.....
หลังจากตกลงกับก้องเกียรติเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ภาคินก็โทรไปหาผู้ถือหุ้นคนอื่นต่อจนครบทั้ง5คน และคนทั้ง5คนนี้เองที่เป็คนสมรู้ร่วมคิดกับพล โดยพลบอกกับพวกเขาว่าจะแบ่งหุ้นของภูมิออกเป็6ส่วน หลังจากที่แผนการของพวกเขาสำเร็จ
และนี้จึงทำให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆเห็นดีเห็นงามไปด้วย เพราะการที่พวกเขาจะได้หุ้นมาแบบง่ายๆแบบนี้ มันไม่ใช่เื่ที่พวกเขาจะต้องปฏิเสธเลย แล้วอีกอย่างพลในตอนนั้นก็ยังไม่มีอธิพลมากพอ ที่จะกดดันพวกเขาเหมือนอย่างที่ภูมิมี(พลตอนเป็วัยรุ่น)
ดังนั้นพวกเขาทั้ง5คนเลยยอมเข้าร่วมแผนการของพล เพื่อใช้พลเป็เบี้ยแล้วอีกอย่างพลใน่นั้นก็ยังไม่มีหุ้นอยู่ในมือเลย และการที่พลจะได้หุ้นของภูมิไปส่วนหนึ่ง ก็ไม่ใช่เื่ที่พวกเขาจะต้องคิดหนัก ซึ่งถึงยังไงมันก็ไม่เยอะเท่าที่พวกเขามีอยู่ดี ดังนั้นทั้ง6คนจึงตัดสินใจร่วมมือกันอย่างลับๆ และมันก็ลับมากซะจนแม้แต่ภูมิและมาเรียในอดีต ก็ยังไม่เคยรับรู้ถึงเื่ราวพวกนี้เลย
หลังจากผ่านไปอีก1วัน ณ. ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
"ทำไมมันช้าจังว่ะเ้าเด็กนั่น..?"
ก้องเกียรติบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิดและเร่งรีบ ในตอนนี้ทั้งก้องเกียรติและผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีก4คน กำลังนั่งรอภาคิน อยู่ที่ร้านอาหารร้านเดียวกัน แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนนั่งอยู่คนละห้อง เพราะภาคินนัดพวกเขามาคนละเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเจอกันก่อนที่แผนการจะเริ่ม
ในตอนแรกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้ง5คน ต่างก็ไม่อยากจะเชื่อคำพูดของเด็กอายุ10ขวบเท่าไหร่นัก แต่เมื่อพวกเขามองเห็นใบหุ้น ความโลภก็เริ่มเข้ามากัดกินความมีเหตุผล และสติของพวกเขาไปจนหมดสิ้น และเพราะความโลภนี้เอง ที่ทำให้พวกเขายอมทำทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่ไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด
และในครั้งนี้เองก็เช่นกัน ที่พวกมันไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด ถึงแม้พวกมันจะเตรียมเงินสดมาตามข้อตกลงก็จริง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะยอมส่งมอบให้ง่ายๆ
เดิมที่คนพวกนี้ก็เป็บุคคลที่อาศัยอยู่ในแวดวงการสีเทาอยู่แล้ว การที่พวกเขาทั้ง5คน จะสามารถประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ แน่นอนว่ามันจะต้องไม่ใช่แค่ความฉลาดเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะพวกเขาทั้ง5คนนั้นใจกล้า และพร้อมที่จะหักหลังกันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็พี่ เป็น้อง หรือเพื่อนที่สนิทแค่ไหนก็ตาม เนื่องจากในวงการนี้มันไม่มีที่ให้คนอ่อนแอได้ยืน และภูมิก็คือคนอ่อนแอสำหรับวงการนี้ ดังนั้นภูมิจึงไม่รู้ตัวเลยว่าคนที่เขานับถือเป็พี่ เป็เพื่อน เป็น้อง จะหันมาแว้งกัดเขาเหมือนเช่นในวันนี้
….
แต่…คนเหล่านี้ก็คงจะไม่ต่างไปจากภูมิเช่นเดียวกัน เพราะพวกมันก็ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ พวกมันจะโดยหักหลังโดยเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
และที่สำคัญเด็กน้อยที่พวกมันคิดว่าเป็เพียงแค่เหยื่อตัวเล็กๆ อันแสนจะอ่อนแอและหลอกง่ายนั้น กำลังจะเปลี่ยนบทบาทของตัวเองให้กลายมาเป็ผู้ล่า และภาคินก็พร้อมที่จะออกล่าคนเลวพวกนี้แล้ว
โดยการที่ภาคินนัดคนพวกนี้มาแทนที่จะเข้าไปขโมยเงินแบบตรงๆก็เป็เพราะว่า คนพวกนี้ต่างก็เป็ตาเฒ่าเ้าเลห์กันทั้งนั้น ดังนั้นมันจึงเป็เื่ที่ยากมาก ที่คนพวกนี้จะเก็บเงินหรือสิ่งของมีค่าไว้กับตัวหรือใกล้ตัว ดังนั้นภาคินจึงคิดว่า น่าจะล่อให้พวกมันขนเงินก้อนโตที่พวกมันแสนจะหวงห่วงมาเองดีกว่า เพราะมันจะประหยัดทั้งเวลา และง่ายต่อการลงมืออีกด้วย
และแล้วเวลานัดก็มาถึง
ภาคินในร่างชายหนุ่มวัย16-17ปีกำลังนั่งทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย อยู่ในห้องอาหารส่วนตัวห้องหนึ่ง ที่เขาได้สั่งจองเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ และหลังจากที่ทานอาหารเสร็จ ก็ค่อยๆเดินตรงไปยังโทรศัพท์บ้าน ที่ถูกวางเอาไว้บนตู้เล็กๆที่มุมห้อง
(เวลาพระเอกต้องทำเื่อะไรที่เด็ก10ขวบทำไม่ได้ จะปลดปล่อยพลังสนามแม่เหล็กออกมา เพื่อให้กลายร่างเป็ชายหนุ่มอายุ16-17 เพื่อให้ง่ายต่อการทำอะไรหลายๆอย่าง #เหมือนตอนปลดปล่อยพลังเพื่อฆ่าพลครั้งแรก ร่างก็เปลี่ยน)
โทรศัพท์พวกนี้จะมีอยู่ทุกห้องที่เป็ห้องอาหารส่วนตัว และแน่นอนว่าพวกมันสามารถโทรออกได้ ภาคินยกหูฟังขึ้นมาแล้วทำการกดโทรออกไปยังเบอร์ของก้องเกียรติ พร้อมกับแสดงสีหน้าที่เบื่อหน่ายออกมา
ตู๊ด!!... ตู๊ด!!...
"เห้อต้องแสดงละครอีกละ .." ภาคินบ่นออกมาเบาๆ ในขณะที่กำลังรอให้ก้องเกียรติรับสาย
"หลานคินเหรอ...? เมื่อไหร่จะมาถึง ลุงมารอนานแล้วน่ะ!!!" เมื่อก้องเกียรติกดรับสาย เขาก็บ่นออกมาอย่างอารมณ์เสียทันที
"แย่แล้วครับคุณลุง!!!?? ตอนนี้อาพลเขารู้เื่ที่พวกเรากำลังทำแล้ว!! เขารู้แล้วว่าผมและพ่อกำลังจะแอบขายหุ้นให้คุณลุง ตอนนี้อาพลกำลังเดินทางมาที่นี้ ละแล้วเราจะทำยังไงกันดีครับ!!!??"
ภาคินพูดออกด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น พร้อมกับแสดงอาการหายใจเข้าออกอย่างรุนแรง
"วะว่าไงน่ะ!!!?? นี้เขารู้เื่ได้ยังไงกัน? โธ่โว้ยแบบนี้แย่แน่!!!"
ก้องเกียรติรีบตัดสายทิ้งอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้สนใจปลายสายอีกเลย หลังจากที่ก้องเกียรติตัดสายทิ้งไป ภาคินก็รีบเดินออกจากห้องทานอาหารของตัวเอง แล้วรีบเดินตรงไปยังห้องอาหารส่วนตัวของก้องเกียรติอย่างไม่เร่งรีบมากนัก และเมื่อเดินเข้ามาถึงห้องอาหารของก้องเกียรติ เขาก็แผลงฤทธิ์ออกมาทันที เมื่อจู่ๆภาคินก็ปลดปล่อยพลังงานแม่เหล็กระดับสูงออกมาอย่างรุนแรง จนมันครอบคลุมไปทั่วทั้งห้องอย่างรวดเร็ว
"อะอั๊ก!!! อะไรอีกว่ะเนี้ย!!!???"
ก้องเกียรติพูดออกมาด้วยความยากลำบาก เพราะในตอนนี้มันกำลังนอนแผ่ราบกับพื้น โดยที่ไม่สามารถที่ลุกหรือ ขยับตัวได้เลย ตัวของมันเหมือนถูกกดทับด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่น้ำหนักของมันนั้นช่างมากมายมหาศาลยิ่งนัก มันมากมายซะจนทำให้ก้องเกียรติและลูกน้องฝีมือดีของมัน ไม่สามารถขยับตัวได้เลย
ด้านหน้าของก้องเกียรติในตอนนี้คือร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หีรือก็คือภาคินอีกร่างที่มีอายุประมาณ16-18ปี โดยเด็กหนุ่มคนนั้นจ้องมองมาที่มันด้วยใบหน้าที่แสนจะเ็า และไร้ความรู้สึกใดๆ
"คุณกล้าทำเื่แบบนี้แสดงว่าไม่เห็น งูอยู่ในสายตาสินะ!!??"
ภาคินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เ็าและไร้ความรู้สึก ส่วนก้องเกียรติได้ยินคำว่า 'งู' หน้าของมันก็ซีดทันที เพราะคำว่างูนี้คือชื่อลับของพลนั่นเอง และมันก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้จักชื่อลับนี้
"อะอ๊ากกกกก!!!"
ภาคินเริ่มปลดปล่อยพลังงานสนามแม่เหล็กระดับสูงออกมาอีกครั้ง จนทำให้ได้ยินเสียงแตกร้าวของกระดูด ที่ดั่งลั่นออกมาจากภายในตัวของก้องเกียรติอย่างชัดเจน ก้องเกียรติและลูกน้องของมันะโออกมาด้วยความเ็ป
แต่ไม่ว่าพวกมันจะะโเสียงดังแค่ไหน เสียงเ่าั้ก็ไม่ดังพอที่จะเจาะทะลุ กำแพงสนามแม่เหล็กระดับสูงของภาคินออกไปได้ แถมร้านอาหารแห่งนี้ยังเป็ร้านที่เน้นความเป็ส่วนตัวของลูกค้าอีกด้วย ดังนั้นห้องพิเศษแต่ละห้องจึงอยู่ห่างกันมากพอสมควรและเพราะหตุนี้เอง ที่ทำให้ภาคินเลือกร้านอาหารร้านนี้มาอยู่ในแผนการของเขา
"หืม? พวกมันเอาเงินมาจริงๆด้วยแหะ? แต่ก็คงไม่คิดจะส่งให้เราง่ายๆสินะ ถึงได้ซ่อนมือปืนเอาไว้แบบนี้..."
ภาคินเดินเข้าไปที่กระเป๋าใบใหญ่ ที่ข้างในเต็มไปด้วยเงินสดจำนวนมากมาย ที่ไม่สามารถนับได้ด้วยตาเปล่า ถูกบรรจุเอาไว้อย่างมิดชิด ภาคินยื่นมือออกไปแตะที่ถุงขนาดใหญ่ใบนั้นเบาๆ เพียงพระพริบตาถุงใบใหญ่ที่เคยวางอยู่ตรงหน้าก็ถูกดูดเข้าไปในแหวนวงเล็กๆที่ภาคินสวมอยู่อย่างง่ายดาย
หลังจากจัดการชิงเงินจากก้องเกียรติเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภาคินก็ยกมือถือขึ้นมาแล้วโทรไปหาเหยื่อรายที่สองของเขาต่อทันที
"แย่แล้วครับคุณลุง!!!?? ตอนนี้อาพลเขารู้เื่ที่พวกเรากำลังทำแล้ว เขารู้แล้วว่าผมและพ่อกำลังจะแอบขายหุ้นให้คุณลุง!!!"
ภาคินเริ่มโทรไปหาผู้ถือหุ้นทีละคนๆ แล้วทำการฉกงินที่พวกมันนำติดตัวมาด้วยอย่างสบายๆไปจนครบทั้ง5คนใน
ที่สุด
"หึ.. สมน้ำหน้าอยู่ดีๆไม่ชอบ ชอบนักเื่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น" ภาคินบ่นออกมาเบาๆ พร้อมกับรีบเดินทางออกไปจากร้านอาหารอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านไป45นาที...
ภาคินเดินมาถึงห้องเล็กๆที่เขาได้เช่าเอาไว้ มันเป็อพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะ เนื่องจากตอนนี้เขา ไม่สามารถกลับไปยังบ้านของตัวเองได้แล้ว ดังนั้นจึงใช้ที่นี้เป็ที่วาร์ไปกลับระหว่างสองโลกแทน เพราะการวาร์ป แต่ละครั้งมันสดุดตามากเกินไป ดังนั้นมันจึงจำเป็ต้องมีที่ดีๆในการวาร์ปแต่ละครั้งนั่นเอง
"โอเค หวังว่าคงไม่ลืมอะไรนะ.." หลังจากสำรวจของอยู่นาน ภาคินจึงดใช้งานลูกกลมๆสีฟ้าทันที เพราะตอนนี้แผนการของเขาได้จบลงแล้ว
"หึหึ.. เราลองขับรถยนต์พวกนี้ไปแกล้งคนที่ต่างโลกเล่นดีกว่า คงจะสนุกน่าดู"
ภาคินหัวเราะออกมาเบาๆกับความคิดเด็กน้อยของตัวเอง ก่อนที่แสงสว่างจ้าจะส่องสว่างออกมา แล้วค่อยๆกลืนกินร่างของภาคินจนหายไปในที่สุด.