บทที่ 17 เข้าออกตำหนักผู้สำเร็จราชการแทนได้ตามใจ
“ไม่เอาน้า!” หัวใจของอวิ๋นอินอินเย็นวาบไปหมดแล้ว “เสด็จอา ขอทรงโปรดไว้ชีวิตข้าเถิดเพคะ วันหลังข้าจะไม่ขี่สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของท่านอีกแล้ว ไม่ วันหลังข้าไม่กล้ามารบกวนท่านอีกแล้ว…”
แต่คำตอบที่อวิ๋นอินอินได้รับ คือแผ่นหลังที่มั่นคงและเ็าของเซวียนเหยียนฟู่
‘จบแล้ว… ครั้งนี้ข้าต้องตายแน่ ๆ…’
แก้แค้นอะไรกัน เปิดร้านอะไรกัน เศรษฐินีอะไรกัน ทุกสิ่งล้วนกลายเป็ฟองไปในเสี้ยวพริบตา จากที่คิดว่าจะอาศัยขาทองคำท่อนใหญ่นี้ ทุกสิ่งก็จะสมปรารถนา คิดไม่ถึงว่าจะถูกขาทองคำบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่ิญญา
เซวียนเหยียนฟู่มองอวิ๋นอินอินที่ใบหน้าซีดเทา อาต้าก็กัดฟันไล่ตามเซวียนเหยียนฟู่ไปจนทัน
“นายท่าน เป็กระหม่อมเองที่ให้องค์หญิงเก้าขึ้นไปขี่บนตัวเยว่หยา หากพระองค์จะทรงลงโทษก็ลงโทษกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ นางตั้งใจมาขอความคุ้มครองจากพระองค์ ยามนี้กลับจะถูกคุมขังในคุกมืด โหดร้ายเกินไปแล้ว…”
คำพูดของอาต้าชะงักลงในยามที่เซวียนเหยียนฟู่หยุดฝีเท้า
เซวียนเหยียนฟู่มองอาต้านิ่ง ในดวงตาที่ลึกซึ้งแฝงไปด้วยความหงุดหงิด กล่าวเสียงเย็นว่า “ข้าได้พูดว่าจะขังนางเข้าคุกมืดหรือ?”
“หา?” อาต้าตะลึงไป จากนั้นยิ้มอย่างกระดากอาย “เป็ข้าที่เข้าใจผิดไป เช่นนั้นองค์หญิงเก้าล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“ในเมื่อเยว่หยาอยากอยู่กับนาง เช่นนั้นก็ให้นางดูแลเยว่หยาแล้วกัน”
อาต้ามองดูแผ่นหลังเหยียดตรงที่สง่างามอย่างเป็ธรรมชาติของนายท่าน กว่าอาต้าจะได้สติกลับมาจากความตกตะลึงก็เป็เวลานาน
นี่นายท่านจะทรง ช่วยองค์หญิงเก้า?
เมื่อคิดถึงองค์หญิงเก้าที่กำลังหน้าอมทุกข์ อาต้าก็รีบวิ่งกลับไป
“เสด็จอาให้ข้าดูแลเยว่หยา?” อวิ๋นอินอินเบิกตาโต ทั้งใทั้งตื่นเต้น “นั่นหมายความว่า วันหลังข้าสามารถมาที่ตำหนักเซ่อเจิ้งหวางได้ทุกเวลาใช่หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เย่!” อวิ๋นอินอินมีความสุขจนแทบจะะโตัวลอย นางกอดเยว่หยาอย่างแรง บีบใบหน้าใหญ่โตเหมือนอ่างล้างหน้าของมัน พูดด้วยน้ำเสียงมีความสุขว่า “เยว่หยา เ้าเป็ดาวนำโชคของข้าจริง ๆ ข้าชอบเ้ามาก ๆ ๆ…”
เยว่หยาที่ถูกขยุ้มจนใบหน้ายุ่งเหยิงยังไม่กล้าขยับ รอจนอวิ๋นอินอินปล่อยมือ มันจึงรีบไปสะบัดหัวไปด้านข้าง ผ่อนคลายใบหน้าของตนที่ถูกบีบจนย่น
อาต้าเหลือบมองเยว่หยาอย่างเห็นใจ เป็เ้านายผู้น่าเกรงขามไม่ดีหรืออย่างไร? กลับจะหาท่านย่ามาให้ตนกลายเป็หลานชายอย่างนี้
“ไป ไปคุกมืด”
เห็นเยว่หยายืนนิ่งไม่ยอมขยับ อาต้าหัวเราะเบา ๆ “หากยังไม่ไปอีก ก็จะไม่ใช่แค่อยู่ในคุกมืดแล้วนะ”
เยว่หยาส่งเสียงคำรามอย่างไม่พอใจ จากนั้นเดินตามอาต้าไปอย่างว่าง่ายดุจแมวน้อย
อวิ๋นอินอินโบกมือให้เยว่หยา หยิบกล่องข้าวของตนขึ้นมาอย่างยิ้มแย้ม จากนั้นหันศีรษะกลับตำหนักเย็นไป
อารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ นี้ เหมือนกับนั่งรถไฟเหาะไม่มีผิด!
ตลอดทาง อวิ๋นอินอินมีความสุข ฮัมเพลงไม่หยุด แม้จะยังไม่ได้เกาะขาทองคำอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็ได้เข้าไปพิงอยู่ข้างขาเส็จอาแล้ว
กลับมาถึงตำหนักเย็น เด็กสาวก็ดึงพระมเหสีจิ่งที่มีสีหน้าเป็ห่วงเข้าไปในห้องชั้นใน หยิบซาลาเปาออกมาวางลงบนมือของมารดา กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “เสด็จแม่เพคะ เสด็จอาอนุญาตให้ข้าเข้าออกตำหนักเซ่อเจิ้งหวางแล้วเพคะ พระองค์ยังให้ข้ากินข้าวเช้าที่นั่นด้วย ท่านดูสิเพคะ นี่ก็คือซาลาเปาที่ข้านำกลับมา”
“อินอิน เ้าคงมิได้หลอกข้ากระมัง?” พระมเหสีจิ่งถือซาลาเปาไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เป็ความจริงเพคะเสด็จแม่” อวิ๋นอินอินกุมมือของพระมเหสีจิ่งไว้ จินตนาการถึงอนาคตอย่างมีความสุข “หากสานความสัมพันธ์กับเสด็จอา ขอเพียงข้ารอบคอบระมัดระวัง สนมเหมยนางก็ไม่อาจทำอันใดข้าได้อีก หากข้าพยายามขึ้นอีกหน่อย ทำให้เสด็จอาทรงพอพระทัย คงสามารถขอให้เสด็จอาช่วยท่านออกจากตำหนักเย็นได้ แล้วพวกเราค่อยล้มสนมเหมย วันเวลาดี ๆ ของพวกเราก็จะมาถึงแล้วเพคะ”
พระมเหสีจิ่งที่ถูกความสุขของอินอินแพร่ใส่ ก็อดยกยิ้มมุมปากขึ้นไม่ได้ แต่ก็ยังรู้สึกกังวลอยู่
“อินอิน เ้าทำสิ่งใดไป? จึงทำให้เสด็จอาของเ้าอนุญาตให้เข้าออกตำหนักเซ่อเจิ้งหวางได้?”
“ข้ามอบขนมที่ทำด้วยตนเองให้เสด็จอาเพคะ”
อวิ๋นอินอินเล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นั้แ่เมื่อคืนจนถึงเช้าวันนี้ให้พระมเหสีจิ่งฟัง เว้นแต่เื่ถูกทุบตีและเื่ของเสือขาว
“เป็เพราะถูกเ้าทำให้ผู้สำเร็จราชการแทนตื้นตัน และบังเอิญชอบกินขนมที่เ้าทำ?”
“เื่นี้ ควรพูดว่าข้าบังเอิญไปถูกตาของท่านอาเข้าพอดี ไม่เช่นนั้นผู้ที่เอาใจเขามีตั้งมาก เหตุใดจึงเป็ข้าที่ทำสำเร็จได้เล่าเพคะ?” อวิ๋นอินอินหมุนกายไปเทน้ำชาให้พระมเหสีจิ่ง จากนั้นก็ปลอบใจต่อว่า “ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใด แต่ยามนี้ข้าสามารถสานสัมพันธ์กับเสด็จอาได้ก็เป็เื่จริงเพคะ”
พระมเหสีจิ่งพยักหน้า ความกังวลก่อนหน้านี้คลี่คลายไปไม่น้อย
“เสด็จแม่ ข้าง่วงแล้วเพคะ”
“ไม่ได้นอนมาทั้งคืน ต้องง่วงแน่สิ เร็ว เ้ารีบไปนอนเถิด”
อวิ๋นอินอินถอดเสื้อชั้นนอกและรองเท้าขึ้นเตียง เนื่องจากนางง่วงจริง ๆ ทันทีที่หลับตาลง เด็กสาวก็หลับไปทันที พระมเหสีจิ่งลูบใบหน้าที่หลับสนิทของนาง จากนั้นหมุนกายเดินออกไป
การนอนในครั้งนี้ อวิ๋นอินอินหลับไปจนถึงยามเย็น แต่เป็เพราะความหิวจึงได้ตื่นขึ้นมา
เมื่อออกมาดู วันนี้คนที่มาส่งข้าวยังมาไม่ถึง อวิ๋นอินอินอดกลั้นความหิวนั่งรออยู่ตรงนั้น แต่รอจนฟ้ามืดแล้วก็ยังไม่เห็นคนส่งข้าวมา ตอนนี้อวิ๋นอินอินจึงเข้าใจแล้วว่า น่าจะเป็พวกอวิ๋นพิ่นถิงเล่นลูกไม้เป็แน่
“เสด็จแม่เพคะ ข้าจะไปดูว่าเหตุใดผู้ที่มาส่งข้าวเย็นในวันนี้จึงยังไม่มานะเพคะ”
“เ้ารออีกครู่เถิด บางทีอาจเพราะกำลังยุ่งอยู่”
ขันทีน้อยที่ทำหน้าที่แค่ส่งข้าวจะยุ่งได้สักเท่าใด? คงไม่เต็มใจจะมาส่งมากกว่า เด็กสาวแค่นเสียงเย็น ยิ้มแล้วพูดกับพระมเหสีจิ่ง จากนั้นก้าวเท้าออกจากตำหนักเย็นไปทันที
นางเดินไปที่ตำหนักเล็ก ๆ แห่งหนึ่งข้างตำหนักเย็นที่ทำหน้าที่ดูแลตำหนักเย็นโดยเฉพาะ ยืนอยู่หน้าประตูฟังเสียงหัวเราะพูดคุยด้านใน สีหน้าของอวิ๋นอินอินก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึม ยกเท้าถีบประตูให้เปิดออก ขันทีสิบกว่าคนที่กำลังนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวอยู่ภายใน พากันเงยหน้าขึ้นมองมาที่ประตู
ขันทีที่ดูค่อนข้างจะมีอายุมากกว่าคนอื่นจีบคอร้องะโ “สาวใช้ตัวเหม็นจากที่ใดกัน กล้ามาหาเื่ในอาณาเขตของข้า เ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่!”
“ขันทีหลี่ ดูเหมือนจะเป็องค์หญิงเก้าขอรับ” ขันทีน้อยคนหนึ่งตาแหลมจำอวิ๋นอินอินได้ รีบดึงแขนเสื้อของขันทีใหญ่ผู้นั้นแล้วบอกกล่าว
“องค์หญิงเก้า?” แม้ปากของขันทีหลี่จะพูดอย่างประหลาดใจ แต่บนใบหน้ากลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย กระทั่งในดวงตายังมีความเยาะหยันอยู่เล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็องค์หญิง แม้ในใจจะดูถูกนาง ก็ยังต้องลุกขึ้นเดินเข้าไปต้อนรับ “ไอ้หยา องค์หญิงเก้า เหตุใดจึงทรงมาสถานที่เช่นนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นอินอินเหยียดมองขันทีเฒ่าผู็นี้ด้วยสายตาเ็า เดินไปที่โต๊ะอาหาร กล่าวว่า “จะรอให้ข้าหิวตายอยู่ในตำหนักเย็นหรือ?”
“ไอ้หยา องค์หญิงเก้า เหตุใดจึงทรงตรัสเช่นนี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ? อาหารค่ำนั้นบ่าวล้วนจัดเตรียมเรียบร้อย ให้คนส่งไปให้พระองค์ตามเวลาแล้ว นี่ขันทีน้อยสับสน ส่งไปผิดที่แล้วหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เห็นขันทีเฒ่าพูดอ้างเื่ไร้สาระได้เต็มปาก อวิ๋นอินอินก็โมโหจนหัวเราะออกมา
เ้าเฒ่าคนนี้ ยังคิดว่าตัวนางเป็องค์หญิงปัญญาอ่อนในอดีตสินะ
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ อย่างนั้นก็ให้ขันทีน้อยที่ส่งอาหารให้ข้าในคืนนี้มาที่นี่เสีย ข้าจะถามด้วยตนเองดูว่าอาหารที่เขาให้ข้า นำไปมอบให้ผู้ใดแล้ว?” กล่าวจบ อวิ๋นอินอินยกกระโปรงขึ้นนั่งลง หมุนกายหันไปถามเหล่าขันทีที่ยืนเรียงเป็แถวว่า “คืนนี้ผู้ที่ส่งข้าวให้ข้า เป็หนึ่งในพวกเ้าหรือไม่?”
ขันทีน้อยพวกนั้นเ้ามองนาง นางจ้องมองพวกเขา สุดท้ายพากันมองไปที่ขันทีหลี่ผู้นั้น จากนั้นภายใต้การส่ายหัวของขันทีหลี่ เหล่าขันทีก็พากันก้มหัวลง แกล้งทำเป็เป็ใบ้หูหนวก ไม่ตอบคำถามของอวิ๋นอินอิน
“องค์หญิงเก้า ขันทีน้อยที่ส่งข้าวให้พระองค์ยามนี้ยังไม่กลับมาพ่ะย่ะค่ะ ไม่เช่นนั้นท่านทรงกลับไปก่อน รอจนเขากลับมาแล้ว ข้าจะนำตัวเขาไปให้พระองค์”
อวิ๋นอินอินมองขันทีเฒ่าข้างกายที่ก้มหัวค้อมเอวแต่ไม่มีท่าทีของความเคารพแม้แต่น้อย ก็พลันโกรธเกรี้ยว หยิบจานขึ้นมา ทุบลงบนหัวของอีกฝ่ายดังปึก