สมรภูมิแดนประจิม
"ที่นี่คือสมรภูมิ?"
อาทรเอ่ยขึ้นหลังจากมองไปรอบ ๆ ในมือยังคงถือปลอกแขนไว้ เขายืนอยู่กลางแอ่งกว้างที่มีเนินดินล้อมรอบ
แท้จริงมันเป็ลานดินดำเปลี่ยวร้างกว้างไกลทางทิศตะวันตกของค่าย ๖๔ มีลมพัดเอื่อยเฉื่อยและกลิ่นอับสาบเน่าเหม็นตลบอบอวน สภาพอากาศย่ำแย่จนทำให้รู้สึกอึดอัด ทั้งหนาวเย็น เงียบสงัด มีเมฆหนาและหมอกควันขมุกขมัวปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดทำให้ทัศนวิสัยเหลือไม่ถึงร้อยเมตร
ภูมิประเทศไม่สม่ำเสมอ มีหลุมบ่อคละขนาดกระจายตัวไปทั่ว มีกระทั้งเนินเล็ก เนินยาว และเนินใหญ่สูงเหนือหัว พื้นดินชุ่มชื้นร่วนซุยทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยซากพืชซากสัตว์ มันเละป่นปี้จนเป็เนื้อเดียวกัน แต่ยังมีกระดูกสัตว์ใหญ่และตอไม้ั์หลงเหลือให้เห็นอยู่ประปราย พอจะคาดเดาได้ว่าที่นี่เคยเป็ป่าใหญ่มาก่อนจะเผชิญภัยพิบัตินับครั้งไม่ถ้วน
“ที่นี่ดูคล้ายกับสนามรบในเกมแนวRTSย้อนยุคเลย”
อาทรยืนมองไปไกลขึ้นแล้วเริ่มครุ่นคิด
“ว่าแต่มีแค่ฉันหรือยังไง แล้วกว่าพันคนที่ถูกส่งมาพร้อมล่ะ? ต้องมีให้เห็นสักคนบ้างสิ!”
“มีใครอยู่ไหม..!”
เขาตัดสินใจสุ่มะโออกไปทิศทางหนึ่ง ไม่รู้เหนือรู้ใต้
“…”
ไม่มีเสียงตอบรับ
“แถวนี้มีใครอยู่ไหม !?”
อาทรสุ่มทิศส่งเสียงอีกครั้ง เพราะคาดว่าอาจมีคนอยู่หลังเนินสูงรอบ ๆ แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ
“…”
“มีใคร… !!”
“เดี่ยวนะ สิ่งที่ฉันถามหาควรจะเป็ภูตผี ต้องโดนมันฆ่าตายเพื่อจะได้ตื่นจากฝัน!”
ลุงอาทรพลันฉุกคิดได้ขณะกำลังจะะโหาคน เขาหน้าตึงตาค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก
“ก่อนอื่นต้องอยู่ที่สูง ผีจะได้มองเห็นได้ง่าย เนินนั่นสูงกำลังดีเลย”
อาทรคิดได้แล้วไม่รีรอ เริ่มเดินขึ้นไปบนเนินใหญ่ที่สูงราวห้าเมตร เขา้าทัศนวิสัยที่กว้างไกลขึ้น จึงสวมปลอกแขนที่แขนขวาเพื่อให้สะดวกในการปีนป่าย จำต้องใช้ทั้งสองมือช่วยตะกุยเพราะสภาพพื้นผิวเป็ดินร่วน แม้จะดูงุ่มง่ามไปบ้าง แต่เขาก็เม้มปากปีนจนถึงยอดเนินดิน ต้องขอบคุณตอไม้เล็ก ๆ สองสามตอ ที่เป็หลักให้ยึดเกาะระหว่างทาง
“มีผีอยู่ไหม !!?”
อาทรที่ยืนอยู่บนเนินสูงเริ่มะโไปรอบ ๆ
“…”
ทว่าไม่มีวี่แววของสิ่งที่เขาถามหา เขากำลังคาดหวังว่าจะมีเสียงหมาหอนก่อนโดนผีเล่นงาน
“ผีอยู่ไหน มาฆ่าผมที !!”
“…”
ลุงอาทระโอีกครั้งพร้อมระบุจุดประสงค์ชัดเจน แต่มันก็ยังจบลงโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าว่าแต่เสียงหมาหอนเลย แม้แต่เสียงลมพัดก็ยังไม่มี
“มันจะเงียบเกินไปแล้ว!”
“ยิ่งอยู่ในฝันนาน ฉันในโลกจริงก็ยิ่งเสี่ยงอันตราย จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้”
“เห้ยไอ้ผี! มาฆ่ากูที!”
อาทรคิดเสร็จจึงะโท้าทายอย่างฉุนเฉียว ตอนนี้เขากลัวตายในโลกจริงยิ่งกว่ากลัวผีในโลกฝันแล้ว เขาเสียแรงเสียเวลาไปเปล่า ๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งกังวลและหงุดหงิดมากขึ้นตามเวลา
“…”
ไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่ามีผี มันทำให้ลุงอาทรออกอาการร้อนรน เห็นได้ชัดจากใบหน้าที่ตึงเครียดและการหันซ้ายหันขวาที่ดูว้าวุ่น สุดท้ายเขาก็กร่นด่าออกไป
“ไอ้เหี้ยผีกูอยู่นี่ มึงจะมาหรือไม่มา!”
“…”
“ไม่มาใช่ไหม? มึงเจอนี่!”
เมื่อผลลัพธืไม่เป็ดั่งใจจึงต้องใช้ไม้ตายก้นหีบ ลุงอาทรยืนกางขาแล้วชูมือขั้นเหนือหัว เขาเริ่มยั่วตีนด้วยการเต้นบั้นเด้าและร้องเพลงไปด้วย
“เด๋อนางเด่อะ เด๋อนางเด่อะ เด๋อนางเด่อะเด๋อเด๋อนางเด่อะ แต๊งแตงแต๊งแต่ง…”
ฉับ!
ขณะลุงอาทรกำลังดีดดิ้นบนเนินห้าเมตร พลันมีพลังงานลึกลับพุงมาปะทะจากด้านหลังโดยที่เขาไม่รู้ตัว มันตัดเข้าที่ไหล่ขวาอย่างฉับพลัน ก่อนจะฉีกแขนเสื้อแล้วพาทั้งแขนและปลอกแขนปลิดปลิวไปด้วยกัน เืเนื้อสาดกระเซ็นเป็ม่านละอองเหมือนถูกกงจักรหมุนปั่นหั่นเฉือน
ฉวากกกก
“อ๊าก !”
คุณลุงร้องลั่นด้วยความเ็ป เห็นแขนขวาลอยคว้างผ่านหน้าไปแวบ ๆ ก่อนจะหายวับเข้าหมอกหนา ขณะที่ตัวเขาถูกแรงเฉือนผลักจนพุ่งไปไกลยี่สิบเมตร ก่อนจะตกกระแทกพื้นเต็มแรง
ตุบ “อัก”
คลุก คลุก คลุก คลุก
เขากลิ้งกระเด้งไปสี่ตลบจนจบที่นอนแผ่หลา หัวจรดเท้าเต็มไปด้วยคราบเืและเศษดินอินทรีย์ หมวกหลุดหล่นหาย เสื้อผ้าขาดวิ่นไปทั้งครึ่งขวา แทบสิ้นสภาพความเป็มนุษย์ แลดูน่าเวทนายิ่งกว่าหมาข้างถนน
“อุ อุ”
ลุงอาทรอยู่ในอาการใ เขานอนตัวขดตัวแข็ง มือเท้าเกร็ง ปากอ้าตาค้าง ส่งเสียงอึก ๆ อัก ๆ ออกมาโดยไม่ตั้งใจ เพราะอาการจุกและหายใจไม่ออก
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก อุกอาจจนความรู้สึกประเดประดาเข้ามาไม่ทัน มันจึงต่อคิวทรมานคุณลุงด้วยความรุนแรงที่มากกว่าปกติ ทันทีที่อะดรีนาลีนค่อย ๆ ลดลง
เปิดด้วยความเ็ปจากแผลฉกรรจ์ที่ไหล่ขวา ต่อมาก็หายใจไม่ออกเพราะจุกอกและลิ้นปี่จากการกระแทกพื้น แถมหัวยังมึนตื้อได้ยินแต่เสียงชีพจรดังตึบตับ สุดท้ายก็แทบอวกเพราะกลิ่นคาวเืและเศษดินอินทรีย์เน่า ทุกความรู้สึกผสมปนเปมั่วไปหมด มันเป็ที่สุดของความทรมาน หนักหนาถึงขั้นน้ำตาไหลออกมาเอง อธิบายว่าทรมานปานจะขาดใจก็ไม่เกินจริง
“ทรมานชิบหาย ความรู้สึกพวกนี้มันจะเหมือนจริงเกินไปแล้ว …มันคือฝันจริง ๆ ใช่ไหม!?”
ทันทีที่อาทรกลับมามีสติิ ก็เริ่มสงสัยแล้วว่านี่คือความฝันหรือความจริงกันแน่
"ฮึก!"
"ฮะ อะ.."
อาทรที่ปากอ้าตาค้างพยายามสูดหายใจตามสัญชาตญาณ จะะโเพื่อปลดปล่อยความทรมานก็ทำไม่ได้
"ฮึก!"
"ฮะ.!"
"ฮึก อะ.."
ดูเหมือนการหายใจจะกลายเป็สิ่งที่ทำได้แค่ในความคิด เขาพยายามฮุบเอาอากาศอยู่หลายครั้งแต่กลับล้มเหลวทั้งหมด ทุกความทรมานทำอาเขาตัวขดตัวงออยู่ที่พื้น
"ฮึก อะ.."
“ขนาดนี้แล้วยังไม่ตื่นอีกเหรอ? จะตายอยู่แล้ว!”
อาทรคิดไปใบหน้าเริ่มถอดสี เขาแทบจะทนพิษาแไม่ไหวแล้ว มึนหัว เ็ป เหม็น จุก หายใจไม่ออก พอรวมกันแล้วมันคือความทรมานที่สุดในชีวิต
“ให้ตายเถอะ เกือบลืมไปแล้วว่านี่คือความฝัน …ต้องปล่อยจอยสิถึงจะถูก!”
ในขณะทรมานจนแทบสิ้นสติ เขาก็ฉุกคิดได้ก็ยอมแพ้ต่อชีวิตทันที ในหัวมีแค่ความว่างเปล่า ล้มเลิกที่จะพยายามหายใจ
“เฮว้อ… !!”
“แค่กๆ”
วินาทีต่อมาอาทรพลันตัวกระตุกขึ้นมานั่งเหยีดขาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ อยู่ ๆ ร่างกายก็ฮุบเอาอากาศเข้าปอดได้เองก่อนจะสำลักเศษดินออกมา สุดท้ายเขารอดตายแต่ใบหน้ากลับยู่ยี่ ดูไม่ออกว่าเขากำลำงผวา เครียด เ็ป ดีใจหรือเสียใจ
“ยังไม่ตาย!”
กรอด ตึก ตึก ตึก
“แม่งเอ้ย! ทำไมไม่เอาให้ตาย ๆ ไปเลยวะ ไอ้ผีสวะ!!”
อาทรกัดฟันกลั้นน้ำตาพลางทุบดินด้วยกำปั้นซ้าย ก่อนจะหันไปด่าผีอย่างเกรี้ยวกราด
ฟุบ
ในตอนนั้นเอง พลันมีหญิงโค้ทดำะโมาจากเนินไกลอย่างเร่งรีบ นางกลายเป็เงาลอยข้ามอาทรไปก่อนจะร่อนลงเนินสามเมตรข้างหน้าเขา
“เ้าโดนลูกหลงจากผีที่ข้าไล่ เสร็จศึกข้าจักจ่ายเบี้ยรักษาให้”
นางหันมาพูดต่ออาทรด้วยน้ำเสียงสตรีองอาจ พลางจ้องเขม็งคล้ายกำลังจดจำรูปพรรณสัณฐาน
หญิงสาวอายุราวยี่สิบปลาย ๆ รูปร่างหน้าตาสวยแกร่ง ดูโดดเด่นเช่นเทพีแห่งา หุ่นลีนสูงร้อยแปดสิบเซนฯ ผิวเป็สีน้ำผึ้งใส ผมสีดำเงาตัดทรงบ๊อบเทขวา เผยใบหน้าสวยสะบัดดุดัน มีจมูกโดดเด่นเป็เส้นสัน คิ้วและกรอบตาโฉบเฉี่ยวเรียวคม เติมเต็มด้วยปากสีชมพูดูอิ่มและม่านตาสีแดงทรงเสน่ห์
นางอยู่ในชุดเครื่องแบบที่แอบอินดี้ โค้ทดำตัวดีมีขนสัตว์สีขาวนุ่มฟูอยู่ที่คอ ทว่ามันดูล้นจนเหมือนแบกแกะมาทั้งตัว ปลายแขนติดยศจ่าสิบโท คือสองบั้งทองยองสามเหลี่ยมสีเดียวกัน ส่วนหัวไม่ใส่หมวก ส่วนอกปกปิดมิดชิดด้วยเสื้อหนังสัตว์สีเหลืองสดใส เสริมหนังกลับสีน้ำตาลที่ด้านข้าง ส่วนที่เผยเนื้อหนังมีเพียงหน้าท้องที่เป็ผ้าตาข่ายซีทรู ต่อด้วยกางเกงขาสั้นและถุงน่องสีดำ สองเท้าสวมบูท มือขวาถือง้าวสั้นสีดำด้าน ใบมีดโค้งยาวเจ็ดสิบเิเ มีหยักแหลมที่สันบน ส่วนด้ามยาวเท่าใบ
“แขนเ้าตกอยู่ห้าสิบเมตรข้างหน้า คราไปเก็บจงระวังให้ดี ผีพุ่งไต้ระดับสามกำลังไปทางนั้น”
หญิงสาวพูดจบพลันกระโจนสู่เนินดินถัดไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายลับไปในสายหมอก มาเร็วไปเร็ว ไม่ถามชื่อไม่บอกแซ่
“!! เธอคนนี้กำลังไล่ตามผีตัวเมื่อกี้ ดูแล้วเก่งเอาเื่ …ต้องรีบตามไปก่อนที่นางจะฆ่ามันทิ้ง!”
กรอด
“ฮึบ”
อาทรฉุกคิดขึ้นได้ พลันกัดฟันดันตัวตั้งขึ้นด้วยแขนข้างเดียวอย่างทุลักทุเล พลางสั่นสู้กับความทรมานไปด้วย ก่อนจะพบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ล้มลงเพราะกล้ามเนื้อไม่มีแรงพอพยุงตัว
ตุบ
“จะตายทั้งทีทำไมมันยากเย็นจังวะ! ทำไมฉันต้องมาทนกับอะไรแบบนี้ด้วย? จะฆ่าตัวตายก็ไม่กล้าพอ ถ้านอนเฉย ๆ แล้วตายไวขึ้นฉันจะไม่ฝืนเลย…”
อาทรเริ่มตัดพ้อต่อชีวิต เขารู้สึกล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ ร่างกายกลับสู่สภาพนอนแผ่หลาเหม่อมองฟ้า สีหน้าทุกข์แขนขาสั่นเทา เริ่มรู้สึกว่าอากาศหนาวเย็นผิดปกติ
“อ้าาา!!”
“สู้เขา เ้าร่างกาย!”
อยู่ ๆ อาทรก็ะโขึ้นพร้อมพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง เขาทำเหมือนตัวละครขี้โวยวายในอนิเมะ เพราะคิดว่ามันอาจจะช่วยได้บ้างในโลกความฝันนี้ ความคิดบ้า ๆ แบบนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขาได้อย่างไรก็ไม่รู้
กรอด
“!?”
วินาทีต่อมาคุณลุงก็กัดฟันยันร่างขึ้นอย่างยากลำบาก แน่นอนว่าเขากำลังต่อสู้กับอาการด้านลบไปด้วย แต่ครั้งนี้ไม่รู้แขนขาที่สั่นเทามันเอาแรงมาจากไหน อยู่ ๆ เขาก็เปลี่ยนเป็นั่งท่ากบได้สำเร็จอย่างงง ๆ แม้จะดูทุลักทุเลไปบ้าง แต่ได้ก็คือได้
“บ้าไปแล้ว !! การออกแรงพร้ะเบ็งเสียงนั้นได้ผล มันเป็กลไกของโลกความฝันนี้ใช่ไหม?”
“ถ้าเดาไม่ผิด มันคงเหมือนกับตอนที่หายใจไม่ออก ตอนนั้นฉันเด้งสู้ก่อนจะปล่อยจอย แต่จู่ ๆ ร่างกายกลับหายใจเองได้เฉย! ขอแค่มีเจตจำนงแรงกล้า อาจจะช้าหน่อยแต่ฝันจะตอบสนองสิ่งที่้าเอง!”
ดูเหมือนเขาจะคาดเดากลไกของความฝันนี้ได้แล้วจริง ๆ
“อ่ะ!”
ฟุบ
อาทรที่กล้ำกลืนฝืนทนความทรมานปานจะขาดใจ พลันออกเสียงสั้น ๆ พร้อมดีดตัวขึ้นยืนได้สำเร็จอย่างงง ๆ เขาไม่เข้าใจแต่ก็พอจะนึกอะไรออกแล้ว
“!!”
“เสื้อผ้าตรงนั้นดูเข้าที ไร้ระดับแต่นับว่าเป็ของดีเช่นกัน”
เป็หน้าแหลม ๆ เสียงเล็ก ๆ ของเด็กผมจุกที่ผุดขึ้นมาในหัวลุงอาทร
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มึงนี่เอง! ทั้งพยุงชีพและเสริมกำลังล้วนไม่ใช่กลไกความฝันอะไรทั้งนั้น !!”
ลุงอาทรไม่รู้จะกล่าวโทษหรือขอบคุณดี เขายืนหัวเราะทั้งน้ำตาเพื่อฉลองให้กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ของตัวเอง ก่อนจะเดินโซซัดโซเซออกไปพร้อมกับเืที่ไหลหยดตลอดทาง
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ”
เขายังคงเดินไปหัวเราะไป อยู่ในสภาพที่ใครเห็นก็ว่าบ้า ใครผ่านมาก็ว่าสมเพช
“อ๊าา! เร็วขึ้นอีกตัวข้า จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!”
อยู่ๆเขาก็พูดกับตัวเอง อาจดูเหมือนบ้า ทว่ามีเป้าหมายชัดเจน นั่นคือการรีดเค้นศักภาพของชุดโค้ทดำ
“ไปให้ถึงจุดที่แขนตก แล้วรีบตายก่อนที่จะสายไป!”
ครู่ต่อมา ณ พื้นที่หนึ่งในสมรภูมิทิศตะวันตก ห่างจากจุดหมายแปดสิบเมตร
ท่ามกลางหมอกหนา จุดที่ควรมีแค่ซากพืชซากสัตว์บนพื้นเน่าเหม็น และพื้นดินอับชื้นที่เป็หลุมเป็เนิน กลับปรากฏเงาตะคุ่ม ๆ ของชายหัวเกรียนแขนด้วน ในชุดขาดรุ่งริ่งครึ่งตัว
กรอด
ครืด ตึก
แท้จริงเป็อาทรที่กำลังกำหมัดกัดฟันเดินในสภาพอิดโรย เซซ้ายเซขวาลากขาเหมือนหมาเจ็บ ออกตามหาแขนที่หายไป
ครืด ตึก
“เร็วกว่านี้! ต้องเร็วกว่านี้! อ้าาาา!!”
อาทรปลุกเร้าตัวเอง ใบหน้าเขายู่ยี่และซีดเซียว ทั้งร่างสั่นเทิ้ม ทุกก้าวย่างล้วนยากลำบาก เชื่องช้ายิ่งกว่าเดินจงกรม
สภาพน่าเวทนา ทว่าแววตายังดูมุ่งมั่น
ครืด ตึก
“ไม่ได้ดีขึ้นเลย”
อาทรพยายามเร่งผีเท้า ใช้งานชุดเครื่องแบบทหารโค้ทดำจนถึงขีดจำกัด ทว่าสภาพร่างกายของเขานั้นเข้าขั้นวิกฤติไปนานแล้ว ผลลัพธ์จึงไม่ต่างจากเดิม คือเดินเชื่องช้าและสะเปะสะปะ เหมือนไร้ทิศทางแต่ยังไม่หลงทาง
ลำพังตัวเขาจำไม่ได้หรอกว่าแขนขวาลอยหายไปทางไหน ทว่าโชคดีที่ได้จ่าสิบโทนิรนามช่วยบอกทาง
ครืด ตึก
โชคร้ายที่ตอนนี้อะดรีนาลีนได้หมดลงแล้ว และความทรมานทั้งหมดไม่ได้หายไปไหน ซ้ำมีแต่จะอาการหนักกว่าเดิม สิ่งที่ทุเลาลงมีเพียงอาการจุกเท่านั้น นั่นทำให้ความรู้สึกที่เหลืออยู่ชัดเจนแจ่มแจ้ง และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น มันมากเสียจนชายคนหนึ่งต้องกรีดร้องสุดเสียง เพราะเ็ปทุกย่างก้าว
"อ้ากกก!"
กึก
“อ้ากกกก! อ้ากกกก!!”
อาทรตะหยุดเดินแล้วยืนะโดังลั่น เขาตัวงุ้มงอเหมือนไก่โก่งคอขัน ร้องจ้าอย่างเ็ป เนื้อเสียงเต็มไปด้วยความทุกข์ตรม แน่นอนว่าเขาไปต่อไม่ไหวแล้วและกำลังจะช็อก ทรมานปานจะขาดใจตายของจริง
“ทำไมไม่ตาย ๆ ไปสักทีวะ!”
อาทรบ่นอุบพลางมองไม่ที่ไหล่ขวาของตัวเอง มันเป็แผลฉกรรจ์ที่เขาจงใจไม่แตะต้อง เหตุผลเพื่อปล่อยให้เืไหลไปเรื่อย ๆ จนเขาตายลง เขาจึงอยู่ในอาการใกล้สิ้นสติเพราะเสียเืมานานแล้ว หายใจรวยรินแต่ก็ยังไม่ตายสักที
“หาโดดเนินฆ่าตัวตายแถวนี้ดีไหม อดทนรอให้ผีฆ่าไม่ไหวแล้ว”
อาทรคิดได้ขณะเหลือบไปเห็นเนินสูงเป็สิบเมตร เขาเริ่มมีความกล้าที่จะฆ่าตัวตาย แรงบัลดาลใจล้วนมาจากความทรมานที่รุมเร้า
“เดี๋ยวก่อน! ถ้าชุดบ้านี่่มันช่วยพยุงชีพและเสริมกำลังได้จริง ๆ ฉันจะตายไหมถ้าถอดมันออก?”
เขาฉุกคิดขึ้นได้ก็หยุดยืนอยู่ริมเนิน พลางหันกลับมามองเสื้อโค้ทที่ครึ่งขวาขาดรุ่งริ่ง
“เริ่มจากถอดเสื้อโค้ทก่อน ถอด!”
อาทรกระทำตามการตัดสินใจ มือซ้ายจับไปที่คอเสื้อ ก่อนจะใช้ความสามารถของมันเพื่อถอดมันออกจากร่าง แล้วปล่อยทิ้งพื้นฝั่งซ้าย
ฟุบ
ตึก ตุบ
ทว่าไม่ใช่แค่เสื้อโค้ทที่ร่วงหล่น แต่รวมถึงคนด้วย เขาเข่าทรุดแล้วล้มหน้าฟาดพื้นทันทีที่เสื้อหลุดออกจากมือ
“อ้ากกกกกกกกก!”
อาทรนอนกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปทรมานที่สุดในชีวิต ร้องออกมาจนหมดลม ก่อนที่ลมหายใจจะเริ่มติดขัด ร่างกายตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ทุกระบบกำลังล้มเหลว ทั้งร่างแข็งเกร็ง ผิวซีดและเย็นลง ใบหน้าแข็งตึง สายตาเลื่อนลอย
เขายังมีสติ แต่ไม่มีทั้งอะดรีนาลีนและชุดเครื่องแบบช่วยบรรเทาความรู้สึก ความทรมานจึงหนักหนาเกินจินตนาการ ทรมานเกินกว่าคนคนหนึ่งจะทนรับไหว
“!! ใส่เสื้อ! ใส่เสื้อเดี๋ยวนี้! …ที่แท้ชุดโค้ทบ้านี่มันช่วยลดความทรมาณได้ระดับหนึ่งเลย!!”
อาทรที่นอนคว่ำอยู่ริมเนิน หน้าแนบพื้นค่อย ๆ หันไปหาเสื้อโค้ทที่ตกอยู่แถวเอวซ้าย ก่อนจะเค้นแรงเฮือกสุดท้ายไปที่แขน พยายามเอื้อมมือสั่น ๆ ไปหยิบเสื้อตัวนั้นอย่างยากลำบาก มันอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่เหมือนอยู่ไกลเป็กิโลฯ ทำเอาเขารู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไป
“ไม่คิดว่าความตายในฝันมันจะทรมานขนาดนี้ ไม่น่าถอดมันออกเลย รู้งี้ยอมเลื่อนการตื่นออกไป แล้วทำให้ทรมานน้อยลงยังจะดีกว่า”
ตอนนี้สิ่งที่เขากลัวที่าสุดได้เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่การตายในชีวิตจริง หากแต่เป็ความทรมานในความฝัน สุดท้ายจึงเลือกที่จะรักษาชีวิตปลอม ๆ นี้ไว้
“จะถึงแล้ว อีกนิดเดียว”
ตุบ
ไม่ทันได้แตะเสื้อโค้ท ขณะที่อาทรเอื้อมมือไปอยู่เหนือปลายแขนเสื้อโค้ท แขนเขาพลันตกลงพื้นเสียก่อน หมดสิ้นทั้งเรี่ยวแรง สติ และลมหายใจ
เขาได้ตายไปจริง ๆ เป็ไปตามปณิธานแรกเริ่ม