ผู้ฟังยกยิ้มน้อยๆ อย่างนึกขัน ‘ไม่ตั้งใจนั่นหมายความว่า นางคงไม่สำคัญ’ “เช่นนั้นข้าขอ” และมองสตรีผู้บีบแขนเสื้อของฟานอวี้ถงจนยับย่น
‘ขอสิ่งใด?’ สตรีคิดไกลเช่นชิงเซียนเกาะแขนแกร่งแน่นกว่าเดิม มาถึงจุดนี้จะให้นางเปลี่ยนที่พึ่งพิง ‘ย่อมไม่เอาแน่’ ยิ่งสนมทั้งหลายมองมาด้วยสายตาราวกับจะฟาดฟัน นางก็ยิ่งไม่อยากจะอยู่ เื่ราววังหลังที่เคยได้ยินมามันไม่สวยหรูเหมือนฉากหน้าม่านเลยสักนิด เงยหน้ามองหมอดูฟานอวี้ถงมือน้อยกระตุกชายเสื้อให้เขาหันมาสนใจนาง ในดวงตาหวานมีน้ำใสๆ เอ่อคลอจนเกือบจะล้น ‘อย่าทิ้งนาง’ นั่นคือสิ่งที่อยากจะสื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ “ได้โปรด”
ฟานอวี้ถงหันหน้าไปทางรัชทายาท ไม่ใช่ไม่รู้ว่านางหมายถึงอะไร แต่รัชทายาทเล่าหมายถึงอะไร ตัวเขาเองนั้นค่อนข้างแน่ใจว่าพระองค์จะไม่ขอสตรีที่แตะต้องร่างกายของบุรุษอื่นเป็แน่ ความมีสติและใจเย็นคือลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของเขาที่มักจะทำสิ่งใดต้องผ่านการไตร่ตรองเสมอและครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้เขาจะรำคาญชิงเซียนแต่เขาก็สงสารนาง “ขอสิ่งใดพะยะค่ะ” และเขาไม่พร้อมที่จะยกนางให้ใคร หากนางมิร้องขอ
“ขอทราบนามแม่นางน้อยของเ้า” ยกยิ้ม “ได้หรือไม่”
ฟานอวี้ถงไม่ได้แสดงออกว่าโล่งใจ ในทางกลับกันเขาจับมือบางของชิงเซียนเอาไว้แน่น “ชิงเซียนอายุสิบแปดหนาวแล้ว หาใช่แม่นางน้อยพะยะค่ะ” และเมื่อนางอยู่กับเขาที่ดูเหมือนบุรุษอายุยี่สิบสี่หนาว? ใครๆ ต่างก็มองว่านางคือฮูหยินของเขาเสมอ
‘สิบแปดหนาวแต่ใบหน้าอ่อนเยาว์ราวกับอายุสิบสี่’ รัชทายาทยิ้มอย่างพอใจ “ใบหน้างดงาม นามก็ไพเราะ นางมิใช่น้องสาวเ้า?”
“พะยะค่ะ มิใช่น้องสาวแต่เป็สตรีที่เสนอตัวมาอยู่ร่วมกับข้า” ได้สี่วันแล้ว คำหลังนี้มิได้กล่าวออกไป
“นางช่างกล้านัก” ^^
“พะยะค่ะ” นางกล้านักเพราะนางหาใช่สตรีในภพนี้และจะมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้
รัชทายาทมองฟานอวี้ถงผู้มากวัยกว่าพระองค์เจ็ดปี (รัชทายาทสิบเจ็ด) กับสตรีตัวน้อยในอก ภาพที่นางเงยหน้าร้องขอหมอดูฟานยังคงติดตา ‘ได้โปรด’ หากนางกล่าวเช่นนี้กับพระองค์บ้าง...จะเป็เช่นไรนะ “เอาเถอะ กลับไปทำงานของเ้าเสีย ที่ข้าเรียกมาเพราะอยากรู้ก็เท่านั้นมิมีสิ่งใดพิเศษ”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวพะยะค่ะ” เขาลุกขึ้นและเดินกลับไปยังศาลาเดิมที่ทำงานอยู่ แน่นอนว่าชิงเซียนยังคงเกาะแขนเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ในความนิ่งของรัชทายาทยามนี้ เขายังไม่ค่อยวางใจนัก ดวงชะตาของพระองค์คือดวงชะตาเฉกเช่นเดียวกับฮ่องเต้ สตรีวังหลังย่อมมีนับร้อยแต่นั่นคือดวงชะตาเดิมที่เขาเคยตรวจซึ่งมันจะไม่มีทางโคจรมาพบกันหรือปะทะกับเขาได้ ต่างจากวันนี้วันที่เขาสบพระเนตรของรัชทายาทแล้วรู้สึกถึงอันตรายแบบแปลกๆ ซึ่งมันน่าจะเกี่ยวข้องกับสตรีที่จับชายเสื้อของเขาอยู่ ‘สตรีต่างภพที่พลัดหลงเข้ามาอยู่ในร่างบุตรสาวของจอมมาร’
รัชทายาทหวงหลงจื้อลูบจอกน้ำชาตนเองไปมา ตาจ้องมองสตรีของผู้อื่นโดยไม่กระพริบ ใบหน้ากระจ่างขาวสว่างดั่งพระจันทร์ รูปร่างเล็กกว่าพระองค์เกือบครึ่งแต่ในความเล็กนั้นมีส่วนที่ควรจะใหญ่อย่างเช่นโนมเนื้อสองก้อน้า ความออดอ้อนนั้นอีกเล่าที่สะกดพระองค์เอาไว้ นางเป็สตรีฐานะธรรมดาแต่ความงามนั้นไม่ธรรมดา เทียบกับสนมที่เป็บุตรสาวของเหล่าขุนนางทั้งต่างแคว้นและร่วมแคว้นนับยี่สิบคนตรงนี้...เทียบไม่ติด ‘หมายถึงสนมของพระองค์เองที่เทียบไม่ติด’ “ข้าอยากได้นาง”
ขันทีรับใช้ข้างกายก้มหัวรับคำสั่ง “พะยะค่ะ” นั่นหมายถึงเขาจะเตรียมดำเนินการให้เร็วที่สุด
เหล่าสนมมากมายหลายคนที่นั่งอยู่ล้อมรอบศาลาลอบมองหน้ากัน นี่คือครั้งแรกที่รัชทายาทกล่าวออกมาด้วยพระองค์เอง หาได้มีผู้ใดนำมาเสนอให้พระองค์ไม่...ทุกสายตาสตรีมองไปยังศาลาหลังนั้นด้วยความอิจฉา
ชิงเซียนขยับนั่งตัวตรง (แต่ยังคงชิดแขนล่ำของท่านหมอ) รินน้ำชาร้อนๆ ส่งให้ฟานอวี้ถงอย่างเอาใจ ก่อนจะรินของตนเองขึ้นจิบทีละนิดพลางหลับตาซึมซับความหอมเย็น ‘ยอดเยี่ยมที่สุด’ “อ๊ะ!!” นางรีบลืมตาแล้วหันมองท่านหมอดูของนางก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้หนีไปไหนแต่ยังคงจิบชาและตรวจรายชื่ออยู่ “เฮ้ออ” มือบางหยิบขนมรูปร่างคล้ายซาลาเปาขึ้นมาฉีกออกเป็สองชิ้น ยื่นส่วนหนึ่งไปจ่อตรงปากบุรุษรูปงาม “ข้าป้อนเ้าค่ะ” ยิ้มหวานอย่างเอาใจ
ในความไม่มีอะไรของนาง…แต่ทุกการกระทำมันจับใจบุรุษทั้งศาลา
ไม่ต่างจากบุรุษสูงศักดิ์ “อยากได้จริงๆ” มือหนายังคงนวดคลึงจอกน้ำชา หากเปลี่ยนจากจอกนี้เป็นวดเฟ้นเนื้อตัวนางมันจะยอดเยี่ยมเพียงใดกันนะ ‘รัชทายาทเ้าขาา’ คำนี้ใช่รึไม่ที่นางจะกล่าว
สองชั่วยาม (สี่ชั่วโมง) กับการสอบครั้งสำคัญในวังหลวง ฟานอวี้ถงยืนรับตั๋วแลกเงินจำนวนมากมาเก็บไว้ก่อนจะเอ่ยขอตัว “ข้าลานะขอรับท่านอาจารย์”
“ตามสบายเถอะ ครานี้ทางราชสำนักคงจะได้บัณฑิตใหม่ที่ดีเพราะเ้าช่วยอีกครั้ง”
“ยินดีขอรับ”