตหรือไม่ เมื่อหนิงลู่ซือพนักหน้าอนุญาต เด็กน้อยก็ค้อมตัวขอบคุณและยื่นมือไปรับขนมจากเ้าของร้านขายสมุนไพร
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เด็กน้อยกล่าวขอบคุณอย่างรู้ความ นางกอดกล่องขนมไม่ปล่อย ไม่แม้จะจับมือพี่สาวเหมือนขามาเลยสักนิด
“อ่า สงสัยคนแถวนี้จะเห็นขนมสำคัญกว่าพี่ใหญ่เสียแล้ว”
“ไม่ใช่นะเ้าคะ ข้าไม่เคยได้กินขนมแบบนี้ ข้ากลัวมันหล่นเ้าค่ะ เลยต้องกอดไว้”
“แน่รึ”
“แน่สิเ้าค่ะ พี่ใหญ่ดูนี้ พอข้ากอดขนมด้วยมือ 2 ข้าง ข้าก็ไม่เหลือมือจะจับพี่ใหญ่เลยเ้าค่ะ “ เด็กน้อยอธิบายและทำท่าทางประกอบ เพื่อให้พี่ใหญ่เชื่อตน
“พี่ใหญ่เชื่อเ้าแล้วก็ได้ เราไปกินบะหมี่กันเถอะ”
“เ้าค่ะ”
แต่ก่อนที่จะไปกินบะหมี่ สองพี่น้องก็เดินไปยังโรงรับฝากเงิน โดยหนิงลู่ซือได้แบ่งเงินออกเป็ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็ของนางจำนวน 5 ตำลึง ส่วนที่ 2 เป็ของหนิงลี่อิน จำนวน 5 ตำลึง เมื่อฝากเสร็จทางโรงรับฝากเงินได้มอบแผ่นป้ายมาให้นาง 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเป็ชื่อหนิงลู่ซือ อีกแผ่นเป็ชื่อหนิงลี่อิน
“อาอิน อันนี้เป็แผ่นป้ายโรงรับฝากเงินของเ้า ถ้าเ้าอยากได้อะไรก็มาถอนเงินที่โรงรับฝากนี้ โดนเอาแผ่นป้ายนี้มายื่นเข้าใจหรือไม่”
ตอนนี้ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะในร้านบะหมี่ที่ไม่ไกลจากโรงรับฝากเงินมากนัก เด็กน้อยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอียงคอมองพี่สาวตนอย่างสงสัย ทำไมพี่ใหญ่ต้องฝากเงินให้นางด้วย หนิงลู่ซือเห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นโยกศีรษะของน้องสาวตัวน้อยไปมาด้วยความเอ็นดู
“แต่ตอนนี้พี่ใหญ่จะเก็บไว้ให้เ้าก่อน เมื่อเ้าถึงวัยปักปิ่นพี่ใหญ่จะมอบแผ่นป้ายนี้ให้เ้า”
“พี่ใหญ่ฝากให้อาอินทำไมเ้าคะ อาอินอยู่กับพี่ใหญ่ ไม่ต้องใช้เงิน”
“นี่เ้าคิดจะเกาะพี่ใหญ่ไปตลอดเลยรึไง” หนิงลู่ซือถามน้ำเสียงจริงจัง
“เ้าค่ะ” หนิงลู่ซือหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก
“อาอินฟังพี่ใหญ่นะ เมื่อเ้าโตขึ้นเ้าต้องออกเรือน เ้าไม่สามารถอยู่กับพี่ใหญ่ได้ตลอดหรอกนะ เงินนี้พี่ใหญ่จะเก็บไว้ให้เ้า ทุกครั้งที่เราหาเงินมาได้ พี่ใหญ่จะแบ่งออกเป็ 2 ส่วน ของพี่ใหญ่ 1 ส่วน ของเ้า 1 ส่วน แน่นอนว่าส่วนของพี่ใหญ่จะต้องมากกว่าเ้า ฮ่าฮ่า” หนิงลี่อินได้แต่มองพี่สาวตาปริบๆ
“และระหว่างรอจนเ้าถึงวัยปักปิ่น ถ้าเ้าอยากได้อะไรก็มาบอกพี่ใหญ่ พี่ใหญ่จะให้ป้ายนี้กับเ้า เ้าสามารถนำมาถอนเงินที่โรงรับฝากเงินได้เลย” ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะเป็อย่างไร แต่การเตรียมพร้อมมันย่อมดีที่สุด วันข้างหน้านางจะไม่มีวันให้อาอินต้องลำบาก ตอนนี้อาอินอายุ 5 หนาว อีก 10 ปี อาอินจะถึงวัยปักปิ่น อืม ตอนนั้นน้องสาวตัวน้อยของนางก็คงกลายเป็เศรษฐีนีตัวน้อยๆ แล้ว
****************************************