หลินสืออี้ส่ายศีรษะรัว ๆ ก่อนจะหวนกลับมาคิดถึงเื่ของเซี่ยชิงอวิน
หากนางคิดจะเผชิญหน้าก็คงต้องคิดแผนรับมือให้รอบคอบกว่านี้ ด้วยนิสัยขี้ระแวงของคนผู้นี้ย่อมไม่เชื่อใจผู้ใดโดยง่าย หากจะนำตัวเองไปอยู่ข้างกายก็ต้องรู้จุดอ่อนของเขาให้ดีเสียก่อน
่เวลาที่นางได้เดินเข้ามาอยู่ในนิยาย เมื่อลองคำนวนดูก็น่าจะอยู่ใน่ที่เซี่ยชิงอวินขึ้นครองราชย์มาหลายปีแล้ว
คราแรกที่นางพบกับเซี่ยชิงอวิน เขาก็นอนหมดสติอยู่ที่สระน้ำในตำหนักเย็น นั่นคงจะเป็อาการทางจิตที่เกิดจากความเครียดที่สั่งสมมาั้แ่วัยเยาว์ จนกระทั่งเข้าสู่่การทำศึกา อาการป่วยก็ยิ่งทวีความรุ่นแรงขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งมันกลายเป็โรคร้ายเรื้อรังที่ยากจะรักษา
น่าจะใช้เื่นี้ให้เป็ประโยชน์ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็ขยับร่างกายผอมบางของตนขึ้นไปยืนเกาะที่ประตูห้องขัง จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง แล้วจึงะโออกไปจนสุดเสียง
“ใต้เท้าจิ้ง ข้าน้อยยอมรับผิดแล้วขอรับ ใต้เท้า...”
ทหารยามที่กึ่งหลับกึ่งตื่นถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้น ขยับหมวกที่เอียงอยู่ให้เข้าที่ หลังจากที่นั่งสัปหงกระหว่างเฝ้ายาม ก่อนที่จะลุกขึ้นมาเดินตามหาที่มาของเสียงด้วยความหงุดหงิด
“หุบปาก ใครใช้ให้เ้าส่งเสียงดังที่นี่”
“หลินสืออี้เ้าจะทำอันใด” หลี่ชิงหยาที่หลับอยู่ก็ใตื่นเพราะเสียงของนางด้วยเช่นกัน
“เชื่อใจข้าเถอะ ข้าหาทางให้พวกเราออกไปจากที่นี่ได้ก็แล้วกัน” น้ำเสียงที่ส่งไปยังสหายเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ซึ่งตรงข้ามกับสีหน้าของหลีชิงอยาที่ดูเหมือนจะหนักใจเสียมากกว่า
นางหันกลับไปะโอีกครั้ง กระทั่งนายทหารยามผู้นั้นเดินมาถึง
“พี่ชาย รบกวนท่านช่วยแจ้งใต้เท้าจิ้งให้ด้วยว่า ข้า้าสารภาพความผิดต่อหน้าฝ่าบาท”
“อย่างเ้านะรึจะพบฝ่าบาท เหอะ! ฝันไปเถอะ”ทหารยามกล่าวเหยียดพลางยิ้มเยอะ
เป็ขณะเดียวกันกับที่จิ้งเทียนอี้เดินตรงเข้ามายังคุกหลวง และทันได้ยินคำพูดของหลินสืออี้เข้าพอดี
“เ้าจะยอมรับผิดงั้นรึ” เขาโบกมือให้ทหารผู้นั้นเดินหลบออกไป จากนั้นก็เข้ามาเจรจากับหลินสืออี้แทน
“ขอรับ แต่ว่าข้าน้อยอยากจะขออธิบายเื่นี้ต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทด้วยตัวเองขอรับ”
“ได้สิ เพราะดูเหมือนว่า ฝ่าบาทเองก็อยากจะคุยกับเ้าด้วยเช่นกัน” จิ้งเทียนอี้หันกลับไปยังทหารยามผู้ถือกุญแจ แล้วออกคำสั่ง
“เปิดประตู นำตัวหลินสืออี้ไปที่หน้าลานไต่สวน”
...ณ ลานกว้างที่ไต่สวนนักโทษ หลินสืออี้ถูกตีตรวนล่ามโซ่ทั้งแขนและขา ซึ่งระหว่างทางที่นางเดินผ่าน จะมีเครื่องทรมานนานาชนิดตั้งเรียงเป็แถวยาว ราวกับเป็การขู่ขวัญ บอกเป็นัยว่าเมื่อใดก็ตามที่นางคิดเล่นลูกไม้ตุกติก เมื่อนั้นเครื่องทรมานเหล่านี้นางจะได้เป็ผู้ที่ลิ้มลองมันอย่างแน่นอน
ร่างผอมที่อยู่ในชุดนักโทษที่เปรอะเปื้อนมอมแมมถูกพาตัวมานั่งคุกเข่าต่อหน้าบุรุษสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง
“เงยหน้าขึ้น”
หลินสืออี้เงยหน้าขึ้นตามคำสั่งจากน้ำเสียงเยือกเย็นของบุรุษผู้นั้น นางเลื่อนสายตาไปยังใบหน้าของผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งมันวาว ซึ่งแกะสลักเป็ลวดลายของัทองทั้งที่วางแขนและพนักอิง
บุรุษผู้มีใบหน้าคมคาย จมูกโด่งรับกับเรียวหน้าดวงตาเรียวรีหางคิ้วชี้ตวัดขึ้นสื่อถึงเค้าโครงของตัวร้าย ทว่าก็ยังนับเป็บุรุษรูปงามเหนือใครในแผ่นดิน ผิดกับคราที่หลินสืออี้พบเขาครั้งแรกที่ตำหนักเย็นมากนัก เพลานั้นใบหน้าเขาซีดเซียวเป็บุรุษขี้โรคที่คล้ายกับคนใกล้ตาย
“ได้ยินว่าเ้าอยากพบข้า” เสียงเ็าออกจากริมฝีปากเรียวบางฟังแล้วรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เ้าของใบหน้าเ็าจ้องมองด้วยดวงตานิ่งเฉยยากจะเดา
“กระหม่อมขอยอมรับผิดพ่ะย่ะค่ะ” หลินสืออี้เริ่มตีสีหน้าเศร้า คิดจะแสดงละครสักฉากเพื่อให้ตนเองแลดูเป็คนน่าสงสาร
“แล้วความผิดของเ้าคือสิ่งใด”
“กระหม่อมโง่เขลา ฐานะต่ำต้อยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังอาจล่วงเกินพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
“รู้ตัวก็ดี...” เซี่ยชิงอวินเลิกคิ้วขึ้น “ยังไม่หมดแค่นี้นี่ เ้าลืมบอกบางอย่างกับข้าหรือไม่”
ประกายแววตากับรอยยิ้มยกมุมปากของเซี่ยชิงอวินชวนให้หลินสืออี้เกิดความสงสัย
‘หรือว่าเขาจะรู้ว่าข้าคือสัตรี’
หลินสืออี้จึงแสร้งถามกลับเพื่อเป็การหยั่งเชิง
“เอ่อคือฝ่าบาท...กระหม่อมยังมีความผิดอย่างอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ!” เ้าของใบหน้าเ็า ข่มเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอนตัวเอ่ยเสียงเข้ม “เ้าปลอมเป็ขันทีลอบเข้าตำหนักเย็นในเพลาที่ข้าอยู่ที่นั่นพอดี เื่นี้เ้าจะอธิบายว่าอย่างไร”
หลินสืออี้ก้มหน้าหลบสายตาดุที่เอาแต่จับจ้องราวกับกำลังรอให้นางแสดงพิรุธออกมา
“กระหม่อมเป็เพียงขันทีมีหน้าที่รับใช้อยู่ที่ตำหนักเย็นพ่ะย่ะค่ะ เื่นี้ไป๋กงกงสามารถยืนยันให้กระหม่อมได้”
คิดไว้อยู่แล้วว่าเซี่ยชิงอวินต้องเกิดความสงสัยหลังจากที่นางช่วยชีวิตเขาไว้ในวันนั้น แต่อย่างไรก็ตามนางต้องยืนยันหัวชนฝาเอาไว้ก่อน หรือไม่ก็คงต้องเสี่ยงใช้ยาแรงยิ่งกว่านั้น
“แต่หากพระองค์ไม่เชื่อ กระหม่อมยอมเปลื้องผ้าต่อหน้าธารกำนัลเพื่อให้พวกเขาเป็พยานก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ถึงแม้ภาพมันคงจะไม่น่าดูไปเสียหน่อย”
หวังว่าการก่อเื่อนาจารเช่นนี้ จะส่งผลให้ผู้เป็กษัตริย์อย่างเซี่ยชิงอวินไม่อาจทนรับสภาพน่าสังเวช และสุดท้ายก็คงจะยอมรามือเพื่อที่นางจะได้ยื้อปกปิดความลับเอาไว้ได้ แต่หากผลออกมาตรงกันข้าม ไม่เพียงแค่รับโทษตาย แต่ยังต้องอับอายเสียจนต้องแทรกแผ่นดิน
“กระหม่อมจะปลดอาภรณ์เดี๋ยวนี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
หลินสืออี้แสร้งขยับขอบกางเกง ดวงตาคู่สวยหยีตาหนึ่งข้าง ส่วนดวงตาอีกข้างก็กลอกไปมา ในใจเต้นตึกตัก ภาวนาให้เขาออกคำสั่งรั้งนางเอาไว้
‘รีบห้ามสักทีสิ’
“พอที” ใบหน้าตึงเอียงหลบเล็กน้อย หลับตาแล้วทอดถอนใจอย่างเบื่อหน่าย
หลินสืออี้เองก็ลอบพลูลมหายใจออกมาเช่นกัน
“ฝ่าบาท กระหม่อมเป็เพียงขันทีรับใช้ต่ำต้อย ไม่ทราบว่าผู้ที่สง่างามในตำหนักเย็นเพลานั้นคือฝ่าา จึงได้บังอาจไปล่วงเกินพระองค์เข้า แต่นั่นก็เพราะกระหม่อม้าช่วยเหลือพระองค์ หาได้มีเจตนาชั่วร้ายอันใดแอบแฝงเลยสักนิด พระองค์ลองตรองดูเถิดว่า หากกระหม่อมไม่ได้อยู่ที่นั่นในเวลานั้น พระองค์จะได้รับอันตรายมากน้อยเพียงใดก็ยังไม่รู้ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงเจื้อยแจ้วพยายามอธิบาย ถึงแม้ว่ามันจะฟังวนไปวนมา แต่นางก็พยายามเสาะหาเหตุผลต่าง ๆ นานามาอ้างอิง เผื่อว่าโทษของนางนั้นจะเบาบางลงได้บ้าง
“เ้ากำลังจะบอกว่า การที่เ้าใช้ผ้าถูพื้นมาเช็ดหน้าข้า นั่นก็เพราะ้าช่วยชีวิตข้า ส่วนเื่ที่เ้าล่วงเกินข้าก็เพราะว่าเ้าไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือข้า และที่สำคัญ ตอนนี้ข้าก็ติดหนี้ชีวิตเ้าด้วย”
ถ้อยคำที่ออกจากริมฝีปากของบุรุษสูงศักดิ์นั้นแม้จะฟังดูราบเรียบและเนิบช้า แต่ทว่าทุกถ้อยคำคือการประชดประชัน นอกจากนั้นมันก็ยังให้ความรู้สึกเสียวสันหลังต่อผู้ฟังอย่างบอกไม่ถูก
เพราะดูเหมือนว่า การที่หลินสืออี้คิดจะชักแม้น้ำทั้งห้ามาอธิบายอย่างไร เซี่ยชิงอวินก็ยังคงไม่หลงประเด็นไปจากคำแก้ต่าง
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ แต่หากจะให้กล่าวโดยสรุปแล้ว มันก็คงจะต้องเป็เช่นนั้นไม่ใช่หรือ”
“บังอาจ ฝ่าบาทหาใช่ผู้ที่เ้าจะกล่าวสิ่งใดกับพระองค์ได้” จิ้งเทียนอี้ที่ยืนถัดไปทางด้านขวามือของนางตวาดเสียงดังแทนผู้เป็นาย เพราะการต่อล้อต่อเถียงอันเกินขอบเขต
หลินสืออี้ที่นั่งคุกเข่ายืดคออยู่นั้นถึงกับสะดุ้งหดคอลงราวกับเต่าที่เตรียมหลบในกระดอง
ทว่าเซี่ยชิงอวินกลับยกมือปรามผู้เป็องครักษ์ของตนอย่างใจเย็น สายตาบอกความหมายให้จิ้งเทียนอี้หลบออกไปก่อน
พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้หลินสืออี้รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาควรจะมีโทสะ แต่กลับแสดงท่าทีนิ่งเฉยเสียจนไม่อาจเดาความคิดในใจได้
“เช่นนั้นเ้าคิดว่า ผู้เป็กษัตริย์เยี่ยงข้าควรจะลงโทษผู้มีพระคุณเยี่ยงเ้าอย่างไร จึงจะสาสมกับบุญคุณอันล้นเหลือของเ้ากันเล่า” น้ำเสียงเซี่ยชิงอวิน คล้ายจะดูธรรมดา แต่สิ่งที่กล่าวมากลับทำให้รู้สึกถึงอำนาจที่น่าหวาดหวั่น
“...” นางชะงักไปครู่หนึ่ง เพ่งพิจารณาบุรุษตรงหน้าที่ดูมีอากัปกิริยาสงบกว่าที่คิดไว้ เหตุใดจึงถามความเห็นจากนางได้อย่างใจเย็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อาจทนต่อเื่หยุมหยิมกวนใจได้หรอกหรือ
“ไยจึงไม่ตอบเล่า เ้าเก่งนักมิใช่หรือ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ลิ้นที่ว่องไวของเ้าจะช่วยพลิกสถานการณ์ตอนนี้ได้เยี่ยงไร”
++.....+.....+.....+.....++
???? หลังฉาก ????
หลินสืออี้ : ท่านติดหนี้บุญคุณข้า (ยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ????)
เซี่ยงชิงอวิน : อย่าพึ่งลำพองไป (รอยยิ้มที่เหนือกว่าอีกขั้น ????)
???? พื้นที่เม้ามอย ????
เข้าสู่ตอนที่ 7 แล้วนะ
คะ ใครที่ยังลังเลอยู่อ่านถึงตอนนี้แล้วอย่าพึ่งทอ้งกันไปนะคะ จุ๊บบ
กดติดตาม กดใจ คอมเม้นพูดคุยให้กำลังใจไรท์ได้นะคะ