บทที่ 4
จิตใจอันว้าวุ่น
ความสงบสุขที่กลับคืนสู่ราษฎรล้วนเป็การยืนยันแล้วว่าความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นมีเสียนชินอ๋องเป็ต้นเหตุอันแท้จริง เื่นี้แม้แต่เฉิงชุนไทเฮาก็รู้แก่พระทัยตนเองดี เฟิ่งหงฮ่องเต้แม้จะทรงรู้สึกอนาทรไม่นิ่งนอนแต่ก็มิสามารถจะตัดสินพระทัยตามพระวินิจฉัยด้วยอำนาจที่พึงมีเพียงน้อยนิด
ลำพังได้ขึ้นครองบัลลังก์ยังต้องได้รับเชิญจากแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรเพราะเดิมทีก็เป็เพียงองค์ชายท้ายแถวในลำดับโปเจียม ทั้งยังมีพระปิตุลา[1]มาตัดหน้าชิงบัลลังก์จากพระบิดาอีกทำให้ความหวังในการปกครองแผ่นดินนั้นแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง ไหนจะมีพระอนุชา[2]เป็ถึงยอดขุนพล องค์ชายสายบุ๋นอย่างพระองค์เมื่อพิจารณาดูแล้วไม่มีคุณสมบัติใดคู่ควรกับราชบัลลังก์เลย ซ้ำบัดนี้ครองราชย์มานานกว่าสามขวบปีแล้วก็ยังไม่มีทายาทัมาจุติเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองเสียที...
เพราะหลอกหลอนตนเองเช่นนี้เฟิ่งหงฮ่องเต้จึงเจียมพระองค์อยู่เสมอ มิกล้าใช้อำนาจในพระหัตถ์ในการปกครองเพราะเกรงว่าจะทำให้ผู้สนับสนุนทั้งหลายขุ่นเคืองใจ
“แต่คงทรงลืมไปกระมังว่ากำลังหลักที่หนุนหลังพระองค์ในการครองบัลลังก์คือข้า...” เทียนหลี่เยว่พึมพำขณะทอดมองใบหน้าตนเองซึ่งสะท้อนออกมาจากคันฉ่องเงินเงาวาววับ
“เหตุการณ์นั้นช่างอุกอาจนัก ท่านราชบุตรเขยเกือบถูกปลิดชีพกลางท้องพระโรง เหตุใดองค์หญิงจึงไม่ทรงยื่นคำขาดหน้าท้องพระโรงให้จัดการเสียนชินอ๋องไปเลยเล่าเพคะ?” ‘ฉีอิง’ แสดงความเห็นขณะใช้หวีซี่ถี่ทำจากงาช้างสางเส้นเกศาสีดำขลับของผู้เป็นายด้วยความระมัดระวัง
“ทำเยี่ยงนั้นข้าคงเป็คนที่ถูกสั่งปะาแทน”
“บ่าวรู้น้อยไปแล้ว ขอองค์หญิงอย่าถือโทษ...”
“ท่านก็มักจะเป็เช่นนี้ วิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมา... ข้าถึงได้ชอบท่าน” คนเป็นายยิ้มใจดีให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็สตรีสูงวัยกว่าผ่านเงาสะท้อนในคันฉ่อง “ถึงจะรู้สึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะสับคนผู้นั้นออกเป็ชิ้นๆ เพียงใดท้ายที่สุดแล้วก็ต้องยับยั้งโทสะตัวเองไว้ แม้ข้าจะเป็ผู้เลือกฮ่องเต้แต่ก็ไม่ได้เป็ฮ่องเต้เสียเอง...”
“...”
“ดูเอาเถิดขนาดเ้าแผ่นดินยังมิอาจตัดสินความตามพระประสงค์ขององค์เองได้ แล้วผู้น้อยเยี่ยงข้าจะทำกระไรได้เล่าฉีอิง...”
“องค์หญิงชิงิของฉีอิงหาใช่ผู้น้อยไม่ พระองค์ทรงเป็วีร-สตรีที่ต้าสุ่ยไม่มีวันลืมเลือน ขอเพียงองค์หญิงมุมานะเอาจริงก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าขวางทางทั้งนั้น”
ผู้ถูกอวยเอื้อมไปคว้ามือแม่นมมากุมไว้แล้วจูงเดินไปนั่งยังโต๊ะทรงกลมใหญ่ที่ทำจากไม้หนานมู่กลางห้อง
“ดูเหมือนว่าองค์หญิงจะยังทรงกังวลเื่นั้น...”
“แค่ดูปราดเดียวก็รู้แล้วรึ?”
“บ่าวอยู่กับองค์หญิงมาทั้งชีวิต แค่องค์หญิงหายใจผิดจังหวะบ่าวก็ทราบเพคะ”
“มากประสบการณ์เสียจริง”
“ถึงอย่างไรบัดนี้ราชบุตรเขยก็เป็พระสวามีขององค์หญิงแล้ว ยังทรงคลางแคลงในตัวเขาอีกหรือเพคะ?”
คนถูกย้อนถามนิ่งคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งแล้วผ่อนลมหายใจออกมาแ่เบา “ถึงข้าจะไม่ใช่... และไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยแต่เมื่อมามีปัญหากับเสียนชินอ๋องก็ทำให้ข้าอดเป็กังวลขึ้นมาไม่ได้... เพราะหากไม่มีเื่นี้เขาทั้งสองคนก็ไม่มีทางผูกสัมพันธ์กันอยู่ดี ทว่าข้ามิได้วกวนเื่ที่เขาจะมีปัญหากันหรือไม่ เพียงแต่... มันทำให้ข้าคิดถึงความสัมพันธ์ครั้งก่อนของพวกเขาต่างหาก...”
“ทรงคิดว่าราชบุตรเขยยังมีใจให้กับแม่นาง‘จางเหลียนม่าน’ อยู่อีกหรือเพคะ?”
“วาดัวาดเสือยากที่จะวาดให้เห็นกระดูก รู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ... เื่ในอดีตมันกลับมากวนใจข้าเป็ระยะ เขาคงต้องพิสูจน์อีกหลายคราให้ข้าได้เห็นว่าเขาไม่ได้มีไมตรีแม้เพียงเสี้ยวต่อธิดาของอ๋องโฉดผู้นั้นข้าจึงจะค่อยๆ ลดความคลางแคลงลงได้”
“บ่าวภาวนาให้ความรักขององค์หญิงราบรื่นและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉีอิงผู้นี้จะอยู่เคียงข้างองค์หญิงเสมอเพคะ”
เทียนหลี่เยว่มองคนสนิทด้วยความซาบซึ้ง หากพิจารณาดูแล้วญาติที่ดูจะชิดเชื้อที่สุดก็เห็นจะเป็สตรีวัยสี่สิบต่างสายเืผู้นี้ที่ยังทำให้นางไม่รู้สึกเคว้งคว้างเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากร่มเงาของบุพการี
ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งอยากจะง้างดาบฟันร่างพวกนั้นให้ขาดเป็สองท่อน ชีวิตคงสุขสงบเกินไปถึงได้เลือกวิ่งชนตะปูมาหาเื่ตายกับเสียนชินอ๋อง
‘จางหัวเจีย’ ขุนนางผู้มียศถาบันดาศักดิ์สูงสุดในวัยสามสิบหกปีกำหมัดแน่นแล้วทุบไปบนผนังปูนเก่าชื้นด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวจากความเคียดแค้น
เขาต้องมาอยู่ในสถานที่อันแสนโสมมก็เพราะคนที่ควรจะมาเป็ลูกเขยของเขา คนเดียวกับที่ทำให้บุตรสาวของตนต้องตรอมตรมอยู่นานนับเดือน
บุรุษสกุลหลิวผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก คิดจะทำลายจวนชินอ๋องให้ย่อยยับ จะด้วยวิธีใดก็ตามบัดนี้หลิวฮุ่ยิคือศัตรูคู่อาฆาตไม่มีวันเชื่อมสัมพันธ์
“ข้าจะต้องจัดการเสนาบดีกรมยุติธรรมเ้าเล่ห์ผู้นี้ให้จงได้!” เสียนชินอ๋องประกาศถ้อยคำอาฆาตด้วยดวงตาวาวโรจน์ราวกับหมาป่าที่กำลังโกรธจัดท่ามกลางความมืดสลัวและแสนเหม็นอับในห้องขังแห่งคุกหลวง
เฟิ่งหงฮ่องเต้หงายผึ่งแผ่หราราบพระแท่นด้วยเม็ดพระเสโทโทรมวรกายหลังเสร็จสิ้นการอภิรมย์ในครั้งที่สองกับ‘จิ้งผิน’พระสนมเอกคนโปรดที่ชอบพอกันมายาวนานั้แ่สมัยดรุณวัย
สตรีวัยสามสิบใบหน้างดงามอิ่มเอิบคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนบางมายกซับให้พระสวามีทั้งที่ตัวเองก็เปียกปอนไปด้วยหยาดเหงื่อทั่วเรือนร่างไม่ต่างกัน
“เหตุใดจึงทรงหักโหมเช่นนี้เพคะ?”
“เพราะข้าปรารถนาให้เราทั้งคู่มีรัชทายาทด้วยกันเร็วๆ อย่างไรเล่า” จักรพรรดิหนุ่มตอบด้วยสุรเสียงที่ยังคงหอบกระเส่า “แล้วข้าจะได้แต่งตั้งเ้าขึ้นเป็เฟยได้เสียที”
ผู้ซึมซับความหวังเผยรอยยิ้มบาง ๆราวคนใจเย็น นางรวบพระหัตถ์หนาของพระสวามีขึ้นมากุมไว้แนบอกแล้วทอดมองบุคคลเบื้องหน้าด้วยแววตาสบซึ้ง
“ขอบพระทัยนะเพคะ... ขอบพระทัยที่ยังมั่นคงในความรักต่อหม่อมฉันไม่แปรเปลี่ยน”
“เราสองคนต่างรักกันมานานแล้วตานเอ๋อร์... เ้าเป็ชายาที่ร่วมทุกข์อยู่เคียงข้างข้ามาเสมอ บัดนี้ข้าจะทอดทิ้งเ้าลงได้เยี่ยงไร”
“แต่เราทั้งสองก็พยายามกันอย่างหนักมาหลายครั้งแล้วทว่ากลับไร้ผล... ราวกับฟ้าดินมิอนุญาตให้หม่อมฉันได้รับใช้พระองค์ในฐานะของโอรส์ บางที... หม่อมฉันอาจมีวาสนาน้อยไม่คู่ควรกับการเคียงข้างบัลลังก์และสืบทอดทายาทัก็เป็ได้นะเพคะ...”
“มู่ตาน... อย่ากล่าวเช่นนี้อีก”
“ครานี้เห็นทีหม่อมฉันคงต้องยอมรับความจริงแล้วเพคะฝ่าา” สีหน้าที่เคยยิ้มแย้มเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ความกังวลที่เต็มไปด้วยความจริงจัง ก่อนจะยันร่างอันอรชรของตนเองลุกขึ้นนั่งด้วยท่อนบนเปลือยเปล่า
“เ้าหมายความเยี่ยงไร?” เฟิ่งหงฮ่องเต้ตรัสถามกลับพร้อมลุกขึ้นประทับบ้างอย่างร้อนรน
“ตามกฎมณเฑียรบาลแล้วฮ่องเต้สามารถมีพระภรรยาและสนมได้มากกว่าสามพันคนเพื่อร่วมสร้างความมั่นคงให้แก่ราชบัลลังก์ ตลอดระยะเวลากว่าสิบสองปีที่ผ่านมานี้ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งในฐานะพระชายาในจวนองค์ชายหรือเป็จิ้งผินในวังหลวง... หม่อมฉันได้รับความรักและพระเมตตาจากฝ่าาจนล้นพ้นแล้ว บัดนี้มิบังอาจเห็นแก่ตัวที่จะพระองค์ไว้เพียงลำพัง”
“ตานเอ๋อร์...”
“ได้โปรด... ทรงเฟ้นหาทายาทัจากสตรีอื่นเถอะนะเพคะฝ่าา สตรีที่มีบุญญาธิการเทียมทัดจะได้เป็พระมารดาองค์รัชทายาทและเป็แม่ของแผ่นดินในกาลเบื้องหน้า”
“...!”
[1] พระปิตุลา (คำาาศัพท์) หมายถึง อา หรือน้องชายของพ่อ
[2] พระอนุชา (คำาาศัพท์) หมายถึง น้องชาย