“แฮ่ก ๆ” เสียงหายใจหอบดังขึ้นอย่างไม่เป็ระเบียบ ท่ามกลางความเงียบงันในตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีกองขยะเกลื่อนกลาดอยู่เต็มไปหมด เด็กสาวพิงแอบแนบชิดอยู่กับกำแพงโดยมีกองเศษไม้คอยบังทัศนวิสัยจากถนนหลักซึ่งหากออกไปไม่กี่สิบก้าว เสียงฝีเท้าที่เดินผ่านไปมาสร้างความหวาดหวั่นแก่ใจของเธอเป็ยิ่งนัก
‘จะยังหลับไม่ได้ จะยังหลับไม่ได้’ แม้เธอจะพยายามตอกย้ำความคิดของเธอมากแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าความเหนื่อยล้าและความมืดมิดจะพรากเอาความรู้สึกนึกคิดออกจากหัวสมองของเธอไปทีละนิดๆ
เด็กสาวเริ่มผ่อนคลายร่างกายลงทีละน้อย แขนทั้งสองข้างยังคงโอบกอดขาของตนเอาไว้อย่างแ่า
‘คำพูดสุดท้ายของท่านพ่อที่ได้ยินตอนออกมาจากอาณาจักรคืออะไรกันนะ’ เด็กสาวพยายามนึกไปถึงเื่ราวดีดีเื่สุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้น ความรู้สึกเศร้า เหงา เหน็ดเหนื่อย ปะปนอยู่ในใจของเธอ
ท้ายที่สุดเด็กสาวก็ไม่สามารถประคองสติของเธอไว้ได้อีกตัวไป เธอค่อยๆ หลับตาลงพร้อมกับทิ้งหยาดน้ำตาเล็กๆ ไว้บนใบหน้าก่อนที่จะสิ้นสติไปในที่สุด
ถนนเส้นหลักยังคงสว่างไสว ผู้คนยังคงสัญจรกันเรื่อยไป ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเด็กสาวในตรอกอันมืดมิดแห่งนี้
มีเพียงเสียงหายใจเบาๆ ที่ยังคงดำเนินต่อไป
———————————————————————————————————————————
“นี่เลดี้ขอเครื่องดื่มให้พวกพี่หน่อยได้มั้ยจ๊ะ” เสียงของเด็กหนุ่มโพล่งขึ้นมาท่ามกลางหมู่ชายฉกรรจ์จำนวนนับสิบซึ่งนั่งรายล้อมอยู่เต็มร้านบาร์เล็กๆ แห่งหนึ่ง
ทุกสายตาในร้านต่างจับจ้องไปยังโต๊ะไม้กลมซึ่งตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางร้านเสียพอดิบพอดี เมื่อเด็กหนุ่มรับรู้ถึงทุกสายตาที่จับจ้องเข้ามาจึงได้รู้ว่าตัวเองนั้นได้กระทำผิดพลาดไปเสียแล้ว
ชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับเด็กหนุ่มต่างก้มหน้าก้มตาหัวเราะคิกคักอย่างไม่แยแส ประหนึ่งว่าการได้แกล้งเด็กหนุ่มนั้นเป็เื่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
“พี่!!!” เด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำขึ้นทันควันพร้อมกับวาดมือต่อยไปที่ไหล่ของพี่ชายทั้งสองซึ่งยังคงหัวเราะจนตัวงอก่อลงไปกับโต๊ะ
“แหม ๆ เลดี้เลยหรอจ๊ะ เดี๋ยวจะจัดให้นะ” สาวเสิร์ฟพูดพลางยิ้มหวานให้แก่เด็กหนุ่มซึ่งยังคงหน้าแดงก่ำอยู่
เสียงหัวเราะดังคิกคักยังคงไม่สงบลงแม้สาวเสิร์ฟจะตอบรับเด็กหนุ่มไปแล้วก็ตาม
“ฮ่าๆ ไอ้เด็กนี่มันเอาเื่จริง ๆ วุ้ย” ชายหนุ่มร่างอ้วนซึ่งร่วมโต๊ะอยู่กับเด็กหนุ่มเริ่มตั้งสติและสูดหายใจเข้าลึกๆ ได้เป็ครั้งแรกหลังจากทุกข์ทรมานจากการสรวลสันอยู่นาน
“โอ๊ย!! อายจะตายอยู่แล้ว ร้านนี้มันไม่ได้มีแต่ผู้ชายนะพี่ สาวเสิร์ฟแต่ละคนนี่เด็ดๆ ทั้งนั้น พี่จะทำให้ผมขายหน้าั้แ่ครั้งแรกงี้ไม่ได้นะ” เด็กหนุ่มพูดพลางถอนหายใจยาวๆ หน้าที่แดงก่ำเริ่มจางลงเผยให้เห็นใบหน้าสีขาวอมเหลืองอันเกลี้ยงเกลาของเด็กหนุ่มวัยสิบสาม ปลายผมสีดำขลับซึ่งถูกดึงลงมาปิดหน้าผากจนตึงรั้ง แสดงให้เห็นว่าเด็กหนุ่มนั้นอับอายและอยากจะหนีหน้าออกจากสถานที่แห่งนี้มากขนาดไหน
“เอาน่า ๆ เอ็งไม่ได้เจอกับไอ้คนพวกนี้บ่อยขนาดนั้นสักหน่อย ที่สำคัญอยากจะเปิดตัวครั้งแรกทั้งทีก็ต้องเปิดตัวให้ยิ่งใหญ่แบบนี่สิวะ” ชายหนุ่มร่างอ้วนพูดไปพร้อมกับใบหน้าที่พยายามกลั้นขำจนถึงขีดสุด
“เอ็งมันไม่รู้อะไรซะแล้ว ผู้หญิงยุคนี้เขาชอบคนเฮฮาลองโตขึ้นอีกสักหน่อยรับรองสาวติดเอ็งตรึม” ชายหนุ่มร่างผอมสูงอีกคนซึ่งนั่งร่วมโต๊ะอยู่พยายามยกเหตุผลให้ฟังดูเข้าที แต่เด็กหนุ่มคิดยังไงก็ฟังดูจะไม่เข้าท่า
“นี่จ้ะ เอลสองแก้วและน้ำองุ่นสำหรับเด็กหนุ่มผู้หาญกล้าผู้นี้นะ” สาวเสิร์ฟเดินนำเครื่องดื่มมาวางให้ที่โต๊ะพร้อมกับยิ้มให้เด็กหนุ่มอีกครั้ง
แก้มของเด็กหนุ่มที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติก็พลันแดงระเรื่อขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้อีกครั้ง
เด็กหนุ่มพยายามสลับแก้วน้ำองุ่นของตนเองกับเอลซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ แต่ความเร็วเป็ของปีศาจ ชายหนุ่มทั้งสองต่างเอื้อมมือไปหยิบแก้วของตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับรับรู้ถึงการกระทำที่เด็กหนุ่มตั้งใจไว้อยู่แล้ว
“นี่มันไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่พี่ มาบาร์แต่ได้ดื่มแค่น้ำองุ่นเนี่ยนะ”
“นี่แหละที่คุยกันไว้ พวกข้าแค่บอกเอ็งว่าจะพามาที่บาร์เฉยๆนะ ไม่ได้บอกว่าจะให้ดื่มสักหน่อย”
“ใช่ ๆ และที่สำคัญถ้านายหญิงรู้เข้าเอ็งคิดดูเอาเองแล้วกันว่าระหว่างเอ็งกับพวกข้าใครจะโดนทำโทษเยอะกว่ากัน”
“พูดงี้ก็จบเห่ ผมขอตามพวกพี่มาเองงี้ผมจะไปทำอะไรได้ละ” เด็กหนุ่มพูดพลางยกแก้วน้ำองุ่นขึ้นมากระดกเอือกใหญ่และถอนหายใจยาวๆ ราวกับพยายามจินตนาการถึงความรู้สึกของพวกผู้ใหญ่อยู่
ชายหนุ่มทั้งสองต่างพูดสนับสนุนกันอย่างเป็เหตุเป็ผล แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูไม่ต่างจากโจรข้างถนนแต่ความคิดอ่านนั้นเหนือกว่ามาก
ทั้งคู่รู้ว่าสิ่งใดที่จะทำให้เด็กหนุ่มยอมจำนนและยกขึ้นมาเป็หัวข้อให้เด็กหนุ่มไม่สามารถต่อรองสิ่งใดได้อีก
ทั้งสามได้ใช้เวลาพูดคุยกันอยู่พักใหญ่จนคนในบาร์เริ่มหายไปจำนวนหนึ่ง ชายหนุ่มร่างอ้วนจึงเริ่มดำเนินการตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ในร้านบาร์แห่งนี้
“ริเซ่ขอเอลเพิ่มอีกสอง” ชายหนุ่มร่างอ้วนะโไปยังสาวเสิร์ฟที่อยู่ห่างถัดไปอีกสองโต๊ะ
“จ้า รอแปปนึงนะ”
“โหว นี่พี่มาบ่อยจนรู้จักกับสาวเสิร์ฟเลยหรอเนี่ย บ๊ะไม่ธรรมดาเลยจริง”
“เห๊อะ ให้มันรู้ซะบ้างว่าข้านี่ใครไอ้หนู ฮ่าๆ”
“จะใครซะอีกก็คุณดอนนี่และฟิล ลูกค้าประจำของเราไงละ” สาวเสิร์ฟที่ชื่อริเซ่เดินมาพร้อมกับแก้วสามใบในมือ
หลังจากที่วางแก้วเอลให้กับชายหนุ่มทั้งสองแล้ว จึงทอดสายตาไปยังเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวบนโต๊ะ
“ว่าแต่เด็กหนุ่มคนนนี้คือใครกันเอ่ย ไม่เห็นคุ้นหน้าเลย” ริเซ่พูดด้วยน้ำเสียงสดใส รอยยิ้มซึ่งถูกฝึกมาเป็อย่างดีเพื่อต้อนรับแเื่กำลังทำให้เด็กหนุ่มตรงหน้านั้นวางตัวไม่ถูก
“ลิซ... ครับ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” ดอนนี่และฟิลหลุดขำออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“ก่อนหน้านี้เห็นมั่นใจแทบตายสุดท้ายแค่นี้เนี่ยนะ”
“ใครจะไปคิดว่าพี่สาวสวยๆ แบบนี้จะมาสนใจกันละ” ลิซเริ่มแก้เขิล
“อุ๊ยแหม ปากหวานอย่างนี้ควรให้รางวัลดีมั้ยนะ” ริเซ่พูดพร้อมกับส่งสายตาหวานๆ ให้กับลิซ ทำเอาลิซถึงกับหน้าแดงก่ำเพราะทำตัวไม่ถูก
“อย่าไปแกล้งเด็กมันน่า”
“แหม แต่ทั้งสองคนก็แกล้งกันไปเยอะแล้วนิ”
“ถ้าให้สาวสวยอยากริเซ่ไปแกล้งมันบ่อยๆ เดี๋ยวมันจะเหลิงเอาจริงๆ นะสิ” ดอนนี่พูดพลางกระดกเอลที่ได้มาใหม่จนหมดแก้ว พร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ริเซ่
“คิดเงินได้เลย ส่วนที่เหลือรับทอนพรุ่งนี้”
“จะให้เถ้าแก่คำนวณเงินทอนให้อีกทีนะคะ” ริเซ่ยิ้มตอบพร้อมกับรับเงินทั้งหมดไปด้วย
“เอาละได้เวลากลับกันแล้วสินะ” ฟิลพูดขึ้นพร้อมกับกระดกเอลที่เหลือในแก้วจนหมด
ลิซยังคงนั่งมองน้ำองุ่นที่อยู่ในแก้วองุ่นของตัวเองราวกับรู้สึกผิดหวังต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป
“เป็อะไรลิซ กลับได้แล้ว”
“เมื่อกี้พวกพี่ๆ คิดว่าผมควรจะต้องตอบกลับไปยังไงหรอ” ลิซทำหน้าฉงนพลางหันหน้าไปทางฟิลพลางดอนนี่พลาง
แม้ในใจของลิซจะสงสัยว่าบทสนทนาของดอนนี่และริเซ่เมื่อครู่คืออะไรก็ตาม แต่เื่การกระทำของตนเองนั้นกลับกวนใจของเขายิ่งกว่า เด็กหนุ่มจึงเลือกที่จะถามสิ่งนี้มากกว่าเื่อื่น
“ถ้าเป็ข้านะข้าจะตอบกลับไปว่า ‘ข้าขอรับรางวัลนั้นด้วยความเต็มใจ’ ” ฟิลตอบ
“เป็ข้า คงตอบไปว่า ‘ข้าขอรางวัลเป็ตัวของเ้าละกันแม่ยาหยี’ ” ดอนนี่ตอบด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเลยแหะ...” ลิซตอบพร้อมกับยกน้ำองุ่นที่อยู่ในมือไปกระดกจนหมด
“แต่เอาไว้รอบหน้าค่อยมาลองดูละกัน” เมื่อพูดเสร็จลิซก็เดินนำออกจากร้านไป
เมื่อเห็นลิซเดินออกไปนอกร้านแล้ว ดอนนี่และฟิลก็หันไปสบตาและยิ้มให้กันโดยไม่ได้นัดหมาย