บทที่ 9 เงาของหญิงชุดขาว
เราลงจากรถแล้วเดินไปหากลุ่มคน ผมเอื้อมมือตบไหล่ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ ทว่ากลับัักับอากาศ มือของผมทะลุผ่านร่างของเขา ประสบการณ์ที่มือทะลุผ่านร่างผู้อื่นทำให้ผมตื่นใ แต่ชายคนนั้นกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ยังคงยืนนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม
"เฮ้ย!" ต้าเหว่ยะโเสียงดังพลางยื่นมือไปกระชากหนึ่งในนั้น แต่คว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่า
ผมตระหนักได้ในทันทีว่า พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็เพียงิญญา พวกมันกำลังย้อนประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านนี้ บางทีอาจจะกำลังบอกเล่าถึงความทุกข์ยากที่ผู้คนในหมู่บ้านเคยพบเจอมา
วินาทีถัดมา แสงสว่างเบื้องหน้าผมได้หายไป ฝูงชนพลันยืนแน่นิ่ง เสียงร้องไห้ เสียงหัวเราะอย่างสะใจ ทุกอย่างพลันหายไป ทั้งหมู่บ้านจมอยู่ในความมืดมิดไร้ขอบเขต ผมรู้สึกเหมือนถูกโยนลงกลางทะเลจากเรือโดยสาร มันทั้งโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
"ฮ่าวจื่อ!" ต้าเหว่ยะโเรียกท่ามกลางความมืด
"อยู่นี่!" ผมตอบ
เราอยู่ห่างกันไม่มาก จึงหากันเจออย่างรวดเร็ว โดยต่างคนต่างยืนหันหลังชนกันในความมืดมิดที่ไม่รู้จัก มีเพียงเสียงหายใจอันตึงเครียดของเรา
"ฉันจำทางกลับรถได้ เราค่อย ๆ เดินกลับไปกันเถอะ" ต้าเหว่ยกล่าว ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แสงจากมือถือส่องให้เห็นพื้นทางเล็ก ๆ เราค่อย ๆ คลำทางกลับไปที่รถ โชคดีที่ระหว่างทางไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ผีพวกนี้้าอะไรกันแน่" ต้าเหว่ยนั่งอยู่ในรถพูดอย่างหงุดหงิด ผมที่ทำได้แค่นิ่งเงียบไร้คำพูด ผมไม่เข้าใจว่าพวกมัน้าอะไรกันแน่ หาก้าฆ่าพวกเรา ทำไมตอนนี้ถึงยังไม่ลงมือ พวกมันกำลังรออะไรอยู่ หรือว่าพวกมันกักเราไว้ เพื่อให้เราช่วยพวกมัน ตัวที่ใส่เสื้อคลุมสีดำนั่นมันคือสิ่งใดกัน ผมััได้ถึงเจตนาร้ายของมันอย่างชัดเจน นั่นไม่ใช่ฝ่ายดีแน่นอน
ตอนแรกทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเจอผีหญิงชุดขาวคนนั้น หากไม่เจอเธอ พวกเราจะโผล่มายังสถานที่ของพวกผีนี่โดยไม่ทราบสาเหตุได้หรือ คำถามมากมายทำให้จิตใจผมตึงเครียด ความเครียดนี้ลามจากไหล่ไปถึงต้นคอ กดทับศีรษะของผมอย่างหนักหน่วง ความมืด เวลา มิติ บิดเบี้ยวรวมกันเป็ก้อน ราวกับพยายามสกัดร่องรอยบนหินแข็งและพยายามดิ้นรนที่จะแทรกออกมา ศีรษะด้านหนึ่งพลันปวดขึ้นมา มันปวดทรมานจนผมร้องออกมาเบา ๆ
"ฮ่าวจื่อ" ต้าเหว่ยที่เห็นผมเงียบไป จึงถามอย่างลองเชิง ผมอยากจะตอบเขา แต่สมองกลับยุ่งเหยิงไปหมด อีกทั้งความเ็ปทำให้การได้ยินของผมทื่อลง
"ฮ่าวจื่อเป็อะไรไป" เสียงของต้าเหว่ยมีความร้อนรนปนอยู่เล็กน้อย ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ หากสูญเสียเพื่อนร่วมทางไป ก็หมายความว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งประหลาดเพียงลำพัง ไม่ว่าใครก็กลัวที่จะเผชิญหน้ากับมัน
"...เดอะ... เดอะเมตริกซ์" ต้าเหว่ยเอ่ยเบา ๆ
ผมได้ยินแล้ว ถึงแม้ไม่อยากพูด แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็ต้องเปล่งเสียงออกมา "อินเซ็ปชั่น ต้าเหว่ย ฉันไม่เป็ไร แค่ปวดหัวขึ้นมาเฉย ๆ พักสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว"
"เฮ้อ..." ต้าเหว่ยถอนหายใจยาว เขาคลำหาท่ามกลางความมืดสักพัก แล้วส่งน้ำแร่ขวดหนึ่งให้ผมดื่ม น้ำที่ไหลลงไปในกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ผมจึงค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง และหัวก็ไม่ปวดมากแล้ว
"พวกเราควรทำยังไงดี" ต้าเหว่ยเหมือนถามผม แต่ก็เหมือนพึมพำกับตนเอง
"รอ" ผมตอบ "รอจนถึงเช้า ตอนนี้พวกเราต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ให้ได้มากที่สุด ถ้าอยากจะออกไป พวกเราก็ต้องมีความรู้"
"มีประโยชน์เหรอ" ต้าเหว่ยถาม
"ไม่มีทางอื่นแล้ว ถ้าไม่พยายามทำอะไรสักอย่าง คงได้แต่รอความตาย...ต้าเหว่ย พวกเรายังมีอาหารและน้ำอีกเท่าไหร่"
"ยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสี่ถ้วย ขนมปังแข็งสองห่อ ส่วนน้ำยังเหลือน้ำแร่เกือบครึ่งลังอยู่" ต้าเหว่ยพูด
"กินข้าวแล้วผลัดกันนอน" ผมว่า "นายเฝ้ายามครึ่งคืนแรก ฉันเฝ้าครึ่งคืนหลัง จะสิ้นเปลืองพลังงานแบบนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีแรงแล้ว วันตายของพวกเราคงใกล้เข้ามา พวกผีประหลาดนั่น บางทีอาจจะกำลังรอให้พวกเราค่อย ๆ หมดแรงจนจิตใจแตกสลาย ฉันเคยบอกแล้ว ผีไม่น่ากลัวอะไรหรอก จิตใจของพวกเราต้องเข้มแข็ง"
"นายพูดถูก จะมีอะไรน่ากลัวอีก สุภาษิตที่ว่า คนกลัวผีสามส่วน ผีกลัวคนเจ็ดส่วน ที่พวกมันส่งเสียงอึกทึกแต่ไม่ยอมโผล่ออกมา ไม่แน่อาจจะเพราะกลัวพวกเราก็ได้" ต้าเหว่ยพูดให้กำลังใจตัวเอง
"ฉันจะนอนก่อน" พูดจบผมก็หลับตาลง แม้จะไม่ได้หลับสนิท แต่ััอุ่น ๆ ของจี้หยกในกำมือนั้นยังคงอยู่ จี้หยกนี้ผมสวมใส่มาั้แ่เด็กจนตอนนี้ก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว มันกลายเป็ส่วนหนึ่งของผมไปแล้ว ราวกับว่ามันเป็ส่วนต่อขยายของร่างกาย รู้สึกเหมือนสายใยแห่งเืที่เชื่อมโยงกัน ตลอดทั้งเหตุการณ์ที่ผ่านมา หยกชิ้นนี้ไม่มีปฏิกิริยาผิดปกติอะไร แต่ผมยังคงเชื่อมั่นว่ามันกำลังปกป้องผมอยู่
ตลอดทั้งคืนพวกเรานอนหลับไม่ค่อยสนิท เพราะมีเสียงคร่ำครวญอันน่าสยดสยองดังก้องมาจากความมืดมิดภายนอกรถ มันเหมือนเสียงสัตว์บางชนิดกำลังร้องขอความช่วยเหลือ ดังมาจากถ้ำลึกหลายร้อยเมตร หรือเป็เสียงไม้ไม่ก็กระดูกหักบางอย่าง เสียงพวกนั้นดังมาจากที่ไกลบ้างใกล้บ้าง ทำให้รู้สึกหวาดหวั่น ล้วนเป็กลอุบายของพวกผีที่ใช้หลอกหลอนพวกเรา พวกแกอย่ามาข่มขู่พวกเราอีกเลย ถ้ามีปัญญาก็เข้ามาสู้กันตัวต่อตัวสิ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียง ต้าเหว่ยมักพูดเช่นนี้เสมอ ผมรู้ว่าเขากำลังปลอบใจตัวเอง และผมเองก็เช่นกัน
แม้ยามค่ำคืนจะยาวนานเพียงใด สุดท้ายก็ต้องผ่านพ้นไปได้ สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกขอบคุณคือ โลกนี้ยังคงมีกลางวัน ถึงแม้จะมีเมฆดำมืดครึ้มปกคลุมตลอดทั้งวัน แต่อย่างน้อยก็ยังเป็กลางวันอยู่ดี ตราบใดที่ยังมีแสงสว่าง ย่อมมีความหวัง
ยามแสงกระจ่างมาเยือน แม้ว่าผมกับต้าเหว่ยจะตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่เรายังรู้สึกเปี่ยมไปด้วยพลัง พวกเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับน้ำแร่ ผมกับต้าเหว่ยตัดสินใจสลับอาวุธกันถือ เขาถือชะแลง ส่วนผมถือประแจ เนื่องด้วยชะแลงนั้นทรงพลัง ปล่อยให้ต้าเหว่ยที่แข็งแรงกว่าใช้ คงเป็ประโยชน์ได้มากกว่า
พวกเราลงจากรถ เริ่มค้นหาเบาะแสจากบ้านหลังหนึ่งไปยังอีกหลัง ครั้งนี้เรามีเป้าหมายการค้นหาที่ชัดเจน นั่นคือหนังสือหรือตัวอักษรที่มีการบันทึกไว้
หมู่บ้านยังคงร้างผู้คนดังเดิม พอถึงกลางวัน คนในเมืองนี้พลันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ครั้งนี้พวกเราไม่ได้สุภาพเหมือนครั้งก่อน ยามเจอประตูปิดสนิทก็ถีบพังเข้าไป หรือไม่ก็ใช้ชะแลงทุบกลอนประตู
กลอนประตูเก่า ๆ พวกนี้ทุบทีเดียวก็พังโดยง่าย พวกเราค้นหาอีกหลายบ้าน นอกจากปฏิทินเก่า ๆ กับหนังสือสามตัวอักษรแล้ว เราก็ไม่พบบันทึกตัวอักษรที่มีคุณค่าใด ๆ เลย
ขณะที่พวกเรากำลังค้นตู้และโต๊ะอยู่ในห้องว่างเปล่า ทันใดนั้นก็มีเงาสีขาวชัดเจนแวบผ่านหน้าต่างไป หัวใจผมเต้นตึกตัก เพราะตอนนี้เป็กลางวัน ผมจึงะโบอกต้าเหว่ย
"มีคน!" แล้วหันหลังวิ่งออกไป ผมเห็นแผ่นหลังของหญิงชุดขาวอยู่ตรงหน้า ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไล่ตามไป ต้าเหว่ยก็วิ่งตามหลังมาติด ๆ หญิงชุดขาววิ่งเร็วมาก ยามพินิจจากแผ่นหลัง ผมจึงไม่แน่ใจว่าเป็ผีที่เคยมาหลอกคนเดิมหรือเปล่า แต่ตอนนี้เป็ตอนกลางวัน และมีต้าเหว่ยอยู่ข้าง ๆ ผม อย่างที่ต้าเหว่ยเคยพูด ผีผู้หญิงเพียงหมัดเดียวก็ล้มได้ถึงสามตัว เธอคือจุดเริ่มต้นของทุกเื่ บางทีหากจับตัวเธอได้ พวกเราอาจได้รู้เื่ทุกอย่างก็เป็ได้