หัวหน้าหน่วยหยุดก้าวเดินอีกครั้งเมื่อเหลือระยะห่างจากชิงหยวนเพียงไม่กี่ก้าว สายตาที่มองผ่านผ้าปิดหน้าจับจ้องไม่ละ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างอยู่ในใจ
แดดสายเริ่มลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมาเป็ลำแสงบางๆ ส่องกระทบผ้าปิดหน้าเปื้อนเืของชายตรงหน้าจนเห็นรายละเอียดชัดขึ้น รอยแผลเก่าที่คอเผยให้เห็นเป็ทางยาว บอกว่าชีวิตของเขาผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วนมาก่อนจะถึงจุดนี้ ไม่ใช่นักฆ่าฝึกใหม่ที่จะหลอกได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค
"ผู้าุโสำนักกระบี่์ที่เดินทางคนเดียวมาไกลขนาดนี้" เขาพูดช้าๆ "ฟังดูไม่สมเหตุสมผลนัก ปกติแล้วสำนักใหญ่มักส่งคนเป็ทีมออกมาทำงานแบบนี้ ไม่ใช่หรือ"
"ท่านเ้าสำนัก้าความเงียบ" ชิงหยวนตอบทันทีโดยไม่ลังเล เสียงเรียบนิ่งราวกับซ้อมคำตอบนี้มาแล้วนับพันครั้ง "เื่บางเื่ยิ่งมีคนรู้มากเท่าไร ยิ่งรั่วไหลง่ายเท่านั้น ท่านเองก็ควรเข้าใจหลักการนี้ดี ในเมื่อองค์กรของท่านก็ยึดถือแบบเดียวกัน"
หัวหน้าหน่วยเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาที่มองผ่านผ้าปิดหน้ายังคงจับจ้องไม่ละ "องค์กรของข้าไม่เคยต้องอธิบายตัวเองให้ใครฟัง" เขาพูดเรียบๆ "แต่ผู้าุโสำนักใหญ่ที่ต้องอธิบายตัวเองมากขนาดนี้โดยไม่มีใครถามสักคำ กลับเป็เื่ที่ข้าไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก"
ชิงหยวนรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ปล่อยให้มันแสดงออกทางสีหน้า "บางทีท่านอาจไม่เคยเจอคนที่พูดความจริงมากพอ" เขาตอบกลับ พยายามรักษาโทนเสียงให้เป็ธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้
—
หัวหน้าหน่วยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงแห้งและไร้อารมณ์ "ตอบได้ดี แต่ยังไม่มากพอจะคลายความสงสัยของข้าได้ทั้งหมด" เขาพูดพลางเอียงคอเล็กน้อย "ข้าอยากลองััฝีมือท่านสักหน่อย แค่พอให้รู้ว่าที่พูดมาทั้งหมดคือความจริงหรือไม่"
ไม่ทันจบประโยค ร่างของเขาพุ่งเข้าหาชิงหยวนทันทีด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน มือขวาชักอาวุธออกจากฝักเป็เส้นแสงวาบเดียว ฟันเข้าใส่ไหล่ซ้ายของชิงหยวนโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าแม้แต่น้อย
ชิงหยวนสะบัดกระบี่ขึ้นรับทันทีด้วยสัญชาตญาณ เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานแทรกความเงียบของป่าจนนกที่หลบซ่อนอยู่บินหนีกระเจิง แรงปะทะทำให้เขาต้องถอยหลังสองก้าวเพื่อทรงตัว ฝ่ามือที่จับด้ามกระบี่ชาไปชั่วขณะ
แรงปะทะนั้นหนักกว่าที่คาดไว้มาก ราวกับทุกกล้ามเนื้อในแขนถูกกระแทกด้วยค้อนเหล็ก ชิงหยวนกัดฟันกลั้นความเจ็บ รู้สึกได้ทันทีว่าปราณของฝ่ายตรงข้ามไหลเวียนลึกล้ำกว่าที่เขาประเมินไว้แม้แต่น้อยครั้งแรกที่ััได้จากระยะไกล นี่คือการทดสอบ ไม่ใช่การจู่โจมเต็มกำลัง — เขารู้ดีว่าถ้าคู่ต่อสู้ตรงหน้าลงมือจริงจัง แค่ท่านี้เดียวคงเพียงพอจะจบทุกอย่างได้แล้ว
—
ในซอกหิน เฟยหลงสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงกระทบกัน หัวใจเต้นรัวจนแทบะเิ เขากอดคนเฝ้าก้นเหวไว้แน่นขึ้น มืออีกข้างยังคงปิดปากผู้าุโไว้อย่างระมัดระวังที่สุด ทุกเส้นประสาทในร่างกายเกร็งพร้อมจะพุ่งออกไปช่วยแม้จะรู้ดีว่าตัวเองไม่มีปราณเหลือสักนิด
เขากัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้นิ่งอยู่กับที่ตามที่ชิงหยวนสั่งไว้ แม้ทุกสัญชาตญาณจะกรีดร้องให้วิ่งออกไปช่วยก็ตาม
ในความมืด เขารู้สึกถึงร่างคนเฝ้าก้นเหวที่แนบอยู่กับตัวเองเริ่มเย็นลงทีละน้อย ลมหายใจที่เคยแ่เบาแต่สม่ำเสมอเริ่มไม่เป็จังหวะ บางครั้งถี่ บางครั้งหายไปนานผิดปกติจนเฟยหลงต้องกดหูแนบลงฟังชีพจรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อความมั่นใจว่ายังมีลมหายใจอยู่จริง เขาไม่รู้วิชาแพทย์ ไม่มีปราณจะช่วยประคอง มีเพียงมือทั้งสองข้างและความหวังเท่านั้นที่ยึดชีวิตของผู้าุโไว้กับโลกใบนี้
—
"ฝีมือไม่เลวจริงๆ" หัวหน้าหน่วยพูดพลางถอยกลับไปยืนในระยะห่างเดิม อาวุธในมือหยดเืจางๆ จากรอยขีดข่วนตื้นๆ ที่แขนชิงหยวน "แต่ก็ยังไม่ใช่ระดับที่ทำให้ข้าเชื่อสนิทใจว่าท่านมาที่นี่เพียงเพราะเื่ไฟไหม้หมู่บ้านธรรมดาๆ"
เขาสอดอาวุธกลับเข้าฝักอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อนแม้แต่น้อย ราวกับเวลาไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องกังวล "ท่านรู้ไหมว่าคนแก่เฝ้าถ้ำที่ข้าปะทะเมื่อคืนก็มีฝีมือแบบเดียวกับท่านเป๊ะ" เขาพูดต่อ น้ำเสียงราวกับกำลังเล่าเื่ขำขัน "สงบนิ่ง ไม่ยอมเผยจุดอ่อนง่ายๆ สู้จนเือาบทั้งตัวโดยไม่ยอมพูดสักคำว่าทำไมถึงต้องปกป้องหุบเหวนั้นมากขนาดนี้ น่าแปลกที่ท่านก็มีท่าทีคล้ายกันไม่น้อย"
ชิงหยวนกดแผลที่แขนไว้เบาๆ ความเ็ปแทรกเข้ามาในความคิดแต่เขาไม่ปล่อยให้มันแสดงออกทางสีหน้า "ท่านทดสอบข้าด้วยการทำร้ายผู้าุโสำนักใหญ่โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน" เขาพูดเสียงเ็าขึ้นทีละน้อย "ถ้าเื่นี้ไปถึงหูท่านเ้าสำนักของข้า ท่านคิดว่าองค์กรของท่านจะรับผลที่ตามมาไหวหรือ"
ระหว่างที่พูด ความคิดของเขาแวบไปถึงอวี้เหมยเพียงเสี้ยววินาที ถึงคำสัญญาที่เขาให้ไว้กับนางเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่าจะดูแลครอบครัวนี้ให้ปลอดภัย ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ตอนนี้เขาไม่ได้สู้เพื่อหน้าที่จากท่านเ้าสำนักอีกต่อไป แต่สู้เพื่อคำสัญญานั้นและเพื่อชีวิตของคนที่นอนาเ็อยู่ในซอกหินข้างหลัง ความคิดนั้นให้พลังแปลกๆ แก่เขา มากกว่าปราณที่เหลืออยู่ในร่างกายเสียอีก
—
หัวหน้าหน่วยเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลคำพูดนั้นอย่างจริงจัง "นายท่านของข้าไม่กลัวสำนักใหญ่แห่งไหนทั้งนั้น" ในที่สุดเขาก็ตอบ แต่น้ำเสียงมีความลังเลแฝงอยู่เล็กน้อยที่ชิงหยวนจับสังเกตได้ "แต่ก็จริงที่ว่าการก่อเื่กับผู้าุโสำนักกระบี่์โดยไม่มีหลักฐานแน่ชัด อาจไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนักหากท่านพูดความจริง"
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง สายตาจ้องมองไปยังปากซอกหินด้านหลังชิงหยวนอย่างจงใจ "แต่ถ้าท่านโกหก ทุกอย่างก็ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง จริงไหม"
"ท่าน้าอะไรกันแน่" ชิงหยวนถามกลับ พยายามดึงความสนใจไม่ให้จับจ้องอยู่ที่ซอกหินนานเกินไป "หากท่านไม่เชื่อคำพูดข้า ท่านก็คงไม่มีทางเชื่อไม่ว่าข้าจะพูดอะไรออกไปอีก งั้นเรามาคุยกันตรงๆ ดีกว่า ท่าน้าให้ข้าพิสูจน์อะไรเป็พิเศษหรือไม่"
หัวหน้าหน่วยเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับไม่คาดคิดว่าจะถูกถามกลับตรงๆ เช่นนี้ "ข้า้าดูว่าหลังตัวท่านมีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่เท่านั้นเอง" เขาตอบในที่สุด น้ำเสียงกลับมาเ็าเหมือนเดิม "ถ้าไม่มีอะไร ท่านก็ไม่มีเหตุผลต้องกังวลไม่ใช่หรือ"
—
ชิงหยวนไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว ยืนขวางร่างตัวเองระหว่างศัตรูกับซอกหินอย่างมั่นคงที่สุดเท่าที่ทำได้ในสภาพที่ปราณเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการชั่งน้ำหนักระหว่างชีวิตทุกคนที่เขารัก
"ถ้าท่านอยากเสี่ยงตรวจดูให้แน่ใจ" ชิงหยวนพูดช้าๆ น้ำเสียงยังคงสงบนิ่งแม้ในใจจะปั่นป่วนสุดขีด "ข้าก็ยินดีจะสู้กับท่านให้ถึงที่สุด แม้จะรู้ดีว่าฝีมือท่านเหนือกว่าข้าอยู่มาก แต่ข้าจะไม่ยอมให้ท่านผ่านไปได้ง่ายๆ แน่นอน และเมื่อข้าตายลง เื่ทั้งหมดนี้จะไปถึงหูท่านเ้าสำนักผ่านช่องทางอื่นอยู่ดี ท่านคิดว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะแลกกับความเสี่ยงนั้น"
—
หัวหน้าหน่วยนิ่งเงียบไปนานผิดปกติ ราวกับคำพูดนั้นสร้างรอยร้าวเล็กๆ ในความมั่นใจที่เคยมี เขากวาดสายตามองไปรอบบริเวณอีกครั้ง ก่อนหันกลับมาจ้องมองชิงหยวนอย่างเข้มข้น
"ท่านพูดเก่งพอตัว" เขาพูดในที่สุด เสียงมีทีท่าประเมินค่าใหม่ "แต่คนที่พูดเก่งมักมีเื่ต้องปิดบังเสมอ ตามประสบการณ์ของข้า" มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นลูบคางผ่านผ้าปิดหน้าอย่างครุ่นคิด สายตายังคงไม่ละไปจากซอกหินด้านหลังชิงหยวนแม้แต่วินาทีเดียว
เขาก้าววนรอบชิงหยวนช้าๆ ราวกับกำลังสำรวจเหยื่อจากทุกมุม "ข้าเจอคนมามากพอจะรู้ว่าใครกำลังปกป้องอะไรบางอย่างอยู่ข้างหลัง" เขาพูดต่อ เสียงเบาลงจนแทบเป็กระซิบ "ท่วงท่าแบบนี้ ระยะยืนแบบนี้...ไม่ใช่ท่าทีของคนที่มาสืบเื่ธรรมดาแน่นอน"
"ข้าให้เวลาท่านอีกสิบลมหายใจ" เขาพูดต่อ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็เฉียบขาดขึ้นทันที "ถ้าไม่มีอะไรอยู่ข้างหลังท่านจริง ท่านก็ไม่มีเหตุผลต้องขวางทางข้าไว้แบบนี้ต่อไป ก้าวออกมา แล้วให้ข้าดูด้วยตาตัวเอง"
ชิงหยวนรู้สึกหัวใจเต้นรัวขึ้นทันที เขาไม่มีคำตอบใดเหลืออยู่ในหัวอีกแล้วที่จะยื้อเวลาต่อไปได้
ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วินาที ในซอกหินเฟยหลงรู้สึกร่างของคนเฝ้าก้นเหวเริ่มร้อนผิดปกติ เหงื่อเย็นซึมออกมาเต็มตัวทั้งที่อากาศในซอกหินเย็นะเื เขาไม่รู้ว่าเป็สัญญาณของไข้ที่มากับการเสียเืมากเกินไป หรือเป็เพียงร่างกายที่พยายามต่อสู้กับความเ็ปครั้งสุดท้าย มือที่แนบอยู่กับหน้าอกผู้าุโรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่สม่ำเสมอมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาพยายามกระซิบปลอบให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ "อดทนอีกนิดนะผู้าุโ อีกไม่นานหรอก" แม้จะไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม
จู่ๆ ในซอกหิน เสียงครางแ่เบาแทบไม่เป็เสียงหลุดออกมาจากคนเฝ้าก้นเหว ร่างที่าเ็สาหัสเริ่มกระตุกเบาๆ ราวกับความเ็ปจากแผลที่สีข้างกำเริบขึ้นมาอีกครั้งจนทนไม่ไหว มือของเฟยหลงที่ปิดปากผู้าุโอยู่รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านที่ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป
หัวหน้าหน่วยหยุดชะงักทันที ศีรษะหันไปทางซอกหินอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่มองผ่านผ้าปิดหน้าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจที่กลับคืนมา
"นั่นอะไร" เขาถามเสียงต่ำ มืออีกข้างเคลื่อนไปคว้าอาวุธชิ้นที่สองที่สอดอยู่ข้างเอวอีกฟาก
ชิงหยวนรู้สึกโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ ทุกความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมด ทุกคำโกหกที่ร้อยเรียงมาอย่างระมัดระวัง กำลังจะพังทลายลงเพราะเสียงครางเบาๆ เพียงครั้งเดียว เขากำมือแน่นจนกระบี่แทบสั่น ในใจคิดหาทางออกอย่างบ้าคลั่งแต่ก็หาคำตอบไม่ได้สักทาง มีเพียงร่างกายที่ขยับเข้าไปยืนขวางทางเข้าซอกหินให้แ่ากว่าเดิมโดยสัญชาตญาณ