เศษศพของเหล่าอสูรและนักรบต้องสาปกระจัดกระจายเต็มลานศึก
กล้า ทศพล ออรพิณ และชาลี ยืนหอบหายใจ เหงื่อไหลทะลัก ขาแทบยืนไม่อยู่
เืไหลจากแผลทั่วร่าง ทุกคนทุ่มหมดทั้งพลัง อาคม และจิตใจในศึกเมื่อครู่
> “มัน…จบแล้วใช่มั้ย”
กล้าพูดเสียงแหบขณะทรุดลงคุกเข่า
ฝ่ามือยังสั่นจากกระบวนท่า ‘พญานาคากลืนิญญา’
แต่แล้ว...
เสียงกรีดร้องจากเบื้องล่างดังะเืแผ่นดิน
ตามด้วยเสียงโซ่ขาด...ทีละเส้น
ชาลีเหลือบมองขึ้นฟ้า—
ม่านเวทโบราณที่ปกป้องหมู่บ้าน ฉีกขาด อย่างไร้เสียง
และวินาทีนั้นเอง
เงาร่าง ที่พวกเขาเพิ่งต่อสู้ด้วย—ยังยืนนิ่งอยู่กลางลาน
ไม่มีเื ไม่มีรอยสังหาร
มันแค่ “ยืนมองพวกเขาสู้กับภาพลวง”
ไม่เคยแตะต้อง...ไม่เคยาเ็
> “เ้าคิดว่า...สิ่งนี้คือข้า?”
เสียงของเงาร่างก้องสะท้อนทั่วหุบเขา
“นี่แค่...เงาแรกที่ถูกตัดออกมาจากจิตของข้าเท่านั้น”
ทันใดนั้น—
พลังสีดำจากใต้แผ่นดินพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
กลืนกลบแสงแดด และปลุกทุกเงาให้ “ลืมตา”
เทวะทมิฬตัวจริง...ยังไม่ปรากฏ
แต่มวลพลังของมันทะลักผ่านเงานั้นมาถึงผิวโลกแล้ว
ออรพิณหมดแรง ทรุดลง
ชาลีาเ็หนักจากแรงสะท้อนเวท
กล้าพยายามฝืนลุกขึ้นอีกครั้ง แต่…ร่างเขาชักกระตุก โลหิตย้อนกลับ
> “หนี…หนีไป!”
ทศพละโ พลางคว้าร่างกล้า
ออรพิณและชาลีถูกห่อด้วยเวทเคลื่อนย้ายเร่งด่วนที่ทศพลเรียนมาจากอาจารย์สุริยา
แล้วเขาก็พุ่งฝ่าเปลวเงา ข้ามซากปรักหักพัง และเถ้าคำสาปที่ลุกท่วมพื้น
ทุกย่างก้าว…เสมือนวิ่งฝ่า “แรงโน้มถ่วงของความตาย”
เสียงหัวเราะของเงาเทวะทมิฬไล่หลังมา
> “จงหนีไป...เ้าผู้แบกหมัดของเขา”
“เพราะครั้งหน้า—ข้าจะไม่ส่งแค่เงามาอีกแล้ว”
และวินาทีนั้นเอง—
เสาหินทั้งเจ็ดทรุดลง
ประตูผนึก “เปิดออกเพียงครึ่งเดียว”
โลก...กำลังเริ่มเข้าสู่ “ยุคคืนชีพแห่งเทพพินาศ”
---
จบบทที่ 15
> กล้า…อาจเป็ผู้สืบทอดหมัดเทพ
แต่วันนี้ เขาได้เรียนรู้—ว่าพลังของเขายังไม่แม้แต่ “เฉียด” ขอบของฟ้า