ย่อง ย่อง ย่อง...
ไม่เคยคาดคิดว่าผมต้องมาแอบย่องเข้าบ้านตัวเองอย่างกับพวกตีนแมวแบบนี้เลย สังเวชตัวเองจริง ๆ เพราะไอ้ห่าคิวนั่นแหละ ที่เสือกหิ้วสาวคนใหม่กลับมาห้อง แค่เพราะน้องเขาทะเลาะกับเพื่อน มันก็เลยพาเขามาอยู่ด้วย เขี่ยผมทิ้งอย่างกับขี้เพราะผมเป็เพื่อนที่ไม่สามารถทำหน้าที่คนรักให้ได้แค่เนี่ย
แม่ง...ไอ้เพื่อนเสียข้าวสุก
แกร๊ก~
ไอ้เชี่ย!
มึงมานอนอะไรตรงนี้วะ จะเป็ยามเฝ้าบ้านกูหรือไงเนี่ย!
ย่างเท้าเข้าบ้านไม่กี่ก้าวก็เจอไอ้พี่ธิวนอนแอ้งแม้งอยู่บนโซฟาห้องรับแขก ไม่รู้ว่ามันได้ยินเสียงปิดประตูเมื่อกี้หรือเปล่า แต่ผมก็ย่องต่ออย่างเงียบเชียบ เกร็งจนขาสั่นผับ ๆ ผ่านห้องนั่งเล่นมาได้
จ๊อกกกก~
อื้อฮือ...ดังก้องกังวานเลยมึง
เหนื่อยก็เหนื่อยแต่ก็แสบท้องเกินกว่าจะเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของพยาธิในท้องได้ ผมก็เลยต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากห้องนอนเป็ห้องครัวแทน หวังว่าไอ้หมาเฝ้าบ้านมันคงไม่ตื่นขึ้นมาง่าย ๆ หรอกนะ
.
.
หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...
ผมยืนนับเลขอย่างพยายามใจเย็นแบบสุด ๆ ทั้งที่อยากจะแร็ปแม่งรัว ๆ เพราะกลัวว่าไอ้พี่ธิวจะตื่นขึ้นมาตอนรอบะหมี่ถ้วยได้ที่เนี่ยแหละ แต่เพราะหิวจนจะแดกควายได้ทั้งตัวผมก็เลยต้องรอด้วยใจระทึก จนในที่สุดก็ได้กินเสียที ผมทำทุกอย่างแบบเงียบเชียบสุด ๆ แม้แต่ไฟยังไม่กล้าเปิดเลยครับ ต้องอาศัยไฟหน้าจอโทรศัพท์ส่องเอาเพราะกลัวคนในห้องนั่งเล่นจะรู้ตัว
ฟืดดดด...หอมดีว่ะ...
พึ่บ!
สว่างโร่!
“กินจุกจิกนะเราเนี่ย”
ผมรีบหันไปมองคนเปิดไฟห้องครัวที่ยืนสูงเด่นเป็สง่ายิ่งกว่าเสาเอกของบ้าน แถมมันยังดูสบายคลายกล้ามเนื้อกว่าผมตั้งเยอะ
“ตื่นมาทำไม!” แผนกูพังหมด
ไอ้พี่ธิวมันไม่ยอมตอบแต่เดินมายืนข้าง ๆ พลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะเลียหน้าผมอยู่แล้ว
“ทำเชี่ยไรเนี่ยพี่ธิว!”
“หอม...”
“ฮะ?”
“บะหมี่หอมขนาดนี้...จะไม่ตื่นได้ไงล่ะ”
“พี่ตื่นเพราะกลิ่นบะหมี่เนี่ยนะ”
“เปล่า...พี่ตื่นั้แ่เราเข้าบ้านมาแล้วแหละ”
เอ้า! ไอ้เชี่ย!
“แล้วทำไมไม่บอกว่าตื่นแล้ววะ!”
“ก็เห็นเราพยายามย่องมากจนพี่ไม่อยากทำลายความตั้งใจน่ะ”
“งั้นก็หลับต่อไปดิ จะตื่นขึ้นมาทำไมฮะ!”
“ตอนแรกก็ไม่อยากตื่นหรอก แต่พอดีเห็นว่าทำอะไรนานมาก พี่ก็เลยกลัวว่าเราจะเป็ตะคริวไปซะก่อน...เกร็งซะขนาดนั้น”
สั่นเลย...กล้ามเนื้อแขนขาที่เกร็งมานานสองนานเพื่อไม่ให้มันได้ยินเสียงเริ่มชาขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ชาไม่เท่าหน้าผมตอนนี้หรอก
อายยิ่งกว่าวันที่โรงอาหารอีกโว้ย!
“ไม่ต้องมายุ่ง! ไปนอนเลยไป!” ผมไล่มันแก้เก้อพลางซดบะหมี่ในถ้วย โดยไม่สนใจคนที่ยังยืนมองอยู่
“เตี๋ยว...”
“อะไรอีก!” ผมเงยหน้าจากถ้วยบะหมี่เมื่อถูกขัดจังหวะการซดน้ำแสนอร่อย
“ที่จริงคุณป้าเก็บอาหารเย็นไว้ให้ด้วยนะ อยู่ในตู้เย็นน่ะ...เวฟเอาแล้วกัน”
“แม่? แม่รู้ได้ไงอะ”
“คิวโทรมาบอกคุณป้าว่าเตี๋ยวจะกลับบ้านั้แ่เมื่อเย็นแล้วแหละ...กินให้อร่อยนะ”
กูเกลียดรอยยิ้มของมึงมากแต่ก็ไม่เท่าเกลียดไอ้ห่าคิวหรอกโว้ย! ทั้งหมดที่กูทำมาเพื่ออะไร จะทนเกร็งจนตะคริวแทบแดกเพื่ออออ ไอ้เชี่ยคิวววว!
“อ้อ...อย่าลืมแปรงฟันล่ะ”
คำเตือนทั่วไปที่แสดงออกไม่ทั่วไป เมื่อไอ้หมอห่วงเื่ฟันส่งปลายนิ้วมาเช็ดริมฝีปากของผมอย่างนุ่มนวล แล้วเสือกเลียปลายนิ้วตัวเองอีกต่างหาก
“อืม...หวาน...ดี”
หวานเชี่ยอะไร! กูแดกรสต้มยำกุ้ง เปรี้ยวฉิบหาย!
“พี่ไปนอนก่อนนะ. เออ...ลืมบอก...พี่ดีใจที่เตี๋ยวกลับมานะ”
คำพูดแสนอ่อนโยนมาพร้อมกับััแสนละมุน จากฝ่ามืออุ่นที่ขยี้ลงบนเส้นผมอย่างแ่เบา ความอ่อนโยนที่ผมได้แต่ยืนแข็งเป็หิน ปล่อยให้ไอ้บ้าธิวเดินขึ้นบ้านไปนอนด้วยรอยยิ้มเป็สุข ส่วนตัวผมนั้นได้แต่ร้องว่า...
กูเกลียดดดด! เกลียดที่มึงทำให้กูขนลุกไม่มีสาเหตุไอ้เชี่ยยย!
เบื่อ!
นี่แหละคำเดียวที่ผมรู้สึก เพราะค่ำคืนวันเสาร์ที่ควรจะลงไปนั่งดูบอลจนตาเปียกตาแฉะแต่ต้องมานอนเกลือกกลิ้งไร้ค่าอยู่บนห้อง ที่จริงมันคงไม่น่าอึดอัดเท่านี้หรอกถ้าแม่ไม่ไปงานเลี้ยงกับเพื่อน ส่วนไอ้ปอปลาก็ไปนอนกับไอ้เค้กที่บ้านไอ้คิวเพื่อทำรายงาน ผมก็เลยต้องรีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ แล้วมานอนเหนื่อยกับชีวิตของตัวเองอยู่ในห้อง เพราะไม่อยากอยู่เจอไอ้พี่ธิวที่คงจะกลับมาถึงบ้านอีกไม่นานนี้
~RRRRR~RRRRR~
“ใครวะ...”
เบอร์ไม่คุ้นเคยโชว์อยู่บนหน้าจอไอโฟนของผม มันอาจจะเป็สาว ๆ น้องใหม่สักคนที่ชอบโทรมาเซย์ฮัลโหลแนะนำตัวแบบแปลก ๆ นั่นแหละ
“ฮัลโหล”
[นี่มินนะเตี๋ยว]
แม่ง...ไม่น่ารับเลย อุตส่าห์บล็อกเบอร์ไปแล้วยังหาเบอร์อื่นโทรมาอีก รู้อย่างนี้ผมเปลี่ยนเบอร์ตัวเองคงง่ายกว่า
“อือ...”
[เรามีเื่อยากคุยด้วย ออกมาเจอกันหน่อยสิ]
“ไม่ละ…เราไม่ว่าง”
ปฏิเสธแบบไม่ต้องคิดเลย เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย ผมต้องตัดให้ขาดตามสไตล์คนคูล ๆ
[ถ้าเตี๋ยวไม่ออกมาเจอเรา --]
“ทำไม...จะปล่อยคลิปอะไรอีกหรือไง”
[เราไม่ได้เป็คนปล่อยสักหน่อย เราแค่อยากคุยกับเตี๋ยวให้รู้เื่เพราะไอ้คลิปบ้านั่นแหละ!]
“ช่างมันเหอะ เตี๋ยวไม่แคร์อยู่แล้ว...มินอยากจะทำอะไรจะเชื่อยังไงก็ตามใจเลย เราไม่มีอะไรจะคุยด้วยหรอก...แค่นี้นะ”
[ถ้าเตี๋ยวไม่ออกมาเราจะไปที่บ้านเตี๋ยวนะ!]
“เฮ้ย! จะมาทำไม!”
[ก็เตี๋ยวบอกว่าอยู่กับพี่คนนั้นไง เราก็จะไปดูให้เห็นกับตาเลย จะได้ถามแม่เตี๋ยวด้วยว่าเป็เื่จริงหรือเปล่า!]
“จะบ้าไปแล้วเหรอมิน! นี่มันเื่ส่วนตัวของเรานะ!”
[ตอนนี้เราอยู่ที่สวนสาธารณะหน้าซอยบ้านเตี๋ยวแล้ว ถ้าเตี๋ยวไม่ออกมาเจอเราที่นี่เราจะไปหาที่บ้าน]
“มาก็ไม่มีใครอยู่หรอก เสียใจด้วย!”
[ถึงวันนี้ไม่เจอ วันอื่นก็ต้องเจออยู่ดี!]
“ทำแบบนี้เพื่ออะไรเนี่ยมิน เธอเป็คนทิ้งเราเองนะ!”
[เพราะเราเป็คนทิ้งไงล่ะ แต่ทำไมเตี๋ยวถึงทำเหมือนว่าเป็คนทิ้งเรา แล้วยังเอาเื่ผู้ชายบ้าบอนั่นมาทำให้เราขายหน้าอีก!]
เชื่อเลย! ที่แท้ก็เพราะเสียอะไรไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้สินะ ทั้งที่ผมควรจะเป็คนรู้สึกแบบนั้นมากกว่าเพราะถูกตราหน้าว่าเป็เกย์เป็ไอ้ผู้ชายไร้น้ำยา แต่ทำไมผมต้องมารับผิดชอบเื่อะไรพวกนี้ด้วยเนี่ย
[เราให้เวลาแค่สิบนาที ถ้าเตี๋ยวไม่มาเราจะบุกไปถามที่บ้าน!]
ตู๊ดตู๊ดตู๊ด...
แม่ง!
ถ้ารู้ว่าต้องมาพัวพันกับอะไรแบบนี้ผมจับทำเมียไปนานแล้ว สุภาพบุรุษจนไม่เหลือทางออกให้ชีวิตเลยเนี่ย อยากเจอกันนักก็ไปแม่งทั้งสภาพแบบนี้แหละ เสื้อยืดตราห่านกับกางเกงบอลเก่า ๆ ขอบเปื่อยด้วย ผมไม่มีลุคให้ต้องรักษาต่อหน้าผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว ไปให้มันจบ ๆ เสียทีดีกว่า ผมไม่มีทางยอมให้มินมาที่บ้านหรอก ถ้าเจอไอ้พี่ธิวความจริงก็แตกกันพอดี เดี๋ยวได้อายซ้ำอายซ้อนเข้าไปอีก
.
.
เอี๊ยด!
เบรกมอเตอร์ไซค์ด้วยความคูลและก้าวลงจากรถด้วยมาดผู้ชายสุดชิค แม้จะตรงข้ามกับเสื้อผ้าหน้าผมตอนนี้มากก็เถอะ...ก็ความคูลมันอยู่ในสายเืนี่ครับ
“มาช้านะ”
“ก็มาแล้วนี่ไง จะเอาไงอีก” อย่ามาเรียกร้องอะไรได้ไหมวะ ไม่ได้เป็อะไรกันแล้วสักหน่อย
“เดี๋ยวนี้ใจร้ายขึ้นมากเลยนะ”
“จะให้ใจดีด้วยคงไม่ไหวหรอก” กูเจ็บจี๊ด ๆ ในใจอยู่เนี่ย
“เฮอะ...จะเกลียดเราก็ได้นะ แต่เราอยากให้เตี๋ยวแก้ข่าวพวกนั้น มันทำให้เราลำบากไปด้วยเข้าใจไหมเตี๋ยว”
“งั้นก็บอกคนอื่นอย่างที่มินอยากบอกไปเลย...บอกว่าเราเลวร้ายแค่ไหน หรือว่ามินเป็นางเอกผู้ถูกกระทำอะไรก็เอาเลย แต่ขอให้เื่ของเรามันจบแค่ตรงนี้วันนี้ได้ไหม...ไม่คิดว่าแค่นี้เราก็เจ็บมากพอแล้วเหรอมิน” ผมถามคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นขึ้นมา ทั้งโกรธ เสียใจ และเ็ป
“เราก็ไม่ได้อยากมายุ่งวุ่นวายกับเตี๋ยวอีกหรอกนะ แต่ชื่อเรามันโดนลากเข้าไปเกี่ยวด้วย เรากลายเป็ยัยสวยใสไร้สมอง แถมเป็ผู้หญิงที่โดนฟันแล้วทิ้งเพราะแฟนกลายเป็เกย์อีก!”
ผมเป็คนเสียหายไม่ใช่หรือไง ทั้งเป็เกย์ทั้งหลอกลวงแต่ที่เคืองคือผมยังไม่ได้ฟันสักดาบเดียวไอ้ห่าน!
“มันไม่ใช่เื่ที่เตี๋ยวต้องรับผิดชอบอะไรเลยนะ ถ้ามินอยากจะหาคนรับผิดชอบเื่นี้ก็คงต้องเป็พวกเพื่อนของมินนั่นแหละ”
“แต่เพราะว่าเตี๋ยวไปบอกพวกมันอย่างนั้นไงล่ะ มันถึงยิ่งได้ใจสร้างเื่มากขึ้นไปอีก”
“เราไม่รู้จะ --”
เอี๊ยด!
บรรลัยแล้ว! พวกไอ้เหี้ยมมันโผล่มาได้ไงวะ!
ผมยืนช็อกตาค้าง มองไอ้เหี้ยมกับพวกพ้องวิ่งลงมาจากรถกระบะพร้อมถือไม้ท่อนโตติดมือมาด้วย ส่วนครั้งนี้ผมฉายเดี่ยว ตายห่าแน่ ๆ!
“มึงตายแน่ มึงโกหกกูเหรอไอ้สัด!”
นั่นไง! ไอ้เหี้ยมมันยกไม้ในมือชี้หน้าผมแบบเอาตายจริง ๆ
“กูไม่ได้โกหก เขามาคุยธุระกับกูเฉย ๆ! ใช่ไหมมิน --”
อ้าวแม่งงงง! เผลอแป๊บเดียววิ่งหนีกูไปเฉย!
ทิ้งให้ผัวน้อยมาตีอดีตแฟนหลวงอย่างกูอีก ไม่รักไม่ว่าแต่จะมาฆ่ากูแบบนี้ไม่ได้นะโว้ย!
“เฮ้ย! จัดมันเลย!”
เชี่ยยยย! ให้เวลาช็อกหน่อยไม่ได้หรือไงวะ!
ในเมื่อพวกมันกรูกันเข้ามาขนาดนี้ ผมก็ไม่คิดจะยืนหยัดสู้กับพวกมันหรอก ผมจัดการโกยแน่บแบบไม่คิดชีวิตกลับไปทางซอยบ้าน ทิ้งฟีโน่เป็อะไรได้อีกเยอะรวมทั้งเป็ภาระของผมไว้ตรงนั้นด้วย หวังเพียงว่าจะมีพลเมืองดีหิวข้าวตอนสามทุ่มแล้วออกมาหาอะไรยาไส้ จะได้มาช่วยลูกนกลูกกาอย่างผมบ้าง
“หยุดนะมึง!”
หยุดให้โง่เหรอไอ้ห่าน!
บรืนนนน~
เอี๊ยด!
เวรรรร!
เพื่อนมันเสือกฉลาดขับรถกระบะมาดักหน้าผมอีก
ไม่มีทางเลือกแล้วครับ สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตายเพราะงั้นก็ต้องลองสู้สักตั้งแหละวะ
พลั่ก! พลั่ก!
ผัวะ!
ผมซัดไอ้คนขับที่เสนอหน้าวิ่งลงมาจากรถก่อนเลย ส่วนอีกสามคนก็วิ่งเข้ามาด้านหลัง ทีนี้ก็แลกหมัดแลกเท้ากันชุลมุน แต่ผมก็พยายามหลบไม้ให้ได้มากกว่าหลบหมัด ด้วยการเอาตัวชิดรถกระบะของมันไว้ให้มากที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องระวังหลัง
โชคดีเหลือเกินที่พวกมันไม่ได้ตัวใหญ่มากนักแถมสองคนในนั้นยังตัวเล็กกว่าผมอีก ผมก็เลยซัดกับพวกมันได้บ้างแต่สิ่งที่ต้องระวังมากสุดก็คือไอ้หน้าเหี้ยมที่ตัวใหญ่กว่าเพื่อน ไม้ในมือก็กวัดแกว่งไปมาพร้อมจะพิฆาตกบาลผมแบบสุด ๆ โดนไปทีเดียวคงได้มอดม้วยมรณา
ปี๊นนนนน!
เสียงแตรรถดังยาวพร้อมแสงไฟที่สาดส่องเข้ามาทำให้พวกมันหยุดหมาหมู่กับผมชั่วขณะ ผมจึงฉวยโอกาสถีบไอ้เหี้ยมกระเด็นลงไปกองกับพื้นจนไม้ในมือของมันกระเด็นหลุดไปอีกทาง
“มึง!” ไอ้หมาหมู่อีกสองตัวหันกลับมาเล่นงานผมทันทีที่เห็นเพื่อนโดนตีน
ผัวะ!
ผมโดนหมัดซัดเข้ามาเต็ม ๆ แก้มซีกซ้ายจนหน้าหัน แต่ก็ยังไหวอยู่จึงหันไปแลกหมัดกับพวกมันต่อแม้ว่าจะโดนรุมก็ตาม
พลั่ก!
ตุ้บ!
นี่ไม่ใช่เสียงฝีมือฝีตีนของผมนะครับ แต่เป็ใครบางคนที่ลงมาจากรถและส่งพวกมันถลาลงไปจูบดิน
...พี่ธิว...
“มึงเสือกอะไรด้วยวะ!” ไอ้หน้าเหี้ยมลุกขึ้นยืน คว้าไม้ที่พื้นมาชี้หน้าไอ้พี่ธิวที่เข้ามายืนบังผมจากพวกมัน
“ผมว่าใจเย็น ๆ ดีกว่า...แยกย้ายกันไปก่อนตำรวจจะมาดีกว่านะ”
กูยอมใจมึงจริง ๆ ไอ้พี่ธิวววว ขนาดสถานการณ์แบบนี้มึงยังสุภาพได้อีก!
“ใจเย็นเหี้ยอะไร! มึงเข้ามาถีบพวกกูเนี่ย มึงอยากตายพร้อมไอ้กะล่อนนี่ใช่ไหม!”
“กูไม่ได้กะล่อนเหี้ยอะไรเลย มึงมีปัญหาก็ไปเคลียร์กับมินเอาเองดิวะ!”
“เขาบอกกูเองว่ามึงไม่ได้เป็เกย์แต่เขาก็อยากทิ้งมึงแล้ว มึงเองมากกว่าที่ไม่ยอมเลิก มึงอย่าคิดว่าจะรอดไปได้อย่างครั้งที่แล้วเลย!”
ถ้ามันประกาศกร้าวซะขนาดนี้ผมคงต้องหาทางออกให้ได้ก่อนที่จะเกิดการตะลุมบอนกันอีกรอบ
“กูไม่ได้โกหก กูมีแฟนเป็ผู้ชายจริง ๆ!”
“หืม?”
มึงไม่ต้องหันมามองกูหรอกไอ้พี่ธิว...มึงนั่นแหละแฟนกู
“คนนี้แหละแฟนกู!” กลั้นใจพูดแม่งต่อหน้ามันเนี่ยแหละ แต่ขอร้อง...อย่ามองตากูตอนนี้ กูอาย กูเสียเชิงโคตร ๆ แต่กูอยากเอาลมหายใจไปทิ้งที่บ้านมากกว่าข้างถนนแบบนี้ ไอ้พวกเห้นี่จะได้เลิกมาราวีสักที
“ไอ้หล่อเนี่ยนะ!”
เอ่อ...ทีกูมึงเรียกว่าไอ้เหี้ยบ้าง ไอ้กะล่อนบ้าง แต่กับไอ้พี่ธิวที่ถีบพวกมึงเมื่อกี้ มึงกลับเรียกมันว่าไอ้หล่อเนี่ยนะ
แม่ง...ลำเอียงสัด ๆ
“เออ! คนนี้แหละแฟนกู มินเขารับไม่ได้ที่กูเลิกกับเขามาคบกับไอ้ -- คบพี่ธิวอะ”
“มึงอย่ามาตอแหลต่อหน้ากูอีกนะ!”
“กูไม่ได้ตอแหลเว้ย! นี่แฟนกู...อยู่ด้วยกันแล้วด้วย ไม่เชื่อมึงก็ถามเขาดูดิวะ ถ้ากูไม่ได้เป็อะไรกันเขาจะมาช่วยกูแบบนี้ทำไม คิดดิไอ้เหี้ย!”
“ไอ้หล่อ มึงเป็แฟนไอ้เหี้ยนี่หรือเปล่าวะ!”
ผมมองหน้าไอ้พี่ธิวพยายามสื่อสารทางโทรจิตแบบสุดฤทธิ์ ภาวนาให้มันช่วยรู้ตัวหน่อยเถอะว่านี่คือวิธีเอาตัวรอดทางเดียวของผมกับมัน
“อืม...”
แม่ง...ตอบสั้นยิ่งกว่ารองทรงเบอร์ศูนย์ ตอบแบบไม่เต็มใจด้วย ผมว่าไม่น่าจะรอดแล้วแหละ
“เออ! กูเชื่อก็ได้!”
เย้ดดดด! กูบอกมึงตั้งมากมาย มึงไม่เชื่อกูสักคำไอ้หน้าเหี้ยม!
“งั้นก็จบกันตรงนี้ตกลงไหม” ไอ้พี่ธิวสายเจรจาบอกกับพวกมันพลางเอื้อมมือมาจับข้อมือผมไว้
“ก็ได้...”
ยอมง่ายจังวะ มึงแพ้คนหล่อมาดผู้ดีแน่ ๆ ไอ้เหี้ยม
“ไม่ได้เว้ย! ไอ้เหี้ยนี่มันยำไอ้โอ่งไปตั้งเยอะ กูจะเอาคืน!” ไอ้หน้าเหลี่ยมพยุงเพื่อนอีกคนที่ยับเยินเพราะฝีตีนของผมและจ้องมองมาอย่างอาฆาตแค้น ดูท่าว่ามันจะไม่จบง่าย ๆ แน่
“เออ! กูก็ไม่สนเื่ไอ้เหี้ยนี่แล้ว จัดแม่งเลยดีกว่า!”
“เฮ้ย!”
ไอ้สองตัววิ่งเข้าใส่พวกผม โดยมีไอ้หน้าเหี้ยมร้องอย่างใที่คุมเพื่อนไม่อยู่
พลั่ก!
ตุ้บ!
ไอ้เหลี่ยมโดนขายาว ๆ ของพี่ธิวซัดจนกระเด็นลงไปกองกับพื้นก่อนจะเข้ามาถึงตัวผม ผมก็เลยลุยแหลกใส่เพื่อนมันเพราะไหน ๆ ก็มีพวกแล้ว ตัว ๆ แบบนี้ผมไม่หวั่นหรอก
“ทำอะไรของพวกมึงวะ!”
ทำเหี้ยอะไรล่ะ เพื่อนมึงก็แลกตีนกับพวกกูอยู่เนี่ยไอ้เหี้ยม!
เพื่อนมันแม่งเมายาหรือเปล่าวะ คึกฉิบหาย!
ตอนนี้ไม่มีใครฟังใครแล้วครับ ผมเองก็กำลังยำเพื่อนไอ้เหลี่ยมที่นอนเป็เบาะให้กระทืบอยู่บนพื้น จนไม่ได้ระวังไอ้โอ่งเพื่อนตัวอ้วนของมันที่มาจากไหนไม่รู้และเงื้อมือฟาดอะไรบางอย่างลงมาที่ผม
ฟึ่บ!
“เตี๋ยวระวัง!”
เสียงเตือนที่ผมทำอะไรไม่ทันแล้ว เมื่อหันไปอีกทีก็เห็นแต่แผ่นหลังกว้างของไอ้พี่ธิวเข้ามายืนบังผมไว้
“โอ๊ย!”
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ทำอะไรของมึงวะ!” เสียงด่าของไอ้หน้าเหี้ยมทำให้ผมหันกลับไปดูและเห็นไอ้ตัวการกับเพื่อนพากันถอยกรูดกลับไปที่รถอย่างรวดเร็ว
ปี๊น! ปี๊น! ปี๊น!
“เฮ้ย! ไปเร็วไอ้เหี้ย!”
พวกมันกรูกันขึ้นรถกระบะก่อนขับออกไป สวนทางกับรถฟอร์จูนเนอร์สีน้ำตาลคุ้นตา
“เตี๋ยวไม่เป็ไรนะ” ไอ้พี่ธิวหันมาถามผมที่กำลังมึนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่
“เฮ้ย! พี่ธิวเื!” ผมแหกปากดังลั่น เมื่อเห็นแขนขวาของคนที่เข้ามาบังผมเมื่อครู่มีเืสีแดงเข้มซึมออกมาจากเสื้อแขนยาวสีขาว
ผมไม่รู้จะถามอะไรก่อน เพราะว่าผมไม่ทันเห็นอะไรตอนที่พี่ธิวเอาตัวมาขวางผมกับไอ้อ้วนนั่น รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ไอ้เหี้ยมมันด่าเพื่อนแล้วหนีขึ้นรถกันไปนั่นแหละ
“มีดน่ะ...ดีที่มันไม่แทง แค่ฟันลงมาเฉย ๆ”
“จะแทงหรือจะฟันก็ตายห่าได้ทั้งนั้นแหละ แม่งเอ๊ย!” ผมมือไม้สั่นพยายามจะทำอะไรสักอย่างให้เืหยุดไหล แต่ผมกลับไม่กล้าแตะลงไปที่แขนพี่มันด้วยซ้ำ
“ไอ้เตี๋ยว!”
“ธิว!”
ไอ้คิวกับผู้หญิงที่ผมไม่รู้จักเดินตรงเข้ามาหาทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเป็กอง เพราะผม้าความช่วยเหลือมาก ๆ ในตอนนี้
“ไอ้คิวช่วยด้วย พาพี่ธิวไปหาหมอที...เร็วดิวะ!” ผมหันไปเร่งเพื่อนที่เพิ่งเดินเข้ามาหา และมองพี่ธิวที่มีเืไหลซึมออกมาอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“ไม่ต้องหรอก แค่ถาก ๆ เอง”
“ถากเหี้ยอะไร เืเยอะขนาดนั้น!” มึงเป็ซูเปอร์แมนหรือไงวะ
ผมไม่สนใจคำพูดไอ้พี่ธิวและพยายามพามันเดินกลับไปที่รถ
“ไอ้เตี๋ยวกูว่าให้กูพาไปดีกว่า มึงขับไม่ไหวหรอก มือสั่นเลยเนี่ย”
“กูไหว!”
“เดี๋ยวพี่พาธิวไปเองดีกว่า...คิวช่วยพาเตี๋ยวกลับไปบ้านที” สาวสวยหน้าหวานออกคำสั่งแบบที่ผมอยากปฏิเสธ แต่เธอชิงพูดขึ้นมาก่อน “อย่าดื้อ...พี่เป็หมอนะ ดูแลเื่แบบนี้ได้ดีกว่า พวกเราสองคนกลับไปบ้านเถอะ ไปธิว...ไหวไหม”
“อือ...เราว่าแผลไม่ค่อยลึกนะ กดแผลไว้แล้ว คงไม่เป็อะไรมาก เตี๋ยวกลับบ้านไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา...คิวทำแผลให้เตี๋ยวด้วยล่ะ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลย”
“ครับพี่...ไปมึง”
“แต่ --”
“พี่ไม่เป็อะไรจริง ๆ ไปเถอะ”
แม้จะเป็ห่วงแค่ไหนแต่ผมก็ปล่อยให้พี่ธิวไปโรงพยาบาลกับพี่สาวคนสวยแทน เพราะเอาเข้าจริงผมก็ไม่อยากเห็นเืของมันหรอก
.
.
เคาะดีไม่เคาะดีวะ...
ั้แ่ไอ้คิวกับ ‘พี่หมออุ่น’ กลับไปแล้ว ผมก็ยืนลังเลชะงักมือไปมาอยู่หน้าห้องไอ้พี่ธิวแบบนื้ เพราะมีคำถามมากมายที่อยากถามมันแต่ก็ไม่รู้ว่าควรถามไหม ทั้งอาการาเ็ที่มันย้ำนักย้ำหนาว่าไม่เป็อะไรมาก รวมทั้งเื่ที่พี่หมออุ่นเป็เพื่อนสนิทและแฟนเก่าของมันด้วย...
ผู้หญิงที่มันเปิดตัวในตอนนั้น...คนที่ผมจำหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ไอ้คิวมันบังเอิญไปเป็ลูกค้าคลินิกเสริมความงามของพี่หมออุ่น มันก็เลยรู้เื่นี้และเสนอตัวพาเขามาหาพี่ธิวที่บ้านผม
มันน่าแปลกใจมากที่เคยเป็แฟนกัน แต่ยังเป็เพื่อนกันได้แถมยังสนิทกันมากอีกด้วย ถึงจะอยากรู้เื่ความเป็มาเป็ไปของไอ้พี่ธิวกับพี่หมออุ่นมากแค่ไหน แต่ผมก็ยังกระดากที่จะถามออกไปตรง ๆ เพราะคงเลี่ยงที่จะพูดเื่ของผมกับมันในวันเก่า ๆ ไม่ได้
“เฮ้อ! เอาไงดีวะ” ผมก้มลงมองถาดอาหารในมือที่เตรียมพร้อมมาปรนนิบัติไอ้พี่ธิว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าควรทำไหม ถ้าผมดูแลมันแบบนี้มันจะเข้าใจผิดคิดว่าผมให้อภัยมันแล้วหรือเปล่า
‘ถ้ามึงเป็ห่วงพี่เขาต่อจากนี้ก็ช่วยทำตัวดี ๆ กับพี่เขาบ้างเถอะ ลืมเื่ในอดีตไปบ้างก็ได้นะไอ้เตี๋ยว’
คำพูดสั่งสอนที่หาไม่ได้ง่าย ๆ จากไอ้คิวดังแว่วเข้ามาเตือนสติผมอีกครั้ง มันเป็สิ่งที่ผมเองก็คิดตามเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกผิดที่ทำไม่ดีกับมันไว้เยอะ แต่พี่มันก็ยังเสี่ยงชีวิตมาช่วยไว้แบบนี้ แต่ครั้นจะให้ลืมเื่เก่าที่มันก่อไว้ในทันทีทันใดก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายดายขนาดนั้น
แอ๊ด~
“อ้าว...ยังไม่นอนเหรอ”
ผมนิ่งค้างเมื่อเ้าของห้องดันเปิดประตูออกมาซะก่อนที่ผมจะได้ตัดสินใจ
“เอ่อ...ยัง...อ้ะ” ด้วยความจำยอม ผมก็เลยยื่นถาดข้าวต้มให้มัน
“เอามาให้พี่เหรอ”
“ไม่ใช่มั้ง ถือมาให้ขนาดนี้ ว่าแต่...ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหมล่ะ”
“อืม...ขอบใจนะ” ไอ้พี่ธิวยื่นมือออกมารับทั้งที่ยังมีผ้าพันแผลอยู่ที่แขน
“ถอยไป เดี๋ยวเอาเข้าไปให้” แม้จะกระดากอายอยู่บ้าง แต่เพราะเห็นมันลำบากอยู่ผมจึงแทรกตัวเข้าไปในห้องโดยที่มันไม่ได้เชิญ “มากินดิ อาบน้ำหรือยัง...แล้วยาล่ะ”
ผมวางถาดข้าวต้มไว้บนโต๊ะข้างเตียงและตบเตียงให้มันมานั่ง
“จะป้อนหรือไง”
ถ้าเป็ปกติผมคงด่าใส่หน้ามันไปแล้วเพราะไอ้รอยยิ้มกวนประสาทแบบนี้ แต่วันนี้ไม่มีสิทธิ์โกรธเพราะว่ามันควรเป็หน้าที่ผมที่ดูแลพี่มัน ไอ้คิวพูดถูกอย่างหนึ่งว่าถึงผมจะลืมเื่เก่ายังไม่ได้ แต่ผมก็ควรจะทำตัวกับพี่มันให้ดีกว่าเก่าหน่อย
“ก็ได้นะ...กินได้หรือเปล่าล่ะ” ผมหันไปหยิบถาดข้าวต้มมาวางบนตักและเตรียมตักข้าวต้มให้มันกิน
“เฮ้ย...ไม่ต้อง พี่กินเองได้ ไม่คิดว่าจะทำให้จริงนะเนี่ย”
“เอ้า...ไม่ใช่คนอกตัญญูนะเว้ย บุญคุณก็ต้องทดแทนดิ”
“แค้นก็ต้องชำระด้วยหรือเปล่า...เหมือนที่เตี๋ยวเกลียดขี้หน้าพี่อยู่ตอนนี้ไง”
ผมจ้องหน้าคนที่กำลังตักข้าวต้มจากตักผมเข้าปากตัวเองอยู่เพราะไม่คิดว่ามันจะพูดอะไรแบบนี้เลย เมื่อก่อนผมเคยถามมันถึงเื่คืนนั้น แต่มันก็ไม่ยอมอธิบายอะไรสักอย่าง มีเพียงประโยคคลาสสิกที่ว่า ‘ลืมไปเถอะ ไม่มีอะไรหรอก’ คำพูดของมันในตอนนั้นที่ผมทำไม่ได้เลยเพราะผมไม่เข้าใจเหตุผลที่มันทำเลยสักนิด
“มองนานกว่านี้พี่จะเขินแล้วนะ”
“อย่ามากวน!” ผมเอ็ดใส่มันแต่ไอ้คนเจ็บก็ดูไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพราะเอาแต่หัวเราะเบา ๆ อย่างชอบใจ
“รู้สึกผิดอยู่หรือไง ถึงได้มาดูแลแบบนี้น่ะ”
แม่ง...แสนรู้จริง ๆ
“ก็...นิดนึง”
“นิดเดียวเองเหรอ”
“เอ้า! ไหนบอกว่าแผลเล็กนิดเดียวไง ผมก็รู้สึกผิดเท่ารอยแผลนั่นแหละ”
“แผลมันไม่ใหญ่นะแต่มันลึก...ถ้างั้นก็ต้องรู้สึกผิดให้ลึกซึ้งเท่ารอยแผลเลยดิ”
“อื้อฮือ...งั้นให้ผมร้องไห้ให้ด้วยเลยไหมครับคุณหมอธิว จะได้เหมือนคนที่รู้สึกผิดจากก้นบึ้งส่วนลึกในหัวใจ”
“ฮ่า ๆ ประชดเก่งนะเรา”
“ไม่เท่าความกวน...ของพี่หรอก” ผมทำปากเป็คำว่าตีนแบบไม่มีเสียงใส่คนตรงหน้า ที่ยักไหล่ให้ผมและตักข้าวต้มเข้าปากอีก
“กินให้หมดนะ”
“นี่...จะฆ่าพี่เหรอ”
แม่ง! ถ้ารสชาติแย่ขนาดนั้นมึงจะนั่งกินแบบเอร็ดอร่อยแบบนี้เพื่ออออ
“งั้นไม่ต้องกินแล้ว!” ผมทำท่าจะดึงถาดข้าวต้มออกไม่ให้มันกินต่อ แต่ไอ้คนปากดีรีบเอามือมาดึงถาดอีกด้านไว้แน่น
“เฮ้ย! กินดิ...พี่หิวนะ”
“ไม่อร่อยก็กินแค่รองท้องก็ได้ เดี๋ยวไปเอาอย่างอื่นมาให้กิน”
“ก็กินได้นะ ไม่ได้รสชาติแย่อะไร”
สรุป...เมื่อกี้กวนตีนสินะ
“ที่จริงเราไม่ต้องมาดูแลพี่ก็ได้นะ พี่ไม่เป็อะไรมากจริง ๆ ไม่ต้องทดแทนบุญคุณอะไรหรอก พี่ไม่ได้คิดว่ามันเป็บุญคุณอะไร”
“แล้วจะเข้ามาช่วยทำไมล่ะ...ช่วยแล้วก็ต้องเป็บุญคุณอยู่แล้วปะ”
“แล้วจะให้พี่ขับผ่านไปเฉย ๆ เหรอ นั่นมันเตี๋ยวนะ”
“ถ้าคนที่โดนรุมอยู่เป็พี่...ผมอาจจะไม่ช่วยก็ได้นะ” แกล้งพูดกวนตีนไปงั้นแหละ ต่อให้เป็ใครที่ผมไม่รู้จักหรือเกลียดขี้หน้าแค่ไหนกำลังเจอเื่อันตรายขนาดนี้ ผมก็คงเข้าไปช่วยเหมือนกัน
“อืม...ก็ไม่ผิดนะ ไม่ช่วยคนที่เกลียดก็ไม่เห็นแปลก”
“ก็...ไม่ได้เกลียดขนาดนั้นเปล่าวะ”
“แต่ก็เกลียด...”
“ทำไมอยู่ดี ๆ ก็พูดเื่นี้ขึ้นมาวะ เมื่อก่อนถามให้ตายยังไงก็ไม่เห็นอยากจะตอบ”
“เื่อะไร”
“เอ้า! ก็เื่...”
“ที่พี่บอกชอบเตี๋ยวน่ะเหรอ”
“...” ทำไมมันพูดถึงเื่นี้ได้ง่ายดายกว่าผมอีกนะ
“พี่...ไม่รู้จะแก้ตัวหรืออธิบายอะไรหรอกนะ ถ้าเตี๋ยวจะโกรธเกลียดพี่เพราะพี่พูดแบบนั้นออกไป...มันก็ไม่แปลกหรอก”
แม่ง...ทำไมมึงต้องทำหน้าสลดขนาดนั้นวะ ยอมพลีชีพช่วยกูขนาดนี้จะบอกว่าเกลียดได้ไง
“เฮ้อ…ก็บอกว่าไม่ได้เกลียดไง”
“ที่ไม่คุยกับพี่มาตั้งหลายปี...ไม่ได้เป็เพราะเกลียดเหรอ”
“มันเป็เพราะพี่หลบหน้าผมไม่ใช่หรือไง!”
“พี่ไม่ได้หลบหน้า...พี่คิดว่าเตี๋ยวไม่อยากคุยกับพี่แล้วเหมือนกัน พี่ไปหาเตี๋ยวตั้งหลายครั้งแต่เตี๋ยวก็ไม่ยอมมาเจอพี่เลย...”
“ก็ตอนนั้นผมช็อกอยู่! แต่หลังจากนั้นผมก็ไปหาพี่แล้วไง!”
“โอเค...พี่ผิดเอง...แต่ตอนนั้นพี่แค่ไม่ค่อยมีเวลา...พี่ต้องแบ่งเวลาให้หลายอย่าง มีอะไรต้องคิดเยอะ และพี่ก็ไม่อยากให้เตี๋ยวรู้สึกไม่ดีที่พี่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ตัวด้วย”
“งั้นก็ควรอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้นสิวะ ทำแบบนั้นใครจะไปเข้าใจ!”
“แต่พี่เคยขอโทษไปแล้ว...พี่บอกแล้วว่าให้ลืมมันไปซะ”
“คนนะเว้ย ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ จู่ ๆ จะให้ลบก็ลบได้เลย แม่ง! เลิกพูดเหอะ ถ้าไม่อยากให้ผมเกลียดจริงจังกว่านี้”
“ถ้าไม่จริงจัง...เราก็สนิทกันเหมือนเดิมได้ใช่ไหม”
“ถามเยอะจังวะ!”
“พี่เป็ผู้มีพระคุณไม่ใช่เหรอ ก็น่าจะถามได้นะ”
“แหม ทีอย่างนี้ทวงบุญคุณเชียวนะ”
ไอ้พี่ธิวยิ้มแป้นตอบกลับมาทั้งที่กินข้าวต้มของผมไม่หยุดปาก
“ว่าแต่ทำไมเราถึงมีเื่กับเด็กพวกนั้นล่ะ แล้วยังประกาศว่าเป็แฟนพี่อีก”
“เอ่อ...” ลืมสนิทเลยว่ะว่าพูดอะไรไปบ้าง ครั้งก่อนก็จูบมันไว้ซะดูดดื่ม...รู้สึกอายขึ้นมากะทันหันเลย
“มีอะไรที่พี่ไม่รู้หรือเปล่าเนี่ย”
มึงเลี้ยงลูกเทพไว้หรือไง ถึงได้รู้เื่กูมากขนาดนี้เนี่ย
“ก็...มีเื่เข้าใจผิดกันน่ะ คือ...เตี๋ยวเพิ่งเลิกกับแฟนเพราะว่าโดนนอกใจ...แต่เสือกโดนปล่อยข่าวว่าไม่แมนก็เลยมีเื่ทะเลาะกัน แล้วก็...เกิดเื่วันนั้นที่คลับแหละ”
“อ๋อ...ที่เราจู --”
“หยุด! ไม่ต้องพูดออกมา!” ผมรีบยกมือปางห้ามญาติ แค่ฟังคำนี้จากคนอื่นก็รู้สึกแย่จะตายอยู่แล้ว ถ้าให้เ้าตัวมันพูดเองผมคงแดดิ้นตรงนี้แหละ
“หึ ๆ แล้วไงต่อ”
“แฟนเก่าเตี๋ยว...เขาไม่พอใจที่โดนนินทาว่าถูกเกย์หลอกก็เลยอยากคุยกับเตี๋ยว แต่พอไปก็เสือกมีเื่อีก ไอ้หน้าเหี้ยมหัวโจกเมื่อเย็นนี้มันเป็กิ๊กอีกคนของมิน มันก็เลยรับไม่ได้อยากจะกระทืบผมขึ้นมา แต่ไอ้คิวเอาตัวรอดด้วยการบอกว่าผมมีแฟนเป็ผู้ชายก็เลยรอดมาได้”
“อ้าว...แล้วทำไมเขายังตามมาหาเื่ถึงที่นี่อีกล่ะ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่จริงเมื่อตอนหัวค่ำมินโทรมาบังคับให้ผมไปคุยกับเธอให้รู้เื่ คุยกันได้แป๊บเดียว ไอ้พวกนั้นก็โผล่มารุมกระทืบผมเนี่ย มันหาว่าผมโกหกเื่ที่มีแฟนเป็ผู้ชาย”
“ก็โกหกจริง ๆ”
“ไม่ได้อยากโกหกสักหน่อย!”
“หมายความว่าอยากมีแฟนเป็ผู้ชายจริง ๆ เหรอ”
ทำไมมึงต้องทำหน้าตื่นเต้นวิบวับแบบนั้นด้วยวะ ขนลุก!
“อย่ากวนตีนได้ปะวะ”
“โอเค ๆ แล้วแฟนเราไปไหนแล้วล่ะ ตอนมีเื่ไม่เห็นมีผู้หญิงสักคน”
“ชิ่งหนีไปั้แ่ไอ้ห่าพวกนั้นมาแล้ว แถมครั้งนี้ไม่ยอมอธิบายให้ไอ้เหี้ยมนั่นฟังด้วย แม่ง...”
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น แค้นตัวเองเนี่ยที่ทำไมโง่ซ้ำซากได้ขนาดนี้ ถึงผมจะรักมินมากแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาตายเพราะเธอหรอกนะ
“ขอโทษด้วยแล้วกันนะที่ทำให้พี่เดือดร้อน...เื่ที่บอกว่าเป็แฟนนั่นด้วย”
“ก็...คงไม่ได้เสียหายอะไรหรอก ยังไงก็ผู้ชายเหมือนกัน แต่เตี๋ยวนั่นแหละโตเป็หนุ่มหล่อขนาดนี้ ถ้ามีสาวรู้เื่ข่าวลือนั่นจะไม่เป็อะไรเหรอ”
“เฮ้อ! หล่อแต่โดนหาว่าเป็เกย์ก็คงไม่มีใครสนใจแล้วแหละ เอาตัวรอดจากตีนจะดีกว่า...ขยาดผู้หญิงไปอีกนาน”
“อ๋อ...ขยาดถึงขนาด...อยากมีอะไรกับผู้ชายเลยเหรอ”
“ไม่ใช่โว้ย!” แม่ง...ผมว่าแล้วเชียวว่ามันต้องพูดถึงเื่คืนนั้นแน่
“หึ ๆ”
“ไม่ต้องมายิ้มแบบนั้นเลย! ขอเคลียร์ตรงนี้เลยนะว่าวันนั้นผมเมา เมาโคตร ๆ ไม่มีอะไรเกินกว่านั้นจำเอาไว้ด้วย!”
“พี่ก็ไม่ได้คิดว่าเตี๋ยวตั้งใจทำหรอก ดูก็รู้ว่าเมา...เวลาอกหักก็ทำอะไรบ้าบิ่นกันทั้งนั้นแหละ...พี่ก็แค่แหย่เล่นน่ะ”
“แหย่ห่าอะไรไม่เข้าเื่! ต่อไปนี้ห้ามพูดถึงเื่นั้นอีกเข้าใจปะ”
กูอายโว้ย!
“โห่...ก็อดเห็นเตี๋ยวทำหน้าตาน่ารักแล้วดิ”
“น่ารักเชี่ยไร! คนอย่างก๋วยเตี๋ยวมีนิยามเดียวคือโคตรคูล ถ้ายังอยากมองหน้ากันได้ก็ห้ามพูดคำว่าน่ารักกับผมอีก!”
“โอเค ๆ น้องเตี๋ยวคนโคตรคูล พี่ขอบใจมากที่อุตส่าห์มาดูแลนะครับ”
“จะไม่ดูแลเพราะความกวนตีนเนี่ยแหละ”
คำด่าที่พี่ธิวไม่สะทกสะท้านเหมือนเดิมและยังคงตักข้าวต้มเข้าปากไปเรื่อย ๆ
“เออ...ผมมีเื่ขอร้องหน่อยได้ปะ”
“อะไรเหรอ”
“พี่อย่าบอกแม่เื่นี้ได้ไหม”
“ไม่คิดจะบอกอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อย”
“ก็ระวังแล้ว แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า”
“งั้น่นี้ก็ไปกลับพร้อมพี่ หรือไม่ก็เพื่อนที่กลุ่มจะได้ปลอดภัย”
“เฮ้ย! เตี๋ยวไม่ใช่ผู้หญิงที่จะต้องให้คนโน้นคนนี้คอยไปรับไปส่งนะเว้ย”
“งั้นพี่ก็จะบอกคุณป้า”
“เฮ้ย! เมื่อกี้ยังรับปากอยู่เลยว่าจะไม่บอกแม่”
“พี่บอกว่า ‘ไม่คิดจะบอก’ แต่ถ้าเรายังทำตัวให้น่าเป็ห่วง พี่ก็คงต้องคิดจะบอก”
“แม่ง...เอาแต่ใจฉิบ...” ผมบ่นงึมงำแต่คิดว่าไอ้พี่ธิวคงได้ยินอยู่ดี
“เราก็ดื้อฉิบ...”
แม่งงงง...กวนตีนอีกแล้วครับ
“ไม่ได้ดื้อ!”
“ดื้อเหมือนเดิมแหละ”
“ผมไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว!”
“แต่พี่ยังเหมือนเดิมนะ...ไม่ว่าเตี๋ยวจะคิดยังไง แต่พี่ก็ยังเป็พี่ธิวคนเดิม”
“มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอก” ผมพูดอย่างจริงจังเป็ครั้งแรกเพราะมันเป็ความจริงที่ผมรู้สึก แม้ว่าคนตรงหน้าจะทำตัวเป็ปกติเหมือนเมื่อก่อนแค่ไหน แต่สำหรับผมมันไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย...ไม่มีทางเป็เหมือนเดิมได้ง่าย ๆ
“พี่เข้าใจ...แต่พี่แค่อยากให้เราอยู่ด้วยกันได้เหมือนเมื่อก่อน แม้ว่าพี่จะไม่มีคำอธิบายอะไรที่ดีกว่านี้ก็เถอะ...”
“ช่างเหอะ...ไปนอนแล้ว...ง่วง” ผมรีบลุกขึ้นยืนเพราะไม่อยากรื้อฟื้นอะไรอีก ทั้งที่ผมวิ่งหาคำตอบจากมันมาตั้งนาน แต่เพราะสายตาที่พี่ธิวมองมานั้นทำให้ผมรู้สึกอึดอัดโดยไม่มีสาเหตุ ผมจึงไม่อยากรู้เหตุผลอะไรในตอนนี้เลย
“อืม...งั้น...ฝันดีนะ”
“อือ...”
ผมเดินออกมาจากห้องพี่ธิว พลางคิดว่าความสัมพันธ์ของผมกับพี่ธิวจะเป็ยังไง ถ้าวันนั้นเขาไม่ได้บอกชอบผม...มันคงจะดีกว่านี้...
ผมคงจะดีใจกว่านี้ที่ได้อยู่ใกล้กับพี่ชายที่แสนดีคนเดิม แต่เพราะผมยังจดจำเื่ในวันนั้นได้ดี เื่ราวที่เป็ปมในชีวิตของผม แม้เขาจะไม่รู้ตัวเลยก็ตามว่าทำให้ผมต้องเ็ปกับเื่ที่ตัวเขาเองบอกว่าให้ลืมไปซะ
หลายปีที่ผ่านมาผมคิดว่าทุกอย่างคงเปลี่ยนไปแล้ว แต่พอมาวันนี้เขายังคงทำตัวเป็พี่ชายที่แสนดี ปกป้องผมเหมือนวันเก่า มันทำให้ผมคิดได้ว่าความสัมพันธ์ของผมกับเขาไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว...
ผมไม่ได้รู้สึกปลอดภัยหรืออบอุ่นใจเหมือนอย่างในวัยเด็ก แต่เป็ความลำบากใจที่เขาเอาตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับผมขนาดนี้ ผมยอมรับว่าไม่อยากเกี่ยวข้องกับพี่ธิวมากนักเพราะไม่รู้จะไว้ใจอะไรได้อีก...
ความเชื่อใจที่เคยมีั้แ่เด็กกลายเป็สิ่งที่ไม่มีความหมาย นับั้แ่ที่เขาหายไปจากชีวิตผมโดยไม่มีคำอธิบายอะไรเลย...
แม้วันนี้พี่ธิวจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนไปได้เลย เขายังพร้อมที่จะเป็พี่ชายคนเดิมของผม ไม่ว่าผมจะเหมือนเดิมหรือไม่ก็ตาม การกระทำที่ผมไม่สามารถที่จะเกลียดเขาได้เท่าเดิมอีกแล้ว แต่ผมก็ยังไม่สามารถที่จะกลับไปเป็อย่างเดิมได้หรอก เพราะมัน...ไม่สนิทใจ