บทที่ 42
เบื้องหลังแผนก SMP
ห้องทำงานของเซเรน โนเรีย
เซเรนกำลังสนทนากับลูก ๆ ผ่านวีดีโอคอล หน้าจอฝั่งซ้ายคือแซนด้าผู้กำลังมีสีหน้าบึ้งตึง ส่วนหน้าจอฝั่งขวาคือเซนที่ทำหน้าไร้อารมณ์
“คุณแม่! แซนด้าไม่ยอมนะคะ นังหุ่นนั่นมันทำงานพลาด ไม่รู้ทำงานประสาอะไรของมัน เราต้องหาตัวใหม่ส่งไปแทนนะคะ ยังไงแซนด้าก็ต้องหาทางเล่นงานนังวิกกี้ให้ได้” แซนด้าโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ
“วิกกี้รู้ตัวแล้วว่ามีคนกำลังสอดแนม แล้วจะยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นเป็นครั้งที่สองอีกได้ยังไง” เซนพูดแย้งพี่สาวเสียงเรียบ
ทั้งที่เป็นพี่น้องฝาแฝดกันแท้ ๆ แต่นิสัยช่างต่างกันเหลือเกิน เซเรนได้แต่คิดในใจขณะพูดออกไปว่า
“ถ้าจะสอดแนมต่อไปจะใช้วิธีเดิมไม่ได้ ต้องหาวิธีใหม่”
ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งได้รับรายงานจากองค์กรลับซึ่งเป็นเจ้าของหุ่น AI ที่เธอว่าจ้างให้ไปสอดแนมวิกกี้ หุ่นได้ทำลายข้อมูลในหน่วยความจำตัวเองทิ้งทั้งหมดตามโปรแกรมป้องกันที่ถูกตั้งไว้ นั่นหมายความว่าแผนการล้มเหลวถูกอีกฝ่ายจับได้ เธอจึงโทรไปแจ้งลูก ๆ
“ทำยังไงคะ” แซนด้ารีบถามอย่างร้อนใจ ลูกสาวเธอคนนี้มักเป็นคนอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจตัวเอง ทำอะไรมักไม่ค่อยคิดไตร่ตรองให้ดีก่อน
“แมลงนาโนดีมั้ยครับ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น น่าจะจับได้ยาก” เซนออกความเห็น ลูกชายคนนี้ของเธอแท้จริงแล้วเป็นคนฉลาดแต่ชอบเก็บงำความสามารถ เธอคิดว่าคงเป็นเพราะนิสัยของแซนด้าที่ทำให้เขารำคาญ เขาจึงเลือกที่จะทำให้พี่สาวตัวเองเข้าใจว่าอีกฝ่ายอยู่เหนือกว่าเขา เพื่อเขาจะได้มีเรื่องน่ารำคาญน้อยลงหน่อย
“ใช้ไม่ได้หรอกเซน ทางนั้นมีม่านพลังป้องกันอยู่ ไม่มีอะไรเล็ดลอดเข้าไปได้เลย คนที่เข้าออกต่างก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดด้วยเหมือนกัน” เซเรนบอกลูกทั้งสอง
“ไอ้โน่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ แล้วจะทำยังไงกันล่ะ! ไม่รู้ยัยนั่นจะป้องกันอะไรกันนักกันหนา กะอีแค่การทดสอบ ไม่ได้ไปขุดหาของมีค่าพันล้านสักหน่อย” แซนด้าโมโหกระฟัดกระเฟียด
“แล้วพี่จะอยากไปทำลายโปรเจครของวิกกี้ทำไมกันนักหนาล่ะ หรือรู้ตัวเองว่าสู้อีกฝ่ายไม่ได้” เซนพูดเหน็บแนมพี่สาวตัวเอง
“ไอ้เซน! รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้แกจะกำแหงกับฉันแล้วไปเข้าข้างนังวิกกี้บ่อยเหลือเกินนะ นังนั่นมันทำอะไรให้แกนึกพิศวาทมันขึ้นมาฮะ!?”
เซนใช้ความเงียบเป็นคำตอบ เขาไม่คิดจะตอบคำถามนี้ของพี่สาวแล้วต้องมานั่งโต้เถียงกันไปมาให้หงุดหงิดน่ารำคาญ
เซเรนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะพูดว่า “อย่ามาทะเลาะกันเองได้มั้ย ตอนนี้แม่มีหลายเรื่องให้เครียดอยู่แล้ว อย่าต้องให้แม่มาเครียดเรื่องพวกลูกเพิ่มอีกเลย โต ๆ กันแล้วไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ”
“ขอโทษครับแม่” เซนพูด ยัยแซนด้าเห็นน้องชายขอโทษผู้เป็นแม่จึงอ้อมแอ้มพูดขอโทษออกไปบ้าง
ในตอนนั้นเองมีคนโทรติดต่อเข้ามาอีกสาย เมื่อเซเรนเห็นชื่อคนโทรเข้าจึงบอกลูก ๆ ว่าเดี๋ยวไว้ค่อยคุยกันใหม่ เรื่องสอดแนมวิกกี้เธอจะหาทางจัดการเองก่อนจะวางสายลูก ๆ ไปแล้วรับสายคนที่โทรเข้ามาใหม่ ภาพของหัวหน้าแผนก SMP ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแทน
“ว่าไงเจซซี่” เซเรนเป็นฝ่ายกล่าวทักทายอีกฝ่ายก่อน
“สวัสดีค่ะคุณเซเรน ดิฉันโทรมาแจ้งว่าโปรเจค ‘ไฮดร้า’ เสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ คุณเซเรนเข้ามาตรวจสอบได้เลยค่ะ”
“ทำไมเร็วนัก ฉันนึกว่าต้องใช้เวลานานกว่านี้เสียอีก”
“คราวก่อนดิฉันได้แจ้งคุณเซเรนว่าได้สำรองข้อมูลของโปรเจคนี้ไว้อีกชุดแล้วก่อนจะทำให้เซิร์ฟเวอร์ล่มไงคะ แล้วตอนนั้นผลการทดลองที่อยู่ในแลปเพิ่งเสร็จยังไม่ได้บันทึกผลลงไป ทำให้เราทำการทดลองต่อไปได้ไม่มีปัญหาอะไร โปรเจคนี้จึงเสร็จตามกำหนดเวลาที่วางไว้ค่ะ”
“แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วใช่มั้ยว่ามันสมบูรณ์พร้อมให้ลูกค้านำไปใช้ได้ผลจริง ๆ”
“แน่ใจค่ะ ดิฉันทำการทดลองซ้ำเป็นสิบรอบค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการทุกอย่าง”
“ดีมาก เดี๋ยวบ่ายนี้ฉันจะเข้าไปตรวจ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ ก็ปิดโปรเจคนี้ได้เลย ฉันจะเตรียมนำไปส่งมอบให้ลูกค้าด้วยตัวเองที่อเมริกา เธอก็ต้องเตรียมตัวไปนำเสนอโปรเจคกับฉันด้วย”
เจซซี่มีสีหน้ากังวล “อยู่ ๆ ให้ดิฉันไปอเมริกากับคุณเซเรน เลดี้ฮันน่าจะไม่สงสัยเอาเหรอคะ”
“เธอก็หางานที่เข้าท่าให้ตัวเองต้องเดินทางไปอเมริกาซะสิ เธอทำงานให้ฉันมากี่ปีแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่น่าต้องให้ฉันบอกนะ เธอเป็นคนฉลาดอยู่แล้วนี่”
เจชชี่ทำงานที่เดอะนอร์มาเกือบ 30 ปีแล้ว ไต่เต้าตั้งแต่เธอยังเป็นแค่นักวิจัยธรรมดาในแผนกสำรวจจนกลายมาเป็นหัวหน้าแผนกที่สำคัญที่สุดของเดอะนอร์ในวันนี้ได้ นอกจากความสามารถของตัวเองแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเซเรนช่วยผลักดันสนับสนุนเธอด้วยเช่นกันจึงทำให้เธอมาถึงจุดนี้ได้
เซเรนสังเกตเห็นสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ของเจซซี่จึงขมวดคิ้วถาม “ทำไม? เธอมีปัญหาอะไร”
“เอ่อ…ดิฉันกำลังคิดเรื่องที่มีคนเคยพยายามขโมยข้อมูลของโปรเจคนี้ไปค่ะ ก่อนหน้านี้คุณเซเรน
บอกว่าทางเราไม่ใช่แค่เจ้าเดียวที่ได้รับโอกาสจากลูกค้าให้ทำโปรเจคนี้ เราต้องแข่งกับเจ้าอื่นอีก และไม่นับรวมพวกที่ชอบเสนอหน้าทำโปรเจคมาเสนอตัดหน้าทั้งที่ไม่ได้รับการว่าจ้าง ดิฉันเกรงว่าต้องมีคนนำเสนอโปรเจคเหมือนกับเราแน่นอน เป็นพวกไหนเราก็ยังไม่รู้”
“หึ…เรื่องนี้มีอะไรให้น่ากังวล” เซเรนแค่นเสียง “พวกมันขโมยข้อมูลไปได้สำเร็จรึเปล่าก็ยังไม่แน่ แต่ถึงจะขโมยไปได้จริง…ของก๊อปปี้จะสู้ของต้นแบบที่สมบูรณ์ได้ยังไง ครั้งก่อนเธอบอกฉันเองนี่ว่าผลการทดลองที่บันทึกลงในไฟล์ข้อมูลส่วนกลางมีผลลวงอยู่ด้วย ถึงพวกมันเอาไปได้จริงก็ใช่ว่าจะทำต่อได้สำเร็จ”
“ถ้าทางนั้นมีคนเก่งจริง ๆ ไม่นานก็ต้องดูออกค่ะ โปรเจคดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว พวกเขาอาจจะนำไปทำต่อจนสำเร็จก็ได้นะคะ”
“ก็ช่างสิ เธอคิดว่าคนอย่างฉันจะยอมให้ถูกตบหน้าได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ ถึงตอนนั้นฉันก็มีวิธีจัดการของฉัน เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่เธอต้องมากังวล หน้าที่เธอแค่ทำตามที่ฉันสั่งอย่างเดียวก็พอ” เซเรนกระชากเสียงพูด
เจซซี่ได้แต่รับคำเสียงเบา “รับทราบค่ะ” ขณะที่เธอคิดว่าบทสนทนาจะจบลง เซเรนก็เอ่ยถามต่อว่า
“อ่อ…อีกเรื่อง ฉันจะถามเธอเรื่องวิกกี้หน่อย เธอน่าจะรู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นอาแท้ ๆ ของวิกกี้ หลานสาวฉันคนนี้ทำงานอยู่ที่แผนกเป็นยังไงบ้าง”
เจซซี่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เธอก็ทำงานเรียบร้อยดีทุกอย่างค่ะ เรียนรู้เร็ว ทำงานเสร็จเร็ว”
“เอาความจริง ไม่ต้องยกยอปอปั้นเพราะคิดว่าเป็นหลานฉันหรอก”
“ดิฉันตอบตามจริง ไม่ได้ยกยอค่ะ วิกกี้เป็นคนเก่งมีความสามารถคนหนึ่งจริง ๆ ค่ะ”
“เฮอะ!” เซเรนแค่นเสียงราวกับคำตอบของเจซซี่ทำให้เธอไม่พอใจ “แล้วพลังความสามารถของเธอล่ะ นอกจากทำร้ายดวงจิตของพวกสัตว์ตามที่เป็นข่าวได้แล้ว เธอยังทำอะไรได้อีกบ้าง”
“ดิฉันทราบแค่นั้นเหมือนกันค่ะ ตอนแรกที่วิกกี้เข้ามาเธอก็บอกดิฉันแค่นั้น แล้วดิฉันก็ยังไม่เคยเห็นเธอใช้พลังความสามารถอย่างอื่นเลยค่ะ” เจซซี่ตอบ เธอเลือกที่จะปิดบังความลับให้วิกกี้ ไม่ใช่เพราะวิกกี้เคยมาขอร้องให้เธอช่วยปิดบังเรื่องพลังพิเศษ แต่เธอกำลังวางเดิมพันบางอย่างอยู่
เซเรนมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ขณะที่เอ่ยสั่งเจซซี่ว่า “ถ้างั้นต่อไปนี้ หลังจากที่วิกกี้กลับมาทำงานต่อ เธอต้องคอยรายงานความเคลื่อนไหวทั้งหมดของวิกกี้ให้ฉันทราบด้วย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เธอรู้ ฉันก็ต้องรู้”
เจซซี่มองสีหน้าหมายมั่นบางอย่างของเซเรนนิ่ง ๆ ขณะตอบรับคำ “ได้ค่ะ”
--------------------