เสียงดังเกรียวกราวภายในโถงค่ายกล
ไม่มีใครคาดคิดว่าศิษย์ฝ่ายนอกอาวุโสอย่างเฉินเซียวจะพ่ายแพ้ให้กับหลินอวิ๋น
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือทักษะกระบี่ที่เอาชนะเฉินเซียวได้นั้นดูเหมือนจะเป็นทักษะกระบี่วายุเชี่ยว
ทักษะกระบี่นี้มีชื่อเสียงเลื่องลือในสำนักชิงอวิ๋นอยู่แล้ว
แม้จะเป็นทักษะกระบี่ระดับกลาง ทว่าหากฝึกฝนสำเร็จ พลานุภาพของมันยังเหนือกว่าทักษะกระบี่ระดับสูงเสียอีก
เล่าลือกันว่าทักษะกระบี่นี้เป็นเพียงส่วนเดียวของทักษะกระบี่แก่นรากเล่มหนึ่ง เพราะมีบางส่วนหายไปถึงได้ถูกตัดสินให้เป็นเพียงทักษะยุทธ์ระดับกลาง
ศิษย์ในสำนักที่ฝึกทักษะกระบี่นี้สำเร็จคนก่อนยังต้องย้อนกลับไปถึงราวร้อยปีที่แล้ว
หลินอวิ๋นเป็นคนมีความคิดรอบคอบ คิดว่าจู่ ๆ เฉินเซียวมาหาเรื่องเขาก็อาจจะมีลับลมคมในอยู่เบื้องหลังก็ได้
สถานที่ที่มีการวิวาทแบบนี้ไม่สมควรอยู่นาน
“ใคร ใครให้เจ้าไป?”
เดินไปได้ไม่ไกล จู่ ๆ มีเสียงเย็นชาเข้ากระดูกแว่วมาจากข้างหลัง
ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น เสียงสนทนาเกรียวกราวทั้งโถงค่ายกลพลันเงียบลงทันที
ในใจหลินอวิ๋นหยุดชะงัก เขาสัมผัสได้ถึงอำนาจคุกคามถึงแก่ชีวิตจึงรีบหยุดเดิน
ไม่ทันคิดอะไรมากก็หมุนตัวกลับชกหมัดออกไป
นั่นคือกระบวนท่าสังหารหมัดพยัคฆ์ร้าย ร้อยสัตว์เข้าเฝ้า!
กระแสคลื่นอบอุ่นหลั่งไหลมาจากจุดตันเถียน หมัดกระบี่พลันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว วายุหมัดคลั่งเหมือนแสงกระบี่คมกริบไม่มีใครเปรียบได้ระเบิดเสียงทลายมวลอากาศดังแสบหู
ในช่วงเวลาฉุกระหุกแบบนี้ นี่คือพลังที่แกร่งที่สุดที่หลินอวิ๋นสำแดงเดชออกมาได้แล้ว
ปัง!
ทว่าวินาทีที่สองหมัดปะทะกัน หลินอวิ๋นร้อง รู้สึกว่าทั้งแขนขวากำลังจะหัก
เขาลอยหวือกระเด็นออกไป ตรงมุมปากยังมีคราบโลหิต
ดีที่พลังกระบี่กลางประกายแสงหมัดลดทอนพลังภายในส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายไป ไม่อย่างนั้นด้วยแรงกระแทกของหมัดนี่อาจจะทำลายอวัยวะภายในของเขาก็ได้
ต่อให้เป็นอย่างนั้น หลังลงพื้นแล้วก็ยังถอยไปสิบกว่าก้าวถึงจะฝืนยืนมั่นคง
อีกไม่กี่ก้าวก็จะชนกับตัวซูจื่อเหยาแล้ว
หลินอวิ๋นเงยหน้ามอง เห็นคนหนึ่งสวมอาภรณ์สีเขียว ใบหน้าเย็นชา หน้าตาคล้ายกับโจวผิงเล็กน้อย
“โจวอวิ๋น!”
ศิษย์ฝ่ายนอกที่นี้สูดลมหายใจเย็น ๆ เฮือกหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าจู่ ๆ โจวอวิ๋นจะโผล่มา
โจวอวิ๋นคนละเรื่องกับเฉินเซียว อันดับศิษย์ฝ่ายนอกของเขาอยู่อันดับสิบตลอดทั้งปี
ขั้นพลังบรรลุวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดมานานแล้ว น่ากลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้
ผู้ที่ถูกมองว่ามีกำลังจะช่วงชิงตำแหน่งศิษย์ฝ่ายในในการทดสอบกลางปีครั้งนี้มาปรากฏตัวต่อหน้าศิษย์ธรรมดาอย่างพบเห็นได้ยาก
“ศิษย์พี่โจว ฆ่าไอ้ทาสกระบี่นี่ ข้าอยากให้มันตาย!”
เฉินเซียวที่ได้คนประคองขึ้นมาเดินเข้ามามองหลินอวิ๋น ก่อนพูดด้วยความอำมหิต
เพลิงโทสะในแววตาดูราวกับจะกลืนกินหลินอวิ๋นเพื่อคลายความแค้นใจจะขาด
เขาดันพ่ายแพ้ทาสกระบี่ต่อหน้าศิษย์ฝ่ายนอกจำนวนมาก สำหรับเขาแล้วนี่ไม่ต่างอะไรกับความอัปยศอันใหญ่หลวง!
โจวอวิ๋นแอบด่าอยู่ในใจ ทาสกระบี่คนเดียวไอ้ขยะเฉินเซียวนี่ยังจัดการไม่ได้อีก
เดิมทีโจวอวิ๋นเพียงคิดจะแอบดูอยู่ในมุมมืดไม่คิดจะลงมือเองเลย แต่ไม่นึกว่าเรื่องที่มั่นใจเพียงนี้กลับถูกพลิกสถานการณ์ไปได้เมื่อหลินอวิ๋นใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยว ยาลูกกลอนหลอมกายของเขายังสูญไปเปล่า ๆ ถึงสามเม็ด
ดังนั้นจึงจำใจถึงต้องออกหน้าด้วยตนเอง
ทว่ามาถึงตอนนี้แล้วในใจก็ยังสงสัยอยู่ว่าหมัดเมื่อครู่นี้เขาออกแรงไปถึงเจ็ดส่วน ทั้งยังจู่โจมจากด้านหลัง แต่เจ้าทาสกระบี่นี่กลับต้านเอาไว้ได้ทั้งที่อีกฝ่ายมีพลังเพียงวิถียุทธ์ขั้นสี่เท่านั้น
“เจ้าทาสกระบี่ ขวัญกล้าเทียมฟ้าจริง ๆ แค่ประลองฝีมือกันเท่านั้น ยังกล้าทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักจนบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้หากเจ้าทำลายพลังตัวเองไปเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”
สุดท้ายโจวอวิ๋นก็ยังมองหลินอวิ๋นพลางเอ่ยเรียบ ๆ
เมื่อสิ้นคำพูด พลังมหาศาลของวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดในตัวเขาถาโถมเข้าไป
ครืน!
หลินอวิ๋นรู้สึกถึงแรงกดดันดั่งขุนเขาทันที แรงกดดันมหึมาจู่โจมมาจากรอบทิศ ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้เลย
พอเห็นอีกฝ่ายกล้าต่อต้านภายใต้แรงกดดันพลังของตนแล้ว โจวอวิ๋นแค่นเสียงทีหนึ่ง “คุกเข่า!”
พลังวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดแก่กล้ารุนแรงขึ้นอีกขั้น หลินอวิ๋นใจเต้นตึก ๆ ราวถูกฟ้าผ่า
พลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งจนขาสองข้างสั่นไม่หยุดหลินอวิ๋นรู้สึกเหมือนตนเล็กจ้อยเป็นมดปลวก รับการโจมตีครั้งเดียวก็ไม่ได้ ช่างเปราะบางอะไรอย่างนั้น
“ไสหัวไป! ชีวิตนี้ของข้าจะคุกเข่าให้ฟ้าคุกเข่าให้ดินคุกเข่าบุพการี แต่จะไม่มีวันคุกเข่าให้เจ้าโจวอวิ๋น!”
แรงกดดันมหึมาทำให้หลินอวิ๋นเจ็บปวดไปทั้งตัว ทว่าแรงกดดันใหญ่ยักษ์นี่กลับกระตุ้นความเข้มแข็งในใจเขาออกมาทั้งหมด
เขากัดฟันแน่น เครื่องหน้าทั้งห้าอันหล่อเหลาบิดเบี้ยว ทว่าในดวงตาสองข้างยังเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้!
ศิษย์ฝ่ายนอกโดยรอบต่างเงียบงันเหมือนจักจั่นหนาวสะท้าน ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ
สำหรับพวกเขาแล้ว โจวอวิ๋นเหมือนกับสวรรค์ แค่ขยับนิ้วมือก็ให้พวกเขาเจอกับหายนะไม่มีที่สิ้นสุดได้
ทั้งที่รู้ว่าเฉินเซียวแพ้ไม่เป็น หลินอวิ๋นถึงได้โดนบังคับให้ต้องลงมือทำร้ายเขา แต่ก็ยังไม่กล้าแสดงความเห็นใด ๆ ออกมาสักคำ
“ไม่คุกเข่ารึ? เช่นนั้นข้าจะทุบหัวเข่าเจ้าให้แตก แล้วก็ค่อยทำลายพลังเจ้า!”
โจวอวิ๋นหน้าตาเย็นชา เดินเข้าไปทีละก้าวโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
เฉินเซียวข้าง ๆ หัวเราะเยาะไม่หยุด มีโจวอวิ๋นลงมือแล้ววันนี้เจ้าทาสกระบี่นี่ตายแน่
เมื่อโจวอวิ๋นเข้ามาใกล้ แรงกดดันในตัวหลินอวิ๋นหนักขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะนอนราบ
ห่างกันสามขั้นพลังมันคือความต่างดั่งเมฆและดินเลน ต่างกันมากเกินไปจนเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว
ทว่าทันใดนั้นเองหลินอวิ๋นรู้สึกเบาทั้งตัว แรงกดดันหายไปทันใด
โจวอวิ๋นหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง ก่อนมองซูจื่อเหยาด้วยแววตาไม่เข้าใจ ที่แท้ซูจื่อเหยาที่มองดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาเย็นชามาตลอดพลันออกมือต้านพลังจากโจวอวิ๋นไว้
“ศิษย์พี่หญิงซู นี่คือบุญคุณความแค้นระหว่างข้ากับเขา…”
“ไปให้พ้น”
โจวอวิ๋นยังอยากจะอธิบาย ทว่ายังไม่ทันเอ่ยจบ ซูจื่อเหยาผู้มีใบหน้าดั่งน้ำค้างขัดคำพูดเขาทันที
ทันใดนั้น ใบหน้าโจวอวิ๋นทั้งอึมครึมทั้งโล่งไม่ชัดเจน ดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
ซูจื่อเหยาคืออัจฉริยะฝ่ายใน เป็นธิดาแห่งสวรรค์ของทั้งสำนักชิงอวิ๋น มองไปทั้งแคว้นเทียนสุ่ยยังเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก
ถ้านางจะลงมือจริง ๆ โจวอวิ๋นไม่กล้าสอดปากใด ๆ ทั้งนั้น
“ยังไม่รีบไปให้พ้นอีกรึ? ต่อให้จะตีสุนัขก็ต้องดูว่าเจ้าของเป็นใคร โจวอวิ๋นเจ้าเบื่อชีวิตแล้วรึ?”
หวังหนิงข้าง ๆ ซูจื่อเหยายกยิ้มเยาะ มองโจวอวิ๋นด้วยสายตาเย้าหยอกนิด ๆ
คำพูดนี้เหมือนจะต่อว่าโจวอวิ๋น แต่ความจริงแอบถากถางหลินอวิ๋น หวังหนิงพูดคำเดียวสองความหมาย เป็นการด่าทั้งสองคนด้วย
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้แล้ว”
โจวอวิ๋นสีหน้าเขียวคล้ำ นัยน์ตาฉายความอัปยศเสี้ยวหนึ่ง แต่ก็ยังกัดฟันอดกลั้นเอาไว้
“ช้าก่อน!”
ทว่าช่วงที่เขาจะไปนั้น หลินอวิ๋นเอ่ยเรียกเขาเอาไว้ก่อนด้วยใบหน้าขาวซีด
“เจ้าทาสกระบี่ เจ้าคิดจะทำอะไร!”
ความรู้สึกอัปยศจากศิษย์ฝ่ายในสองคนทำให้โจวอวิ๋นจวนจะระเบิดแล้ว พอได้ยินเสียงเรียกก็ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที
“สองเดือนจากนี้ข้าขอท้าสู้เจ้า ข้าจะคืนความอัปยศในวันนี้ให้เจ้า!”
หลินอวิ๋นเอ่ยออกมาทีละคำด้วยแววตาแน่วแน่
พอได้ยินดังนั้น โจวอวิ๋นไม่โกรธแต่กลับหัวเราะ มองหลินอวิ๋นเหมือนมองคนปัญญาอ่อนก่อนจะเอ่ยอย่างเย็นชา “ถ้าเจ้าอยากตาย ข้าจะรอเจ้าเสมอ”
เอ่ยจบ โจวอวิ๋นก็เดินไปทันทีโดยไม่สนใจหลินอวิ๋นอีก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เห็นหลินอวิ๋นอยู่ในสายตาสักนิดจนไม่สนใจสารท้ารบในครั้งนี้
การปะทะครั้งนี้สิ้นสุดลงตรงนี้
การที่ซูจื่อเหยายื่นมือเข้าช่วยหลินอวิ๋นสร้างความตกใจกับทุกคน สายตาที่มองมาทางเขาก็พินิจขึ้นหลายส่วน
มิน่าเจ้านี่ถึงได้ไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้นที่แท้ก็มีซูจื่อเหยาหนุนหลังอยู่จริง ๆ
ถึงซูจื่อเหยาจะเอ่ยปากไล่คนเท่านั้น ทว่าคำว่าไปให้พ้นนี่กลับมีน้ำหนักกว่าพวกเขาทุกคนเป็นสิบเท่า
“ขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่ช่วยมาก”
พอเจอซูจื่อเหยา ภายในใจหลินอวิ๋นซับซ้อนเล็กน้อย แต่ก็ยังมีความไม่ยอมอยู่อีกมาก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ด้วยนิสัยเขาจะไม่ท้าสู้กับโจวอวิ๋นอย่างแน่นอน แต่จะแอบฝึกฝนรอจนพลังแข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยล้างแค้นตรง ๆ
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด พอถูกเหยียดหยามต่อหน้าซูจื่อเหยา ตรงส่วนลึกในใจเขายอมรับไม่ได้
“ดูแลตัวเองให้ดี!”
ซูจื่อเหยาไม่ได้มองหลินอวิ๋น แต่ทิ้งท้ายคำพูดไว้เรียบ ๆ ก่อนจะเดินจากไป
หลินอวิ๋นรู้สึกหลากหลายในใจ ซูจื่อเหยาเจ้าช่างสูงส่งจริง ๆ!
เขาที่สุขุมมาตลอดยังอดปั่นป่วนในใจมิได้
หมัดขวาที่กำอยู่สั่นไม่หยุด เล็บคมแทบจะแทงทะลุเนื้อบนฝ่ามือ
“เป็นคนมีหลักการนี่ แต่เจ้าคิดว่าแบบนี้จะทำให้ซูจื่อเหยามองเจ้าสูงขึ้นได้รึ อย่าฝันไปเลย จำฐานะของเจ้าเอาไว้เจ้าทาสกระบี่ อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย!”
หวังหนิงมองหลินอวิ๋นด้วยแววตารังเกียจพลางพูดข่มขู่เสียงเบา
เอ่ยจบแล้วก็รีบตามซูจื่อเหยาที่เดินไปไกลแล้ว
ดูจากท่าทางก็รู้ว่าเป็นหมาขี้ประจบ หลินอวิ๋นคิดและยกยิ้มมุมปากเยาะเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวจากไป
-โปรดติดตามตอนต่อไป-