"เจ้ามิเป็นไรใช่หรือไม่ เด็กน้อยของข้า" เขมทัตพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนซึ่งต่างจากกิริยาเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง เจ้าตัวนั่งลงข้าง ๆ ใช้มืออันหยาบกร้านปาดเหงื่อบนใบหน้าซีดเผือดของคนรัก ทั้งยังประทับริมฝีปากลงบนแก้มของฝ่ายตรงข้ามอย่างทะนุถนอม
"ไปกับข้าสักครู่เถิด"
เปลือกตาของทีปกรเริ่มหนักขึ้นจนไม่อาจฝืนลืมตาได้อีกต่อไป เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบกับสถานที่ใหม่ซึ่งไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย บรรยากาศโดยรอบเป็นท้องฟ้าเปิดโล่งช่างดูสดใส ทีปกรก้าวเท้าออกเดินโดยอัตโนมัติเพื่อทำการสำรวจโดยรอบ จึงทำให้เตะกับพุ่มไม้เตี้ย ๆ ซึ่งมีดอกไม้หลากหลายสีสันชวนมองประดับประดาอยู่เต็มพุ่มนั้น
“ว้าว… นี่มันอาณาจักรดอกไม้เหรอเนี่ย” ดวงตาของทีปกรเบิกโพลงขึ้นเมื่อเห็นพุ่มดอกไม้หลากหลายสีสันเรียงเป็นแถวแนวยาวจนสุดลูกหูลูกตาก็มองไม่เห็นที่สิ้นสุด กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ลอยเตะจมูก ช่างเย้ายวนให้ต้องสูดกลิ่นนั้นเข้าจนเต็มปอด ยิ่งสูดเข้าลึก ๆ ยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นและมีเรี่ยวแรงอย่างบอกไม่ถูก
“รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่” เสียงทุ้มต่ำอันแสนจะคุ้นเคยถามขึ้น จึงทำให้ผู้ที่กำลังดื่มด่ำในธรรมชาติต้องมองหาเสียงนั้น
“นี่เราอยู่ที่ไหนครับ ทำไมมีแต่ดอกไม้เต็มไปหมดแถมกลิ่นก็หอมมาก ผมไม่เคยได้กลิ่นนี้มาก่อนเลยครับ” ทีปกรถามขึ้น ทั้งยังก้มลงไปเด็ดดอกไม้หลากสีด้านล่างขึ้นมาดม
“ที่นี่คือดินแดนคาบเกี่ยวระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ ส่วนกลิ่นนี้คือกลิ่นจากดอกปาริชาตซึ่งอยู่ไกลจากที่นี่นับร้อยโยชน์ ซึ่งทุก ๆ 100 ปีจึงจะผลิดอกส่งกลิ่นออกมาเช่นนี้ มิใช่กลิ่นจากดอกไม้พวกนี้หรอกเจ้า”
“คุณพาผมไปหากลิ่นนี้ได้ไหม ผมอยากเห็น ขนาดกลิ่นยังหอมขนาดนี้ดอกก็คงจะต้องสวยแน่ ๆ” ทีปกรเกาะแขนเขมทัตส่งสายตาเว้าวอนออกไปเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา
“ข้าคงพาเจ้าไปมิได้หรอก เรามากันได้ไกลที่สุดเพียงแค่นี้เท่านั้น เนื่องด้วยเจ้าเป็นเพียงมนุษย์ ส่วนข้านั้นเป็นผู้ที่มาจากนรกภูมิ เรามิอาจข้ามเขตแดนแห่งสรวงสวรรค์นี้ไปได้”
“เฮ้อ… น่าเสียดายจังนะครับ”
“ข้าเพียงต้องการให้เจ้ารู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น เจ้าชอบหรือไม่”
“ชอบครับ ผมชอบกลิ่นนี้ ชอบดอกไม้ แล้วก็…” ทีปกรเหลือบตามองเขมทัตพร้อมทั้งเผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมุมปาก ได้แต่คิดในใจต่อจากนั้น…ชอบคุณครับ…
“เจ้ายังคงเหมือนเดิมมิเคยเปลี่ยน ดอกไม้เหล่านี้งดงามยิ่งนัก ช่างคู่ควรกับเจ้าเสียจริง” เขมทัตพูดพลางก้มลงไปเด็ดดอกไม้สีชมพูขึ้นมาหนึ่งดอกพร้อมทั้งยื่นให้ทีปกร “นึกถึงข้าเมื่อใดจงหยิบมันขึ้นมาดูต่างหน้าข้าเถิด”
“คิดได้ไงเนี่ย ให้ผมดูดอกไม้นี้แทนหน้าคุณเนี่ยนะ” ถึงปากจะพูดไปแบบนั้นแต่ก็อมยิ้มพร้อมทั้งยื่นมือออกไปรับดอกไม้ที่ฝ่ายตรงข้ามยื่นให้ เมื่อมือของทั้งสองสัมผัสกันเขมทัตจึงดึงทีปกรให้เข้าใกล้ตนและก้มลงผสานริมฝีปากโดยที่ทีปกรไม่ทันตั้งตัว
“ที ที ตื่นได้แล้ว” ผู้เป็นพี่สาวเขย่าตัวเรียกน้องชายซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ในมวลดอกไม้กับชายผู้เป็นที่รัก จากใบหน้าอันแสนซีดเผือดบัดนี้กลับแดงก่ำ มือเรียวบางถูปากไปมาด้วยความเขินอาย เมื่อตั้งสติได้จึงรู้สึกเสียดายช่วงเวลาเมื่อครู่เพราะพี่สาวเข้ามาขัดจังหวะพอดี
“กำลังเข้าได้เข้าเข็มเลยเชียว” ทีปกรบ่นออกมาเบา ๆ
“อะไรนะ อะไรเข้าเข็ม” ธาริณีถามซ้ำอีกครั้งเพราะตนได้ยินไม่ชัด
“ไม่มีอะไร พี่เสร็จแล้วเหรอ”
“เสร็จแล้วสิยะถึงได้มาเรียกน้องรักที่นอนอู้งานอยู่นี่ไง” ทีปกรมองไปยังจุดที่ป้าดีเคยนอนอยู่ซึ่งบัดนี้ไม่มีแล้ว
“แล้วป้าดีล่ะ”
“พาขึ้นรถไปโรงพยาบาลแล้วย่ะ”
“อ้าว… ไปตอนไหนผมไม่เห็นจะได้ยินเลย”
“เหนื่อยมากสินะถึงได้หลับไม่รู้เรื่อง คิดว่าจะมาเป็นผู้ช่วยแต่มาดันมานอนให้กำลังใจสะงั้น กลับบ้านไปนอนกันเถอะ พี่ก็ง่วงเหมือนกัน” ธาริณีฉุดให้ทีปกรลุกขึ้นและเดินกลับบ้าน
ทีปกรรู้สึกได้ว่ามือข้างหนึ่งของตนกำลังกำอะไรบางอย่าง พอแบมือออกมาก็ทำให้รู้สึกประหลาดใจเมื่อดอกไม้สีชมพูที่เขมทัตให้ในความฝัน กลับมาอยู่ในมือโดยไม่บุบสลายเลยสักนิด